วสุกัญญารับยาบำรุงครรภ์จากเภสัชกรแล้วค่อยแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับบ้าน อายุครรภ์ของเธอมากขึ้นก็เริ่มต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หลังจากทำธุระเรียบร้อย ออกมาที่ด้านนอกเพื่อล้างมือเธอพบว่ามีคนยืนล้างมืออยู่ก่อนหน้า ทางนั้นมองเธอผ่านเงาสะท้อนของกระจกก่อนทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตรทั้งยังชวนคุยอีกด้วย
“กี่เดือนแล้วคะ” เสียงถามสดใสทีเดียว เธอยิ้ม ตามองลงที่หน้าท้องนูนก่อนตอบกลับไป “หกเดือนแล้วค่ะ” ค่อยขยับไปอีกอ่างแล้วยื่นมือล้างที่ตรงนั้น
“ว้าว ใกล้จะคลอดแล้วสินะคะ คุณแม่ยังสวยอยู่เลยไม่รู้ว่าถึงคราวฉันบ้างจะสวยแบบนี้ไหมนะคะ” หญิงคนนั้นยังคงชวนสนทนาต่อ ถามว่าลูกในท้องของเธอเป็นหญิงหรือชาย เธอไม่ได้คุยอะไรมากนัก ถามคำถามมาเธอก็ตอบออกไปเท่านั้น แค่ยืนล้างมือนั่นหญิงคนนั้นก็คุยกับเธอได้หลายคำถามแล้ว วสุกัญญาไม่ได้ร่ำลาใคร เธอมักถูกเรียกว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีมิตรไมตรีเท่าไรนักเพียงเพราะพูดน้อยและไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่าย ๆ ทันทีที่เดินออกจากห้องน้ำ ก็พบว่าหญิงสาวคนที่พยายามชวนเธอคุยเดินตามหลังออกมาด้วย หล่อนเรียกหาคนที่ยืนรอด้านนอกด้วยเสียงที่ดังอยู่พอประมาณ
“พี่เบญคะ”
ชื่อที่หลุดออกจากปากของหล่อนทำเอาวสุกัญญาใจหาย หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ พร้อมคิดเข้าข้างตัวเองไปว่าโลกคงไม่กลมและแคบถึงขนาดนั้นหรอก โชคชะตาจะไม่เล่นตลกกับเธอใช่ไหม
แต่แล้วก็พบว่าทุกอย่างกำลังล้อเล่นกับความรู้สึกของเธออยู่
ชายร่างสูงใหญ่ท่วงท่าอากัปกิริยาคุ้นเคยที่ถูกเรียกว่า ‘พี่เบญ’ กำลังตรงมาทางนี้แล้ว
เขาคงเป็น ‘พี่เบญ’ ของหญิงสาวคนสวยคนนั้น แต่นั่นก็ไม่น่าหวั่นใจมากเท่ากับเขาคือ ‘เบญจมินทร์’ ผู้ซึ่งเป็นอดีตสามีของเธอ และเธอกับเขาก็เพิ่งเซ็นใบหย่าปลดปล่อยอิสรภาพให้กันและกันไปเมื่อห้าเดือนก่อนนี้เอง
เบญจมินทร์ไม่ได้ชะลอฝีเท้าของเขาลง
ชายหนุ่มเดินตรงมาทางนี้ และสายตาคมของเขาก็ไม่ได้จับจ้องไปยังคนที่เรียกหาเขาด้วยซ้ำ เพราะเอาแต่มองมาที่เธอ
สายตาของเขากวาดมองที่ชุดของเธอ มองหน้าท้องนูนดันชุดออกมาเพราะมีเจ้าตัวน้อยกำลังโตขึ้นทุกวันอยู่ในท้องของเธอนิ่ง ๆ ปากหนักของเขาเปิดออกช้า ๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วหญิงสาวหน้าตาสวยสดใส ท่าทางร่าเริงก็ตรงเข้าไปคล้องแขนของเบญจมินทร์พร้อมแหงนหน้าบอกด้วยรอยยิ้มสดใส
“เราไปกันเถอะค่ะ พี่หมอรอแล้วป่านนี้ รอบนี้ฝากไข่กับน้ำเชื้อเลยนะคะ ถ้าหลังจากนี้เรายังไม่ติดลูกอีกก็คงต้องให้พี่หมอช่วยเราแล้วล่ะค่ะ”
บทสนทนาของทางนั้นเสียดแทงหัวใจของวสุกัญญาไม่น้อย
วสุกัญญาไม่ได้อยู่รอฟังว่าสองคนนั้นคุยอะไร วางแผนอะไรกันอีก เธอเดินโอบครรภ์ของเธอเอง หันกลับไปยังประตูทางออกของโรงพยาบาล
ภาพตรงหน้าเธอเลือนรางแบบเดียวกับความทรงจำที่เคยมีต่อเขา หลังหย่าขาดจากกัน เธอรู้ว่าเขาเข้าพิธีสมรสต่อจากนั้นในทันที
และเธอก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงในชีวิตของเขา เธออยากเห็นเขาก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตั้งแต่เบญจมินทร์คบหากับเธอเขาก็ถูกตัดขาดทุกทางจากครอบครัวของเขา ลูกชายที่เคยอยู่แบบสุขสบายต้องมาลำบาก เท่านั้นไม่พอยังถูกตัดแข้งตัดขาจนธุรกิจที่เขากับเธอช่วยกันก่อตั้งขึ้นมาเสียหายไปหลายรอบแล้ว
เธออยากให้เขาประสบความสำเร็จ เขาไม่จำเป็นต้องมีเธอก็ได้ เธอยอมปล่อยให้เขาไปพบกับความเจริญก้าวหน้า ไปตามทางที่เขาฝันและปรารถนา ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ตามหาเธอ และไม่ติดใจเรื่องที่เธอตั้งครรภ์นี่หรอก
หลังหย่าขาดจากกัน วสุกัญญาย้ายมาอยู่ยังอีกซีกของเมือง เธอได้อยู่บ้านเช่าเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่มากพอให้สุนัขได้วิ่งเล่น และเตรียมรอเจ้าตัวน้อยในครรภ์ที่กำลังลืมตาดูโลกในไม่ช้านี้ วันนี้ นาทีนี้แล้วเธอไม่ค่อยได้คิดถึงตัวเองเท่าไรนัก
โรงพยาบาลที่เลือกฝากครรภ์ก็กัดฟันยอมจ่ายเพื่อให้ได้แพทย์ดี ๆ แต่ก็ไม่วายมาเจอกับเขาที่นี่อีกครั้ง หรือรอบหน้าเธอจะย้ายโรงพยาบาลดีนะ
ครุ่นคิดพร้อมกับเตรียมตัวลงจากรถที่มาส่งยังหน้าบ้านเช่า เธอชำระค่าโดยสารแล้วค่อยเปิดประตูลงไป
ดันรั้วออกแล้วล็อกมันลงอย่างเดิม เดินตรงเข้าบ้าน นั่งพักไม่ทันหายเหนื่อยดีเลย ออดที่ด้านหน้าก็ร้องดังขึ้น วสุกัญญาลุกขึ้นยืนมองจากด้านใน เห็นร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยยืนตากแดดตรงนั้นก็นึกอยากให้เขาอยู่ตรงนั้นไปเลยนาน ๆ แต่ก็อดเห็นใจเขาไม่ได้ ใจของเธอไม่แข็งพอ
ขยับหลบพร้อมกับคิดไปว่า แล้วนี่เขารู้แล้วอย่างนั้นหรือว่าเธอพักที่บ้านเช่าหลังนี้
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ไม่อยากออกไปพบหน้าเขา เมื่อครู่นี้เบญจมินทร์คงไม่ทันสังเกตเรื่องท้องของเธอหรอก คิดอย่างต้องการให้กำลังใจตัวเอง มองที่ท้องนูนนิ่งอีกอึดใจ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเสียงออดดังขึ้นอีกครั้ง รอบนี้ตามมาด้วยเสียงเรียกของเขา
“กัญญาเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
เธอไม่อยากยั่วอารมณ์ของเขาเลย คนอื่นอาจมองว่าเขานิ่ง แต่หากเขาโมโหขึ้นมาแล้วอะไรก็ฉุดคนอย่างเบญจมินทร์ไม่อยู่ เธอเคยเห็นเขาทะเลาะอย่างรุนแรงกับทนายของสถาบันการเงินที่เข้ามาเจรจากับเขาเรื่องหนี้สินของบริษัทที่เขาก่อตั้งด้วยตัวเอง แล้วทางนั้นทำยึกยักเรื่องเอกสารทางการเงิน จนเขาสติแตก ฉุนขาดตวาดไล่ออกจากบริษัททันที
แล้วก็มีอีกครั้งตอนที่เธอขอหย่าจากเขา วันนั้นเบญจมินทร์ที่ถามเธอถึงเหตุผล เสียงของดุดันมีที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
แล้วทุกอย่างก็มีแต่แย่ลง จนเธอมองดูเขาล้มเหลวไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หนทางไหนที่ช่วยเขาได้ เธออยากช่วยเขาทุกทาง
ถอนใจออกมายาว ๆ ครุ่นคิดอีกครู่ใหญ่แล้วค่อยเดินออกประตูตรงไปยืนคุยกับเขาที่รั้วของบ้าน
“มีอะไรหรือคะ”
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ” เบญจมินทร์ถามกลับเสียงหยัน สายตาคมที่แปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์เวลาอยู่กับเธอสองคนมองลงที่ท้องนูนก่อนพูดขึ้นว่า “ยังจะถามพี่อีกว่า ‘มีอะไรหรือคะ’ ก็หนูท้อง”
วสุกัญญารู้สึกแปลบในใจที่เขาเรียกเธอด้วยคำนี้ ‘หนู’ คำเรียกที่แสดงความเป็นเจ้าของของเขากับเธอ แต่ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้วและเขาไม่ควรใช้คำแบบนี้กับเธออีก
เขาและเธอสิ้นสุดพันธะทางกฎหมายต่อกันแล้ว
และเขาก็แต่งงานใหม่แล้ว
วสุกัญญาก้มลงมองที่หน้าท้องนูน ๆ ของตัวเอง ไม่รู้จะบอกว่าไม่ท้องได้ไหม ก็หลักฐานเด่นชัดออกขนาดนี้ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา “ใช่ค่ะ”
“กับพี่?” เขาถามต่อแทบทันทีโดยที่เธอยังพูดไม่จบเลยด้วยซ้ำ วสุกัญญาถอนหายใจก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน
“อย่าเดินหนีพี่แบบนี้ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
เบญจมินทร์ไม่ง้อเรื่องประตูรั้วอีกแล้ว เขาปีนรั้วบ้านเข้ามาก่อนจะเดินไปดักที่ตรงหน้าของเธอ “แล้วไหนว่าจะไปแต่งงานกับไอ้รุ่นพี่ที่ว่าเป็นหมอนั่นไง ไม่แต่งด้วยกันแล้วหรือ ไหนว่าคบกันตั้งแต่เรายังไม่หย่า พี่ก็เปิดทางให้หนูแล้ว แล้วทำไม นี่โกหกพี่ใช่ไหม เรื่องที่คบกับหมอเวรห่าเหวอะไรนั่น ก็ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม”
เธอเบือนหน้าหลบไปมองทางอื่น ไม่เก่งพอที่จะพูดจาโกหกเขา แล้วบ่ายเบี่ยงบอกไปว่า “เรื่องของกัญญากับพี่หมอคงยังไม่ทำอะไรหรอกค่ะ ตอนนี้กัญญาต้องดูแลลูกในท้องไปก่อนจนกว่าจะคลอด”
“โกหก โกหกทุกอย่างนั่นเลยใช่ไหม หนูหลอกพี่ทำไม”
“คุณมีเรื่องอยากคุยเท่านี้ใช่ไหม”
“พี่ไม่ยอมอีกแล้ว ลูกของพี่ พี่จะดูแลเอง”
“แต่คุณหย่าขาดจากฉันแล้ว และก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว กรุณาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเถอะค่ะ เราต่างคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้เรื่องที่ผ่านมาเป็นความทรงจำระหว่างเราไปเถอะ อย่ามาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรอีกเลย”
เบญจมินทร์มองเธอด้วยสายตาไม่เข้าใจ ตัดพ้อสับสนและสิ้นหวัง
เขาจะโง่แค่ครั้งนี้ ครั้งเดียว เขาจะไม่ยอมให้วสุกัญญามาหลอกเขาได้อีกแล้ว
“พี่ต้องการสิทธิ์ของพ่อ”
“ฉันให้ลูกรู้จักคุณในฐานะของคุณลุงได้นะ”
เบญจมินทร์มองเธอด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่พอใจแต่แล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้สูดลมหายใจเข้าปอดตัวเองลึก ๆ แล้วยื่นข้อเสนอที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบมากที่สุด
“อย่างนั้นพี่ก็จะให้ทนายเข้ามาคุย เรื่องลูก เรื่องของเราอีกที”
“ก่อนจะให้ทนายเข้ามาคุย คุณน่าจะบอกภรรยาของคุณก่อนนะคะ ว่าแต่คุณกล้าบอกเธอหรือว่าคุณมีภรรยามาก่อนหน้านี้แล้วน่ะค่ะ” วสุกัญญาไม่อยากพูดยั่วเขาแบบนี้เลย แต่หากเธอไม่แข็งใส่ ไม่ใช้ยาแรง ๆ กับคนแบบเบญจมินทร์ก็จะไม่ได้ผล เธอจะไล่เขาไปไหนไม่พ้น เธอรู้ว่าเขาแต่งงานกับหญิงสาวท่าทางสดใสคนนั้นแล้วหลังจากเซ็นใบหย่าให้เธอเพียงเดือนเดียว
และทั้งหมดนั่นก็ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับเขาทั้งสิ้น
เธออยากมีส่วนช่วยกอบกู้ฐานะของเขา อยากมีส่วนช่วยฟื้นฟูธุรกิจของเขา รวมไปถึงความช่วยเหลืออีกสารพัดที่พ่อและแม่ของเขาช่วยกันหยิบยื่นให้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องถูกขัดแข้งขัดขา หรือปิดกั้นหนทางการดำเนินธุรกิจอีก
แต่พอนึกถึงสิ่งที่เขาคุยกับเพื่อน ๆ ญาติ ๆ ของเขาในวันนั้นก็ยิ่งน้อยใจที่เธอช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ซ้ำยังเป็นตัวถ่วงในชีวิตของเขาอีกด้วย
“ทุกอย่างที่ทุกคนทำ เขาหวังดีกับคุณทั้งนั้น” ...รวมถึงฉันด้วย
วสุกัญญาบอกด้วยเสียงแผ่วเบาลง จบประโยคก็เม้มปากไว้ให้แน่น ละประโยคหลังเอาไว้ไม่เอ่ยออกไปให้เขารู้
ในเมื่อเธอตัดสินใจแบบนี้แล้ว ก็อย่าได้แสดงท่าทางหรือพูดจารั้งเขาเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยพันธะผูกพันหรือเรื่องของลูกที่กำลังจะลืมตามองโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ก็ตาม
เบญจมินทร์แต่งงานใหม่ไปแล้ว ภรรยาของเขาก็จะมีลูกให้เขาได้เช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้ความรู้สึกผิดชอบกำลังรบกวนจิตใจของเขาเท่านั้น
“แล้วถ้าคุณยังพยายามเรียกร้องให้ตัวเองเป็นพ่อของลูกในท้องฉันอีก คุณจะไม่ได้เจอลูกรวมถึงฉันอีกเลยตลอดชีวิต” เธอเน้นคำหลังพร้อมแข็งใจมองตาเขานิ่งไม่เผยความเจ็บปวดให้เขาจับได้เป็นอันขาด
เบญจมินทร์ใช้สายตาของเขามองค้นหาคำตอบจากแววตาของเธอ ก่อนที่สายตาเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในนาทีต่อมา
วสุกัญญากล้ำกลืนก้อนแข็ง ๆ ที่จุกขึ้นมาอยู่ตรงคอแล้วเดินไปเปิดประตูรั้วบ้านออก ไล่เขาให้ออกไปจากบ้านเช่าของเธอด้วยมือที่สั่นราวกับจับไข้ ความทรงจำดี ๆ ระหว่างเธอกับเขาทั้งหมดที่มีจงช่วยอยู่เป็นแรงใจ เป็นแรงขับเคลื่อนให้เธอต่อสู้บนโลกนี้ต่อไปให้ได้ด้วยเถอะ
หกปีต่อมา
ร่างกลมของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่มือข้างหนึ่งถูกจับจูงด้วยหญิงสาวที่คงเป็นแม่กำลังเดินผ่านประตูของรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายเข้าไปยืนข้างเสาอยู่ในความสนใจของดร.บรรณวิชญ์ในทันทีที่หันไปเห็นเข้า
น่าจะเป็นเพราะความสดใสน่ารักน่าเอ็นดูของทั้งแม่และลูกสองคนนี้เป็นแน่ที่ทำให้ชายวัยหกสิบเจ็ดสนใจ
“นั่งไหมครับ” ชายมากวัยเอ่ยถาม มองสองคนแม่ลูกด้วยสายตาเป็นมิตร แล้วกดมือลงกับหัวของไม้เท้าดันตัวเตรียมจะยืนขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะคุณตา คุณตานั่งเลยค่ะ” เด็กหญิงตอบด้วยท่าทางมั่นใจ น้ำเสียงใสแจ๋วราวแก้วเนื้อดี ขณะพูด ตาก็มองยังไม้เท้าอย่างสนใจ ก่อนจะละจากมาเพื่อมองคุณตาที่เชิญชวนให้ตนนั่ง บอกด้วยน้ำเสียงห่วงใย แม้เพิ่งพบเจอหน้ากันก็ตามที
“คุณตาเจ็บขาต้องนั่งค่ะ อย่ายืนเยอะนะคะ น้องยังเด็ก น้องยืนไหวค่ะ สบายมาก”
“โถ น่าเอ็นดูจังเลย”
คนที่อยู่ตรงนั้นเอ่ยชม ชายสูงวัยที่เด็กหญิงเรียกว่าคุณตายิ้มตาม แววตาที่ใช้มองก็เอ็นดูไม่ต่างกัน จนคนที่นั่งด้านข้างยอมสละเก้าอี้ เด็กหญิงจึงได้นั่งที่ข้างชายสูงวัยในที่สุด
ดร.บรรณวิชญ์มองสองแม่ลูกแล้วชวนคุยด้วยต่อ ผิดจากวิสัยของเขาไม่น้อย “อายุเท่าไรแล้วครับ”
เด็กหญิงอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนหันไปสบตากับเจ้าของมือที่ตนจับไว้แน่น ที่ดูท่าจะเป็นแม่ ก่อนหันมาตอบคำถามของชายวัยใกล้เคียงคุณตา “ปีนี้น้องห้าขวดแล้วค่ะ อยู่อนุบาลสองโรงเรียนอนุบาล…”
เจ้าตัวบอกอายุของตนไม่พอ ยังแจงต่ออีกว่าตนเรียนชั้นไหน โรงเรียนและห้องของคุณครูอะไร ยิ่งเรียกรอยยิ้มให้คนถามและคนที่นั่งฟังเงียบ ๆ ที่ใกล้ ๆ กันให้ยิ้มกว้างมากยิ่งขึ้นไปอีก
“อยู่ไกลจังลูก แล้วมาทำอะไรที่นี่ครับ” ชายสูงวัยยังคงชวนสนทนาต่อ
“มาอดรมกับคุณแม่ค่ะ” เสียงตอบที่ยังไม่ชัดเจนนัก เรียกรอยยิ้มของผู้คนรอบ ๆ ได้อีกครั้ง ชายสูงวัยคุยด้วยตลอดเส้นทางจวบจนถึงสถานีจุดหมายก็ค่อยลุกขึ้นพร้อมบอกลา “ปู่ไปแล้วนะลูก”
“สวัสดีค่ะคุณตา ค่อย ๆ เดินนะคะคุณตา”
ชายสูงวัยที่พยายามแทนตัวเองว่า ‘ปู่’ ยื่นมือลูบศีรษะเบา ๆ แล้วอวยพรตามประสาก่อนจากลาด้วยการเดินออกจากประตูของรถไฟฟ้าไป มองไปรอบ ๆ ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เพราะงงว่าตนจะหาทางลงได้อย่างไร มีคนเข้ามาช่วยบอกว่าให้ลงลิฟต์จะสะดวกกว่า แกก็เดินตรงไปทางนั้น จนลงมาที่ด้านล่างของสถานีรถไฟฟ้าแล้วนั่นเอง ค่อยล้วงเอาโทรศัพท์มาต่อสายหาใครสักคน
ไม่นานรถยนต์นำเข้าคันใหญ่ก็เข้ามาจอดเทียบด้านข้าง ประตูถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมที่คนขับรถวิ่งลงมาประคองขึ้นนั่ง จนเห็นว่าเรียบร้อยค่อยพารถคลานออกจากบริเวณนั้นไป
“เป็นยังไงบ้างคะ บรรยากาศบนรถไฟฟ้า สนุกแบบที่คิดเอาไว้ไหม”
“ก็สนุกดีนะ รอบหน้าผมว่าจะลองไปอีก” แกล้งบอกเย้าแหย่ใส่คนถาม “เมื่อกี้ผมเจอเด็กบนรถไฟฟ้าด้วยนะ น่ารักเชียว”
“เด็กอะไรคะ” นวลน้อมเอ่ยถามเสียงหยอกเย้า สามีที่แต่งงานกันมาไม่เคยนอกลู่นอกทาง ไม่เคยทำตัวเหลวแหลกเหลวไหลให้ตนต้องอับอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้องแม้แต่ครั้งเดียว
“เด็กผู้หญิงน่ะสิคุณ”
คำตอบสั้น ๆ ทำเอาคนเป็นภรรยาคอแข็งขึ้นมาทันที ดร.บรรณวิชญ์หัวเราะออกมาแล้วก็ค่อยบอกต่อจากนั้น ก่อนที่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจะเข้าใจตนผิดไป “เพิ่งจะห้าขวด แต่ช่างพูดเชียวล่ะ พูดจาอะไรก็ดูน่ารักไปหมด เห็นแล้วก็ได้แต่เวทนาตัวเอง แก่จะเข้าโลงอยู่แล้วยังไม่มีโอกาสได้อุ้มหลานสักที”
“ลูกเราก็เหลือเกินจริง ๆ แต่งงานกันมาป่านนี้ก็ยังไม่ติดลูกอีก” นวลน้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิบุตรชาย คนเป็นพ่อปรายตามองรู้ว่าภรรยาทำทีเป็นพูดตำหนิก่อนตน เพื่อไม่ให้ต้องมาติลูกชายมากไปกว่านี้
“น่าจะไปติดต่อหมอที่ทางบ้านหนูลูกพีชบอกเราไว้”
“ค่อยไปเถอะค่ะคุณ ตอนนี้ก็ให้เวลาลูกหน่อยเถอะ ตาเบญอยากพิสูจน์ตัวเองเลยเอาแต่ทำงานจนลืมผลิตลูกมั้งคะ”
คนเป็นพ่อได้ยินคำแก้ต่างอย่างนั้นก็เมินไปยังอีกทาง แล้วทั้งคู่ก็ต้องเปลี่ยนเรื่องคุยไปยังเรื่องอื่น ทุกครั้งที่พูดเรื่องบุตรชายทีไร คนเป็นพ่อก็จะมึนตึงอย่างนี้ทุกที
“กลับมาแล้วค่ะ”
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงสวรินทร์ดังมาก่อนตัวเสียอีก ไม่กี่วินาทีจากนั้นเจ้าตัวก็วิ่งตึง ๆ เข้าไปหาแม่ที่ยืนกำโทรศัพท์อยู่กลางห้องพัก ก่อนจะโอบแขนรอบต้นขาของวสุกัญญาแน่น
คนเป็นแม่กอดตอบ แล้วค่อยคลายใจลง เมื่อลูกสาวของเธอกลับถึงห้องพักเสียที เธอยกมือลูบไปมากับศีรษะของลูกค่อยเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนรุ่นพี่ที่อาสาพาแม่ตัวดีออกไปหาอะไรกินที่ห้างใกล้ ๆ
“ไปถึงไหนกันมาน่ะพี่ยุ้ย ถึงได้กลับเอาป่านนี้ กัญโทรหาก็ไม่ติด ใจคอไม่ดีเลย”
“ทีแรกก็ว่าจะพาไปห้างใกล้ ๆ นี่แหละแต่มันไม่ค่อยมีอะไรไง พี่เลยพายัยรินรินนั่งรถไปถึงโน่นเลย” ยุ้ย เพื่อนรุ่นพี่ของเธอเอ่ยชื่อห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านกลางเมือง เด็กหญิงรีบเสริมอย่างต้องการโอ่แม่ว่าตนไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง
“น้องได้ขึ้นรถไฟสูง ๆ ด้วยค่ะแม่ สนุกมาก ๆ เลย”
“ปล่อยให้แม่คอยอยู่ตั้งนาน เป็นห่วงแค่ไหนรู้ไหมเนี่ย”
“เว่อร์จริง ๆ เลย ไปกับพี่น่าเป็นห่วงตรงไหนกัน ใช่ไหมยัยรินริน”
เด็กหญิงพยักหน้าไว ๆ ตอบรับว่าใช่ เธอมองสองคนป้าหลานที่เข้าขากันเป็นอย่างดีก็ส่ายหน้าแกล้งพูดไปว่า “แม่นึกว่าป้ายุ้ยเอาลูกสาวของแม่ไปขายแล้วเสียอีก”
“ป้ายุ้ยไม่กล้าเอาน้องไปขายหรอกค่ะ เพราะป้ายุ้ยรักน้อง”
“ขี้ตู่ ใครเขารักเรากันยัยอ้วนกลม” ยุ้ยบอกจบหอบเอาหลานสาวลงนอนที่เตียงกลางห้องพัก หยอกล้อกันเสียงดังจากนั้น วสุกัญญามองลูกสาวด้วยรอยยิ้ม เธอชอบฟังเสียงหัวเราะใส ๆ เช่นนี้เหลือเกิน แล้วค่อยเดินไปยังห้องอาบน้ำ ก่อนจะพยักหน้าเรียกแม่ตัวดีให้เข้าไปด้านใน ยุ้ยจึงค่อยเข้ามาคุยต่อจากนั้น
“อบรมรอบบ่ายเครียดมากไหม”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ยุ้ย นี่ไง หนูสรุปให้พี่แล้ว”
“ขอบใจจ้า ไม่เสียแรงเลยที่อาสาเลี้ยงหลานให้ เขาเช็กชื่อรอบบ่ายไหม”
“เออ เขาเช็กด้วยนะพี่ยุ้ย แล้วเขาก็ไม่ให้เซ็นชื่อแทนกันด้วย รอบบ่ายพี่ขาดประชุมนะคะ รู้หรือยัง”
“เอ๊ย จริงดิ” ยุ้ย สาวรุ่นพี่ร้องถามตกอกตกใจ วสุกัญญายิ้มจนตาเกือบปิดที่อำเพื่อนรุ่นพี่ได้ ก่อนบอกไปว่า “ล้อเล่นค่ะ”
“แหม เดี๋ยวนี้มีอารมณ์มาล้อเล่นด้วยนะยะ สงสัยหัวใจจะเป็นสีจมปู ไง พี่หมอโทรมายัง”
“เกี่ยวอะไรกับพี่กรณ์ด้วยเล่า” เธอบอกปัดแล้วเลี่ยงไปหยิบชุดนอนออกมารอท่าลูก
“แล้วพรุ่งนี้ คุณหมอเขาจะมารับกลับบ้านไหม” ยุ้ยยังคงถามต่อ เธอทำเฉย ตอบปัดไปอีกว่า “ไม่รู้สิคะ จะมาทำไม ไม่มามั้ง”
“มาแหง ๆ คอยดูนะพอมาถึงก็จะยิ้ม ๆ บอกเสียงละมุน ๆ ว่า ‘ผมผ่านมาแถวนี้พอดีเลยแวะมารับกัญน่ะครับ’ ทำคะแนนขนาดนี้ไม่ใจอ่อนสักทีละจ๊ะคุณแม๊” ยุ้ยถามกระเซ้าเย้าแหย่เธอไม่หยุด วสุกัญญาไม่ได้ตอบไปว่าอะไร ทำเพียงยิ้มบาง ๆ เท่านั้น แล้วหายเข้าไปห้องน้ำจัดแจงอาบน้ำสระผมเป็นการตัดบทสนทนากับเพื่อนรุ่นพี่ไปเสีย
พรุ่งนี้เธอและคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมประชุมด้วยกันมีอบรมและทำแบบทดสอบช่วงเช้า ต่อจากนั้นแล้วจึงกลับกันได้ จนถึงเวลาเลิกจากประชุมจึงได้พบว่ารถของนายแพทย์ปกรณ์มาจอดรอที่ด้านหน้าของโรงแรม พอเห็นเธอเดินออกมาจากห้องประชุมเขารีบเดินตรงเข้ามาหาทันที
เด็กหญิงสวรินทร์กระตุกมือของแม่ รอจนแม่ย่อตัวลงหาก็ค่อยเปิดปากบอกแม่ไป “เรากลับเองได้ไหมคะแม่”
เธอถามลูกกลับทันที “ทำไมล่ะคะ”
“น้องไม่ชอบคุณลุงหมอเลยค่ะ”
“ทำไมคะ หืม ไหนเราคุยกันสิ”
เด็กหญิงสวรินทร์หน้าบึ้งก่อนบอกไปว่า “เดี๋ยวเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะคะ”
วสุกัญญายิ้มอ่อน เห็นแล้วก็อดนึกไปถึงอีกคนที่นิสัยแบบนี้ไม่ได้ ทำไมจะต้องเหมือนกันด้วยก็ไม่รู้ แล้วค่อยยืดตัวขึ้นเพื่อไหว้นายแพทย์ปกรณ์ เขาเดินเข้ามาสมทบแล้วเธอจึงค่อยบอกเขาออกไป
“บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องมารับน่ะ”
“พี่ผ่านมาธุระแถวนี้พอดีก็เลยแวะมารับน่ะ”
“เหมือนที่ป้ายุ้ยบอกเลย” เสียงบ่นไม่ดังมาจากเด็กหญิงสวรินทร์ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงเบา ๆ จูงไปยังรถยนต์ของนายแพทย์ปกรณ์ในเวลาต่อมา
เบญจมินทร์รอคอยวันนี้ด้วยใจจดจ่อ และด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ ทันทีที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง เขาก็ตรงไปยืนคอยยังจุดที่ได้รับการนัดแนะไว้ว่าหากมาถึงให้มายืนรอตรงจุดนี้ ก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงรอคอยว่าคนที่เขาอยากเจอใจแทบขาด เดินออกมาแล้วหรือยัง
ราวสิบนาทีเห็นจะได้กว่าที่ร่างกลมในชุดนักเรียนอนุบาลของเด็กหญิงสวรินทร์จะเดินออกมา เจ้าตัวมาพร้อมร่างผอมบางของคนเป็นแม่ เห็นยืนคุยยืนตกลงอะไรที่ตรงนั้นนานเป็นครู่ใหญ่เลยทีเดียว กว่าที่เธอจะยอมปล่อยให้ลูกวิ่งตรงมาทางเขา
เบญจมินทร์แทบไม่อยากละสายตาจากอดีตภรรยาของเขาเลย หกปีมานี้เธอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร ยิ่งทำให้เขายิ่งโหยหา อยากเข้าไปคุย อยากให้ทุกอย่างหมุนกลับมาเป็นอย่างเดิมแต่ก็เหมือนกับจะเป็นความต้องการของเขาฝ่ายเดียวเพราะถูกปิดกั้นหนทางจากเธอจนหมดสิ้น
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าเขาคงรักใครได้ทีละคนเท่านั้น
แต่ตอนนี้หัวใจของเบญจมินทร์ถูกแบ่งออกเป็นสองเสียแล้ว อีกคนที่ครองหัวใจเขาได้นอกจากวสุกัญญาไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แม่ตัวดีกำลังวิ่งตรงมาที่เขานี่อย่างไร
พอมาถึงก็ยืนอย่างที่คงถูกคุณครูฝึกมาเป็นอย่างดี ยกขึ้นพนมมือเป็นปุ้มสวยแนบอก ยิ้มจนตายิบหยีไหว้เขา ทำให้เขาต้องปันใจ ละสายตาจากวสุกัญญามามองที่ร่างกลมตรงหน้าแทน
“สวัสดีค่ะคุณลุง” เสียงใสเอ่ยทักทายเขาก่อน ไม่รอช้า เบญจมินทร์ย่อตัวลงไปโอบร่างกลมไว้แนบอกก่อนยกขึ้นอุ้ม “หนักกว่าคราวก่อนที่ลุงมาอีกนี่นา”
“แม่น้องบอกว่าน้องสามสิบโลแล้วค่ะ”
ได้ยินลูกพูดถึงคนเป็นแม่ สายตาคมก็มองลอดรั้วเข้าไปในโรงเรียนเห็นว่าอดีตภรรยามองมาที่เขากับลูกสาว แค่เดี๋ยวเดียวเธอก็หมุนตัวเดินจากไป ค่อยถอนลมหายใจออกมาเบา ๆ หัวใจของเขาสั่นไหวทุกครั้งที่เห็นปฏิกิริยาเฉยเมยเช่นนั้นของเธอ แล้วลดสายตามามองยังร่างกลมในอ้อมกอดเมื่อเสียงออดอ้อนดังขึ้น
“คิดถึงคุณลุงที่สุดเลยค่ะ”
“จริงหรือเปล่า”
“จริง ๆ ที่สุดในโลกนะคะ”
เบญจมินทร์ยิ้ม หัวใจละลายทันทีที่ได้ยินลูกบอกว่าคิดถึงเขา ส่วนตัวเขานั้นคิดถึงทั้งลูกแล้วก็แม่ของลูกหมดหัวใจ
“ไปเที่ยวมาสนุกไหมลูก”
“สนุกมาก ๆ ค่ะ น้องได้ไปกินขนม ได้กินไอติม แล้วก็ได้นั่งรถไฟ…อืม” ร่างกลมยืนนิ่งไปเมื่อนึกชื่อต่อท้ายไม่ออก แล้วพยายามอธิบายเท่าที่ตนเองเข้าใจ “ที่มันสูง ๆ ค่ะ ในนั้นเย็นมาก ๆ เลย น้องจำชื่อไม่ได้”
“รถไฟสูง ๆ หรือ” เบญจมินทร์ถามแล้วจับจูงมือเล็กกว่าเขาหลายเท่ามากุมไว้ด้วยความรักท่วมท้นก่อนพากันเดินตรงไปยังรถของเขา จนขึ้นรถมาแล้วก็อดมองเข้าไปในโรงเรียนของลูกอีกครั้งไม่ได้
“แม่น้องจะไม่กลับบ้านพร้อมกันกับเราหรือครับ”
“ไม่กลับค่ะ คุณแม่บอกให้กินข้าวที่ผัดไว้ในตู้เย็น ให้บอกคุณลุงว่าอุ่นให้น้องกินด้วย แล้วก็ปอกแอปเปิลหนึ่งลูกให้น้องด้วยค่ะ”
คนเป็นลุงได้ยินก็รู้สึกไม่ดี ไม่พอใจที่เด็กหญิงจะต้องมากินของอุ่นที่แช่ไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แทนที่จะได้กินของปรุงสุกใหม่ ๆ นึกตำหนิวสุกัญญาในใจที่ให้ลูกของเขากินอาหารอุ่นเช่นนี้ แล้วตัดสินใจในตอนนั้นที่จะพาเด็กหญิงไปกินอาหารที่ร้านที่เคยพาไปกิน
“ลุงว่าเราไปหาของอร่อย ๆ กินกันสองคนดีกว่า”
ว่าแล้วก็พาไปยังร้านอาหารที่ว่านั่น กินจนอิ่มแล้วแม่ตัวดีก็ร้องเรียกด้วยเสียงที่เขาฟังดูรู้ว่ามีเรื่องเข้าให้แล้ว “คุณลุงคะ”
“ครับ”
“น้องไม่ชอบคุณลุงหมอเลยค่ะ”
เบญจมินทร์ที่มีสถานะเป็นแค่คุณลุงเช่นกันถามเสียงเครียด “ทำไมครับ นี่มันทำอะไรลูกใช่ไหม ลวนลามลูกหรือเปล่า”
“เปล่าหรอกค่ะ คุณลุงเรียกคนอื่นว่ามันทำไมคะ ไม่เพราะเลย เดี๋ยวคุณแม่ก็บ่นเอาอีก” เด็กหญิงตอบคำถามพร้อมดุเบญจมินทร์ไปด้วยเลย ร่างกลมกอดอกตัวเองตั้งท่าให้ดูโมโหสุด ๆ ไปเลย จะได้มีคุณลุงเบญเป็นพวกของตนอีกคน กล่าวต่อจากนั้นว่า “ก็วันโน้นน่ะค่ะ”
คนนำเรื่องมาฟ้องลากเสียงเสียยาว เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าวันนั้นคือวันไหนกันแน่ ยังอธิบายไม่ถูก “คุณลุงหมอพาคุณปู่กับคุณย่ามาที่บ้าน แล้วก็เอาแหวนมาให้คุณแม่ด้วยนะคะ”
เบญจมินทร์ได้ยินที่ลูกสาวตัวน้อยเล่าแล้ว รู้สึกถึงควันร้อนที่พวยพุ่งออกจากหูของเขา
“ว่ายังไงนะลูก”
“ลุงหมอน่ะสิคะ เอาแหวนมาให้แม่แล้วก็พูดว่า…” แม่ตัวดีนิ่งไปเป็นอึดใจแล้วพูดคำที่เสียดแทงหัวใจคนฟังที่สุดออกมาว่า “พูดว่าจะแต่งงานกับแม่ค่ะ”
วสุกัญญาไม่สบายใจทุกครั้งที่เบญจมินทร์มาที่นี่
หากรู้อย่างนี้ตอนนั้นเธอไม่น่ายื่นข้อเสนอนั่นไปเลย เขาขอสิทธิ์ของพ่อแต่เธอให้เขาเป็นแค่ลุง ในหัวตอนนั้นเธอคิดว่าเขาจะค้านหัวชนฝา คิดในใจต่อไปอีกว่าถ้าเขาไม่ยอมเธอจะทำอย่างไร ให้หนีไปให้ไกลกว่านี้ก็เกรงว่าเงินที่มีจะไม่พอใช้เลี้ยงลูก แล้วก็เชื่อเลยว่าเธอคงไปไหนไม่พ้นเขาอยู่ดี เบญจมินทร์คงตามหาเธอจนเจออีกเหมือนเคย
แต่แล้วเขากลับยอมรับข้อเสนอของเธอ ข้อต่อรองของเขามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และเธอก็จำใจต้องตอบรับข้อเสนอนั้นของเขา ท่าทางว่าง่ายของเบญจมินทร์ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไรนัก เพราะภายใต้ความว่าง่ายนั้นคล้ายกับมีอะไรซุกซ่อนอยู่
ตั้งแต่วันที่ยินยอมรับข้อเสนอ เขาก็แวะมาหาเธอวันเว้นวัน เธอบอกให้เขามาให้ห่างกว่านี้หน่อย สักสองอาทิตย์ครั้งหรือเดือนละครั้ง เขาไม่ตอบโต้แต่แล้วก็ยังคงมาหาเธออย่างเดิม
เรื่องที่คุยกันมีเพียงเรื่องของลูกเท่านั้น จนเธอคลอดเขาก็คอยดูแลลูกอย่างคล่องแคล่ว ให้เธอปั๊มนมและนอนพัก พอเธอคลอดจากที่มาวันเว้นวัน เขาจะมาหาทุกวันหลังจากเลิกงานช่วงบ่ายสามอยู่จนเที่ยงคืนก็ไป มาใหม่ตอนเช้ามืด เพื่อมาดูว่าเธอกับลูกเป็นอย่างไร เอาอาหารมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงมาให้ แล้วเขาก็ไปทำงาน
เธอบอกให้เขาไม่ต้องมาแล้ว เขาก็โวยวายว่าขอดูแลลูก ไม่ได้ต้องการดูแลเธอหรอก และขอแค่ช่วงที่เธอต้องให้นมลูกหกเดือนแรกคลอดเท่านั้น อ้างแต่ว่ากลัวเธอจะเอานมชงมาให้ลูกของเขาดื่ม หรือเลี้ยงลูกของเขาแบบละเลย เธอค้านจะเถียงเขาเลยปล่อยเลยตามเลยมาตั้งแต่ตอนนั้น
วสุกัญญาไม่เคยมีประสบการณ์ ทั้งยังต้องอยู่สองคนกับลูก เธอไม่เห็นว่าจะต้องทำหยิ่งไปทำไม จึงให้ความเงียบเป็นคำตอบยินยอมตามข้อเสนอของเบญจมินทร์
พอลูกเริ่มโต เริ่มรู้ภาษา ลูกก็จะรู้จักว่าเธอคือแม่ และเบญจมินทร์คือคุณลุง เป็นแบบนี้มาตลอดหกปี และคงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
วสุกัญญาคิดอย่างขื่นขมพร้อมกับยื่นมือกดออดเพื่อขอลงจากรถสองแถวเที่ยวสุดท้าย ก่อนจะนั่งจักรยานยนต์รับจ้างที่คุ้นเคยรู้จักกันดีให้พาเข้ามาส่งที่หน้าบ้าน ก็ค่อยพบว่าไฟในห้องของลูกปิดแล้ว ส่วนที่กลางบ้านยังคงสว่างไสวอยู่ รถของเขาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนรถคันเล็ก ๆ ในบ้านคันนั้น เบญจมินทร์หยิบยื่นให้เธอ รวมถึงออกเงินซื้อบ้านหลังใหม่หลังนี้ให้เธออยู่กับลูก
เธอไม่เคยนำรถยนต์คันนั้นมาใช้ ส่วนเงินก็ให้เขาเปิดบัญชีในชื่อของเขาเพื่อลูกไปเลย เรื่องราวดูเหมือนจะเงียบเรียบร้อยดีมาตลอด วสุกัญญาคิดพร้อมกับเปิดประตูบ้านเข้าไป เสียงขรึมของเขาก็เอ่ยขึ้นราวกับจะรายงานเรื่องราวในบ้านตอนไม่มีเธอ
“พี่พาลูกไปกินข้าวที่ร้านโปรดของลูก ไม่ได้อุ่นข้าวเหลือ ๆ นั่นให้ลูกกิน ส่วนผลไม้ลูกบอกว่ากินไม่ไหว พี่ไม่ได้ให้ลูกกินขนมนะ มาถึงพี่ให้ลูกอาบน้ำ สระผม เป่าผมแห้งแล้วและก็เล่านิทานให้ฟังเรื่องเดียว ตอนนี้หลับเรียบร้อย”
วสุกัญญาไม่ค่อยได้คุยอะไรกับเขานัก เขาถามเธอถึงจะตอบ หากไม่ใช่เรื่องของลูก เธอก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วยเลย จึงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นทำนองว่ารับรู้ก่อนเดินเลี่ยงไปดื่มน้ำ พร้อมกับนึกไปว่าเขาจะกลับเลยหรือไม่ เพราะเธอเหนื่อยเต็มที อยากอาบน้ำและเข้านอนเลย