เพื่อลากคอแก๊งนรกเข้าตาราง ฉันยอมเอาตัวเข้าแลก ยอมกัดฟันปล่อยให้ไอ้โรคจิตลูบไล้ต้นขาและล้วงมือเข้ามาใต้กระโปรงบนรถเมล์เพื่อเก็บหลักฐาน
ฉันคิดว่าตัวเองเป็น 'ผู้ล่า' ที่กำลังต้อนแกะเข้ากรง แต่ทันทีที่สับกุญแจมือคนร้าย โลกทั้งใบกลับมืดดับลงพร้อมกับถุงดำที่คลุมหัว
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นในโกดังค้ามนุษย์ ฉันถึงได้รู้ความจริงที่น่าสะอิดสะเอียน
ไอ้โง่ที่ฉันจับเป็นแค่เหยื่อล่อ ส่วนบอสใหญ่ตัวจริงคือ 'พชร' ชายหนุ่มมาดดีที่ยืนมองฉันถูกย่ำยีมาตลอดโดยไม่คิดจะช่วย
เขารู้อยู่เต็มอกว่าฉันเป็นตำรวจ แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ เพื่อสนุกกับการปั่นหัวฉันเล่น
วินาทีที่ฉันฉวยโอกาสเอามีดจ่อคอหอยเขา เขากลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังยื่นหน้าเข้ามากระซิบด้วยแววตาโรคจิต
"รู้ไหม... การได้มองตำรวจหญิงผู้มั่นใจ ค่อยๆ เดินลงนรกที่ฉันสร้างไว้ มันเร้าใจยิ่งกว่าตอนเห็นเธอถูกลวนลามซะอีก"
บทที่ 1
สารวัตรรวิ (เมีย) POV
มือหยาบกร้านลูบไล้ขึ้นมาตามต้นขาของฉัน สัมผัสเย็นเยือกที่กระตุ้นให้เส้นขนทั่วร่างลุกชัน ความรู้สึกตกใจปะทะเข้ากับฉันอย่างจังจนลมหายใจสะดุด ความหวาดกลัวที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ฉันรู้สึกเหมือนถูกย่ำยี ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ฉันพยายามจะขยับตัวออกห่าง แต่กลับไม่รู้ว่าคนที่กำลังลวนลามฉันอยู่คือใคร ความรู้สึกไร้ที่พึ่งถาโถมเข้ามา ความวิตกกังวลทำให้หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก ฉันตัวสั่นเทาไปหมดราวกับใบไม้ที่ถูกลมพายุพัดแรงๆ
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นข้างหู "อย่าร้องนะคนสวย ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอไม่มีที่ยืนในสังคม" คำขู่นั้นเย็นชาจนฉันรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง ความสิ้นหวังกัดกินจิตใจฉันอย่างโหดร้าย และลางร้ายที่น่ากลัวก็ฉายชัดขึ้นมาในสมอง
อากาศในรถเมล์ร้อนอบอ้าวและชื้นราวกับป่าดงดิบ มันทำให้ฉันอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมและซอกคอ
ฉันเพิ่งจะขึ้นรถเมล์มาทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งจะซาไปเมื่อไม่นานมานี้ ความเหนอะหนะของเสื้อผ้าที่ติดผิวทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายตัวตั้งแต่แรก
กลิ่นอับของเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ลอยอบอวลไปทั่วรถเมล์ ฉันยืนเบียดเสียดอยู่ตรงกลางรถ โดยมีผู้คนรายล้อมจนแทบไม่มีพื้นที่ส่วนตัว
บางครั้งหยดน้ำฝนที่กระเซ็นเข้ามาทางหน้าต่างก็ทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบไปชั่วขณะ มันเป็นความรู้สึกผ่อนคลายเพียงชั่วครู่ก่อนที่ความอึดอัดจะกลับมาอีกครั้ง
ฉันพยายามปรับท่าทางเพื่อให้เสื้อผ้าที่เปียกชื้นไม่แนบเนื้อจนเกินไป ความหงุดหงิดแล่นขึ้นมาเล็กน้อยกับความไม่สบายตัวนี้
สายตาของฉันกวาดมองไปรอบๆ รถเมล์อย่างระแวดระวัง ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกถึงการสัมผัสที่แปลกประหลาด มันเบาบางจนเกือบจะคิดว่าตัวเองคิดไปเอง
ฉันก้มลงมองทันทีที่รู้สึกถึงสัมผัส ซึ่งก็พบว่าเป็นเพียงกระเป๋าถือของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พยายามบอกตัวเองว่าฉันคงจะคิดมากไปเอง
ฉันผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เส้นผมที่ยังเปียกชื้นหยดน้ำลงมาที่หน้าผาก ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ตลอดเวลา
รถเมล์เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ผู้คนยังคงเบียดเสียดกันแน่น ฉันรู้สึกหงุดหงิดกับพื้นที่ที่จำกัด และพยายามขยับตัวถอยหลังให้มีช่องว่างมากขึ้น
แต่การถอยหลังของฉันกลับทำให้เท้าไปเหยียบรองเท้าหนังของใครบางคนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันยังไม่ทันได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ก็รีบเอ่ยคำขอโทษทันทีด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุด
ทันใดนั้นรถเมล์ก็เบรกกะทันหันอย่างแรงจนตัวฉันเซไปข้างหน้า
ร่างกายของฉันถูกแรงเหวี่ยงเหวี่ยงไปชนกับประตูรถเมล์อย่างแรง จนรู้สึกเจ็บไปหมด
ขณะที่ฉันกำลังจะทรงตัวให้มั่นคงอีกครั้ง มืออุ่นๆ ข้างหนึ่งก็สัมผัสเข้าที่ต้นขาของฉันอย่างจัง ความตกใจแล่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจ
ฉันหันขวับไปมองทันที แต่กลับไม่เห็นมีใครที่น่าสงสัย ผู้คนรอบข้างยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่กับโลกส่วนตัวของตัวเอง
ฉันพบว่าด้านหลังของฉันมีเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังตั้งใจเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่เท่านั้น ความรู้สึกโล่งใจเพียงชั่วครู่ทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าปลอดภัยแล้ว
แต่สัมผัสที่ต้นขายังคงอยู่ มือที่หยาบกร้านยังคงลูบไล้ขึ้นลงอย่างช้าๆ จนฉันรู้สึกคันยุบยิบ ความรู้สึกขยะแขยงและความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
หัวใจของฉันเต้นรัวเร็วขึ้นราวกับกลองรบ สัมผัสที่ต้นขาเริ่มรุนแรงขึ้น และฉันก็เริ่มตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง ความหวาดกลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำให้ร่างกายของฉันเริ่มแข็งทื่อ
ฉันรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกลวนลามบนรถเมล์สาธารณะ ความรู้สึกช็อกทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับฉันได้ ความโกรธปะทุขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง
ฉันพยายามจะปัดมือของอีกฝ่ายออกไป แต่กลับถูกผลักให้แผ่นหลังแนบติดกับประตูรถเมล์อย่างแน่นหนา ฉันรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดอยู่ข้างหูทำให้ฉันขนลุกซู่ ความรู้สึกขยะแขยงปะปนกับความกลัว ทำให้ท้องของฉันปั่นป่วนไปหมด
"หยุดนะ" ฉันพยายามพูดออกไป แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ มือของเขาก็สอดเข้ามาใต้กระโปรงของฉันอย่างรวดเร็ว ความตกใจทำให้ฉันตัวแข็งทื่ออีกครั้ง ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจฉันอย่างสมบูรณ์
ฉันพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกมือใหญ่ปิดปากไว้อย่างรวดเร็ว ความตื่นตระหนกทำให้ฉันหายใจไม่ออก
นิ้วของเขากดลงบนริมฝีปากและลิ้นของฉันอย่างแรง ความรู้สึกขยะแขยงทำให้ฉันอยากอาเจียน ฉันรู้สึกไร้ค่าและไร้อำนาจอย่างที่สุด
ฉันไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ชัดเจน มีเพียงเสียงอู้อี้ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอ ความผิดหวังและความสิ้นหวังกัดกินหัวใจฉันอย่างช้าๆ
ฉันมองไม่เห็นหน้าของคนที่กำลังลวนลามฉันอยู่ ทำให้ความกลัวยิ่งทวีคูณ ฉันพยายามมองหาความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย
ร่างกายของฉันสั่นเทิ้มไปหมดด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ความตกใจทำให้ฉันแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
น้ำตาแห่งความอับอายไหลอาบแก้มอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ร่างกายยังคงสั่นเทาไม่หยุด ฉันปรารถนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วที่สุด
ในใจของฉันเต็มไปด้วยความสับสน ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับฉันได้
สายตาของฉันกวาดมองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์ ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนดูเหมือนจะจ้องมองมาที่ฉันอย่างตัดสิน ฉันรู้สึกอับอายราวกับถูกเปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชน
ขาของฉันสั่นจนแทบจะยืนไม่ไหว ความอับอายที่รุนแรงทำให้ฉันอยากจะหลบซ่อนตัวจากสายตาของทุกคน
ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ มันเหมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของฉันก็ถูกทำลายลงในพริบตา
ทันใดนั้นสายตาของฉันก็ปะทะเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากฉัน พริบตาหนึ่งฉันรู้สึกถึงความหวัง
ฉันพยายามใช้สายตาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับผิวปากอย่างไม่สนใจ แล้วหันหน้าหนีไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความรู้สึกถูกหักหลังและความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
ผู้โดยสารทุกคนในรถเมล์ต่างถอยห่างจากฉันไปหนึ่งก้าว ราวกับว่าฉันเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง
ฉันรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างพิจารณา ราวกับว่าพวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ความอับอายทำให้ฉันอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้
ฉันส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง ความรู้สึกไร้ที่พึ่งทำให้ฉันยอมจำนนต่อสถานการณ์
"ฉันจะทำตามทุกอย่างที่นายต้องการ ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ" ฉันเอ่ยเสียงเบาอย่างสิ้นหวัง มันเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากส่วนลึกของจิตใจที่แตกร้าว
ทันทีที่ฉันพูดจบ รถเมล์ก็ชะลอความเร็วลงและค่อยๆ จอดสนิท
ความรู้สึกโล่งใจเพียงชั่วครู่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่น่ากลัว
ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับว่าวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว
เสียงของผู้โดยสารที่อยู่ด้านหลังเร่งให้ฉันลงจากรถ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำซ้ำเติม
จิตใจของฉันว่างเปล่า เสียงหึ่งๆ ยังคงดังก้องอยู่ในหู คำขู่ของเขาที่กระซิบข้างหูก่อนจากไปยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง
"อย่าลืมนะคนสวย ถ้าไม่อยากให้รูปเธอว่อนเน็ต พรุ่งนี้ฉันจะรอเธออยู่ที่เดิม" คำขู่นั้นยิ่งทำให้ความสิ้นหวังของฉันลึกซึ้งขึ้น มันเป็นคำขู่ที่ทำให้ฉันรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
สารวัตรรวิ (เมีย) POV
แรงผลักจากด้านหลังทำให้ฉันล้มลงไปในแอ่งน้ำโคลนอย่างแรง ฉันไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ความมึนงงทำให้ฉันไม่สามารถรับรู้สิ่งรอบข้างได้ชัดเจน
น้ำโคลนเย็นเฉียบซัดสาดเข้าใส่เสื้อผ้าและใบหน้าของฉัน ความรู้สึกขยะแขยงทำให้ฉันอยากจะร้องไห้
ผู้คนรอบข้างที่ยืนอยู่บนป้ายรถเมล์ต่างจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่สงสัยและแปลกแยก ฉันรู้สึกอับอายและโดดเดี่ยวอย่างที่สุด
ฉันหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายของฉันอ่อนแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้เอง
ในสมองของฉันยังคงฉายภาพการกระทำอันน่ารังเกียจของเขาซ้ำไปซ้ำมา ฉันรู้สึกสับสนและขยะแขยงตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
ฉันเดินกลับบ้านอย่างเลื่อนลอย โดยที่ไม่ได้ถอดเสื้อผ้าที่เปียกโชกและเปื้อนโคลนออกเลย ทันทีที่ถึงบ้าน ฉันก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
ความรู้สึกช็อกทำให้ฉันตระหนักว่าร่างกายของฉันมีการตอบสนองที่แปลกประหลาดต่อการกระทำของเขา ความรู้สึกขยะแขยงตัวเองปะปนกับความสับสน
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายของฉันถึงได้ทรยศตัวเองในสถานการณ์แบบนั้น
ฉันหายใจเข้าออกอย่างหนักราวกับว่ายังมีกลิ่นของเขาติดอยู่ในปาก ความรู้สึกขยะแขยงยังคงเกาะกุมฉันไม่หาย
ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ความสงสัยปะปนกับความกลัว ทำให้ฉันยิ่งอยากจะรู้เรื่องของเขามากขึ้น
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนั้นกับฉันได้
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วจ้องมองพื้นอย่างว่างเปล่า
โคลนที่ติดอยู่บนร่างกายของฉันค่อยๆ ไหลลงมาเรื่อยๆ จนถึงปลายเท้า ความรู้สึกแปดเปื้อนยังคงเกาะกุมฉันไม่หาย
ฉันนึกย้อนไปถึงความอับอายที่อาจจะมีคนมากมายเห็นเข้า ฉันอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ ที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
ฉันไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกไร้ที่พึ่งและความสิ้นหวังทำให้ฉันจมดิ่งลงไปในวังวนของความมืดมิด
ฉันพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนออก แล้วตรงไปยังห้องอาบน้ำ ฉันอยากจะชำระล้างความสกปรกที่ติดอยู่บนร่างกายและจิตใจ
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดึงฉันกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ฉันสะดุ้งเล็กน้อย แล้วหยิบโทรศัพท์ที่หน้าจอสว่างขึ้นมาดูอย่างเลื่อนลอย
มันเป็นคำขอเป็นเพื่อนจากคนแปลกหน้า
รูปโปรไฟล์และชื่อผู้ใช้ของเขากลับว่างเปล่า ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ
ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตอบรับคำขอเป็นเพื่อนของเขา ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แต่มันเหมือนกับว่ามีบางอย่างกำลังดึงดูดฉันเข้าหา
ทันทีที่ฉันกดตอบรับคำขอเป็นเพื่อน เขาก็ส่งรูปภาพมาให้ฉันทันที
หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น โทรศัพท์มือถือร่วงลงจากมือของฉันกระทบพื้นเสียงดังลั่น
ดวงตาของฉันเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัว มือของฉันสั่นเทาจนไม่สามารถยกขึ้นมาได้
รูปภาพที่เขาส่งมาคือรูปของฉันบนรถเมล์ มือของเขาที่กำลังลวนลามอยู่บนต้นขาของฉันปรากฏชัดเจนในรูปภาพนั้น กระโปรงของฉันถูกยกขึ้นจนเห็นชุดชั้นในอย่างชัดเจน
ความอับอายพุ่งขึ้นสูงสุด ความรู้สึกถูกย่ำยีและความกลัวทำให้ฉันแทบจะเป็นบ้า
ฉันเก็บโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
"แกเป็นใคร!" ฉันพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธปนความกลัว
แต่เขากลับเพิกเฉยต่อคำถามของฉัน
ข้อความตอบกลับที่ส่งมามีเพียงคำเย้ยหยัน มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกทรมานทางจิตใจ
ร่างกายของฉันสั่นเทาอยู่หน้าประตูห้องน้ำ
ฉันไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
เขาต้องการเงิน หรือมีจุดประสงค์อื่นที่น่ากลัวกว่านั้น
แล้วเขาได้เบอร์โทรศัพท์ของฉันมาจากไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว
ความสั่นสะท้านแล่นไปทั่วร่าง ความกลัวถาโถมเข้ามาจนฉันต้องกำโทรศัพท์ไว้แน่น
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง
ฉันสะดุ้งเฮือก แล้วจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความหวาดระแวง
ฉันแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่ออ่านข้อความ
"ไม่ใส่เสื้อผ้าแล้วยังเปิดหน้าต่างอาบน้ำอีก ระวังจะเป็นหวัดนะคนสวย" ข้อความที่ส่งมายิ่งทำให้ความกลัวของฉันพุ่งขึ้นสูงสุด ฉันรู้สึกเหมือนถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง
ฉันเงยหน้าขึ้นมองทันที แล้วก็พบว่าหน้าต่างห้องน้ำเปิดอ้าออกบานใหญ่ ผ้าม่านปลิวไสวไปตามแรงลม
ฉันวิ่งไปปิดหน้าต่างและดึงผ้าม่านให้สนิทอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นตระหนก
เขาติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ในบ้านของฉันหรือเปล่า
เขากำลังจับตาดูฉันอยู่ใช่ไหม
โทรศัพท์มือถือของฉันดังขึ้นอีกครั้ง
ข้อความจากเขาปรากฏบนหน้าจอ
"จะปิดหน้าต่างทำไม ในเมื่อฉันอัดคลิปไว้หมดแล้ว" ข้อความที่ส่งมายิ่งทำให้ความสิ้นหวังของฉันลึกซึ้งขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็ส่งคลิปวิดีโอหนึ่งมาให้ฉัน
ฉันแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อเปิดดูคลิปวิดีโอนั้น
ในคลิปคือภาพของฉันที่กำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่หน้าประตูห้องน้ำ กำลังถือโทรศัพท์มือถืออยู่
ความอับอายที่รุนแรงทำให้ฉันอยากจะกรีดร้องออกมา
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจของฉันเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมาจากอก
ฉันคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบตัว แล้วเดินตรงไปที่หน้าต่างของห้องนอน มองออกไปยังห้องฝั่งตรงข้าม
ฉันเห็นมือข้างหนึ่งกำลังโบกโทรศัพท์มือถืออยู่ตรงหน้าต่างห้องนั้น
เขาซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่าน ทำให้ฉันมองไม่เห็นหน้าเขาได้ชัดเจน
ร่างกายของฉันสั่นเทาจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ฉันกำโทรศัพท์ไว้แน่นด้วยมือที่สั่นระริก
ข้อความจากเขาดังขึ้นอีกครั้ง "พรุ่งนี้เวลาเดิม ที่เดิม ฉันจะรอเธอ"
ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง ฉันรีบกดลบและบล็อกเขาในทันที
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพียงชั่วครู่ แล้วความกลัวก็กลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อฉันได้รับคำขอเป็นเพื่อนอีกครั้ง
คำขอเป็นเพื่อนใหม่มาจากชื่อ "จางห่าว" พร้อมกับข้อความหนึ่ง
"ถ้าไม่มา ฉันจะส่งคลิปวิดีโอที่เธออยู่บนรถเมล์ ให้ครอบครัวของเธอดู" ความกลัวทำให้ฉันแทบจะเป็นลม
สารวัตรรวิ (เมีย) POV
ฉันเหลือบมองห้องฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง แม้จะอยู่ในความมืดสลัว แต่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นห้องว่างเปล่าที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ ความสงสัยเริ่มกัดกินจิตใจฉัน
เขาต้องย้ายเข้ามาอยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามทันทีที่รู้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของฉัน เขาต้องวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว ความหวาดกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
ฉันคิดถึงผลที่จะตามมาหากฉันไม่ไปตามคำสั่งของเขา รูปภาพและวิดีโอเหล่านั้นจะถูกเผยแพร่ออกไปอย่างไร้ความปรานี ความอับอายจะกัดกินชีวิตของฉันไปตลอดกาล
ความกลัวปะปนกับความคาดหวังที่แปลกประหลาด ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว
ฉันก้าวขึ้นรถเมล์ด้วยเท้าที่เปื้อนน้ำขังจากเมื่อคืน ร่างกายของฉันยังคงรู้สึกไม่สบายตัว
รถเมล์ไม่ค่อยมีคนมากนัก ฉันเลือกที่จะยืนอยู่ที่เดิมเมื่อวาน หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความกังวล ฉันรอคอยการมาถึงของเขาอย่างใจจดใจจ่อ
มือของฉันกำราวเหล็กไว้แน่น สายตากวาดมองผู้โดยสารทุกคนบนรถเมล์อย่างระแวดระวัง
ฉันไม่รู้ว่าเขาคือใคร อาจจะเป็นชายใส่แว่นคนนั้น หรือคนที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ฉันพร้อมกระเป๋าถือใบใหญ่
ฉันกัดริมฝีปากแน่น ฉันไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าใครคือเขา
ฉันรู้สึกว่าทุกคนบนรถเมล์ล้วนน่าสงสัยไปหมด
ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกถึงสัมผัสของผ้าหยาบๆ ที่ค่อยๆ ลูบไล้ขึ้นมาตามต้นขาของฉัน ลมหายใจของฉันหยุดไปชั่วขณะ
ร่างกายของฉันแข็งทื่อราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ฉันไม่กล้าขยับตัว ทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกมา
สัมผัสที่ต้นขายิ่งรุนแรงขึ้น ความกดดันถาโถมเข้ามาจนฉันรู้สึกร้อนรุ่มและอึดอัด มือหยาบกร้านค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปอย่างช้าๆ เกือบจะถึงชายกระโปรงของฉัน ราวกับว่าเขากำลังลองความอดทนของฉันอย่างใจเย็น
ฉันได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมโคโลญจน์ราคาถูก ทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้ แต่ฉันก็ยังคงพยายามรักษาท่าทีให้ดูปกติที่สุด
ฉันกัดริมฝีปากล่างจนรู้สึกเจ็บปวด พยายามควบคุมสีหน้าและลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด
ฉันวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่การลวนลามธรรมดา แต่เป็นการท้าทาย การแสดงอำนาจ และฉันคือเหยื่อที่เขาเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
ฉันไม่ใช่เหยื่อ! ฉันตะโกนก้องอยู่ในใจ ฉันคือผู้ล่าที่แกล้งทำเป็นลูกแกะที่หวาดกลัวต่างหาก
ทุกสัมผัสที่น่ารังเกียจคือหลักฐาน ทุกวินาทีคือโอกาสที่ฉันจะได้สังเกตและจดจำรายละเอียดของเขา
มือของเขายังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ล่วงเกินไปมากกว่านั้น ราวกับว่าเขากำลังพึงพอใจกับการที่ฉันยอมทำตามคำสั่ง
ฉันหลับตาลงชั่วครู่ แล้วหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความรู้สึกขยะแขยงที่ปะทุขึ้นมาในอก ความอดทนของฉันกำลังจะหมดลง และเกมนี้กำลังจะเป็นของฉันในไม่ช้า
รถเมล์ชะลอความเร็วลง เตรียมจะจอดที่ป้าย ฉันรู้สึกถึงความกดดันที่ลดลง สัมผัสที่ต้นขาหายไปอย่างสิ้นเชิง
ฉันยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่เหลือบมองเห็นเงาคนหนึ่งรีบเบียดตัวลงจากรถเมล์ไปอย่างรวดเร็ว
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยความโล่งอก มือที่กำราวเหล็กไว้แน่นค่อยๆ คลายออก ฉันพร้อมแล้วที่จะเริ่มแผนการต่อไป
รถเมล์เริ่มชะลอความเร็วลงอีกครั้ง ฉันรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก