ระหว่างเส้นทางเมืองไฮ่มุ่งสู่เมืองหลวง
“ช่วยด้วย ช่วยคุณชายของข้าด้วย” ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายอย่างหนัก บุรุษวัยสามสิบกว่า ๆ ผู้หนึ่ง รีบขวางทางทหารกลุ่มหนึ่งไว้ด้วยความลนลานและหวาดหวั่น
“เกิดอะไรขึ้น” คนที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มทหารถามขึ้น
“รถม้าของคุณชายข้าลื่นเสียหลักตกลงไปที่หน้าผา คุณชายของข้ากระโดดออกมาจากรถได้ แต่ก็ติดอยู่ที่ชะง่อนผาด้านล่าง ไม่สามารถหาทางขึ้นมาได้เพราะได้รับบาดเจ็บที่เท้า”
“คนอยู่ไหน”
“ทางนี้”
ทหารหลายสิบนายเตรียมจะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บท่ามกลางสายฝน
“พี่ตู้ รอให้ฝนซาอีกสักหน่อยดีกว่า ฝนตกแบบนี้มันเสี่ยงเกินไปนะ” ไป๋ซินหูเสนอแนะเพื่อนร่วมงาน
“แต่คนกำลังบาดเจ็บนะอาหู และฝนก็ตกหนักมากด้วย น้ำจากข้างบนไหล่ลงไปแบบนี้ เกรงว่าชะง่อนผาอาจจะพังลงได้”
“ชะง่อนผาไม่น่าพังง่าย ๆ ยังมีลักษณะคล้ายปากถ้ำไว้หลบลมฝนได้อีก เขาน่าจะปลอดภัยไปจนถึงฝนหยุดตก แต่ถ้าเราช่วยเขาตอนนี้เรานี่แหละที่เสี่ยงกว่าเขา”
อาตู้คิดตามคำพูดของเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นคนรอบคอบที่สุดในกลุ่ม
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล แต่เราจะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานไม่ได้ เจ้าก็รู้ว่าเราเป็นกลุ่มสุดท้าย ต้องรีบกลับไปรวมตัวกับกลุ่มอื่นในเมืองหลวง ตอนนี้เรามีแค่สองทางเลือกเท่านั้น คือช่วยเขาหรือไม่ก็ทิ้งเขาไปตอนนี้เลย ให้เขารอให้คนอื่นที่ผ่านทางมาช่วย”
“แต่เราเป็นทหารนะพี่ตู้ เราจะทิ้งชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ต้องทำตอนนี้เลย เราจะเสียเวลาอีกไม่ได้แล้ว ถ้าเรากลับไปถึงช้ากว่ากำหนดมากเกินไป เราก็จะโดนลงโทษตามวินัยทหารเหมือนกัน”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่พี่ตู้เถิด” ไป๋ซินหูรับปากอย่างเต็มใจ
ความจริงเขาควรจะกลับถึงเมืองหลวงตั้งแต่สามวันที่แล้ว แต่เพราะฝนที่ตกมาผิดฤดูนี้เอง ทำให้ท่านแม่ทัพไม่ไว้วางใจ สั่งให้ทหารกองของเขาอยู่เฝ้าระวังต่ออีกสามวัน เพราะกลัวจะเกิดเหตุน้ำท่วมหมู่บ้านซ้ำอีก
“เจ้าไปหยิบเชือกกับผ้ามาให้ข้าที”
“อือ” ซินหูทำตามคำสั่งโดยเร็ว
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ซินหูก็เตรียมตัวจะลงไปช่วยคน
“ข้าเอง” อาตู้ดึงไป๋ซินหูเอาไว้
“เจ้าออกคำสั่งอยู่ข้างบนนี่แหละ” ซินหูรู้ว่าพี่ตู้มีอาการปวดแขนข้างซ้ายมาสักพักแล้ว และตัวก็ใหญ่กว่าเขามากจึงไม่อยากให้ลงไป
“แน่ใจนะ” อาตู้ถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ถนัดงานแบบนี้
“แน่ใจสิ รีบ ๆ เข้าเถอะ ฝนซาลงบ้างแล้ว เราจะได้ทำงานง่ายขึ้น”
อาตู้พยักหน้ารับ
ไป๋ซินหูถูกหย่อนลงไปจนถึงชะง่อนผาอย่างปลอดภัย มองดูร่างโปร่งบางที่หลบฝนอยู่กับโขดหิน เขาดูอิดโรยและซีดเซียว และเขายังอายุน้อยอยู่เลย ดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่ามาจากชาติตระกูลที่ดี
“เป็นอย่างไร เจ็บตรงไหนบ้าง”
“ข้าเจ็บขามาก ท่านมาช่วยข้าหรือ”
“อือ ข้ามาช่วยแล้ว” ไป๋ซินหูมองข้อเท้าที่บิดจนผิดรูป บวมช้ำเป็นสีคล้ำ สูงขึ้นมาอีกนิดก็เห็นกระดูกแทงทะลุเนื้อที่ฉีกขาดออกมา แต่แทบไม่มีเลือดให้เห็นแล้ว คงเพราะถูกน้ำฝนชะล้างไป เขารีบหยิบผ้าและไม้ที่เตรียมไว้ออกมา
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วคุณชายน้อย” ถามขณะเริ่มโรยยาลงไปบนบาดแผล
“อีกสองเดือนข้าก็จะอายุสิบสองแล้ว โอ๊ย!!!” ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามากะทันหัน
ซินหูรีบจับขาที่ทำท่าจะชักหนี “อดทนหน่อยนะคุณชาย บาดแผลของเจ้าสาหัสมาก ข้าต้องรักษาอาการเบื้องต้นให้ก่อน เสร็จแล้วจะรีบพาเจ้าขึ้นไป กัดผ้านี้ไว้นะ”
“ข้าเจ็บ ซู้ด..แต่ข้าจะอดทน” เขารีบกัดผ้าข่มความเจ็บปวดที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต แม้น้ำตาจะไหลแข่งกับน้ำฝนแต่ก็ไม่ปริปากร้องออกมา
“ข้าเป็นทหาร ชื่อไป๋ซินหู เดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยที่เมืองไฮ่หลายเดือนแล้ว เมียของข้ากำลังท้องแก่ใกล้คลอด ข้าหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นลูกสาว เพราะข้ามีแต่พี่ชาย ข้าจึงอยากได้ลูกสาวเอาไว้ให้อ้อนข้าบ้าง” ซินหูหาเรื่องมาชวนคุยกับเด็กหนุ่ม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวด “เสร็จแล้ว”
“ท่านคงมีความสุขมากสินะ ที่จะได้กลับไปเจอหน้าภรรยา แล้วยังจะได้เป็นพ่อคนอีก” แม้จะยังเจ็บอยู่ แต่เขาก็คุยโต้ตอบกับนายทหารผู้มีพระคุณที่กำลังผูกปมผ้า
“ดีใจมาก อยากจะกลับถึงบ้านวันนี้พรุ่งนี้เลย ค่อย ๆ ลุกขึ้นนะ” เขาประคองเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้นช้า ๆ “นอกจากที่ขาแล้วยังเจ็บที่ไหนอีกไหม”
“เจ็บตามตัวบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ ข้าทนได้”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งเจ้าขึ้นไป ตอนที่ถูกดึงขึ้นไปก็ระวังให้ดี”
“แล้วท่านไม่ขึ้นไปกับข้าด้วยหรือ”
“สองคนมันจะหนักเกินไป ถึงฝนจะซาลงมากแล้วแต่ก็ยังอันตราย เจ้าขึ้นไปก่อนเถิดคุณชายน้อย”
“ข้าชื่ออี้เทียน ขอบคุณท่านอาไป๋” ประสานมือคำนับอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ
“ยินดี เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม”
“อือ”
ซินหูส่งยิ้มให้คุณชายน้อยก่อนจะกระตุกเชือกส่งสัญญาณให้คนด้านบน มองตามเด็กหนุ่มที่ถูกดึงขึ้นไปได้ครึ่งทางแล้วอย่างไม่คลาดสายตา
ครืนนนน..
“ระวัง!” เสียงของอาตู้ตะโกนดังด้วยความตกใจแข่งกับสายฝน
“เหวอ!” เสียงของอี้เทียนร้องด้วยความตกใจจนฟังไม่รู้เรื่อง
ไป๋ซินหูก็ตกใจกับภาพของอี้เทียนที่กำลังร่วงลงมาอย่างเร็ว รีบขยับตัวหมายจะรับคนที่กำลังตกลงมา ลืมไปว่าตัวเองนั้นกำลังยืนอยู่ชิดขอบผา ทำให้ขาข้างหนึ่งเหยียบลงไปบนอากาศ..
แต่โชคยังดีที่ร่างของอี้เทียนสะบัดลงมาใส่เขาพอดี ตัวเขาจึงเหมือนถูกเหวี่ยงกลับไปบนผาได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ขาข้างที่ก้าวออกไปในอากาศเมื่อสักครู่ รู้สึกถึงความเจ็บปวดขึ้นมา..
เขาคงโดนหินบาดเข้าให้แล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ขยับดูให้แน่ใจ สายตาก็เหลือบไปเห็นหินขนาดสองแขนโอบกำลังเกยอยู่บนหน้าผาด้านบน
มันมาจากไหน!
ใจของเขาแทบจะหยุดเต้น หวังอย่างยิ่งว่ามันจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้น
แต่มันก็ไม่เป็นไปตามที่เขาหวัง!!
เขาไม่คิดอะไรแล้วในตอนนี้ หวังเพียงว่าเด็กหนุ่มบนตัวเขาคนนี้จะปลอดภัย
“จับเชือกไว้ให้มั่น!” แล้วผลักเด็กหนุ่มออกไปสุดแรง แล้วรีบหมุนตัวหนีก้อนหินก้อนใหญ่ที่กำลังตกลงมาสุดชีวิต
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว หินทั้งก้อนกระแทกใส่หลังเขาก่อนจะกลิ้งตกผาไป
“ท่านอาไป๋!!!” เขาตกใจแทบเสียสติ เมื่อเห็นเลือดที่ทะลักออกจากปากและจมูกของอีกฝ่าย ขยับเข้าไปหาอย่างทุลักทุเล เขาเองก็เจ็บปวดแสนสาหัสไปทั้งตัวแล้วตอนนี้ “อาไป๋ได้ยินข้าไหม”
“..อะ..อือ”
“ท่านช่วยข้าทำไม ทำไมไม่ช่วยตัวเองก่อน” เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยเสียน้ำตาให้ใคร ร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่จำความได้
“เจ้า ปลอด ภัย ดี ใช่ ไหม” ซินหูหายใจติดขัด ฝืนทนความเจ็บปวดถามออกไป
“ข้าปลอดภัยดี ช่วยด้วย! ใครอยู่ข้างบนช่วยพวกเราด้วย!” ตะโกนสุดเสียงขณะมองขึ้นไปที่หน้าผา “ช่วยด้วย! ท่านอาบาดเจ็บหนัก!” เห็นใครคนหนึ่งยื่นหน้าออกมา จึงรีบตะโกนขอความช่วยเหลือทั้งน้ำตา
อาตู้ตกใจกับภาพที่เห็นเบื้องล่างอย่างมาก แต่ก็รีบคุมสติหาทางช่วยพวกเขาขึ้นมา
หลังจากช่วยเด็กหนุ่มขึ้นมาแล้วก็รีบโรยตัวลงไปช่วยซินหูที่บาดเจ็บอยู่ด้านล่างทันที แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพื่อนร่วมงานของเขาไม่มีลมหายใจแล้ว เขาร้องไห้ด้วยความเสียใจ รู้สึกผิดที่อีกฝ่ายต้องมาตายเพราะรับหน้าที่แทน
“อาหู ถ้าเจ้าไม่ลงมาแทนข้า เจ้าก็คงไม่ต้องตายแบบนี้ ทำไมเจ้าถึงไม่เชื่อฟังข้า ฮือ ๆ ๆ ทำไมเจ้าถึงไม่กลับไปหาลูกหาเมียเจ้า เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ทำไมอาหู ฮือ ๆ ๆ ฮือ ๆ ๆ อาหู เจ้าฟื้นมาเถิดนะ กลับบ้านไปพร้อมกับทุกคนนะอาหู.. อาหู ฮือ ๆ ๆ ฮือ ๆ ๆ” เขาโอดครวญอยู่กับร่างที่ไร้วิญญาณ น้ำตาพรั่งพรูแทนสายฝนที่หยุดเกือบสนิท
หลายเดือนผ่านไป
ผู้เฒ่าไป๋มองหีบเกือบสิบใบที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า
“ข้าคงรับของพวกนี้เอาไว้ไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่าท่านมีจุดประสงค์อันใด”
“ของพวกนี้คุณชายของข้าตั้งใจให้ข้านำมามอบให้ท่านผู้เฒ่า เพื่อตอบแทนน้ำใจของลูกชายท่านที่เคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้”
ผู้เฒ่าไล่มองหีบด้วยสายตาที่เจ็บปวด ไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิด
“ข้าอยากจะตำหนิในความโง่งมของเขานัก แต่ในความเศร้าเสียใจข้ากลับภูมิใจในตัวเขาเช่นกัน” น้ำตาของผู้เฒ่าไหลลงแก้ม เขารีบเช็ดมันด้วยแขนเสื้อ “แล้วคุณชายของท่านเป็นอย่างไรบ้างเล่า”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เป็นห่วง คุณชายของข้าบาดเจ็บสาหัสทั้งจิตใจและร่างกาย ต้องต่อกระดูก ต่อเอ็น ตอนนี้แค่ขยับขาเองยังทำไม่ได้เลย เรื่องเดินยังไม่ต้องพูดถึง อาจจะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะรักษาหาย จึงให้ข้าเป็นตัวแทนมาพบท่านก่อน”
“ของตั้งมากมายขนาดนี้ข้าไม่กล้ารับไว้หรอก เจ้าเอาไปคืนคุณชายของเจ้าเถิด ข้าขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอ”
“คุณชายของข้าย้ำนักย้ำหนาว่าต้องมอบให้ท่านทั้งหมด ข้าคงนำกลับไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าต้องถูกทำโทษแน่”
แววตาที่แห้งผากมีน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคิดถึงลูกชายคนเล็กที่มีนิสัยโอบอ้อมอารีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จึงเป็นที่รักของเหล่าสหาย
“ถ้าลูกชายของข้ายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่รับของพวกนี้ไว้แน่ เพราะเขาไม่ได้ช่วยคนเพื่อหวังผล”
“ข้ารู้ว่าลูกชายของท่านเป็นคนดีมาก ข้าก็รู้สึกเสียใจมากที่ทำให้ท่านต้องเสียเขาไป สิ่งของเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนชีวิตของเขาได้ แต่คุณชายของข้าก็อยากตอบแทนความดีของคุณชายไป๋ ชดเชยให้ครอบครัวของท่านผู้เฒ่า ให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปจนถึงบั้นปลาย ดังนั้นได้โปรดรับไว้เถิดนะ”
ผู้เฒ่าไป๋ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา จำใจพยักหน้ายอมรับสิ่งของเหล่านั้นไว้
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ กินข้าวด้วยกันก่อนสักมื้อแล้วค่อยกลับสิ”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่า แต่ข้ามีธุระต้องทำต่ออีกหลายเรื่อง แต่ก่อนจากไป ข้าขอไปเยี่ยมหลานของท่านสักหน่อยได้ไหม ข้าจะเอาของรับขวัญที่คุณชายของข้าฝากมามอบให้เขาน่ะ”
คิ้วสีดอกเลาขมวดเข้าหากัน แววตากร้าวขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าหมายถึงลูกของอาหูหรือ”
“ใช่”
“นางไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”
“เป็นหลานสาวหรือท่านผู้เฒ่า” อาโปยิ้มด้วยความพอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ “แบบนี้ก็สมใจพ่อนางแล้วสิ คุณชายของข้าบอกว่าท่านอาไป๋อยากได้ลูกสาว แล้วนางชื่ออะไรเล่า ซินซินหรือไม่”
“ใช่ พ่อของนางเขียนจดหมายมาบอกกับพี่ชายของเขา ถ้าได้ลูกสาวจะตั้งชื่อว่าซินซิน เพราะนางคือยอดดวงใจของเขา” บอกเล่าเสียงสั่นเครือ
“ชื่อของนางมีความหมายและไพเราะนัก แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ไหนเล่า ท่านผู้เฒ่าแค่บอกทางข้าก็พอ ข้าจะไปพบนางเอง” ของอีกหนึ่งหีบที่คุณชายกำชับมา ถ้าเป็นเด็กผู้ชายให้ทำเป็นของรับขวัญ แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงให้ทำเป็นของหมั้นหมาย เมื่อนางอายุครบสิบแปดจะส่งสินสอดและเกี้ยวแปดคนหามมารับตัว
“ข้าไม่รู้หรอก..เพราะแม่ของนาง..พานางหนีไปกับชายชู้แล้ว” ผู้เฒ่าไป๋พูดทั้งน้ำตา โกรธเกลียดลูกสะใภ้คนเล็กจนอยากสาดเกลือสาปแช่ง
แต่ก็กลัวว่าหลานสาวที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่วันจะเดือดร้อนไปด้วย จึงได้แต่ทนเก็บความช้ำชอกไว้ในใจ อวยพรให้นางไปได้ดี หลานสาวของเขาจะได้ไม่ลำบาก
ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าลูกชายคนโตจะตามหาหลานสาวจนเจอและพากลับมา
อาโปจุกไปทั้งอกเมื่อได้ยินคำตอบ ทำได้แค่เพียงปลอบโยน จะนำเรื่องนี้ไปบอกให้คุณชายรับรู้ เพื่อให้ท่านช่วยตามหาอีกแรง ก่อนจะโค้งศีรษะกล่าวคำบอกลา บอกให้ผู้เฒ่ารักษาสุขภาพให้ดี เพื่อรอเจอหน้าหลานสาวในสักวัน
เมื่อออกจากบ้านของผู้เฒ่าไป๋แล้ว เขาก็สั่งให้คนอื่นเดินทางกลับบ้านไปก่อน ส่วนตัวเขาจะตามสืบเรื่องที่ได้ยินจากผู้เฒ่าไป๋กับชาวบ้านแถวนี้ก่อน