โต๊ะของลู่หมิงเยว่อยู่ไกลจากโต๊ะของท่านประธาน ไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ไม่รู้เลยสักนิดว่าคนที่อยู่ในห้อง 666 เมื่อคืนไม่ใช่เสิ่นเว่ยตง แต่เป็นท่านประธาน
ในเวลานี้พอเห็นเสิ่นเว่ยตงกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าท่านประธาน หัวใจของลู่หมิงเยว่ก็เต้นตามขึ้นมาเหมือนกัน
เธอกลัวว่าจะถูกจำได้ แล้วก็กลัวว่าคนเฮงซวยคนนี้จะเปิดโปงความจริงให้กับบอสฟัง เธอจึงรู้สึกกระสับกระส่ายตลอดทั้งวัน
โชคดีที่มันเป็นเพียงแค่ความตื่นตระหนกเท่านั้น กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ได้จบลงแล้ว
บริษัทเตรียมรถรับส่งพวกเธอ
เมื่อคืนลู่หมิงเยว่ถูกเอาเปรียบ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกไม่สบายอยู่ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเดินกะโผลกกะเผลก ขึ้นไปบนรถเป็นคนสุดท้าย
จ้าวเสี่ยวเหอตะโกนหาเธอ “หมิงเยว่ มานั่งตรงนี้”
เวลานี้จู่ ๆ รถก็เงียบสงัดลงทันที เสียงของบอสดังขึ้นมา แฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์ “ไม่มีที่อื่นแล้วเหรอ?”
ลู่หมิงเยว่เท้าสั่น ทำไมบอสถึงอยู่บนรถคันนี้ เขากำลังพูดกับเธออยู่เหรอ? เขารำคาญที่เธออืดอาดยืดยาดใช่ไหม?
เธอเป็นเด็กฝึกงานที่แสนต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น ท่านประธานสนใจเรื่องเล็กน้อยนี้ของเธอด้วยเหรอ?
เธอรีบมองไปด้วยความตื่นตระหนก ที่แท้ก็เป็นเพื่อนร่วมงานสาวสวยคนหนึ่งอยากจะนั่งข้างท่านประธานด้วยท่าทีเขินอาย แต่กลับถูกท่านประธานไล่ไปด้วยสีหน้าเย็นชา
ที่แท้ท่านประธานก็พูดกับคนอื่นไม่ได้พูดกับตัวเอง ลู่หมิงเยว่แอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เพื่อนร่วมงานสาวสวยหน้าแดงขึ้นมาทันที หลังจากที่ขอโทษท่านประธานด้วยความกลัวแล้ว ก็รีบไปนั่งข้าง ๆ จ้าวเสี่ยวเหอก่อนที่ลู่หมิงเยว่จะทันได้นั่งลง
จ้าวเสี่ยวเหอรีบพูดขึ้น “นี่คือที่นั่งของเพื่อนฉัน”
เพื่อนร่วมงานสาวสวยรู้สึกอับอายต่อหน้าทุกคน น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ทันที “ที่นั่งมันมีชื่อติดไว้เหรอ นี่เป็นรถของบริษัท แล้วที่นั่งจะเป็นของเพื่อนเธอได้ยังไง?”
จ้าวเสี่ยวเหอโกรธจนพูดอะไรไม่ออก
ตอนนี้ที่นั่งทั้งรถกลับเหลือที่นั่งข้างบอสแค่ที่เดียวเท่านั้น ลู่หมิงเยว่กำลังพิจารณาว่าจะลงไปจากรถดีไหม อย่างมากก็แค่จ่ายเงินเรียกแท็กซี่กลับเท่านั้น
แต่เยี่ยนเฉิงจือกลับมองมาที่เธอ สีหน้าดูไม่ดี “ยังไม่รีบมานั่งอีก”
ลู่หมิงเยว่ “.........”
บอสรำคาญที่เธออืดอาดยืดยาดจริง ๆ
ลู่หมิงเยว่นั่งลงไปอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางสายตาที่ทั้งอิจฉาริษยาและเห็นอกเห็นใจของเพื่อนร่วมงาน
ไม่นาน เสียงของเยี่ยนเฉิงจือก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “ผมน่ากลัวมากเลยเหรอ?”
ลู่หมิงเยว่แอบพยักหน้าอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในใจ
ถึงแม้ว่าความชื่นชมที่เธอมีต่อเทพบุตรคนนี้จะมากมายมหาศาล แต่สีหน้าในตอนนี้ของเทพบุตรก็น่าตกใจกลัวมากจริง ๆ
ถ้าเธอกล้าพูดออกไปแบบนี้ ก็อาจจะถูกไล่ออกจากบริษัทไปในวันพรุ่งนี้เลยก็ได้
เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับสายตาที่คลุมเครือไม่ชัดเจนของเยี่ยนเฉิงจือ สีหน้าดูจริงใจและเอาใจ “ไม่ใช่ค่ะ การที่ได้นั่งข้างประธานเยี่ยน นับเป็นเกียรติของฉันอย่างยิ่งค่ะ”
อารมณ์ของเยี่ยนเฉิงจือดูเหมือนจะดีขึ้นมาหน่อย หลับตาลงเอนพิงพนักพิงเก้าอี้ สีหน้าท่าทางเย่อหยิ่ง
ลู่หมิงเยว่อยากจะร้องแต่ร้องไม่ออก
เธอน่าเวทนาจริง ๆ
มาเข้าร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ของบริษัทครั้งแรก ก็ถูกแฟนนอกใจ แถมยังเสียตัวครั้งแรกอีกด้วย มิหนำซ้ำระหว่างทางกลับ หัวใจดวงน้อย ๆ ก็ยังมาถูกบอสกดดันอีก...
ลู่หมิงเยว่กลับมาถึงบริษัทอย่างอดทนอดกลั้นมาตลอดทาง หลังจากที่ลงจากรถ ลมหายใจไม่มีกลิ่นอายของท่านประธานแล้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าโลกมันสวยงามขึ้นมากจริง ๆ
จ้าวเสี่ยเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “หมิงเยว่ ได้นั่งใกล้ท่านประธานเป็นยังไงบ้าง”
ลู่หมิงเยว่ตอบไปว่า “รู้สึกคัน”
จ้าวเสี่ยวเหออุทานออกมา “ห่ะ”
ลู่หมิงเยว่เอ่ยต่อ “แบบที่ร้องคร่ำครวญอย่างทุกข์ทรมาน”
จ้าวเสี่ยวเหอรู้สึกเห็นอกเห็นใจลู่หมิงเยว่ จากนั้นแววตาเศร้าโศกของลู่หมิงเยว่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเห็นอะไรที่น่ากลัวอย่างไรอย่างนั้น
ลู่หมิงเยว่รู้สึกแปลก ๆ จะเรียกเธอเอาไว้ กลับพบว่าวีแชทมีคำขอเป็นเพื่อนเด้งขึ้น ชื่อเป็นตัวอักษรที่เรียงต่อกันอย่างน่าประหลาด เธอคิดว่าเป็นบัญชีขายของ จึงปฏิเสธไปตรง ๆ
ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเพิ่มเพื่อนมาอีกครั้ง พร้อมด้วยข้อความหนึ่งประโยค “คุณทำของตก”
ลู่หมิงเยว่นึกย้อนกลับไป ของอะไรตก? เธอไม่ได้ทำของตกสักหน่อย
ขณะที่กำลังจะเมินเฉยไปนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างทันที
เธอคงจะไม่ได้ทำของตกที่ห้อง 666 เมื่อคืนหรอกใช่ไหม?
แย่แล้ว!
หรือว่าบัญชีวีแชทนี้เป็นของเสิ่นเว่ยตงเหรอ?
เธอรีบตอบรับคำขอเป็นเพื่อนทันที ก่อนจะส่งข้อความไปว่า “คุณจะเอายังไง?”
ผ่านไปสิบนาทีอีกฝ่ายถึงได้ส่งข้อความกลับมา “เชือด”
ลู่หมิงเยว่อึ้งไปทันที
เมื่อตะกี้นี้เธอแค่บ่นท่านประธานลับหลังเท่านั้น คงจะไม่ได้ถูกเสิ่นเว่ยตงได้ยินเข้าหรอกใช่ไหม? มิน่าล่ะเมื่อตะกี้นี้จ้าวเสี่ยวเหอถึงได้วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับเห็นผีขนาดนั้น
แต่ทั้ง ๆ ที่คนในวีแชทคือเสิ่นเว่ยตง ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกับกำลังพูดกับท่านประธานกันนะ
แปลกจริง ๆ
ลู่หมิงเยว่ส่ายหน้า คิดว่าความรู้สึกของตัวเองมันผิดเพี้ยนไป
เธอพิมพ์อย่างรวดเร็ว
“เสิ่นเว่ยตง เมื่อคืนมันเป็นเรื่องผิดพลาด ฉันจะยอมกล้ำกลืนเสียเปรียบแล้วกัน ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่ได้ไหม?”
ทันทีที่ส่งข้อความออกไป ก็รู้สึกว่าน้ำเสียงมันแข็งกระด้างเกินไป ไม่ค่อยเหมาะสม จึงรีบยกเลิกข้อความทันที ก่อนจะพิมพ์ใหม่อีกครั้ง “คุณเสิ่น ว่างเมื่อไรคะ เดี๋ยวฉันจะไปเอาของเดี๋ยวนี้แหละ”
ภายในห้องทำงานประธานบริษัท เยี่ยนเฉิงจือนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนสีดำ หลังจากที่เห็นข้อความนี้ มุมปากก็เย็นชาลง พิมพ์ข้อความก่อนจะส่งกลับไป
“คุณคิดว่าผมคือเสิ่นเว่ยตงเหรอ?”
หลังจากเห็นข้อความ ลู่หมิงเยว่ก็ราวกับได้ยินเสียงกัดฟันของอีกฝ่าย หัวใจสั่นขึ้นมาทันที “แล้วไม่ใช่เหรอ?”
หลังจากที่รอด้วยความตื่นตระหนกอยู่สักพัก ทางด้านนั้นก็ไม่ได้ตอบกลับมาอีก
หรือว่าเมื่อตะกี้นี้เสิ่นเว่ยตงแค่จงใจหยั่งเชิงเธอ หลังจากที่เธอเดาถูก ก็โกรธขึ้นมางั้นเหรอ?
ชิ คุณโกรธงั้นเหรอ? ฉันควรเป็นฝ่ายไม่พอใจสิ
เดิมทีเรื่องแบบนี้ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
หากลู่หมิงเยว่มีความกล้ามากพอ ป่านนี้ก็คงจะต่อว่าผู้จัดการอย่างไม่สนฟ้าสนดินไปแล้ว อย่างมากก็แค่ตกงาน!
แต่ว่า
เธอมีความกล้ามากพอขนาดนี้เลยหรือไง?
เธอลดท่าทีลง ก่อนจะพูดเบา ๆ “คุณเสิ่น แล้วคุณมีเวลาว่างเมื่อไร ฉันจะไปเอาของของฉัน”
“รอ”
คำพูดสั้น ๆ ที่แสนเย็นชา ลู่หมิงเยว่อึ้งตะลึงไปอย่างสิ้นเชิง
ให้เธอรอ ต้องรอนานแค่ไหน?
กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ในวันนี้ ทุกคนต่างก็หยุดกันหมด รถเพียงแค่ส่งทุกคนกลับมาถึงบริษัทเท่านั้น หลังจากนั้นก็แยกย้ายกัน
ตอนนี้แม้แต่จ้าวเสี่ยวเหอเองก็หนีไปแล้ว ล็อบบี้บริษัทว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งเงาของใครสักคน
เธอต้องรอไปอีกนานแค่ไหน?
ไม่นาน ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว
ในวีแชท [เสิ่นเว่ยตง] ไม่ได้บอกให้เธอไปเอาของ แล้วก็ไม่ได้ตอบข้อความใด ๆ กลับมา
ลู่หมิงเยว่จ้องมองโทรศัพท์ ในใจเธอได้สาปแช่งยกใหญ่
รอให้ฟ้ามืดลมแรง จะได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบเธออีกสินะ?
เมื่อคืนเป็นอย่างนั้นแล้ว ยังไม่พออีกเหรอ?
ลู่หมิงเยว่อยากจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป
แต่ว่า...
เซิ่งซื่อ กรุ๊ปเข้ายาก เธอยังคงอยู่ในช่วงฝึกงาน ถ้าไปทำให้หัวหน้าไม่พอใจ มันก็เท่ากับวอนถูกไล่ออกไม่ใช่หรือไง?
ลู่หมิงเยว่รอแล้วรออีกอย่างอดทน เธอถือโอกาสนี้ท่องความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาที่คิดได้วนซ้ำไปมา
สุดท้ายก็เริ่มโน้มน้าวตัวเอง
ถึงยังไงเสิ่นเว่ยตงก็เป็นหัวหน้าของตัวเอง ต่อไปเธอจะได้กลายเป็นพนักงานประจำหรือไม่นั้น มันก็คืออยู่กับการตัดสินใจของเสิ่นเว่ยตง
อีกอย่างเธอก็เป็นฝ่ายดื่มจนเมาแล้วเข้าหาเขาเอง เรื่องแบบนี้ต่อให้ไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ขณะที่ลู่หมิงเยว่กำลังคิดว่าตัวเองโชคร้าย รอจนถึงเวลาสามทุ่มกว่า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงรองเท้าหนังเหยียบกระทบกับพื้น
“เอ้า ทำไมป่านนี้แล้วถึงยังมีคนอยู่ที่บริษัทอีก?” จู่ ๆ เสียงที่เอ้อระเหยลอยชายของเสิ่นเว่ยตงก็ดังขึ้นมา ในสำนักงานที่ว่างเปล่าและเงียบสงัด ชวนให้น่าขนลุก
ลู่หมิงเยว่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ พยายามฝืนถามขึ้นมา “ผู้จัดการเสิ่น ในที่สุดคุณก็มา?”
เสิ่นเว่ยตงรู้สึกแปลกใจ “คุณกำลังรอผมอยู่เหรอ?”
คุณรู้ดีอยู่แก่ใจยังจะถามอีก!
ลู่หมิงเยว่อดทนอดกลั้นเอาไว้ กำลังจะเอ่ยปากพูดขึ้น จู่ ๆ เสิ่นเว่ยตงก็ถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เมื่อตะกี้นี้ผมเห็นคุณพึมพำอะไรบางอย่าง กำลังท่องอะไรอยู่เหรอ?”
เด็กฝึกงานคนนี้สวยจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงสังเกตเห็นเธอตั้งแต่ที่เธอมารายงานตัวในวันแรกแล้ว เพียงแต่เด็กฝึกงานคนนี้ดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่ความจริงแล้วเป็นสาวสวยที่แสนเย็นชาไม่น่าดึงดูดเลยสักนิด
กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ของบริษัทในวันนี้จบลงแล้ว เธอไม่กลับบ้านกลับช่อง แต่ดันอยู่ที่บริษัทคิดจะทำอะไร
“ฉันกำลังท่องประมวลกฎหมายอาญาอยู่น่ะค่ะ” ลู่หมิงเยว่กัดฟันพูดโพร่งออกไป จากนั้นก็รู้สึกเสียใจภายหลังทันที
ถึงแม้จะได้ยินมาว่าเสิ่นเว่ยตงอ่อนโยนกับแฟนมาก แต่ถ้าเขาอับอายและโมโหขึ้นมาจะทำยังไง?
ขณะที่เธอกำลังคิดว่าจะแก้ตัวยังไงดีนั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากด้านข้าง หันตัวไปเห็นบอสที่หน้าตาหล่อเหลา กำลังยืนมองเธออยู่ริมประตู
บอสขายาวมาก ใบหน้าหล่อเหลา เพียงแค่ยืนพิงขอบประตู ภาพนี้ก็สามารถกลายเป็นรูปที่ขึ้นชื่อระดับโลกได้เลย ถึงแม้ว่าเจ้าตัวของ ‘รูปที่ขึ้นชื่อ’ จะกำลังยิ้มเย้ยหยัน แต่หนุ่มหล่อไม่ว่าจะยิ้มยังไงก็หล่ออยู่ดี
หัวใจของลู่หมิงเยว่เต้นแรงขึ้นมาทันที จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ารสนิยมด้านความงามของตัวเองถูกยกระดับขึ้นแล้ว
เสิ่นเว่ยตงเห็นเธอกำลังจ้องมองเยี่ยนเฉิงจืออย่างเหม่อลอย ก็ส่งเสียงชิออกมาครั้งหนึ่ง
ดูเหมือนเสน่ห์ของลูกพี่ลูกน้องของเขาจะไม่มีใครต้านทานได้จริง ๆ สาวเย็นชาในบริษัทเห็นแล้วยังมีสะดุด
เสียงชิของเสิ่นเว่ยตง ทำให้ลู่หมิงเยว่ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
นั่นมันบอสเชียวนะ เขาเป็นซูเปอร์ไอดอลของเธอ เป็นเจ้านายที่จ่ายเงินเดือนให้กับเธอ เธอกล้าทำตัวหื่นกามกับเจ้านายของตัวเอง เธอไม่สนงานของตัวเองแล้วจริง ๆ
สุดท้ายเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเอาของของตัวเองคืน
เธอรีบหันสายตาไปมองเสิ่นเว่ยตงทันที “ผู้จัดการ เมื่อคืน...”
ลู่หมิงเยว่ยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ เยี่ยนเฉิงจือก็เอ่ยพูดขึ้นมาก่อน “เว่ยตง ไปขับรถมา”
ถึงแม้ว่าเยี่ยนเฉิงจือจะมีคนขับรถส่วนตัว แต่เสิ่นเว่ยตงก็ไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่นิดเดียว รีบออกไปทันที
ภายในล็อบบี้บริษัทเหลือเพียงแค่ลู่หมิงเยว่กับเยี่ยนเฉิงจือสองคน เธอประหม่าจนมือเท้าทำอะไรไม่ถูก
ทำยังไงดี ดูเหมือนว่าท่านประธานจะอารมณ์ไม่ค่อยดี สังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างเธอกับเสิ่นเว่ยตงแล้วเหรอ?
ทันทีที่เสิ่นเว่ยตงขับรถตรงเข้ามา ก็ได้รับสายจากแฟนสาวของเขา ดังนั้นจึงกล่าวลาเยี่ยนเฉิงจือ ก่อนจะไปมีความสุขกับแฟนอย่างสบายใจ
เยี่ยนเฉิงจือไม่ได้สนใจเสิ่นเว่ยตง เปิดประตูรถขึ้นไปบนรถทันที
เมื่อเห็นแบบนี้ ลู่หมิงเยว่ก็แอบถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก ในที่สุดก็ส่งคนใหญ่คนโตคนนี้ไปได้สักที
ออร่าของท่านประธานทรงพลังมาก เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แต่วินาทีต่อมา ท่านประธานก็ลดกระจกลงถามเธอ “คุณกลับยังไง?”
ลู่หมิงเยว่ตอบกลับไปอย่างนอบน้อม “ฉันนั่งรถประจำทางกลับค่ะ”
เยี่ยนเฉิงจือขมวดคิ้วเล็กน้อย “ขึ้นรถ”
เขาเป็นถึงเจ้าของบริษัท หมิงเยว่ไม่กล้าให้เขามาเป็นคนขับรถของตัวเอง จึงรีบโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนั่งรถประจำทางกลับได้ค่ะ”
เยี่ยนเฉิงจือมองเธอ ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก มองไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไร
ลู่หมิงเยว่ถูกจ้องมองจนหนังศีรษะชา ไม่กล้าให้ท่านประธานรออีก จึงเปิดประตูรถออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง
อยู่ให้ห่างจากบอสหน่อย จะได้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
เยี่ยนเฉิงจือพูดขึ้นอย่างเย็นชา “คุณคิดว่าผมเป็นแท็กซี่หรือไง?”
เสียงของท่านประธานไพเราะน่าฟัง แต่ก็น่ากลัวด้วย ลู่หมิงเยว่ใจสั่น ก่อนจะไปนั่งยังที่นั่งข้างคนขับ รัดเข็มขัดนิรภัยอย่างเชื่อฟัง
ตลอดทางลู่หมิงเยว่ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ เพราะสีหน้าของท่านประธานมันดูไม่ดีจริง ๆ มุมปากคว่ำตลอดเวลา
ลู่หมิงเยว่รู้สึกว่านิ้วมือของตัวเองสั่นเทา
จริงอย่างที่เขาว่าระยะห่างมันสร้างความสวยงามได้ หลังจากที่ได้ใกล้ชิดกับเขามาบ้างในวันนี้ ถึงได้รู้ว่าที่แท้นิสัยของเทพบุตรคนนี้ก็แปรปรวนและคาดเดาไม่ได้
ต่อไปจะต้องอยู่ให้ห่างจากเทพบุตรคนนี้!
ขณะที่กำลังรอไฟแดง เยี่ยนเฉิงจือก็ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา และสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอแม้แต่คำเดียว
จนกระทั่งหมิงเยว่กลับถึงบ้านลงจากรถ สีหน้าของเยี่ยนเฉิงจือตลอดทางก็ยังคงเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างออกนอกหน้าแบบเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ปิดบังเลยสักนิด
หมิงเยว่รู้สึกเศร้าใจมาก
หมิงเยว่ไม่ได้ผิดอะไร
เธอไม่ได้เป็นฝ่ายขอให้ท่านประธานมาเป็นคนขับรถให้กับเธอสักหน่อย ทำไมถึงต้องโกรธขนาดนี้ด้วย
แต่ความเศร้าเสียใจนี้ก็จางหายไปทันที แทนที่ด้วยความโกรธเคืองที่ปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เพราะเธอเห็นโจจ้าน แฟนเก่าของเธอเข้าแล้ว