ตอน 1

เขาก้าวเดินอย่างสง่างาม และเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ราวกับทางเดินที่ทอดยาวออกไปยังทางเข้าอาคารหลักของคณะแพทยศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ เขาสวมชุดยุูนิฟอร์มแบบทางการที่ใช้กันโดยทั่วไปของมหาวิทยาลัย ที่คนสวนใหญ่ใส่กันแล้วดูแสนจะธรรมดา แต่พออยู่บนเรือนร่างเขา เสน่ห์และออร่าก็พวยพุ่งออกมา อย่างไม่อาจปกปิดได้

สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังเขาทุกย่างก้าวราวกับเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อดังที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะทำอะไรเป็นอันดับต่อไป ความสนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนรอบข้างที่เฝ้ามองทุกจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายยามเขาก้าวเดิน จังหวะที่แพขนตาหนายาวอันงอนงามสัมผัสกับผิวขาวซีดเมื่อเขากะพริบตา สายลมที่พัดผ่านเส้นผมสีดำขลับดั่งสีหมึก และทุกก้าวเดินของเขาบนพื้นถนนที่ขรุขระ ล้วนสะกดสายตาที่มองมาด้วยความหลงใหล

มือทั้งสองข้างของเขาซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงขณะที่เจ้าตัวเดินทอดน่องท่ามกลางแสงแดดจ้า

ผิวขาวเนียนละเอียดไร้ที่ติของเขาเปล่งประกายต้องแสงอาทิตย์ ขลับให้เขาหล่อเหล่า ราวกับเทพบุตรในจิตนาการ

ใบหน้าหล่อเหลาปราศจากการแสดงออกทางอารมณ์ใด ๆ …จนยากจะอ่านออก ดูนิ่งยิ่งนัก เนื่องด้วยแสงแดดที่สาดจ้า เมื่อเขาหรี่ตาลงทุกคนดูเหมือนจะลืมหายใจ เขาต้องหยิบแว่นกันแดดอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวขึ้นมาสวม ส่งผลให้เหล่าผู้คลั่งไคล้ที่แอบมองอยู่เงียบ ๆ ต่างพากันหวีดร้องราวกับจะสิ้นลมด้วยความลุ่มหลง

ผมสีดำตัดแต่งอย่างเรียบร้อย รับกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่รีดอย่างเรียบกริบได้เป็นอย่างดี

นาฬิกาสีเงินบนข้อมือสาดประกายวิบวับดุจอัญมณีทุกครั้งที่โผล่พ้นกระเป๋ากางเกงออกมา

เขาก้าวเดินด้วยท่าทีราวกับเป็นเจ้าของโลกใบนี้… โดยไม่แยแสต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความสนอกสนใจและชื่นชมที่มองมาเลยสักนิด

ต่อให้คนในมหาวิทยาลัยจะชื่นชมในความเพรียบพร้อมของเขา ทว่ากลับไม่มีใครกล้าที่จะเข้าใกล้เขาเลย ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวหรือชายหนุ่มต่างก็อยากเข้ามาสารภาพความในใจกับเขา อยากเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ รวมไปถึงการหาเหตุผลง่าย ๆ สักอย่างเพื่อที่จะได้พูดคุยกับเขา

มันอาจฟังดูง่ายที่จะเข้าไปทักทายเขา เข้าไปหาเขา พูดคุยเรื่องทั่วไป หรือแม้แต่ส่งยิ้มให้เขา ทว่าสายตาที่เย็นชาของเขาสามารถทำให้ใครก็ตามลืมเจตนาเดิมของตัวเองไปได้ทันทีที่เขาจ้องมองกลับมา

อันที่จริงแล้วเขามีบุคลิกที่ค่อนข้างเป็นมิตร และทุกคนก็เห็นได้ชัดว่าเขามีเสน่ห์น่าคบหาต่อคนรอบข้างเพียงใด แต่คำพูดที่ไม่ได้เอ่ยออกมาและออร่าที่แสนจะเย็นเหยีบที่ปรากฏให้เห็นนั้น กลับทำให้ทุกคนต้องคิดทบทวนอีกครั้งก่อนจะเข้าไปหา หรือแม้แต่จะชวนเขาคุยแบบสุ่มสี่สุ่มห้า

แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นก็ยังระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้เขา และเพื่อนร่วมสถาบันดูเหมือนจะยำเกรงเขา เขาไม่เคยใช้ความรุนแรงกับใครให้ต้องหวาดกลัว แต่พวกเขาก็รู้สึกประหม่าและระวังตัวเมื่ออยู่ใกล้เขา

เขาไม่มีเพื่อนคนอื่นนอกจากเพื่อนสนิทสองคน และดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาแทบจะไม่แคร์เลยสักนิดหากโลกของเขาจะหมุนรอบอยู่กับแค่กองหนังสือ ตารางเรียนอันแสนยุ่งเหยิง งานที่คณะ กรณีศึกษาในโรงพยาบาล และกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ อันประกอบไปด้วยเพื่อนสนิทเพียงสองคน พ่อแม่ และการเดินทางไปกลับระหว่างหอพักกับมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เขาคือบุคคลที่ทุกคนต่างอิจฉา เป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิ หล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ และเป็นทายาทมหาเศรษฐีที่ไม่ได้ร่ำรวยอยู่แค่ในประเทศ แต่ร่ำรวยถึงระดับโลก

“เพื่อให้ได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับเขาสักมื้อ ฉันนี่ยอมแลกทั้งชีวิตเลยนะขอบอก” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยกระซิบขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองไปยังชายหนุ่มคนนั้น

“คนเรามันจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ...” อีกคนบ่นพึมพำอย่างขัดใจ

“แม้แต่พื้นที่เขาเหยียบ ฉันยอมกราบเลย”

“เขาเพอร์เฟกต์จริง ๆ อ่ะ มิอาจเอื้มเลย... ไม่มีใครคู่ควรกับเขาหรอก...”

“ผิวของเขาขาวผ่องมาก ทั้งยังไร้ที่ติอย่างกับไข่มุกเม็ดงาม... เขาเพอร์เฟกต์ชะมัดเลย”

“เขาคือเจ้าชายในโลกยุคปัจจุบัน คนอย่างพวกเราเขาไม่ชายตามองหรอก พวกเรามันก็แค่สามัญชน” หญิงสาวคนหนึ่งพูดตามความเป็นจริง ก่อนที่ทุกคนจะถอนหายใจออกมา

ในมหาวิทยาลัยเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน ทุกคนมักจะเฝ้าคอยมองชายหนุ่มที่พวกเขาเรียกว่าเจ้าชาย

ทุก ๆ วัน เหล่านักศึกษาจะรอคอยการมาถึงของเขาที่ลานมหาวิทยาลัย ตั้งแต่จุดที่เขาจอดรถจนกระทั่งเดินเข้าอาคารเรียน ทุกคนจะแอบมองเขาพร้อมกับละเมอเพ้อพกถึงชายในฝันของทุกคนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นดั่งเจ้าชายขี่ม้าขาวในใจของทุกคน

“อรุณสวัสดิ์ เบลซ” พอลทักทายเขาทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องเรียน ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ กลับพากันเงียบกริบอย่างน่าแปลกใจ พลางลอบมองเขาด้วยแววตาระแวดระวัง

เขาคือ เบลซ บรายเดน วอห์น หรือที่เรียกกันว่าเจ้าชายน้ำแข็ง และผู้สืบทอดธุรกิจของครอบครัว เขาเป็นที่เลื่องชื่อในเรื่องความงามและความสมบูรณ์แบบ แต่กลับไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้โดยไม่ถูกความเยือกเย็นรอบตัวเขากัดกิน

“อรุณสวัสดิ์พอล” เบลซทักทายตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูสุภาพตามแบบฉบับของเขา

เบลซไม่ได้เหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ที่รีบกลับไปนั่งที่ของตัวเอง หลังจากเห็นเขาเดินเข้ามาในห้องเรียนเลยแม้แต่แวบเดียว

“อรุณสวัสดิ์เบลซ” คิทเอ่ยทักทายในตอนที่เขาเดินเข้ามาตามหลังเบลซ

“อรุณสวัสดิ์คิท” เบลซตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพแบบเดียวกับที่มอบให้พอลก่อนจะนั่งลงที่ของตน

คิทนั่งลงในที่ของตัวเอง ขณะที่เบลซหยิบหนังสือและสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ก็ทำตามด้วย

ทุกคนต่างทึ่งในความขยันหมั่นเพียรของเบลซที่มีต่อการเรียน มันทำให้พวกเขารู้สึกผิดเพียงแค่ได้มองเบลซอ่านหนังสือ ทายาทแห่งอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ผู้ขยันอ่านหนังสือและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีฐานะทางการเงินที่มั่งคั่งมหาศาล

ไม่มีเวลาไหนเลยที่เบลซจะไม่อ่านหนังสือ โดยเฉพาะในช่วงเวลาว่าง เวลาส่วนใหญ่เขามักจะจดจ่ออยู่กับหนังสือและสมุดบันทึก ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ มักจะเลือกใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนโดยไม่มีตำราแพทย์เล่มหนาและกรณีศึกษาที่ซับซ้อน

ทุกคนล้วนเกลียดการเรียน แต่เบลซกลับสนุกกับมันในทุกวินาที เขาถึงกับอ่านหนังสือทั้งเล่มจนจบ ทั้งที่มันควรจะใช้เรียนทั้งเทอม เขาคือตัวอย่างที่ชัดเจนของหนอนหนังสือและเด็กเนิร์ดในยุคปัจจุบันที่หล่อเหลาเอาการ

ความรักในการอ่านหนังสือและความกระหายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยิ่งเพิ่มพูนภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของเขาในหมู่เพื่อนฝูงและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย

การเป็นอาจารย์ในคลาสที่เบลซเรียนอยู่นั้น ก็ถือเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ไม่มีอาจารย์คนไหนกล้าเข้าสอนในห้องของเบลซโดยไม่มีการเตรียมตัว พวกเขาจะต้องอ่านบทเรียนล่วงหน้าหลายบท และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะไม่เข้าสอนเลย

เบลซเป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจรายละเอียดมาก จนแม้แต่อาจารย์ยังรู้สึกประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ปกติเขาจะชี้แนะสิ่งต่าง ๆ อย่างสุภาพ แต่มาตรฐานความ ‘สุภาพ’ ของเบลซนั้น... แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าพิสมัยสำหรับมาตรฐานของคนทั่วไป

ทุกครั้งที่เลิกเรียน อาจารย์และนักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างก็พากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ที่เราหารือกันในวันนี้ มันน่าสนใจมากเลยครับ ศาสตราจารย์ ถ้าครั้งหน้าเรามีการสอบย่อยสักครั้งก็คงจะดีนะครับ เป็นการสอบปากเปล่า หรือจะเป็นสอบข้อเขียนก็ได้นะครับ เบลซเอ่ยขึ้นอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก ศาสตราจารย์ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตาโตแล้วอ้าปากค้าง แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็ยังอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ พวกเขาเกลียดการสอบเข้าไส้ แต่เบลซกลับร้องขอเสียอย่างนั้น

“เป็นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมมากบรายเดน วอห์น ไว้คาบหน้าจะจัดให้ละกันนะ นักศึกษาทุกคนอย่าลืมไปอ่านทวนบทเรียนทั้งหมดที่เราเรียนกันในวันนี้มาด้วยนะ คาบหน้าอาจารย์จะได้จัดสอบย่อย” อาจารย์ประกาศก้อง ทำให้ทุกคนต่างลอบครางออกมาเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด ใจหนึ่งก็กลัวว่าเบลซจะได้ยิน

“ขอบคุณครับศาสตราจารย์ ผมตั้งตารอเลยครับ” เบลซเอ่ยออกมาอย่างยินดีก่อนจะปิดหนังสือ รอยยิ้มที่ดูพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้า อาจารย์เดินออกจากห้องไปแล้ว แต่ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนไหนของเบลซขยับเขยื้อนเลยสักนิด

“ไปกินมื้อเที่ยงกันไหม?” เบลซเอ่ยถามลอย ๆ ขณะเก็บกระเป๋า โดยไม่หันไปมองเพื่อน ๆ เลย

“ได้... ไปกันเถอะ” พอลตอบรับอย่างสบาย ๆ ก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกจากห้องเรียนไป ทิ้งเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยังคงฟุบตัวลงกับโต๊ะด้วยความหงุดหงิดไว้เบื้องหลัง

“สอบปากเปล่าหรือข้อเขียนอาทิตย์หน้าเนี่ยนะ!” เมื่อทั้งสามคนเดินจากไปจนพ้นระยะแล้ว ใครบางคนก็โพล่งออกมาอย่างหัวเสีย

“ก่อนหน้านี้เราก็มีสอบข้อเขียนของวิชาอื่นที่เบลซขอไปด้วย สรุปคือคาบหน้าวันเดียวกันเรามีสอบถึงสองวิชา” เพื่อนร่วมชั้นอีกคนเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง

“นี่มันฆ่าตัวตายชัด ๆ วิชาหลักสองวิชาในวันเดียว บทเรียนวิชาละสามถึงสี่บท” หญิงสาวอีกคนร้องโอดครวญทั้งน้ำตา พลางเอามือกุมหน้า

“ช่วงบ่ายนี้เรายังมีเรียนอีกวิชานะ ใครจะหยุดเบลซไม่ให้ขอสอบเพิ่มในคาบหน้าได้ พวกเราตายกันหมดแน่ถ้ามีสอบเพิ่มมาอีกในวันนั้น” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจบ่นพึมพำขึ้นมา ทำให้ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง

ใครเล่าจะกล้าพอที่จะหยุด เบลซ วอห์น? ความกระหายในความรู้ของเขาส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมชั้นทุกคนที่ไม่ได้กระตือรือร้นเท่าเขา

“นี่หัวหน้าห้อง นายช่วยห้ามเขาหน่อยได้ไหม?” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามหัวหน้าห้องที่ได้แต่อ้าปากค้างใส่เธอ ก่อนที่เขาจะมองเพื่อนร่วมชั้นรอบ ๆ ด้วยสีหน้าจริงจังหากแต่สงบนิ่ง

“ฉันยอมไม่เป็นหัวหน้าห้องซะยังจะดีกว่า” หัวหน้าห้องเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทิ้งให้สถานการณ์ของวิชาถัดไปมืดมนไร้หนทาง

“เอาละ พวกเราไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะ จะได้เริ่มอ่านหนังสือทั้งสามวิชาสักที เรามีเวลาไม่มากที่จะอ่านให้ครบทุกบทหรอกนะ” ใครบางคนตะโกนขึ้นมาเสียงดังหลังลุกจากที่นั่งและเดินไปทางประตู ทำให้ทุกคนต่างพากันรีบก้าวเท้าตามไปอย่างเร่งรีบ

****😉😉****

ตอน 2

หลังจากวันอันยาวนานที่มหาวิทยาลัย เบลซมีนัดทานมื้อค่ำกับพ่อแม่ของเขาที่ร้านอาหารระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในเมือง และเขาก็พอจะมีลางสังหรณ์อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร

เมื่อเห็นพ่อแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารส่วนตัวสุดหรูร่วมกับคู่รักอีกคู่หนึ่ง โดยมีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขาอีกคน คิ้วของเบลซก็ขมวดเข้าหากันทันที

“เบลซ...” ผู้เป็นแม่ส่งยิ้มหวานให้ ก่อนที่เบลซจะก้มลงจุมพิตที่แก้มของเธอ และตบไหล่พ่อของเขาเบา ๆ อย่างเป็นกันเอง

“เรามีแขกเหรอครับ” เบลซเอ่ยขึ้น แต่กลับไม่ได้หันไปมองทั้งสามคนที่โต๊ะซึ่งส่งยิ้มรอเขาอยู่ก่อนแล้ว

“นี่ครอบครัวคุณเมนเดซ แม่เชิญพวกเขามาทานมื้อค่ำกับเราคืนนี้ เพื่อให้ลูกได้ทำความรู้จักกับลิซ่า ลูกสาวของพวกเขาไงจ๊ะ” เบลล่าอธิบายด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่ดวงตาของเธอกลับเฝ้ามองใบหน้าที่ยากจะอ่านความรู้สึกของเบลซอย่างระมัดระวัง

เบลซเพียงแต่จ้องมองแม่ของเขา พลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งโดยไม่พูดอะไร ทุกคนต่างรอคอยการตอบสนองจากเขา...แต่กลับไม่มีเลย ความเงียบจึงเข้าปกคลุมโต๊ะอาหาร ในขณะที่เบลซทำเพียงแค่มองหน้าผู้เป็นพ่อและแม่สลับกันไปมา

หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเบลซด้วยการส่งยิ้มหวานให้ แต่เขากลับไม่แยแสต่อสิ่งที่เธอทำเลยสักนิด

“ผมไม่ต้องการเพื่อนใหม่...” เบลซพูดออกมาอย่างตัดบทด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ก่อนจะหยิบเมนูที่วางอยู่ข้างจานขึ้นมา

พ่อแม่ของเขาถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่หันไปมองคู่สามีภรรยาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ แทนคำขอโทษ พลันรู้สึกอับอายอย่างถึงที่สุด

“สวัสดีค่ะ เบลซ... ฉันลิซ่า เมนเดซนะคะ...” หญิงสาวหันตัวมาทางเบลซ และเริ่มต้นบทสนทนากับเขาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย

“ผมขอสเต็กเนื้อวากิวครับ...” เบลซหันไปคุยกับแม่ของเขาแทนที่จะตอบรับหญิงสาวที่ยังคงยิ้มไม่หยุด แม้จะเห็นได้ชัดว่าเบลซจงใจเมินเธอก็ตาม

เบลซกวาดสายตาดูรายการไวน์ในเมนูต่อไป โดยยังคงละเลยหญิงสาวที่ดูตื่นตัวเกินเหตุข้างกาย

“ฉันเองก็เคยฝันอยากเป็นหมอเหมือนกันค่ะ ฉันว่าอาชีพหมอเนี่ยเท่จริง ๆ เลยนะคะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงอ่อนเสียงหวาน และนั่นก็เรียกความสนใจจากเบลซได้สำเร็จ

เบลซชะงักเล็กน้อยและหันขวับไปหาหญิงสาว ทำเอาเธอถึงกับตกใจที่จู่ ๆ เบลซก็จ้องมองมาแบบนั้น

“คุณเองก็เป็นนักศึกษาแพทย์เหมือนกันเหรอ?” เบลซถามอย่างจดจ่อด้วยความสนใจเล็กน้อย

หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกตะลึงจนได้แต่อ้าปากค้างใส่เบลซที่กำลังจับจ้องเธออย่างตั้งใจเพื่อรอคำตอบ

“เอ่อ... เปล่าค่ะ ไม่ใช่... ฉัน...” หญิงสาวเริ่มเอ่ยตะกุกตะกัก จากนั้นจู่ ๆ เบลซก็เปลี่ยนท่าทีเป็นไม่สนใจและหันกลับไปหาเมนูในมือตามเดิม เธอจึงหยุดพูดไปดื้อ ๆ

“ผมขอไวน์ตัวเดิมที่ดื่มประจำครับ...” เบลซหันไปบอกผู้เป็นแม่ และค่อย ๆ วางเมนูลงข้างจาน

“ลูกชายคุณหล่อมากเลยค่ะอารา” ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามเอ่ยออกมา พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ดูค่อนข้างจะเป็นกันเองให้แม่ของเบลซ

“ขอบคุณค่ะ” เบลล่าตอบรับพลางคลี่ยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะหันมามองเบลซที่ยังคงนั่งเงียบ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใด

“ลิซ่าสวยมากเลยนะ ลูกว่าไหมเบลซ?” เบลล่าหันไปถามลูกชาย ทว่าเขาเพียงแต่มองจ้องเธออย่างนิ่ง ๆ ทำให้เบลล่าต้องหันไปหาผู้หญิงที่ยังคงส่งยิ้มหวานมาให้เธออย่างเป็นธรรมชาติแทน

“พวกเธอสองคนดูเหมาะสมกันมากเลย... คุณหมอสุดหล่อกับหนูลิซ่าแสนสวยของฉัน พวกเธอสองคนเสริมส่งกันจริง ๆ” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยอย่างมีความสุข

“เธออาจจะไม่ได้สวยขนาดนั้นก็ได้นะครับ...” ทุกคนรอบโต๊ะต่างอ้าปากค้างพลางหันมามองเบลซ เมื่อจู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สายตาก็ไม่บ่งบอกถึงความคล้อยตามเลยสักนิด

“เบลซ?” เบลล่าเอ่ยปรามเสียงต่ำ พลางถลึงตาใส่ลูกชายที่ยังคงจ้องมองเธอนิ่ง ๆ ขณะที่แขกทั้งสามคนถึงกับเกร็งขึ้นมาทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด

“เธอผ่านการศัลยกรรมมา ชัดเจนมากทั้งที่ตา จมูก แล้วก็ปาก...” เบลซอธิบายอย่างเป็นการเป็นงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติของเขา

หญิงสาวได้แต่หันไปมองพ่อแม่ของเธอด้วยแววตาไร้หนทาง

แลนเดอร์บีบสันจมูกตัวเองแน่น ขณะที่เบลล่ายังคงอ้าปากค้างด้วยความอับอาย ทั้งยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ลูกชายพูดออกมาอย่างไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจ

คู่สามีภรรยาอีกฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูกและเงียบไป พวกเขาดูลังเลระหว่างความเป็นห่วงลูกสาว กับความคิดที่ว่าจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรดีต่อสิ่งที่ทายาทตระกูลวอห์นเพิ่งจะเอ่ยออกมา

“เบลซ ขอโทษเดี๋ยวนี้” เบลล่าตวัดสายตาจ้องเบลซเขม็งและสั่งเสียงเบาผ่านไรฟันที่กัดแน่น แต่เขากลับทำเพียงแค่มองผู้เป็นแม่นิ่ง ๆ ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย

“ผมพูดผิดเหรอ?” เบลซถามขึ้นอย่างไม่ยี่หระ ตอนนี้หญิงสาวกำลังอับอายจนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“เปล่าค่ะ... ” หญิงสาวตอบเบา ๆ พร้อมกับน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลออกมาจากตาข้างหนึ่ง

“เบลซ...” เบลล่าถลึงตาใส่เบลซอย่างจนใจ แต่เขาก็ยังคงวางท่าทีนิ่งเฉย บรรยากาศรอบโต๊ะตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

“เธอก็บอกเองนี่ครับว่าผมไม่ได้พูดผิด” เบลซตอบโต้คำเตือนของผู้เป็นแม่หน้าตาเฉย

เบลล่าได้แต่หลับตาแน่นและภาวนาเรียกความอดทน พลางสูดหายใจลึก ๆ เพื่อระงับความอึดอัดที่สุมอกกับพฤติกรรมที่ไร้ยางอายอันผิดวิสัยของเบลซ

“ไม่เป็นไรค่ะ เขาพูดถูก...” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงแผ่วอย่างกระดากอาย ก่อนจะระบายยิ้มอย่างเศร้า ๆ และน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอีกหยด

เบลซจ้องมองเธอเขม็งด้วยสายตาเรียบนิ่ง ในขณะที่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันนั่งเกร็งอยู่กับที่

“ถ้าคุณเลิกเอาเล็บจิ้มตาตัวเอง บางทีน้ำตาอาจจะไม่ไหลออกมามากขนาดนั้นก็ได้นะ...” จู่ ๆ เบลซก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาวที่คอยเอาเล็บจิกตาตัวเองเพื่อให้มีน้ำตาไหลออกมา แม้เบลซจะพูดด้วยโทนเสียงที่นุ่มนวล แต่ทุกคนรอบโต๊ะกลับได้ยินชัดเจน ทำให้เบลล่าและแลนเดอร์รีบหันขวับไปมองหญิงสาวคนนั้นอย่างจริงจัง

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเบลซด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อถูกจับได้แบบไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่เบลซทำเพียงแค่จ้องมองเธอด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

เบลล่าอ้าปากค้างพลางจ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาจับผิด ขณะที่แลนเดอร์ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงและมองไปยังคู่สามีภรรยาตรงข้ามที่รีบหลบสายตาทันที

“ผมต้องขอโทษด้วยถ้าการที่ผมพูดเรื่องที่คุณเสริมความงามบนใบหน้าทำให้คุณไม่พอใจ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท... แต่มันเห็นชัดเกินกว่าจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นได้จริง ๆ” เบลซกล่าวคำขอโทษ แต่กลับไม่มีวี่แววของความสำนึกผิดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ผมรู้ว่ามันดูไม่เป็นสุภาพบุรุษ แต่ผมก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษอยู่แล้ว อีกอย่างคุณกำลังใช้ผมเป็นเครื่องมือในการฝึกการแสดง และสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดคือการถูกหลอก...” เบลซพูดต่อด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งตามเดิม ขณะที่หญิงสาวและพ่อแม่ของเธอทำได้เพียงอ้าปากค้างด้วยความประหม่า

“ผมอยากทานข้าวอย่างสงบ เพราะฉะนั้นต้องขออภัยด้วย ระหว่างมื้อค่ำนี้ผมคงไม่สามารถสร้างความบันเทิงให้พวกคุณได้ ผมชอบบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายเวลาทานอาหารครับ” เบลซเอ่ยเสริมพลางจ้องมองคนทั้งสามที่อยู่ตรงหน้า เพื่อบอกเป็นนัยว่าเขาไม่อยากจะร่วมสนทนาใด ๆ อีกต่อไป

ไม่มีใครบอกได้เลยว่าสิ่งที่เบลซพูดนั้นเขารู้สึกผิดและขอโทษจริง ๆ หรือแค่ประชดประชันกันแน่ เพราะท่าทางของเบลซดูราบเรียบและเป็นปกติเหลือเกิน... เว้นเสียแต่ว่าจะมองลึกลงไปในดวงตาที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะสงบนิ่งคู่นั้น... มันนิ่งสงบจนเกินไป... เย็นชาจนแทบจะเยือกแข็งอยู่รอมร่อ

****❄️😨❄️****

ตอน 3

“เบลซ วันนี้เราต้องไปเป็นทีมแพทย์ดูแลกิจกรรมรับน้องของคณะวิศวะนะ” คิทรีบแจ้งข่าวทันทีที่เบลซเดินเข้ามาในห้องเรียน

เบลซเพียงแต่จ้องมองคิทพลางเอียงคอเล็กน้อย โดยไม่พูดอะไรสักคำ

“พอลไปรอที่นั่นแล้ว ถ้านายพร้อมเราก็ตามไปกันเลย” คิทพูดต่อขณะรอคำตอบจากเบลซ

“ได้สิ” เบลซตอบรับสั้น ๆ พลางยักไหล่และเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งตามความเคยชิน ก่อนจะหันหลังกลับไปทางประตูอีกครั้ง

คิทเดินตามไปเงียบ ๆ ในขณะที่เบลซเดินทอดน่องไปยังลานจอดรถอย่างไม่รีบร้อน

“ติดรถฉันไปก็ได้...” เบลซหยุดฝีเท้ากะทันหันและหันขวับกลับมาหาคิท อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกจนเกือบจะเดินชนเขา

“แน่ใจนะ?” คิทถามอย่างระมัดระวัง พลางสังเกตอารมณ์ของเบลซไปด้วย เพราะน้อยครั้งมากที่เบลซจะอนุญาตให้ใครขึ้นรถของเขา แม้แต่เขากับพอลเองก็ตาม เบลซรักความเป็นส่วนตัวมาก จนไม่อยากให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างรถยนต์ของเขา

“ฉันก็ชวนแล้วไง” เบลซตอบสั้น ๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

“โอเค” คิทพยักหน้าแล้วเดินไปขึ้นรถเอสยูวีสีขาวของเบลซทางฝั่งผู้โดยสาร

พวกเขาขับรถมุ่งหน้าไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ท่ามกลางความเงียบที่แสนสบายใจ เหมือนเช่นทุกครั้งที่พวกเขามีโอกาสได้นั่งรถคันเดียวกัน

“เราต้องมาคลุกคลีกับพวกกระทิงเหงื่อโชกพวกนี้จริง ๆ เหรอ?” เบลซพึมพำเบา ๆ ขณะจอดรถ ก่อนจะมองออกไปยังสนามซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ทำกิจกรรมจนเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ

คิทหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าขยะแขยงของเบลซก็ส่ายหน้าอย่างนึกขัน น้อยครั้งนักที่เบลซจะแสดงสีหน้าแบบนี้ต่อหน้าสาธารณชน และคิทมักจะรู้สึกขบขันเสมอหากเบลซเผลอลืมรักษามาดที่ดูเนี้ยบและเพอร์เฟกต์ แล้วแสดงความเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนคนอื่น ๆ ออกมา

เบลซเป็นพวกคลั่งความสะอาด พอเจอสิ่งที่ดูสกปรกเลอะเทอะก็จะรู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย เขาไม่สามารถทนต่อกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และกลิ่นเหงื่อบนร่างกายของคนอื่นได้เลย ซึ่งถือเป็นลักษณะนิสัยที่แปลกมากสำหรับคนที่จะเป็นหมอในอนาคต

“มีหน้ากากอนามัยกับถุงมือเตรียมไว้ให้นะ” คิทพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน

เบลซหันมามองคิท ก่อนจะกลอกตาใส่ ซึ่งทำให้คิทยิ่งนึกตลกเข้าไปใหญ่

“นายจะไปเป็นหมอนะ... ในอนาคตนายต้องเจออะไรที่เลอะเทอะกว่านี้อีกเยอะ...” คิทเอ่ยเตือนอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเบลซก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถ

นักศึกษาวิศวะบางคนที่เหลือบไปเห็นนักศึกษาแพทย์ทั้งสองคนก็ถึงกับชะงักและอ้าปากค้างทั้งอย่างนั้น

เบลซเดินไปราวกับมองไม่เห็นใครอยู่รอบข้าง ในขณะที่คิทพยายามมองไปรอบสนามเพื่อหาเต็นท์พยาบาล

“ทีมแพทย์ของเราอยู่ทางนั้นไง” คิทชี้ไปที่เต็นท์ข้างเวที และเดินนำหน้าเบลซที่ยังคงเดินทอดน่องตามคิทไปอย่างไม่รีบร้อน

เบลซเดินเข้าไปในเต็นท์ทันที เพื่อหลบแสงแดดจ้าที่ร้อนแรงอย่างกับจะแผดเผาผิวขาวซีดของเขาให้ไหม้เกรียม

“ในนี้ร้อนชะมัด...” เบลซเอ่ยเบา ๆ ทันทีที่เดินมาถึงข้างกายพอล พอลหันมามองเบลซแล้วก็ทำเพียงถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เบลซมองออกไปที่สนามและเฝ้าดูกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่ทำให้เขาต้องจ้องมองนานเกินความจำเป็น สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับนักศึกษาคนหนึ่ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็นผู้นำในกิจกรรมทั้งหมด

ชายหนุ่มคนนั้นร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผิวสีแทนที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นเป็นประกายล้อแสงแดดจ้า เขามีสีหน้าบึ้งตึงดูหงุดหงิด แววตาคู่คมก็ดูดุดันมาก น่าเกรงขามและน่ากลัวอย่างยิ่ง

เบลซไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองจ้องมองชายหนุ่มคนนั้นอยู่นานแค่ไหน จนกระทั่งจู่ ๆ สายตาของเขาสบประสานเข้ากับดวงตาที่คมปราบของชายคนที่เขาแอบมองอยู่ เขาจึงสะดุ้งเฮือก

สายตาที่เร่าร้อนของชายหนุ่มราวกับจะทะลุผ่านแว่นกันแดดที่เบลซสวมอยู่เข้ามา แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะหันกลับไปทำกิจกรรมต่อ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงนั้น

ภายใต้แว่นกันแดดราคาแพงระยับ เบลซยังคงเฝ้ามองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างเลยสักนิด ชายคนนั้นเหงื่อโชกกาย ทั้งยังดูเหมือนผิวจะไหม้แดดอยู่เล็กน้อย ทว่าเมื่อได้มองเพียงแค่นั้น เบลซก็ดูเหมือนจะเพลิดเพลิน

ความเพลิดเพลินของเขาถูกขัดจังหวะเมื่อทีมแพทย์เริ่มยุ่งวุ่นวาย เนื่องจากมีนักศึกษาเริ่มเป็นลมและอ่อนเพลียจากกิจกรรมที่หนักหน่วงและอากาศที่ร้อนระอุ

ส่วนใหญ่คนที่เบลซเข้าไปดูแลจะเป็นนักศึกษาหญิง โดยที่เขายังสวมหน้ากาก และถุงมืออย่างมิดชิด เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาตามหน้าผากของเขา ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

เมื่อกิจกรรมช่วงเช้าสิ้นสุดลง นักศึกษาได้รับอนุญาตให้ไปพักเที่ยง เบลซก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เราต้องทำแบบนี้ต่อในช่วงบ่ายด้วยเหรอ?” เบลซหันไปถามพอลด้วยสีหน้าจริงจัง

“เราต้องอยู่เวรตลอดทั้งสัปดาห์นั่นแหละ” พอลตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้เบลซครางออกมาด้วยความหงุดหงิดขณะเช็ดเหงื่อบนใบหน้า

“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” คิทเอ่ยขึ้น และทั้งสามคนก็เดินออกจากเต็นท์ไป ทิ้งทีมแพทย์คนอื่น ๆ เอาไว้ที่นั่น

สายตาทุกคู่จับจ้องมายังพวกเขาทั้งสามคน โดยที่พวกเขาไม่ได้แยแสต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความใครรู้ระคนชื่นชมเหล่านั้นเลย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อกลุ่มรุ่นพี่วิศวะเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา

“พอล...” ผู้เป็นลูกพี่เดินนำมาพลางเอ่ยเรียกชื่อพอลเพื่อทักทาย“

“เอซ...” พอลพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

เบลซจ้องมองชายหนุ่มที่เอ่ยทักพอลตาเขม็ง เขาคือคนเดียวกับที่เบลซแอบมองที่สนามเมื่อครู่นี้

“ขอบใจมากนะที่มาช่วย” ชายหนุ่มที่ชื่อเอซกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังพอลแต่เพียงผู้เดียว

“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว อ้อ... นี่เพื่อนเราคิทกับเบลซ” พอลแนะนำพวกเขาทั้งสองให้คนอีกกลุ่มรู้จัก ซึ่งนั่นทำให้เบลซเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง

ชายหนุ่มคนนั้นหันไปหาคิทและพยักหน้าให้ ก่อนที่สายตาของเขาจะมาหยุดอยู่ที่เบลซ ซึ้งกำลังจ้องกลับอย่างแน่วแน่

สายตาทั้งสองคู่ประสานกันแน่นอย่างไม่ลดละ ต่างฝ่ายต่างใช้สายตาข่มขู่กัน

บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเบลซยังคงจ้องมองชายหนุ่มวิศวะด้วยสายตาที่แน่วแน่หากแต่แฝงไปด้วยความกดดัน ในขณะที่ชายหนุ่มวิศวะเองก็พยายามจะข่มเบลซ แต่ดูเหมือนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า

เพื่อน ๆ ในกลุ่มของทั้งสองฝ่ายต่างเฝ้ามองสงครามเงียบระหว่างบุคคลที่น่าเกรงขามทั้งคู่ด้วยความกังวล

เอซเป็นฝ่ายกะพริบตาก่อน แต่ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนี เขาก็เห็นรอยยิ้มเยาะเพียงเบาบางที่มุมปากของเบลซ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกฉุน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขากระแอมออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องเบลซอีกครั้ง ทว่าสีหน้าของเบลซกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองเอซอย่างนิ่ง ๆ ดังเดิม

ประกายอันแปลกประหลาดบางอย่างปรากฏในดวงตาของชายหนุ่มผิวขาวคนนี้ และเอซไม่รู้เลยว่ามันเป็นเพียงจินตนาการที่เขามโนไปเอง หรือเป็นเพราะสายตาที่ไม่ปกติที่เบลซใช้มองคนแปลกหน้ากันแน่ หลังจากนั้นไม่นาน เอซก็ต้องประหลาดใจเมื่อเขาถูกตัดขาดจากสายตาที่กดดันของเบลซอย่างกะทันหัน และเขาก็เห็นเพียงความเย็นชาในดวงตาที่เคยสงบนิ่งคู่นั้น

เบลซยังคงจ้องมองเอซพลางเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มพวกเขาทั้งหมดไปอย่างสง่างามด้วยสีหน้าที่เรียบตึง โดยไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่คำเดียว

คนทั้งสองกลุ่มมองตามเบลซไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังอ้าปากค้างด้วยความงุนงง พยายามจะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

“เกิดอะไรขึ้น?” เพื่อนคนหนึ่งของเอซถามขึ้นทันทีที่สังเกตเห็นสีหน้าที่สับสนของเอซ ขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ รวมถึงพอลและคิทก็จ้องมองเขาอยู่เช่นกัน

เอซขบกรามแน่น ก่อนจะเอามือกุมหน้าเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน เขาแค่รู้สึกแปลก ๆ และไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไงดี

เอซหันไปมองพอล ซึ่งพอลเองก็กำลังมองเขากลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน เขาอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่กลับหาคำพูดไม่ถูก และชัดเจนว่าพอลเองก็ดูออก

“พวกเราขอตัวก่อนนะ...” พอลพูดอย่างนั้นแทนการตอบคำถามที่ไร้เสียงของเอซ ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มนั้นไปโดยมีคิทเดินตามไปติด ๆ

เหล่านักศึกษาวิศวะถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความเงียบ ขณะที่เอซยังคงขบกรามแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ

เจ้าชายน้ำแข็งคนนั้นตั้งใจเข้ามาหลอกหลอนเขา ปลุกปั่นความรู้สึกบางอย่างในใจเขาให้ตื่นขึ้น แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ถูกสะบัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ถูกกันออกมาจากโลกที่เจ้าชายน้ำแข็งคนนั้นพาเขาเข้าไปเพียงแค่ใช้สายตาจ้องมอง

เอซกระทืบเท้าปึงปังเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ทิ้งให้เพื่อน ๆ ที่กำลังสับสนเดินตามหลังไปเงียบ ๆ

พวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเอซต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสองคนที่น่าเกรงขามที่สุดในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งนั้นส่งผลกระทบต่อลูกพี่ของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาต่างมองหน้าสบตากันอย่างมีความหมาย ขณะเดินตามเอซไปอย่างเงียบ ๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED