“เราเลิกกันเถอะ”
หนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบแปดปีพูดน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับสิ่งที่เปล่งออกมาจากปากเป็นแค่เพียงคำพูดปกติ ทว่าคนที่ได้ยินกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
“ยุ กำลังจะแต่งงานเดือนหน้า”
วายุ ชายหนุ่มที่คบหาดูใจกับหญิงสาวมาเป็นเวลาเกือบห้าปี วางการ์ดแต่งงานสีครีมเรียบหรูที่มีชื่อของเขากับผู้หญิงคนหนึ่งตรงหน้าเธอ
หญิงสาวมองไปที่การ์ดใบนั้น การออกแบบเหมือนที่เขาและเธอเคยเลือกกันไว้เล่นๆ ว่าอยากจะใช้ในงานแต่งของทั้งสอง แต่เขากลับใช้มันในงานของเขากับผู้หญิงคนอื่น
มิลิน แอร์โฮสเตสสาวของสายการบินชื่อดังวัยยี่สิบแปดปี นั่งมองการ์ดใบนั้นนิ่ง ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาจากปากเธอ ตั้งแต่โดนชายหนุ่มบอกเลิก
หญิงสาวคิดว่าวันนี้เขานัดเธอมาดินเนอร์ปกติอย่างที่เคยทำ แต่เธอคิดผิด ‘ไม่สิ ไม่คาดคิดต่างหาก ว่าคนที่เธอรักจะกล้าทำเรื่องใหญ่แบบนี้ ’ มือเล็กกุมเข้าหากันแน่นจนอุ้งมือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
ที่เธอนั่งเงียบไม่ใช่ว่าไม่มีคำพูด แต่มันกลับพูดไม่ออก เธอรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบกายหยุดนิ่งราวกับกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ หนาวไปถึงขั้วหัวใจ เธอพยายามประมวลทุกอย่างในสมองแล้วกลืนน้ำลายหนืดลงคอ พลางเงยหน้ามองชายหนุ่มที่กลายเป็นอดีตคนรักของเธอไปเมื่อหลายนาทีก่อน
“ทำแบบนี้ได้ยังไง” ประโยคที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเปล่งออกมาจากริมฝีปากบาง เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะบังคับเสียงให้สั่นน้อยที่สุด
เธอมีคำถามมากมายที่อยากจะถามเขา แต่แค่ประโยคแรกที่เปล่งออกมามันช่างยากลำบากและเจ็บปวดเหลือเกิน เธอกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตาไม่ให้ไหลลงมา มิลินไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายเลวๆ คนนี้
ชายหนุ่มได้ยินคำถามของเธอก็เป็นฝ่ายเงียบบ้าง กระทั่งมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วมองไปที่มิลินด้วยแววตาเยาะเย้ย
มิลินมองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งกับหญิงสาวที่ยืนอยู่สลับกัน วายุตัดสินใจยืนขึ้นแล้วแนะนำผู้หญิงข้างกาย
“นี่ไลลา คนที่ยุกำลังจะแต่งงานด้วย”
“สวัสดีค่ะ คุณมิลิน อย่าลืมไปแสดงความยินดีกับเราทั้งสองนะคะ”
ไลลาเอ่ยเสียงหวาน แต่สายตาที่มองมิลินเต็มไปด้วยความเกลียดชัง จนมิลินยังสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้ผู้หญิงคนนี้
หลังจากเห็นสายตาที่เหนือกว่าของไลลา ทำให้หญิงสาวรวบรวมความกล้าลุกขึ้นประจันหน้ากับคนทั้งสองบ้าง
แอร์โฮสเตสสาวยืนขึ้นเต็มความสูงพร้อมแสยะยิ้มร้ายแล้วเดินเข้าไปใกล้ว่าที่เจ้าสาวของวายุ
“ทำไม จะตบฉันเหรอ” ไลลาถามเสียงดังอย่างท้าทาย
ผู้คนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติแล้วหันมามองพวกเขาทั้งสามคนเป็นสายตาเดียวกัน
“ไม่หรอก เดี๋ยวอะไรสกปรกๆ จะติดมือ” มิลินส่งยิ้มหวานหลังจากพูดจบ
“แก!” ไลลาชี้หน้ามิลินอย่างโกรธจัด
“ทำไมเหรอ ฉันพูดผิดตรงไหน” มิลินมองคนทั้งสองแล้วทำสีหน้ารังเกียจ
“ถ้าฉันสกปรก แกก็สกปรกไม่ต่างกัน ก็เรามีผัวคนเดียวกันนี่” ไลลาพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
“ไลลา พอได้แล้ว” วายุหันไปปรามว่าที่เจ้าสาวของตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจนะ ที่เอาของสกปรกออกไปไกลๆ ฉันจะได้ไม่ต้องกินมันร่วมกับแกอีก”
“กรี๊ด” ไลลากรีดร้องดังสนั่นอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้
“จุ๊ๆ อย่าพึ่งอกแตกตายสิ ยังไม่ได้แต่งงานเลยนะ” มิลินเห็นท่าทางของไลลาก็รู้สึกสะใจไม่น้อย
“ลิน พอเถอะ” วายุหันมาปรามเธอบ้าง
“คนอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน เคยสำนึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำหรือเปล่า แม้แต่คำขอโทษสักคำฉันยังไม่ได้ยิน”
มิลินหันไปเล่นงานชายหนุ่มบ้าง แววตาที่เธอมองเขามันเต็มไปด้วยความขยะแขยงและสะอิดสะเอียนเต็มที
“ส่วนวันงานศพ ไม่ใช่สิ! งานแต่งของพวกแก ฉันคงไม่ว่างไป งั้นขอแสดงความยินดีตรงนี้เลยแล้วกัน”
หญิงสาวหันไปเห็นขวดแชมเปญจากโต๊ะข้างๆ เธอหยิบมันมาเขย่า จากนั้นเปิดฝาฉีดไปยังคนทั้งสองที่ยืนอยู่จนเปียกปอน
“ลิน!"
"แก!”
ทั้งสองตะโกนใส่มิลินอย่างพร้อมเพรียง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมีหรือที่เธอจะสนใจ หันไปกรีดยิ้มร้ายพร้อมพูดอวยพรคนทั้งสอง
“ฉันขอให้ชีวิตพวกแก หาความสุขไม่เจอ ไปลงนรกซะ!!”
หญิงสาวพูดจบรีบเดินออกมาจากบริเวณนั้น เสียงปรบมือชอบใจดังสนั่น ตามด้วยเสียงกรีดร้องของไลลาไล่ตามหลังเธอมา
มิลินเปิดประตูเข้าไปยังบันไดหนีไฟแล้วนั่งลงชิดกับผนังอย่างหมดแรง น้ำตามากมายไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่และเธอสุดจะห้ามมันแล้ว
หญิงสาวนั่งหันหน้าเข้าหาผนังแล้วใช้หน้าผากพิงมันอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว มืออีกข้างกำเข้าหากันแน่นพร้อมกับทุบผนังอย่างแรงเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อยู่ภายในจิตใจ เผื่อว่าความเจ็บปวดนอกกายจะทำให้ความเจ็บปวดที่อยู่ในใจทุเลาลงบ้าง แต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรแม้แต่น้อย
ข้อนิ้วเล็กๆ ของเธอมีเลือดซึมออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำ จนมารู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่าผนังที่เธอทุบมันนิ่มขึ้นจนน่าแปลกใจ จึงเงยหน้าแดงก่ำที่เปรอะไปด้วยน้ำมูกน้ำตามองมือตนเอง เห็นมือใหญ่ของใครบางคนมารองรับไว้
หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทว่าดูเจ้าชู้อย่างมึงงง
ชายคนนั้นเห็นสายตาของเธอก็พูดขึ้น
“เดี๋ยวกระดูกก็แตกหรอก”
“คุณเป็นใคร อย่ามายุ่งกับฉัน”
“ผมเป็นหมอ ผมสามารถรักษาแผลที่มือคุณได้นะ แต่แผลที่ใจคุณต้องรักษาเอง”
“ฉันไม่รักษาอะไรทั้งนั้น อย่ามายุ่ง! ฮึก” มิลินยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น
“แต่คุณทำให้ผมไม่ได้ดื่มแชมเปญขวดนั้น” หญิงสาวนึกถึงแชมเปญที่เธอใช้สาดสองคนนั้น ก็รู้ว่าเป็นของชายหนุ่ม
“หยิบเงินไปสิ” เธอโยนกระเป๋าใส่เขาแล้วพูดต่อด้วยเสียงกลั้นสะอื้น
“คุณก็ไปโทษพวกมันสองตัวด้วยสิ ฮึก”
“แต่คุณเป็นคนเอาไปสาดพวกเขาเองนะ” เขามองหน้าเธอนิ่ง
“ก็พวกมันทำฉันก่อนนี่” เธอใช้มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ มองคนตรงหน้า
“ในเมื่อพวกเขาทำร้ายหัวใจคุณ คุณยังจะมาซ้ำเติมตัวเองแบบนี้อีกเหรอ”
เขาปรายตามองนิ้วเรียวที่มีเลือดซึมออกมาของเธอ
“ฉันบอกว่าอย่ามายุ่งไง!” เธอตวาดเสียงดังด้วยความรำคาญใจ
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเองก็ไม่ได้อยากยุ่ง แต่เธอดันทำสร้อยข้อมือหล่นข้างเก้าอี้เขา จึงเก็บมาคืนก็เท่านั้น
ครืด ครืด ~
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงยีนของเขาสั่นอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มรีบกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไป
“ไปรอที่ร้านก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไป”
“เออๆ ไม่นาน”ชายหนุ่มวางสายแล้วหันไปมองเธอ เขาหยิบสร้อยข้อมือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตสีดำของตัวเองออกมาแล้วใส่มันลงไปในกระเป๋าสะพายของหญิงสาว แต่ก่อนออกไปเขาไม่ลืมที่จะถามเธออีกครั้ง
“จะให้ผมพาไปส่งที่รถหรือเปล่า”
“ฉันไม่มีรถ รถคันนั้นฉันซื้อให้เขา”เธอพึมพำอย่างรู้สึกสมเพชตัวเอง
มิลิน ซื้อรถยนต์คันนั้นให้วายุเป็นของขวัญวันเกิดของเขาเมื่อสองปีก่อน ส่วนบ้านที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันเป็นชื่อของวายุ เพราะเขาเป็นคนซื้อและบอกว่าจะยกให้เป็นชื่อเธอในวันครบรอบห้าปีที่คบกัน แต่ดันเกิดเรื่องเสียก่อน
หญิงสาวลุกขึ้นเดินออกจากตรงนั้นแล้วไปขึ้นแท็กซี่ โดยไม่สนใจชายหนุ่มที่เดินตามหลังมา สายตาของเขามองตามรถคันนั้นไปจนพ้นสายตาโดยไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางของเธอคือที่ไหนกัน
L.B. Bar
“เฮ้ย! ไอ้หมอ ทางนี้”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของคนถูกเรียกหันไปทางเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอับของร้าน
ทิวากรหรือหมอทิว หมอหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมลงมาจนเห็นแผงอกกับกางเกงยีนขายาวสีซีด เดินมานั่งลงบนโซฟานุ่มตรงข้ามเพื่อน ใบหน้าหล่อเหลา ทว่าเรียบเฉยกลับดูมีเสน่ห์น่าค้นหา จมูกโด่งเป็นสันดูโดดเด่น ริมฝีปากหนาอมชมพู ผิวพรรณขาวสะอาดดูสุขภาพดี เขาเป็นหมอผู้ชำนาญการอยู่แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง และเพื่อนๆ มักจะเอ่ยแซวว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงทั้งภายนอกและภายใน
“ไปไหนมา พวกกูรอตั้งนาน” รามิล หันไปถามคุณหมอหนุ่ม
รามิล ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เขาเกิดและโตที่ประเทศไทย ผู้มีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ผมสีทองขับผิวขาวๆ ของเขาให้ดูมีออร่า ชายหนุ่มเป็นทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งที่เอาแต่ ดื่ม เที่ยว สนุกกับพวกผู้หญิง เปลี่ยนคู่นอนเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า และมีคติที่ว่ากินแล้วไม่กินซ้ำ
“นานเหี้ยไร ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง” หมอหนุ่มหันไปแหวใส่หนุ่มลูกครึ่งที่กำลังนั่งกระดกเหล้าเข้าปาก
“คุณหมอพูดไม่เพราะเลยนะครับ” ขุนทศตำหนิเพื่อน
ขุนทศ ชายหนุ่มหน้าหวานผมสีควันบุหรี่ดูมีเอกลักษณ์ ตาสีน้ำตาลอ่อนดูละมุน ปากนิดจมูกหน่อยอย่างกับผู้หญิง เขามีนิสัยทะเล้น ทะลึ่ง และหื่นกาม ชายหนุ่มทำธุรกิจร้านอาหารที่มีหลายสาขาร่วมกันกับภรรยาสุดที่รัก เขาสละโสดเป็นคนแรกของกลุ่มและแต่งงานมาได้เกือบสองปี หากรวมระยะเวลาที่ทั้งคู่คบหาดูใจจนแต่งงานปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดพอดี แม้จะดูยาวนานแต่ความรัก ความหอมหวานของพวกเขายังคงเหมือนเดิมตลอดเวลา
“อย่ามาเล่นละคร ไอ้เหี้ยทศ” ทิวากรหันไปมองขุนทศอย่างระอา เพราะนี่มันไม่ใช่นิสัยที่แท้จริงของเพื่อนอย่างมัน
“กูซ้อมพูดเพราะๆ ไว้ก่อนไง เผื่ออยู่ดีๆ ได้เป็นพ่อคน” ขุนทศยักไหล่ด้วยท่าทีสบาย ชายหนุ่มกับภรรยาพยายามมีลูกกันมาสักพักแล้ว
“เดือนนี้มีหวังมั้ยวะ” รามิลหันไปถามขุนทศด้วยความตื่นเต้น
ขุนทศส่ายหน้าแล้วเป่าลมออกจากปากอย่างแรง
“กูบอกมึงว่าให้เก็บเชื้อไว้วันที่เมียไข่ตก โอกาสมันมากกว่า แต่มึงเล่นเอาเมียทุกวัน” คุณหมอหนุ่มพูดแล้วส่ายหัว
“ก็กูหิวนี่นา” ขุนทศเบะปาอย่างเด็กเอาแต่ใจ
“เอาน่า อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวหลานพวกกูก็มา” ทิวากรหันไปให้กำลังใจเพื่อน เขารู้ดีว่าคู่รักที่พยายามมีลูกจะอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ได้ง่าย และมักจะเกิดความร้าวฉานขึ้นในครอบครัว เขาได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกิดกับขุนทศ
“ใช่ๆ บางทีอาจจะมาสองคนเลยก็ได้นะเว้ย” รามิลให้กำลังใจเพื่อนเช่นเดียวกัน
“พวกมึง ห้ามมีลูกก่อนกูนะ ไม่งั้นกูไม่ยอมจริงๆ ด้วย” ขุนทศพูดอย่างไม่จริงจังนัก
“ไม่มีวัน! เพราะแด๊ดดี้เดียวที่กูอยากเป็นคือ แด๊ดดี้ของสาวๆ” รามิลยักคิ้วส่งให้เพื่อนอย่างกวนๆ
“ระวังไว้เหอะมึง เดี๋ยวพลาดแล้วกูจะหัว” ทิวากรกระตุกรอยยิ้มหยัน
“มึงไม่มีทางได้หัว กูมั่นใจ” รามิลยืดอกอย่างมั่นใจ
“ไง หรือมึงเป็นหมัน” ขุนทศหันไปมองรามิลอย่างจับผิด
“ไม่ใช่เว้ย เออนี่ ผู้หญิงคนเมื่อกี้น่าสงสารวะ” อยู่ดีๆ รามิลก็นึกถึงเหตุการณ์ของผู้หญิงที่พวกเขาเจอที่โรงแรม
“ป่านนี้คงไปเมาเละเทะแล้วมั้ง” ทิวากรคาดการณ์จากสภาพที่เขาเห็น
“ผู้ชายคนนั้น แม่ง ไม่ธรรมดา” ขุนทศพูดตามที่คิด
“ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย ก็เหี้ยเหมือนๆ กันนั่นแหละ รวมถึงตัวกูเองด้วย” รามิลพูดพร้อมกอดอก
“กูก็ด้วย” ทิวากรรู้ว่าตนเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรมากมายหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง
ติ๊ง ติ๊ง
“เมียตามแล้วอะดิ” ทิวากรถามพ่อบ้านใจกล้าคนเดียวของกลุ่ม
ขุนทศมองรูปสุดเซ็กซี่ที่ภรรยาสาวส่งมาแล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว หญิงสาวใช้วิธีนี้เพื่อให้ชายหนุ่มกลับบ้านเร็วขึ้นและมักจะได้ผลเป็นประจำ
“กูอยู่ต่ออีกแค่ชั่วโมงเดียวนะ” ขุนทศหันไปบอกเพื่อนๆ
“กลัวเมียนี่หว่า” รามิลเอ่ยแซว
“กูต้องรีบกลับเพราะเมียรอให้ Porn อยู่” ขุนทศหัวเราะออกมาเสียงดัง
“มึงนี่กูยอมจริงๆ” ทิวากรมองเพื่อนแล้วกลั้นขำ
“ก็คนมันรักเมียอะคร๊าบ” ขุนทศพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นแล้วนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
สามหนุ่มเพื่อนสนิทนั่งพูดคุยกันต่อสักพักก็ถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ว่าจะต้องแยกย้าย ทั้งสามเดินออกมาโดยมีทิวากรเดินตามหลัง ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดแสนคุ้นเคย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางยีนขายาวรัดรูปและรองเท้าส้นสูงปรี๊ดสีครีม กำลังฟุบหน้าแน่นิ่งอยู่กับโต๊ะ
“พวกมึงไปก่อนเลย” ทิวากรบอกเพื่อน
“เออๆ ขับรถกันดีๆ” รามิลหันไปบอกเพื่อนๆ เช่นกัน
ทิวากรเดินเข้าไปหยุดยืนใกล้เธอพร้อมกับใช้มือแตะไหล่เบาๆ
“คุณ”
เมื่อเห็นว่ายังคงนิ่งเขาก็รีบเขย่าตัวเธอ จนหญิงสาวรู้สึกตัวแล้วทรงตัวนั่งอีกครั้งพร้อมกับใช้มือปัดผมยาวลอนที่ปิดหน้าอยู่ออก
มิลินที่อยู่ในอาการเมาเงยหน้าแดงก่ำและดวงตาบวมเป่งมองคนที่มารบกวนการนอนแล้วคิดว่าเป็นชายหนุ่มที่เธอกำลังคิดถึง
“วายุเหรอ มารับลินใช่มั้ย” เธอถามคนที่ยืนอยู่เสียงยาน
ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแล้วช้อนร่างเธอให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ลากออกมาจากบาร์ไปยังลานจอดรถที่มีรถคันหรูของเขาจอดอยู่
“บ้านคุณอยู่ที่ไหน” ทิวากรถามขึ้นเพราะปล่อยให้เธอกลับไปเองสภาพนี้ เช้ามาอาจมีข่าวใหญ่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์
“วายุลืมบ้านของเราแล้วเหรอ” หญิงสาวหันไปมองหน้าคนที่พยุงเธออยู่
“ผมถามว่าบ้านคุณอยู่ที่ไหน”
“นายไม่ใช่วายุนี่ แล้ววายุไปไหน” หญิงสาวพยายามสลัดตัวเองออกจากคนที่กำลังพยุงอยู่ ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วปล่อยเธอให้เป็นอิสระ
มิลินล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อไม่มีที่ยึดเกาะร่างอ่อนปวกเปียกของตนเอง
“โอ๊ะ ไม่เห็นเจ็บเลย” เธอนอนราบลงกับพื้นคอนกรีตแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“หรือเพราะความเจ็บมันไม่ได้อยู่ตรงนี้” เธอยกมือที่มีแผลของตัวเองมาดูแล้วหลับตาลงพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง
“แม่ง! เมาเหมียนหมาแล้วยังอวดเก่ง น่าปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้จริงๆ” ทิวากรเห็นสภาพคนที่นอนอยู่กับพื้นแล้วสบถออกมาอย่างหัวเสีย
จากนั้น เขาตัดสินใจพาเธอมาเปิดห้องนอนที่โรงแรมใกล้ๆ เมื่อเข้ามาในห้องเขาก็โยนหญิงสาวลงบนเตียงอย่างแรง ด้วยความรู้สึกเหนื่อยแล้วพูดกับตัวเอง
“กูมาทำอะไรอยู่เนี่ย”
“อื้อ ร้อน” หญิงสาวที่นอนอยู่เริ่มถอดเสื้อผ้าตัวเองออกทีละชิ้น เหลือแต่ชุดชั้นในลายลูกไม้สีขาวบนเรือนร่าง ชายหนุ่มยืนมองเธอพร้อมกับใช้มือกุมขมับ
“เดี๋ยวเร่งแอร์ให้ ใจเย็นหน่อยสิวะ” ชายหนุ่มรีบเร่งเครื่องปรับอากาศแล้วใช้ผ้าห่มคลุมปิดร่างกายเธอไว้
หญิงสาวดึงผ้าห่มออกแล้วนอนเหยียดขาตรง หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่แล้วพูดเสียงหวาน
“มานอนนี่มา” เธอตบที่ว่างข้างกายเบาๆ
คุณหมอหนุ่มมองใบหน้าเธอแล้วใช้สายตาไล่ลงไปเรื่อยๆ ยังเรือนร่างขาวเนียนและโคตรเซ็กซี่ของหญิงสาว จากนั้นพยายามสลัดความคิดไม่ดีออกไปจากหัว
“ผมต้องกลับแล้ว” ชายหนุ่มปิดไฟในห้องแล้วเปิดไฟหัวเตียงให้เธอ จากนั้นก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป
หญิงสาวรีบลุกขึ้นสวมกอดเขาทางด้านหลังโดยทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปไว้ที่คนสูงแล้วพูดขึ้น
“นอนกับฉันมั้ย?”
“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” ชายหนุ่มแกะแขนที่กอดเขาไว้แล้วหันกลับมามองใบหน้าแดงก่ำของเธอ ไล่ลงมาผ่านลำคอระหงหยุดอยู่ตรงเนินเนื้อที่โผล่ขึ้นมาพ้นบราลูกไม้สีขาวด้วยความรู้สึกวูบวาบ
มิลินไม่ตอบคำถามแต่กลับประกบริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว โดยชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วสอดแทรกลิ้นร้อนที่มีความเฝื่อนของน้ำเมาเข้าไปควานหาความหอมหวานในโพรงปากนุ่ม
ทิวากรไม่ขัดขืนการกระทำของเธอแม้แต่น้อยแต่กลับตอบรับมันได้อย่างดีโดยการจูบอย่างดูดดื่ม ลิ้นกระหวัดเกี่ยวแล้วดูดดึงกันจนอุ้งปากเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย ชายหนุ่มมิใช่พระอิฐพระปูน เมื่อมีผู้หญิงสวยๆ มาเสนอเขาก็ย่อมสนอง
ชายหนุ่มผลักเธอลงบนเตียงอย่างแรงแล้วขึ้นคร่อม พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกแล้วโยนมันลงพื้นราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า ใบหน้าก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นสลับกับจูบอย่างดูดดื่มอีกครั้ง การจูบที่ช่ำชองของคนใต้ร่างทำให้เขารู้สึกร่างกายปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและไม่เคยได้รับจากผู้หญิงคนไหน มันหอมหวาน ละมุนและร้อนแรงในเวลาเดียวกันราวกับกำลังมอมเมาเขาอยู่และดูว่าจะได้ผล ผมยาวสีน้ำตาลของเธอแผ่สยายบนเตียงขาว แสงไฟสลัวสีส้มจากโคมไฟหัวเตียงยิ่งสร้างบรรยากาศได้เป็นอย่างดี
ไม่รอช้าเขาใช้มือสะกิดบราเธอออกอย่างชำนาญ เต้าใหญ่ที่ปราศจากอาภรณ์ปกปิดปรากฏแก่สายตา อกอวบอิ่มถูกมือหนากอบกุมเคล้นมันอย่างเมามัน ใช้นิ้วบี้แล้วใช้ฟันขบเม้มยอดถันสีชมพูของเธอเบาๆ
“อื้อ ซี๊ด”
คนใต้ร่างบิดกายเร่าด้วยความรู้สึกเสียวซ่าน ใบหน้าของเขาเริ่มลากลงมาเรื่อยๆ ผ่านหน้าท้องแบนราบ หยุดหยอกล้อสะดือบุ๋มโดยการใช้ลิ้นสากแหย่มันเล็กน้อยจนหญิงสาวรู้สึกปั่นป่วน แพนตี้ตัวน้อยถูกถอดออกในเวลาต่อมาเผยให้เห็นสามเหลี่ยมอวบอูมที่ปราศจากเส้นไหมดูขาวสะอาดน่าสัมผัส
ขาเรียวยาวถูกจับแยกออกจนเห็นกลีบกุหลาบสีชมพูสะพรั่งมีน้ำหวานปริ่มออกมาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวกรีดกรายมันสองสามทีแล้วส่งนิ้วเย็นๆ เข้าไปทีเดียวสองนิ้ว ร่างกายของเธอสะดุ้งเล็กน้อย นิ้วร้ายกาจส่งเข้าออกอย่างเป็นจังหวะจนหญิงสาวต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
ไม่หยุดอยู่แค่นั้นเขาดึงนิ้วที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำหวานออกมาแล้วใช้ลิ้นร้อนแตะสัมผัสระรัวไปยังช่องรักของเธอ สมองของหญิงสาวขาวโพลนดื่มด่ำไปกับสิ่งที่เขามอบให้ มือเล็กกำผ้าปูที่นอนไว้แน่นเพื่อเป็นการระบายความรู้สึกเสียวซ่านพร้อมเปล่งเสียงหวานออกมาไม่ขาดสาย
“อ้าส์ อื้อ อ้ะ”
ชายหนุ่มเห็นอาการของคนใต้ร่างก็กระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วโลมเลียไปยังเม็ดไตแข็งขึงของเธอเพื่อหยอกล้อให้หญิงสาวทรมานมากกว่าเดิม คนถูกกระทำขยุ้มผมดำของเขาเพื่อต้องการระบายความรู้สึกที่กำลังจะปะทุในอีกไม่ช้า
กระทั่งรู้สึกไม่ไหว ร่างกายของเธอเกร็งแล้วกระตุกอย่างรุนแรงเพื่อบอกชายหนุ่มว่าเธอถึงสวรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อาส์ อ๊าย”
เขาเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นถอดกางเกงแล้วหยิบถุงยางอนามัยที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์มาสวมอย่างรวดเร็ว แกนกายขนาดใหญ่ของเขาแข็งขึงด้วยความรู้สึกทรมาน แล้วขึ้นคร่อมร่างพร้อมกับแหวกขาของเธอออก จากนั้นกดฝังแกนกายเข้าไปในตัวตนของเธอสุดแรงหญิงสาวสะดุ้ง ชายหนุ่มไม่รอให้ร่างกายเธอปรับสภาพ เขากระแทกกายเข้าหาหนักหน่วง จนหญิงสาวรู้สึกจุกทว่ามีความสุขไปพร้อมๆ กัน
ภายในของเธอตอดรัดความเป็นชายของเขาทำให้รู้สึกทรมานจนต้องข่มกลั้นเอาไว้โดยการขบกรามเข้าหากันแน่นพร้อมคำรามออกมาเบาๆ ในลำคอ
“ฮึ้ม”
หญิงสาวเด้งเอวรับการกระทำของเขาได้เป็นอย่างดี อกอวบอิ่มกระเพื่อมไปตามแรงกระแทกที่ชายหนุ่มมอบให้ ริมฝีปากเล็กกัดเข้าหากันจนทำให้คนที่มองอยู่รู้สึกว่ามันช่างเร้าใจเสียจริง เขาเห็นดังนั้นรีบก้มลงไปประกบปากอวบอิ่มอีกครั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ
“อ้ะ อ้าส์”
เรียวขากระหวัดเกี่ยวเอวเขาไว้ เสียงเนื้อกระทบเนื้อตามด้วยเสียงครางของทั้งสองดังไปทั่วห้อง สองร่างกอดรัดราวกับจะหลอมละลายรวมกัน เหงื่อไหลโซกแม้ว่าเครื่องปรับอากาศจะยังคงทำงานได้เป็นอย่างดี
ชายหนุ่มอุ้มเธอลงมาจากเตียงแล้วจับให้หันหน้าไปชิดกระจกใส เบื้องหน้าเป็นวิวเมืองที่มีแสงสีมากมาย ทว่าตาของหญิงสาวกลับพร่าเบลอแทบจะยืนไม่ไหว หากไม่มีเขาประคองไว้เธอคงร่วงไปนั่งกองกับพื้น ชายหนุ่มยืนสอดใส่แกนกายไปยังช่องรักพร้อมจับใบหน้าเธอให้แนบชิดกระจก โดยเอวหนายังคงส่งเข้าออกอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน
“ตรงนี้ วิวสวย”
เขาพูดเบาๆ พร้อมขบเม้มติ่งหูจนหญิงสาวขนลุกซู่ ทิวากรรู้สึกว่าเซ็กส์ครั้งนี้ของตัวเองดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขาลุ่มหลงในกลิ่นกายหอมหวาน รอยจูบ สัมผัสและร่างกายทุกส่วนของเธอ
ชายหนุ่มไม่หยุดอยู่แค่นั้นเขาดึงเธอให้นอนคว่ำราบไปกับโซฟานุ่มแล้วสอดใส่เธออีกครั้ง พร้อมกับตีก้นทั้งสองข้างอย่างแรงจนผิวขาวๆ เกิดรอยแดงเป็นปื้น
“อ๊ะ อ๊าส์” มิลินที่คว่ำหน้าอยู่กับโซฟาเปล่งเสียงหวานไม่ขาดสาย ทิวากรก้มลงไปละเลงลิ้นบนแผ่นหลังเนียนละเอียด ร่างของเธอโยกตามจังหวะที่เขามอบให้อย่างดีเยี่ยม ชายหนุ่มยิ้มกว้างออกมาอย่างพึงพอใจแล้วกระแทกต่อเรื่อยๆ กระทั่งเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะถึงฝั่งปรารถนาในไม่ช้า เขาจึงเพิ่มแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง
“อ้ะส์ อื้อ อ้าส์”
“โอ้ว”
ร่างของเขากระตุกพร้อมฉีดน้ำรักเข้าไปอย่างสุดแรงเพราะคิดว่ามีถุงยางอนามัยสวมอยู่ แล้วนอนลงบนตัวหญิงสาวพลางหายใจเหนื่อยหอบ สักพักคนใต้ร่างแน่นิ่งไป เนื่องจากเธอเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถอนแกนกายออกมาแล้วอุ้มเธอไปวางลงบนเตียง แต่เขารู้สึกแปลกๆ จึงก้มลงไปดูความเป็นชายของตนเอง แต่แล้วกลับต้องอุทานออกมาเสียงดัง
“เชี่ย! ถุงแตก”