“ไอ้น่าน ทำไมทุกครั้งที่ลูกค้าคนนี้โทรมามึงจะต้องให้กูเป็นคนรับสายด้วยว่ะ ทั้งที่บ้านหลังนั้นมึงเป็นคนออกแบบและส่งแบบให้เขา” กษิดิศถามน่านนทีเพื่อนที่ร่วมหุ้นกับเขาเปิดบริษัทรับรีโนเวทและออกแบบบ้านด้วยความไม่เข้าใจ
ลูกค้าคนนี้เป็นลูกค้าชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ วันนี้หญิงสาวอยากจะรีโนเวทบ้านหลังเก่าก็เลยติดต่อมาที่บริษัทซึ่งน่านนทีเป็นคนออกแบบและควบคุมทุกขั้นตอนของการรีโนเวทอย่างใกล้ชิด แต่ชายหนุ่มไม่ยอมคุยกับลูกค้าคนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียวทำให้เขารู้สึกสงสัยในตัวเพื่อนมากๆ
“กูก็แค่ไม่อยากคุยแค่นั้นไม่มีอะไรหรอก”
“แต่กูว่ามันแปลกนะหรือมึงเคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน กูเดาว่าเธอคือผู้หญิงมึงคบตอนอยู่ม.6 ใช่ไหม”
“มึงจะรู้มากเกินไปแล้วนะไอ้บาส”
“นั่นไงกูนึกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นผู้หญิงคนที่มึงยังไม่เคยลืม แล้วทีนี้จะเอายังไงล่ะอาทิตย์หน้าเธอก็จะกลับมาแล้วนะยังไงก็ต้องได้เจอกัน”
“กลับมาแล้วยังไงล่ะกูกับเธอก็คงไม่เจอกันอยู่ดี เรื่องบ้านกูฝากมึงจัดการด้วยแล้วกันนะบาส”
“ได้ยังไงกูไม่อยากรับความดีความชอบในสิ่งที่กูไม่ได้ทำหรอกนะ บ้านหลังนี้มันเป็นฝีมือมึงทั้งหมด ยังไงวันส่งมอบงานก็คงต้องไปเจอเธอ”
“กูไม่อยากเจอ”
“มึงกลัวอะไรน่าน”
“กูไม่ได้กลัวอะไรหรอก”
“แต่หน้าตามึงไม่ได้บอกแบบนั้นเลย มึงยังรักเธออยู่ใช่ไหม”
“อืม” น่านนทียอมรับอย่างไม่อายเพราะผู้หญิงคนนี้คือรักแรกของเขาในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก
และไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปีน่านนทีก็ไม่เคยลืมรักแรกได้เลยแม้จะมีแฟนมาหลายคนแต่ก็ไม่มีคนไหนที่ทำให้เขารักมากเท่ากับเธอเลยสักคน
“ถ้างั้นก็ยิ่งดีสิ มึงจะได้สานสัมพันธ์กับเธอต่อ ตอนนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วน่าจะคุยกันง่ายขึ้น”
“กูก็อยากทำแบบนั้น”
“แล้วทำไมมึงถึงไม่คุยกับเธอล่ะ เท่าที่กูได้คุยกับคุณอีฟเธอก็เป็นคนน่ารักอัธยาศัยดีและดูเหมือนจะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากๆ ด้วย กูไม่รู้ว่าในอดีตมึงกับเขาเลิกกันยังไงแต่ไม่ในเมื่อมีโอกาสกลับมาเจอกันก็น่าจะคุยกันให้เข้าใจดีกว่านะ”
“กูก็อยากทำแบบนั้นนะบาส แต่เท่าที่รู้มาอีฟเขาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วว่ะ” น่านนทีพูดด้วยเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ในวันที่เธออีเมลติดต่อมาที่บริษัทว่าอยากจะรีโนเวทบ้าน เขาดีใจมากแต่ก็ต้องเศร้าเมื่อเพื่อนที่อเมริกาบอกว่าตอนนี้อรณิชาแต่งงานไปแล้ว
“เพราะแบบนี้ใช่ไหมล่ะมึงถึงไม่อยากคุยกับเธอ”
“อือ กูไม่รู้คุยแล้วจะได้อะไรขึ้นมาเผลอๆ จะเจ็บมากขึ้นกว่าเดิม”
“แล้วมึงกับเขาเลิกกันยังไงวะ กูจำเหตุการณ์ไม่ได้ว่ะโทษทีนะเพื่อน ช่วงนั้นกูเอาแต่เล่นบาสหนักไปหน่อย”
“กูกับอีฟไม่เคยบอกเลิกกันแต่จู่ๆ อีฟก็หายไปกูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“แล้วตอนนั้นมึงได้ไปถามใครหรือเปล่า”
“กูจะถามใครล่ะช่วงนั้นมันช่วงปิดเทอมแล้วทุกคนก็ต้องเข้ามหาลัยเพื่อนสนิทของอีฟก็ย้ายไปเรียนที่อื่นกันหมด ตอนนี้กูก็ยังงงอยู่เลยว่ากูทำอะไรผิดทำไมอีฟถึงทิ้งกูไปแบบนั้น”
“แล้วมึงจะเอายังไงต่อล่ะถ้าเกิดเธอกลับมาและอยากจะเจอมึงล่ะ”
“มึงก็ไปแทนกูสิ แค่รับมอบงานใครก็ทำได้” ใจจริงน่านนทีก็อยากเจอกับอรณิชาแต่ก็กลัวว่าการเจอกันอีกครั้งมันจะตอกย้ำให้เขาเจ็บมากขึ้น
“แต่กูว่ามึงควรจะออกไปเจอเธอนะคุยกันให้เข้าใจถามกันให้เคลียร์จะได้ไม่รู้สึกติดค้าง แล้วมึงก็จะได้เปิดใจรับผู้หญิงคนใหม่สักทีไม่ใช่คบไปเรื่อยสองสามเดือนก็เลิก ตอนนี้กูจำชื่อแฟนมึงแต่ละคนไม่ได้เลย”
“อย่าว่าแต่มึงเลยบางทีกูก็ลืมเรียกชื่อผิดก็เคยมีมาแล้ว”
“มึงนี่มันชั่วใช้ได้เลยว่ะ”
“เป็นคนดีแล้วยังไงล่ะ เป็นคนชั่วแบบกูใช้ชีวิตสนุกไม่ต้องซีเรียสกับอะไรมาก”
“เออตอนนี้มึงยังรู้สึกสนุกถ้ามึงอายุมากกว่านี้มึงจะสนุกไม่ออก”
“มึงอย่าพูดดีเลยไอ้บาสมึงกับกูก็อายุเท่ากันว่าแต่มึงเถอะจริงจังแล้วใช่ไหมผู้หญิงที่คบ”
“จริงจังสิคุณครูเขาน่ารักแบบนี้กูจะมองคนอื่นได้ยังไง”
“กูก็ขออวยพรให้มึงกับครูหนูนารักกันไปแบบนี้ตลอดนะ อย่าทำให้ครูเขาเสียใจล่ะ” น่านนทีพูดถึงครูวิยดาหรือครูหนูนาที่กษิดิศคบอยู่
“ถ้ามึงเคลียร์กับคุณอีฟได้แล้วกูว่าจะติดต่อเพื่อนของหนูนาให้เอาไหม เพื่อนครูที่โรงเรียนหนูนามีโสดอยู่หลายคนแต่ละคนก็น่ารักทั้งนั้น”
“ไม่ล่ะกูกลัวเลิกกันแล้วจะทำให้มึงกับแฟนมีปัญหา”
“มึงยังไม่ได้ลองคบเลย อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องเลิกกันสิ”
“มึงก็รู้ว่ากูคบใครได้ไม่นานหรอก นิสัยอย่างกูจะมีผู้หญิงที่ไหนเขาจริงจังด้วยล่ะ”
“มึงไม่จริงจังกับเขาเองมากกว่าและกูก็พอจะเดาออกแล้วว่าทำไมคบใครก็เลิกเพราะมึงยังฝังใจเรื่องอีฟอยู่ใช่ไหม” กษิดิศพอจะเดาความรู้สึกของเพื่อนออก
“กูยอมรับกูยังฝังใจอยู่”
“เขากลับมาครั้งนี้มึงก็เคลียร์เลยจะได้จบๆ ตอนนี้มึงกับเขาไม่ใช่เด็กแล้วกูว่าน่าจะคุยกันเข้าใจมากขึ้น” กษิดิศบอกเพื่อนด้วยเสียงเข้มเพราะไม่อยากจะเห็นน่านนทีเป็นแบบนี้ต่อไปที่ผ่านมาเพื่อนของเขาคบผู้หญิงมาก็หลายคนแต่ไม่เคยคิดจริงจังกับใครชายหนุ่มเดาว่าน่าจะเป็นเพราะยังฝังใจกับรักแรกอยู่ก็เป็นได้
“แม่คะบ้านที่เมืองไทยของเรารีโนเวทเสร็จแล้วนะคะ” อรณิชาเดินมาบอกกับมากคุณอลิษาผู้เป็นมารดาที่เคาน์เตอร์คิดเงินในร้านอาหารไทยซึ่งเธอเป็นเจ้าของ
“ไหนขอแม่ดูรูปหน่อยสิว่าสวยไหม”
“นี่ค่ะแม่” อรณิชาส่งโทรศัพท์ของตนเองที่บริษัทรับรีโนเวทบ้านส่งมาให้เธอเมื่อตอนเย็นให้กับมารดาดู
“สวยมากเลยนะอีฟ”
“ใช่ค่ะแม่หนูก็ว่ามันสวยมาก บริษัทนี้ทำงานได้ถูกใจหนูจริงๆ ตอนเขาส่งแบบมาให้ดูลูกหนูก็ยังดูไม่ออกหรอกแต่พอเสร็จแล้วทุกอย่างมันสวยและเพอร์เฟคมากๆ กลับไปเมืองไทยครั้งนี้เห็นทีหนูจะต้องไปขอบคุณเขาด้วยตัวเองแล้วล่ะคะ”
“หนูจะไปเมืองไทยเมื่อไหร่ล่ะลูก”
“อีกสามวันค่ะแม่”
“หนูคุยกับอเล็กซ์แล้วใช่ไหม”
“ใช่ค่ะหนูคุยกับเขาแล้ว”
“เขาว่าอะไรบ้างล่ะ”
“เขาไม่ว่าอะไรหรอกค่ะเขาน่าจะดีใจด้วยซ้ำนะคะแม่ที่หนูไม่อยู่”
“ทำไมหนูพูดแบบนั้นล่ะอีฟทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ”
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ เขาเอาแต่ทำงานไม่มีเวลาให้หนูเลย”
“แล้วอีฟล่ะลูกมีเวลาให้เขาหรือเปล่า”
“มีสิคะอีฟทำงานเลิกงานแค่ 5 โมงเย็นเองแต่เขาน่ะ ขลุกอยู่แต่ที่ทำงานกว่าจะกลับบ้านก็ดึกดื่น เราแทบไม่ค่อยได้คุยกันเลย”
“แต่ก็มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ลูกหาเวลาอยู่ด้วยกันใช้ชีวิตด้วยกันบ้างไม่ใช่เอาแต่ทำงานด้วยกันทั้งคู่”
“เสาร์อาทิตย์บางครั้งเขาก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน”
“แล้วทำไมหนูไม่ไปกับเขาล่ะ”
“อีฟเบื่อค่ะแม่ ไปกับพวกเขาก็คุยกันแต่เรื่องการเงินเรื่องหุ้นเรื่องธุรกิจอีฟไม่ชอบแบบนั้นเลย ก่อนแต่งงานกับหลังแต่งงานเขาเปลี่ยนไปมากเลยนะคะแม่ แต่ก่อนวันหยุดเขาจะพาหนูออกไปเที่ยวนอกเมืองพาไปดูหนังพาไปช้อปปิ้งแต่หลังแต่งงานมาเขาเอาแต่ทำงาน หนูคิดว่าไม่มีเขาหนูก็อยู่ได้ค่ะแม่”
“พูดอะไรยังงั้นละอีฟไม่ว่าลูกกับอเล็กซ์ต้องจับเขาคุยกันมีปัญหาอะไรก็คุยกันดี ที่เขาทำงานหนักก็เพราะครอบครัวนะ”
“แต่หนูว่าเขาบางอย่างมันก็ยากที่จะเข้าใจ บางทีหนูก็อยากจะออกมาอยู่คนเดียว”
“อย่าให้ถึงขั้นต้องออกมาอยู่คนเดียวเลยนะลูกลองปรับตัวเข้าหากันก่อนดีไหม ลูกกับเขาแต่งงานมายังไม่ทันถึงสองปีด้วยอาจมีอีกหลายหอย่างที่ต้องปรับเข้าหากันนะ” คุณอลิษาเริ่มเป็นกังวลเพราะกลัวว่าลูกสาวจะเลิกกับสามี
“เพราะแต่งมายังไม่ถึงสองปีไงคะแม่ หนูถึงคิดว่าอยากจะออกมาอยู่คนเดียว”
“แม่ไม่อยากให้หนูเลิกกับเขาเลยนะลูก ลองหาโอกาสคุยกันก่อน”
“หนูกลับไปเมืองไทยครั้งนี้หนูจะลองคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองดูค่ะแม่ว่ายังรักเขาอยู่ไหม”
“แต่แม่ไม่อยากให้หนูทะเลาะกันก่อนไปเลย”
“เราไม่ได้ทะเลาะกันหรอกค่ะแม่ เพียงแต่เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่านั้นเอง”
“หนูคงไม่คิดจะไปอยู่ที่เมืองไทยถาวรหรอกใช่ไหมลูก”
“ไม่หรอกค่ะ หนูลาพักร้อนได้แค่เดือนเดียว ระหว่างนี้อเล็กซ์เขาก็จะได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองด้วยค่ะว่ายังต้องการหนูอยู่หรือเปล่า ครบหนึ่งเดือนแล้วหนูจะกลับมาหาเขาค่ะ ถึงตอนนั้นเราสองคนคงมีคำตอบให้กับตัวเอง”
“แม่อยากให้หนูใจเย็นๆ นะลูก คิดถึงอดีตที่ผ่านมาว่าลูกกับเขารักกันมากแค่ไหนก่อนที่จะตกลงแต่งงานกัน บางทีเขาก็อาจจะทำงานมาเหนื่อยก็เลยไม่เอาใจใส่เหมือนเดิม”
“เขาเหนื่อยคนเดียวที่ไหนคะแม่ หนูก็ทำงานเหนื่อยเหมือนกัน ถึงแม้ว่างานของหนูจะทำเงินได้น้อยกว่าบริษัทของเขามาก แต่หนูก็ภูมิใจที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ หนูไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ไปหลงเสน่ห์และตกลงแต่งงานกับเขาได้ยังไง อเล็กซ์ในอดีตกับปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะแม่”
“แม่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะ เรื่องของความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคนถ้าหนูกับเขาจะเลิกกันจริงๆ แม่เขาคงไม่ห้ามเพราะเป็นคนที่เป็นทุกข์ไม่ใช่แม่ แม่แค่อยากให้หนูทบทวนความรู้สึกของตัวเองให้ดี เวลาหนึ่งเดือนที่เมืองไทยมันอาจจะทำให้หนูคิดอะไรได้มากขึ้นและกลับมาคุยกันอีกครั้งแม่หวังให้หนูกับเขาจะหาคำตอบให้ตัวเองเอง”
“ค่ะแม่ หนูคิดว่าถ้าได้ห่างกันสักพักความรู้สึกระหว่างเราสองคนคงจะชัดเจนขึ้นค่ะ”
“แล้วกลับไปเมืองไทยครั้งนี้หนูจะเข้าไปอยู่ที่บ้านเลยหรือเปล่า”
“เข้าไปอยู่เลยค่ะแม่ ตอนนี้บ้านเสร็จแล้วและหนูก็ให้คนมาทำความสะอาดแล้วพร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีเลยค่ะ”
“ไม่ได้กลับไปเมืองไทยตั้งหลายปีคงมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะมากหนูคิดว่าจะอยู่คนเดียวได้ไหมลูก”
“สบายมากค่ะแม่”
“แล้วเพื่อนที่เมืองไทยล่ะได้ติดต่อใครไปหรือเปล่า”
“หนูติดต่อกับเพื่อนคนหนึ่งค่ะ เรากันอยู่บ่อยๆ บ้านเขาก็อยู่ละแวกเดียวกับบ้านเรา และเขาก็เป็นคนประสานงานกับบริษัทรีโนเวทบ้างให้ค่ะแม่”
“ไปอยู่ที่นั่นจะสะดวกไหมล่ะ แม่ว่าเช่าโรงแรมหรือคอนโดที่ใกล้รถไฟฟ้าดีไหม เวลาไปไหนจะได้เดินทางสะดวก”
“หนูว่าอยู่บ้านเราดีกว่าหนูเช่ารถไว้แล้วคงเดินทางสะดวก”
“ขับรถที่เมืองไทยก็ระวังด้วยนะ พวงมาลัยอยู่คนละฝั่งกับที่นี่ หนูอย่าขับเร็วนะ”
“ไม่เร็วหรอกค่ะแม่ อีกอย่างหนูก็ได้ยินว่าเมืองไทยรถติดมากคงขับเร็วไม่ได้หรอก”
“แม่รู้ แต่ถ้าจะออกไปเที่ยวทะเลก็ขับช้าๆ”
“ถ้าเดินทางไปกลแบบนั้นหนูคงให้เพื่อนคนไทยเป็นคนขับค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะแล้วหนูจะเที่ยวเผื่อค่ะ”
“จ้ะลูก ก่อนไปหนูจะมาหาแม่ที่นี่อีกไหม”
“คงไม่แล้วล่ะค่ะ แม่วันนี้ก็เลยคิดว่าจะมาลาแม่ไว้ล่วงหน้า”
“แม่ขออวยพรให้หนูเดินทางปลอดภัยนะลูก ใช้เวลากับตัวเองให้เต็มที่แล้วกลับมาเผชิญกับปัญหาและแก้ปัญหา”
“ค่ะแม่หนูไปก่อนนะคะฝากพ่อด้วยว่าตอนกลับหนูซื้อยาหม่องไทยมาฝากค่ะ”
อรณิชาเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิจากนั้นก็ไปติดต่อกับบริษัทเช่ารถที่ตนเองจองไว้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง หญิงสาวขับรถญี่ปุ่นคันเล็กไปยังบ้านที่ตนเองเคยอาศัยอยู่เมื่อแปดปีก่อน ถนนหนทางในกรุงเทพเปลี่ยนไปมาก กว่าอรณิชาจะขับรถมาถึงบ้านได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กก็รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเพราะตอนนี้บ้านนั้นสวยเหมือนกับบ้านในฝันที่เธออยากได้
หญิงสาวยอมรับเลยว่าคนออกแบบทำได้ออกมาถูกใจเธอมากที่สุด แม้จะใช้โครงสร้างของบ้านเดิมแต่เธอก็แทบจะจำไม่ได้เลยเพราะมันเปลี่ยนไปทั้งด้านนอกและด้านใน
อรณิชาส่งข้อความไปบอกบิดามารดาว่าตนเองมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย พร้อมกับส่งรูปเซลฟี่ตัวเองกับบ้านหลังใหม่ซึ่งรีโนเวทจนแทบจะไม่รู้เหลือเค้าโครงเดิม ก่อนจะจะเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามาเก็บในห้องที่เคยนอนมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
ทั่วบริเวณบ้านสะอาดสะอ้านเพราะก่อนหน้านี้เธอได้ติดต่อบริษัททำความสะอาดให้เข้ามาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่ตนเองจะเดินทางมาถึง
เมื่อจัดการกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เสร็จแล้วอรณิชาก็ล้มตัวลงนอนเพราะความเหนื่อยกับการเดินทางหลายสิบชั่วโมงหญิงสาวหลับไปนานจนกระทั่งรู้สึกตัวตื่นอีกทีในเวลาเกือบจะสองทุ่ม
เธอรู้สึกหิวจึงขับรถออกจากบ้านหลังเล็กตรงไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่หน้าปากซอยซื้อของใช้ที่จำเป็นขนมน้ำดื่มมาสองถุงใหญ่ ก่อนจะเดินไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ด้านหน้า
“บะหมี่เกี๊ยวต้มยำชามหนึ่งค่ะ” หญิงสาวสั่งกับเจ้าของร้านก่อนจะเดินไปนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ รอไม่นานก๋วยเตี๋ยวก็มาเสิร์ฟ
นานมากแล้วที่เธอไม่ได้สัมผัสรสชาติอาหารแบบนี้แม้ว่าที่ร้านจะมีเมนูอาหารไทยอยู่มากมาย รวมถึงเมนูก๋วยเตี๋ยวและบะหมี่เกี๊ยวที่เธอกำลังนั่งทาน อยู่แต่รสชาติมันก็ต่างจากร้านต้นตำรับที่เมืองไทยมาก หญิงสาวนั่งทานก๋วยเตี๋ยวและมองบรรยากาศรอบๆ ไปด้วย
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากแปดปีก่อนอย่างชัดเจน แต่อรณิชาก็พอจะทำทางได้บ้างเพราะครั้งล่าสุดที่กลับมาเยี่ยมเมืองไทยก็เมื่อสามปีก่อนแต่ครั้งนั้นจะไม่ได้มาพักที่บ้านของตนเองแต่บิดามารดาก็ขับรถพามาดูบ้านเก่า
เช้าวันใหม่อรณิชาก็จะโทรศัพท์ไปกิ่งกาญจน์เพื่อนสนิทว่าตนเองกลับมาถึงบ้านแล้ว
ขณะที่หญิงสาวกำลังเกินสำรวจบริเวณรอบๆ บ้านยังเดินไม่ทันทั่วกิ่งกาญจน์ก็ขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน
“อีฟเปิดประตูหน่อย” กิ่งกาญจน์เปิดประตูลงมาจากรถแล้วตะโกนเรียกเพื่อนที่กำลังเดิน
“แป๊บนะ” อรณิชารีบวิ่งไปเปิดในตัวเรารั้วจากนั้นก็สวมกอดเพื่อนด้วยความคิดถึง
“คิดถึงกิ่งจังไม่ได้เจอกันนานมากๆ”
“เลยนั่นสิเจอกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อตอนที่กิ่งไปเที่ยวอเมริกา อีฟเป็นยังไงดีบ้างสบายดีมั้ย ผอมลงหรือเปล่า”
“ไม่ผอมเลยอีฟก็ตัวเท่าเดิมกิ่งนั่นแหละหุ่นดีขึ้นสวยขึ้นมากเลยนะ”
“แหมไม่ต้องมาแกล้งชมกันเลย”
“เข้าไปในบ้านก่อนไหมอีฟมีของฝากมาให้กิ่งเยอะแยะเลย”
“ไม่เห็นจะต้องซื้ออะไรมาฝากเลยแค่อีฟกลับมาอยู่บ้านแบบนี้กิ่งก็ดีใจมากๆ”
“เอาเถอะน่ายังไงอีฟก็ซื้อมาแล้วเข้าไปข้างในกันเถอะ” อรณิชาเดินนำเพื่อนเข้าไปในบ้าน
กิ่งกาญจน์เข้ามานั่งรอในห้องรับแขกขณะที่เจ้าของบ้านเดินหายเข้าไปในห้องนอนและกลับออกมาพร้อมถุงกระดาษอีกหลายใบใหญ่
“โอ้โหทำไมมันเยอะจังละอีฟ”
“อันนี้เป็นขนมนะ เผื่อกิ่งจะได้เอาไปฝากหลานๆ ที่บ้านด้วย ส่วนนี่เป็นน้ำหอมแล้วก็พวกเครื่องสำอาง”
“กิ่งว่ามันเยอะเกินไปนะ อีฟไม่น่าต้องเสียเงินเยอะเลย”
“ก็อีฟซื้อช่วงที่มันเซลแล้วยังอ้อ...มีกระเป๋าด้วยนะ”
“แต่กระเป๋านี่มันราคาแพงมากให้กิ่งจ่ายเงินอีฟดีไหม”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าก็บอกแล้วว่าของทุกอย่างอีฟซื้อช่วงที่มันเซล กระเป๋านี่ซื้อเมืองไทยก็ราคาเอาเรื่องอยู่แต่ซื้อที่นั่นราคามันไม่ได้แพงเลย”
“ขอบคุณมากนะอีฟ”
“อีฟต้องขอบคุณกิ่งมากกว่าที่ช่วยเรื่องบ้าน”
“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะบ้านสวยถูกใจมั้ย”
“สวยถูกใจมากๆ อีฟไม่คิดเลยว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่อีฟบอกและทำออกมาได้ดีแบบนี้”
“กิ่งก็ว่าสวยมากมันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ถ้าไม่เคยเห็นบ้านหลังเดิมมาก่อนก็ไม่รู้เลยว่าบ้านหลังนี้รีโนเวทมา”
“บริษัทนี้เก่งมากเลยนะ”
“กิ่งเพิ่งรู้มาว่าเป็นบริษัทเพื่อนที่โรงเรียนเก่าเรานั่นแหละ”
“จริงเหรอ อีฟชื่นชมในความเป็นมืออาชีพของคุณบาสนะ ถึงแม้อีฟจะเพื่อนรุ่นเดียวกันแต่เมื่อมาจ้างงานในฐานะนายจ้างเขาก็ทำงานทุกอย่างให้อย่างเต็มที่”
“อีฟดิวงานกับคนที่บาสเหรอ”
“อือ ก็เขาเป็นคนออกแบบและดูแลทั้งหมดไม่ใช่เหรอ”
“กิ่งว่าไม่นะ”
“คุณบาสเขาคุยโทรศัพท์กับนะ แล้วจะไม่ใช่เขาได้ยังไงล่ะกิ่ง”
“กิ่งเคยแวะมาดูแต่ไม่เคยเจอคุณบาสเลยแต่เจอผู้ชายอีกคนหนึ่งนะ แต่กิ่งไม่ได้ถามชื่อ”
“เขาก็คงช่วยกันดูละมั้ง แล้วมันเป็นบังเอิญจังหวะที่กิ่งมาเจออีกคน แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามอีฟว่าวันไหนว่างๆ จะนัดพวกเขาออกไปทานข้าวเพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาทำบ้านออกมาได้สวยถูกใจ กิ่งว่างวันไหนล่ะเราจะได้ไปพร้อมกัน”
“ถ้าเป็นช่วงเย็นกิ่งว่างทุกวันแหละ อีฟนัดมาได้เลย”
“ถ้างั้นพรุ่งนี้อีฟจะลองโทรศัพท์ไปหาคุณบาสนะว่าเขาจะว่างออกมาทานข้าวกับเราวันไหน”
“ได้สิ”
“แล้ววันนี้กิ่งจะไปไหนต่อหรือเปล่า”
“กิ่งว่างถึงเย็นเลย อีฟอยากออกไปเที่ยวที่ไหนไหมล่ะเดี๋ยวกิ่งขับรถไปให้”
“อยากไปหาส้มตำแซบๆ กินน่ะ กิ่งพาไปหน่อยได้ไหม”
“ได้สิกิ่งก็อยากกินเหมือนกัน”
กิ่งกาญจน์พาอรณิชามายังร้านอาหารอีสานที่เธอมักจะมาทานเป็นประจำทั้งสองทานไปด้วยคุยไปด้วยเกือบสองชั่วโมงจากนั้นกิ่งกาญจน์ก็ขับรถมาส่งอรณิชาที่บ้าน
“อยู่คนเดียวได้นะ”
“นี่มันบ้านของอีฟนะอยู่ได้สบายมาก”
“ถ้างั้นกิ่งไปก่อนนะ อย่าลืมโทรบอกล่ะว่านัดกินข้าววันไหน”
“ได้จ้ะ ขับรถดีๆ นะ” อรณิชารอจนรถของเพื่อนเลี้ยวตรงหัวมุมก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน