ตอน 2

วันเวลานั้นมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวฉันก็ก้าวเข้าสู่รั้วมหา’ลัยแบบเต็มตัวแล้วเรียบร้อย ไม่เสียแรงที่พยายามอย่างเต็มที่ในการอ่านหนังสือสอบ พอผลประกาศออกมาก็เป็นที่น่าภูมิใจเมื่อรู้ว่าตัวเองสอบติดมหา’ลัยและคณะที่ต้องการ

ซึ่งคณะที่ฉันเลือกเรียนนั้นก็คือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรมภายใน หรือก็คือการออกแบบภายในอาคาร สำหรับมหา’ลัยฉันนั้นกว่าจะเรียนจบก็ต้องใช้เวลาถึงห้าปีกันเลยทีเดียว

ถ้าถามว่าตอนนี้ชีวิตของฉันมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็คงจะต้องบอกว่าพ่อกับแม่ฉันหย่ากันแล้วเรียบร้อย และแม่ก็หาพ่อใหม่ให้ฉันได้อย่างรวดเร็วทันใจซะจริงๆ หากถามความสมัครใจจากฉันก็บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าฉันไม่ต้องการพ่อใหม่เลยสักนิดเดียว

ฉันเองก็ไม่รู้ว่าแม่คิดอะไรอยู่ถึงตกลงคบหากับผู้ชายคนนั้นทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้แค่ไม่กี่เดือน ฉันเคยเตือนแม่แล้วด้วยแต่ท่านก็ไม่ฟัง พูดตอกหน้าฉันกลับมาอยู่นั่นแหละว่าผู้ชายคนใหม่ของตัวเองดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ หนำซ้ำยังไม่วายเอาไปเปรียบเทียบกับพ่อฉันอีกด้วย

แม่ทำตัวเหมือนคนที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ ถึงไม่รู้ว่าสมัยนี้คนเราแสดงละครเก่งจะตายไป เพียงแค่ทำดีด้วยนิดๆ หน่อยๆ ก็เชื่อไปซะหมด จนออกข่าวกันปาวๆ เรื่องที่ผู้หญิงถูกผู้ชายหลอก หนักสุดก็ถูกลวงไปฆ่าและปล้นทรัพย์

อย่าหาว่าฉันมองโลกในแง่ร้ายเลย แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ บางกรณีผู้ชายก็ถูกผู้หญิงหลอกอะไรแบบนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเมื่อแม่ตัดสินใจแล้วฉันก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยให้แม่ทำอย่างที่ท่านสบายใจ

และที่สำคัญเลยก็คือ...วันนี้เราต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นกันแล้ว เพราะบ้านหลังนี้พ่อเป็นคนซื้อ เมื่อเมียใหม่ของพ่อจะย้ายเข้ามาอยู่ดังนั้นฉันกับแม่ก็เลยถูกเฉดหัวออกจากบ้าน ซึ่งที่ๆ เราจะย้ายไปอยู่ก็คือบ้านผู้ชายคนใหม่ของแม่

ทุกอย่างล้วนเป็นอะไรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ก็บอกแล้วว่าชีวิตฉันบัดซบ

“หนูไม่ไปได้มั้ยแม่” หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน ฉันก็ปริปากพูดขึ้นมาในระหว่างที่กำลังช่วยแม่เก็บของ

“แกอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเมียใหม่พ่อแกก็มาไล่ตะเพิดให้” แม่หยุดชะงักมือที่กำลังเก็บของ แล้วหันมาพูดกับฉัน

อันที่จริงก็รู้สึกน้อยใจอยู่เหมือนกัน ที่พ่อไม่คิดจะแยแสฉันเลย ดีอยู่อย่างเดียวก็คือท่านบอกกับแม่ไว้ว่าหลังแยกทางกันไปท่านจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูฉันให้แม่ทุกเดือน ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นจำนวนเงินกี่บาท

“ก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ แต่จะไปอยู่บ้านเพื่อน” ถึงแม่จะเชื่อใจผู้ชายคนใหม่ของตัวเองมาก ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น

จะให้ฉันไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอกันได้ยังไง เกิดวันดีคืนดีผู้ชายคนนั้นมาทำไม่ดีกับฉันใครจะช่วยฉันได้

ดูยังไงก็อันตรายกว่าการแยกตัวไปอยู่คนเดียว

“ไม่ได้ แกต้องไปกับฉัน เพราะถ้าแกไปอยู่ที่อื่นฉันก็ไม่ได้เงินน่ะสิ”

อ๋อ...ที่แท้ก็ห่วงเงิน

“ก็ได้ แต่ถ้าผู้ชายคนใหม่ของแม่คิดทำอะไรไม่ดีกับหนู ขอบอกไว้เลยนะว่าจะไม่ไว้หน้าใคร” ฉันพูดดักเอาไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ไม่มีทางหรอก เขาดีกว่าพ่อแกเยอะ” และแม่ก็พูดสวนกลับมาทันควัน

สุดท้ายก็วนมาที่พ่อของฉันจนได้สินะ

หลังจากบทสนทนานั้นสิ้นสุดลง ฉันกับแม่ก็ช่วยกันเก็บของและขนทุกอย่างที่เก็บมาขึ้นรถเก๋งของแม่

สิ่งของที่เอาไปนั้นหลักๆ ก็คือเสื้อผ้าและของส่วนตัว พวกเฟอร์นิเจอร์อะไรเหล่านั้นฉันกับแม่ไม่ได้เอาไปด้วยเพราะมันเป็นของพ่อ

ขนาดวันนี้เราขนของย้ายออกจากบ้านพ่อยังไม่มาดูดำดูดีเลยด้วยซ้ำ มัวแต่ไปช่วยเมียใหม่เก็บของอยู่ที่บ้านเธอนั่นแหละ

“บ้านเขาอยู่ไกลจากมอหนูมากมั้ยแม่ ปีหนึ่งมีกิจกรรมเยอะนะ หนูกลัวตัวเองลำบาก” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาในระหว่างที่แม่กำลังขับเคลื่อนรถยนต์ออกไป นี่คงจะเป็นสมบัติชิ้นเดียวล่ะมั้งที่แม่ยังมีเหลืออยู่

ทำงานได้เงินมาก็เอาไปใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือย แล้วแบบนี้มันจะมีอะไรเหมือนอย่างใครเขาได้ยังไง

“ไม่ไกลหรอก ถ้าวันไหนเลิกดึกเดี๋ยวฉันมารับแกเองไม่ต้องห่วง” แม่ตอบโดยที่สายตาก็ยังคงมองทอดไปยังถนนเบื้องหน้า

ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย นึกว่าแม่จะไม่ดูดำดูดีฉันไปอีกคน ถือว่าก็ยังดีละนะที่แม่พาฉันไปอยู่ด้วยโดยไม่ทิ้งขว้าง

“ถ้าให้หนูอยู่หอแม่ก็ไม่ต้องลำบากแล้ว หอในราคาถูกๆ ก็มี” ฉันลองเสนอทางเลือกขึ้นมา เผื่อว่าแม่จะนำไปเปลี่ยนใจตัวเอง

“นี่ลลิส ฉันบอกไปแล้วไงว่าแกต้องอยู่กับฉัน”

แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล พอเห็นว่าเป็นดังนั้นฉันจึงไม่อยากพูดอะไรอีก ได้แต่ปิดปากเงียบไปตลอดทางจนกระทั่งถึงที่หมาย

แม่ถอยรถเข้าไปจอดในบ้านโดยมีผู้ชายวัยกลางคนยืนต้อนรับเราอยู่ ฉันกับแม่เปิดประตูก้าวลงจากรถ และขนสัมภาระต่างๆ มาวางไว้ที่พื้น

“คุณเอื้อคะ นี่ลูกสาวฉันชื่อลลิส...ส่วนนี่คุณเอื้อ แฟนแม่เอง” สรรพนามของแม่ที่ใช้เรียกแทนตัวเองนั้นแปรเปลี่ยนไปเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น

“สวัสดีค่ะคุณเอื้อ” ฉันจำใจต้องยกมือไหว้ผู้ชายตรงหน้า เพราะสายตาที่แม่มองมานั้นกำลังกดดันฉันอยู่กลายๆ

“เรียกพ่อก็ได้นะจ๊ะหนูลลิส ยังไงเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”

ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงและแววตาของเขาที่มองมานั้นมันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกหวาดระแวงยังไงก็ไม่รู้

หรือบางทีฉันจะคิดมากไป?

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูขอเรียกลุงเอื้อน่าจะเหมาะกว่า” เท่าที่จำได้ฉันมีพ่อแค่คนเดียวเท่านั้น ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะได้เป็นแทน นี่ถือว่าเปิดใจมากแล้วนะ ที่ยังอุตส่าห์ยอมเรียกเขาว่าลุงน่ะ ทั้งที่จริงก็ไม่ได้อยากจะนับญาติมากนักหรอก

“ถ้างั้นเราเข้าบ้านกันเถอะนะ มาเดี๋ยวลุงช่วยถือ”

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้เองหนูถือได้ ลุงเอื้อไปช่วยแม่ดีกว่า” ฉันเบี่ยงตัวหลบเมื่อเขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

เท้าเล็กทั้งสองขยับเดินก้าวเข้าไปในบ้านเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง

“ห้องที่ลลิสต้องอยู่เป็นห้องของลูกชายลุงมาก่อนนะ แต่ตอนนี้เขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว หนูโอเคใช่มั้ย” เขาหันมาถามฉันหลังจากที่ขนของเข้ามาวางในบ้านหมดแล้ว

ตอน 3

“โอเคค่ะ” ฉันไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ขอแค่ให้มีที่ซุกหัวนอนก็พอ

คนเราเมื่อตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จะเรื่องมากเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะจริงไหม?

“ปะ งั้นพากันเดินตามขึ้นมาเลย เดี๋ยวจะพาไปดูห้อง” ร่างสูงของชายวัยกลางคนเดินนำหน้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ดูแก่อะไรมาก รูปร่างก็ยังสมส่วนเหมือนคนที่หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หนำซ้ำใบหน้าของเขายังมีเคล้าความหล่อหลงเหลืออยู่

แต่...อย่าคิดเชียวนะว่าฉันพิศวาสพ่อเลี้ยงตัวเองน่ะ เพราะฉันไม่มีรสนิยมชอบใช้ผู้ชายร่วมกันกับแม่

“บ้านคุณเอื้อดูสะอาดสะอ้านและน่าอยู่มากเลยนะคะ” สายตาของแม่กวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจ ก่อนที่สายตานั้นจะไปหยุดอยู่ที่คู่สนทนา สีหน้าของแม่ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและหลงใหลผู้ชายใหม่ของตัวเองเป็นอย่างมาก

“ยิ่งญาดากับลูกสาวมาอยู่ด้วย ผมว่าบ้านหลังนี้ยิ่งดูน่าอยู่มากขึ้นนะครับ” เขาพูดพลางยิ้มกริ่ม

‘ญาดา’ คือชื่อแม่ของฉันเอง ตอนนี้พอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมแม่ถึงลงเอยกับผู้ชายคนนี้ได้อย่างรวดเร็วทันใจ ที่แท้คารมของเขามันดีอย่างนี้นี่เอง แม้ท่าทางจะดูสุภาพแต่ถ้าหากคอยสังเกตแววตาเขาดีๆ ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งตรงจุดนี้แม่คงไม่สังเกตหรอกเชื่อสิ

“ปากหวานจังเลยนะคะ” แม่ของฉันยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ พร้อมด้วยท่าทางที่เขินอาย

“ไหนห้องหนูเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มนอกเรื่องไปไกล

“อ้อ ห้องนี้ๆ” ลุงเอื้อรีบเดินนำไปยังห้องๆ หนึ่งที่อยู่ริมสุดอย่างเป็นส่วนตัว บานประตูห้องถูกผลักเข้าไป และนั่นก็ทำให้ฉันเห็นว่าภายในห้องนั้นมีสภาพเป็นยังไงบ้าง

คือมันก็ปกติดี ไม่มีอะไรแปลกประหลาด เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างมีอยู่ครบครัน ทว่าก็ดูโล่งเหมือนกับข้าวของบางส่วนถูกย้ายออกไปพร้อมกับเจ้าของห้องคนเก่า ยังดีหน่อยที่มันดูสะอาด แถมเตียงนอนยังถูกจัดเอาไว้อย่างพร้อมใช้งาน ราวกับว่าเขาเพิ่งจะจ้างคนมาทำความสะอาดเมื่อไม่นานมานี้

“ลุงเพิ่งจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดและจัดห้องให้เมื่อวานนี้เอง หนูชอบหรือเปล่าลลิส อยู่ได้ใช่มั้ย ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกลุงได้นะ” คนที่ยืนอยู่กลางห้องหันมาถามฉัน ราวกับล่วงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว

“อยู่ได้ค่ะ แค่นี้ก็โอเคแล้วค่ะ” ฉันเลือกที่จะตอบแค่สองคำถามสุดท้ายเท่านั้น เพราะคงพูดว่าชอบได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากว่าบ้านและห้องนี้ไม่ใช่ของๆ ฉันสักหน่อย

“ลูกจัดของเลยนะ แม่กับลุงเอื้อขอตัวก่อน” จบประโยคนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ให้

เท้าของฉันขยับเดินสำรวจรอบๆ ห้อง มือบางก็จับนั่นจับนี่ขึ้นมาดู

กึก...

ฉันเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักตรงโต๊ะข้างเตียงให้มันเลื่อนออกมา ทว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นกลับทำให้ฉันขมวดคิ้วมุ่น

“ถุงยาง...” ฉันจะไม่ตระหนกเลยถ้าหากมันไม่เยอะขนาดนี้ คือ...ต้องรู้สึกดีใจเหรอที่เห็นว่ามีกล่องถุงยางมากมายหลายกลิ่นกองรวมกันอยู่ในนั้นน่ะ และบางกล่องก็ยังไม่ถูกเปิดใช้เลยด้วย นี่ถ้าไม่บอกว่าคือห้องนอนฉันคงคิดว่าเป็นซ่อง

ปึก!

“ลูกลุงนี่ท่าทางจะหมกมุ่นน่าดู” ฉันกระแทกลิ้นชักให้ปิดลงตามเดิม และล้มเลิกความคิดที่จะสำรวจห้อง เพราะกลัวว่าตัวเองจะเจออะไรมากไปกว่านี้

ฉันเดินไปลากกระเป๋าของตัวเองมาตั้งไว้ตรงกลางห้อง ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย ฉันเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียง โดยไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่น

ติ้ง!

ทันทีที่เปิดเข้าเฟซบุ๊กก็มีเมสเซสเด้งขึ้นมาทันที

เพื่อนเทล: เป็นยังไงบ้างบ้านใหม่

ลาลาลิส: มาวันแรกก็เจอถุงยางเลย

เพื่อนเทล: !!!! เกิดอะไรขึ้น!!

หลังจากที่ฉันพิมพ์ตอบกลับไปอย่างนั้นเทลก็ส่งเครื่องหมายตกใจมาให้ฉันรัวๆ

ลาลาลิส: แฟนใหม่แม่ให้ฉันมาอยู่ที่ห้องลูกชายเขา สงสัยจะลืมขนกล่องถุงยางตัวเองออกไปด้วย ฉันก็เลยเปิดเจอในลิ้นชักตู้ข้างเตียงน่ะ

เพื่อนเทล: อ๋อ ถ้างั้นเก็บไว้ เผื่อเธอจะได้ใช้

ลาลาลิส: จะบ้าหรือไง

ฉันพิมพ์ว่าเทลกลับไปอย่างไม่จริงจังนัก ซึ่งเทลก็ส่งสติ๊กเกอร์ตุ๊กตาหมีแลบลิ้นปลิ้นตามาให้

เพื่อนเทล: แค่นี้ก่อนนะ ฉันจะออกไปข้างนอกแล้ว

ลาลาลิส: โอเค ไว้คุยกันใหม่

หลังจากที่เทลส่งสติ๊กเกอร์บ๊ายบายตอบกลับมาฉันก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างกายด้วยสีหน้าหงอยๆ เพราะฉันกับเทลแยกย้ายกันไปเรียนคนละมหา’ลัย ก็เลยรู้สึกใจหายนิดๆ ที่ต้องแยกย้ายกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเอง แต่ก็อย่างว่า ทางเดินชีวิตใครก็ชีวิตมัน เราคงเดินไปด้วยกันไม่ได้ตลอด ถึงจะเรียนคนละที่แต่ยังไงก็นัดเจอกันได้อยู่ดี

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

“ลลิส จัดของเสร็จหรือยัง ลงมากินข้าวได้แล้ว” เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเรียกของแม่ฉัน

“เสร็จแล้ว เดี๋ยวหนูตามลงไป” ฉันตะโกนตอบกลับไป ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งและก้าวลงจากเตียง

เมื่อเดินลงบันไดมายังชั้นล่างฉันก็เห็นว่าแม่และลุงเอื้อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขายังคงส่งยิ้มมาให้จนกระทั่งฉันเดินไปนั่งลงข้างๆ ขนาบข้างเขาเหมือนแม่

คือถ้าเลือกได้ฉันคงไม่นั่งที่ตรงนี้หรอก แต่เป็นเพราะจานข้าวของฉันถูกจัดเตรียมเอาไว้ตรงนี้แล้ว

“ลลิสเรียนมหา’ลัยแล้วใช่มั้ย” ระหว่างที่กำลังนั่งทานข้าวกันอยู่นั้นเขาก็โพล่งถามขึ้นมา

“ค่ะ หนูเรียนอยู่ปีหนึ่ง” และฉันเองก็ตอบกลับตามมารยาท

“แล้วเรียนอยู่มหา’ลัยไหนล่ะ”

“มหา’ลัย...” ฉันตอบเขากลับไป และหลังจากที่พูดชื่อมหา’ลัยออกไปนั้นเขาก็เบิกตากว้างทันที

“ลูกชายลุงก็เรียนอยู่ที่นั่นนะ ปีสามแล้ว บังเอิญจริงๆ”

ไอ้ถุงยางน่ะเหรอ?...ใช่ บังเอิญมาก แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะรู้จักสักหน่อย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED