บทนำ
.
.
.
ณ บ้านหลังงามของตระกูลพ่อค้าทองคำแห่งเมืองสมุนไพรอย่างโรจนวาณิชย์ บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยแขกเหรื่อที่เดินทางมาเพื่อเป็นสักขีพยานรักของลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน วลี โรจนวาณิชย์ เจ้าของร้านเครื่องประดับสุดหรูของปราจีนบุรีอย่าง Larimar Jewelry ที่ควงคู่ทายาทร้านอะไหล่จากมิตรภาพยานยนต์เช่น แทนคุณ วงศ์ชวาลา เข้าประตูวิวาห์หลังจากทั้งคู่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย
เป็นเวลาเก้าปีของบ่าวสาวที่ช่วยกันปลูกต้นรักจนสุกงอมได้ที่ พร้อมผลิดอกออกผลในวันที่ทั้งคู่โตพอจะสร้างครอบครัวด้วยกันอย่างวันนี้ โดยมีใครบางคนที่ปีติไม่ต่างจากบ่าวสาว ใครคนนั้นที่อยู่เคียงข้างคู่รักมาตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน ด้วยฝ่ายชายอายุมากกว่าสองปี มีช่วงที่แทนคุณเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง รักทางไกลย่อมมีปัญหาบ้าง ก็ได้ใครคนนั้นช่วยเป็นตัวกลางคอยเชื่อมให้เสมอ
วันนี้ใครคนนั้นมาในฐานะเพื่อนเจ้าสาว...พินรี เพื่อนที่ดีที่สุดของน้องเล็กแห่งบ้านพ่อค้าทองคำ
เจ้าหล่อนมองดูเพื่อนสนิทในชุดเจ้าสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ด้วยตนเองมีความสุขไม่ต่างจากบ่าวสาวเลย เพราะนอกจากจะได้ส่งเพื่อนรักและรุ่นพี่เข้าประตูวิวาห์แล้วนั้น วันนี้ก็ยังเป็นวันที่เธอจะได้เจอกับรักแรกของตัวเองอีกด้วย
ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เขากลับบ้านจะมีสายรายงานเธอตลอด แต่ก็มินำพา ด้วยเจ้าตัวหลบหน้าหลบตาไม่เคยให้ได้พบเจอ มาแป๊บๆ ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ จะได้เจอกันสักทีก็แสนยากเย็น ได้เห็นก็แค่ครู่สั้นๆ ชวนคุยก็ไม่เคยจะตอบ ไหนยังบล็อกเธอทุกช่องทางจนมิอาจจะติดตามความเคลื่อนไหวของพี่ชายเพื่อนได้ แต่เธอมีหน่วยข่าวกรองระดับวงในของวงใน
วลีมักจะรายงานความเป็นไปของพี่ชายคนรองให้เธอได้รับรู้เสมอ เดิมทีเธอเคยสมัครแอคอวตารแล้วแอดเฟรนด์ไป แต่เหมือนเขาจะรู้ทัน ชิงกดบล็อกไปเสียก่อน
ทว่าวันนี้เขาจำเป็นต้องอยู่นานเพราะเป็นงานแต่งของน้องสาว ถึงกระนั้นจนบ่ายคล้อยแล้วพินรีก็ยังหาจังหวะที่จะเข้าไปคุยกับชายผู้เป็นรักแรกและรักเดียวไม่ได้ เพราะเขาจับกลุ่มกับคนสนิทและเธอเองก็ติดภารกิจเพื่อนเจ้าสาว คอยช่วยงานอยู่ตลอด แต่ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เธอก็ต้องหาโอกาสคุยกับเขาให้จงได้ เพราะทราบมาว่าเขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงในช่วงหัวค่ำ ด้วยเจ้านายที่เป็นนักการเมืองของเขามีงานสำคัญในวันพรุ่งนี้
พิธีแต่งงานของวลีและแทนคุณถูกจัดในหนึ่งวัน ช่วงเช้าเป็นพิธีสงฆ์ ช่วงบ่ายกินเลี้ยงโต๊ะจีน พินรีรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ ในขณะที่พี่ชายคนรองของโรจนวาณิชย์นั่งอยู่อีกมุมซึ่งไกลกันมาก
พินรีได้เห็นเขาใกล้ที่สุดก็ตอนพิธีรดน้ำสังข์ ซึ่งเธอทำหน้าที่เตรียมน้ำให้แก่แขก
เธอส่งยิ้มให้เขาเหมือนครั้งเยาว์วัย ดวงตาสีอัลมอนด์ทอประกายระยิบระยับคล้ายหมู่ดาวเต้นรำในยามราตรี ยิ้มที่ใครๆ ก็บอกว่าสดใสเหมือนดอกทานตะวันได้รับแสงแรกจากพระอาทิตย์
แม้ว่าคุณพระอาทิตย์ของเธอจะเมินกันไปเหมือนมองไม่เห็นก็ตาม
นั่นมิอาจสั่นคลอนความรักที่เธอมีให้เขาได้ ต่อให้เขาไม่ยิ้มก็ไม่เป็นไร เธอได้ยิ้มให้เขาเท่านั้นมันก็พอแล้ว
เพื่อนเจ้าสาวคนสวยนั่งเหลียวไปยังโต๊ะที่อยู่อีกฟากจนไม่เป็นอันสนใจอาหารตรงหน้า ปล่อยให้กลุ่มเพื่อนจัดการจานบนโต๊ะคลอเคล้าบทสนทนาเพราะไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่
คนที่ไม่ได้เจอกันนานย่อมคิดถึงกันเป็นธรรมดา เหมือนที่เธอคิดถึงพี่ชายเพื่อนมากอย่างตอนนี้
“กินก่อนก็ได้พิ เธอจะเหลียวอะไรขนาดนั้น”
เพื่อนอีกคนแทรกขึ้น “จะอะไรล่ะ ก็มองสุดที่รักของมันน่ะสิ”
คนที่ตกเป็นหัวข้อการสนทนายอมผินหน้ากลับมา อมยิ้มอย่างเขินอายที่ถูกเพื่อนแซว “เขาหล่อขึ้นเนอะ”
“มีแฟนไปแล้วมั้ง หล่อๆ พรรค์นั้น”
พินรีตอบเสียงแข็ง “ยัง!” ก่อนลดระดับเสียงลง “รี่บอกว่าโสดสนิท อีกอย่างนะ ฉันไม่ยอมให้เขาคบกับคนอื่นเด็ดขาด ฉันก็ชอบของฉันมาตั้งนาน”
“พิ”
เรือนคิ้วสวยได้รูปเลิกขึ้น “ว่า?”
“ไม่ยอมแล้วเธอทำอะไรได้เหรอ”
ประหนึ่งมีลูกตะกั่วแหวกอากาศมาฝังอยู่ในอกข้างซ้าย ตัดขั้วหัวใจดวงน้อยๆ จนหยุดการเคลื่อนไหว พินรีแสร้งปั้นหน้างอคล้ายจะร้องไห้ ส่งค้อนวงใหญ่ให้เจ้าของประโยคแทงใจดำ “แรง”
“ก็พูดความจริง แม้แต่ให้เขาปลดบล็อกเธอยังทำไม่ได้เลยพิ หาผู้ชายคนใหม่เถอะ เฮียสี่เขาไม่มีวันชอบเธอหรอก ถ้าเขาจะชอบคงชอบไปนานแล้ว”
หนึ่งในสมาชิกของโต๊ะแทรกขึ้น “เห็นด้วย”
“ใช่ไหม ก็มันเล่นแอบชอบแบบไม่แอบ ทุกคนรู้ เฮียสี่ก็รู้ ถ้าเขาจะชอบพิจริงๆ จะปล่อยให้เวลามันผ่านมาขนาดนี้เหรอ วัยอย่างเรามันยังสาวยังแส้ ยังได้เจอคนดีๆ อีกเยอะ ช่างหัวคนที่ไม่เห็นหัวเราดีกว่า”
“เห็นด้วยว่าแรงอะ โอ๋ ยายพิได้น้ำตาท่วมปราจีนแน่” ว่าพลางดึงตัวเพื่อนเจ้าสาวมาทำท่าปลอบประโลม
พินรีก็เล่นตามน้ำ ทำเสียงกระซิกๆ แล้วซบไปกับอกของเพื่อน
“ฉันพูดเพราะหวังดีย่ะ โน่น หมอขลุ่ยเขาปลื้มเธอมากนะ ถึงได้เช้าถึงเย็นถึง เทียวไปซื้อปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้บ้านเธอทุกเช้าน่ะ” นวมล พยาบาลสาวแห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรพาดพิงไปถึงหมอหนุ่มที่ดันไปตกหลุมรักลูกแม่ค้าปาท่องโก๋เข้าอย่างจัง แต่พินรีสนใครที่ไหนนอกจากหนึ่งในผู้ติดตามของสส. สัตรา
เห็นเพื่อนทำหูทวนลมหล่อนก็เสริมสำทับไปอีกเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพราะเล็งเห็นว่าหมอเมดอย่างสิงขรน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไปมัวแต่จมปลักกับพี่ชายเพื่อน
“อย่างหมอขลุ่ยใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะยายพิ รูปหล่อ พ่อรวย นิสัยก็ดี รักเด็ก เลี้ยงหมา อบอุ่นยิ่งกว่าไมโครเวฟ ไหนยังเรียนโคตรเก่ง สาวน้อยสาวใหญ่ในโรงบาลเอาขนมจีบมาเร่ขายเขาทุกวันแต่เขาไม่ยักจะซื้อ ที่สำคัญไม่แก่แบบเฮียสี่ด้วย หมอเพิ่งยี่สิบเก้าเอง เฮียสี่อีกห้าหกปีก็สี่สิบละ เอามาเป็นพ่อหรือไงวัยแบบนั้น”
พวกเธออายุเท่ากับเจ้าสาวซึ่งเป็นน้องเล็กของบ้าน คือยี่สิบห้า แต่พี่ชายเพื่อนที่พินรีปันใจให้นั้นอายุมากกว่าเกือบหนึ่งรอบ
คนตัวเล็กยันตัวกลับมานั่งท่าเดิม ไหวไหล่เล็กน้อยด้วยท่าทีไม่ค่อยจะยี่หระ “ต่อให้เฮียสี่แก่กว่านี้ก็ชอบแค่เฮียสี่”
“งั้นตามใจเหอะ อกหักมาที่บ้านหล่อนมีแต่น้ำเต้าหู้นะ หาใบบัวบกไปคั้นกินเองแล้วกัน”
“ขอบคุณที่ซ้ำเติม จุดเดิมที่เคยเจ็บ” นวมลทิ้งสายตาเรียบสนิทมาทางแม่ดอกทานตะวันของกลุ่ม “ร้องเพลงจ้ะ”
ก่อนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารจะกลับสู่สภาวะปกติ คือมีเสียงพูดคุยหยอกล้อระหว่างกลุ่มเพื่อน และพูดคุยกันถึงงานแต่งงานของหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม
พินรีไม่เก็บคำพูดแทงใจดำของพยาบาลสาวมาคิด เธอชอบอยู่ในโลกของตัวเอง โลกที่หลับตาแล้วฝันถึงวสุ แต่ก่อนเขาเป็นแค่พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น เธอนับถือเขาเพราะเป็นพี่ของเพื่อน ด้วยความสนิทสนมจึงมีโอกาสได้ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง บ้านเธอไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนอย่างเจ้าของห้างทองเทวาลัยที่มีถึงเจ็ดสาขาทั่วจังหวัด แบ่งเป็นสาขาละหนึ่งอำเภอ ทั้งยังมีเหมืองทองที่กบินทร์บุรีอีกด้วย
โรจนวาณิชย์น่ะเศรษฐี ส่วนเชาว์เจริญเป็นแม่ค้าพ่อขาย เช้ามาบ้านเธอขายปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ ตกเย็นขายซาลาเปาขนมจีบ โดยมีพ่อและแม่ช่วยกันทำ ส่วนเธอก็ช่วยบ้างแต่หลักๆ แล้วขายน้ำหอมในช่องทางออนไลน์ เป็นแม่ค้าเหมือนกันแค่ยังไม่รวยเหมือนแม่ค้าออนไลน์คนอื่นๆ
ครั้งยังเป็นเด็ก ทุกครั้งที่บ้านโรจนวาณิชย์พากันไปเที่ยววลีมักหิ้วปีกเพื่อนสนิทไปด้วย วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปน้ำตกภายในจังหวัด เด็กสาววัยแปดขวบเล่นน้ำอยู่ดีๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อร่างกายดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยวของสายน้ำเย็นเยียบ เธอตะเกียกตะกายเอาตัวรอดแต่ก็ไม่เป็นผล ร่างทั้งร่างหนักอึ้ง ทว่าก่อนจะจมไปลึกกว่านั้นกลับมีมือของใครบางคนมาคว้าเอาไว้แล้วฉุดกระชากลากเด็กน้อยขึ้นมาบนบก
เป็นพี่มัธยมปลายปีสุดท้ายอย่างวสุ
วันนั้นทุกคนเดินทางกลับบ้านด้วยบรรยากาศอึมครึม ต่างพากันใจสั่นไหวที่เกือบสูญเสียเธอไป หลังพาเด็กน้อยไปส่งคืนพ่อแม่ประมุขของโรจนวาณิชย์ขอโทษขอโพยยกใหญ่ จำได้ว่าหลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้ไปเที่ยวกับบ้านของวลีอีกเลย แต่ก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกันได้เหมือนเดิม
ที่ไม่เหมือนเดิมเห็นจะเป็นความนับถือน้ำใจที่พินรีมีให้พี่ชายเพื่อน มันทวีขึ้นหลายร้อยหลายพันเท่า เธอมองเขาเป็นฮีโร่ก็ไม่ปาน ไม่ว่าวสุจะทำอะไรก็ดูเก่งและยอดเยี่ยมในสายตาของเด็กน้อยเสมอ เธอชื่นชมเขาทุกอย่าง นับเป็นผู้มีพระคุณของชีวิตเลยด้วยซ้ำ พินรีตั้งใจไว้ว่าหากวสุมีเรื่องที่อยากขอให้เธอช่วย เธอจะช่วยด้วยความยินดี
แต่แล้วเธอก็เติบโตขึ้น จากเด็กน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กสาววัยแรกแย้ม พี่ชายสุดหล่อก็หล่อขึ้นทุกวัน และแล้วความชื่นชมก็กลายเป็นความชอบ
เธอชอบถึงขนาดที่วันเกิดวัยสามสิบของเขาได้ลั่นวาจาออกไปว่า... ‘พิอยากเป็นเจ้าสาวของเฮีย’
นับจากนั้นวสุก็ตัดเธอทิ้งออกจากวงโคจรด้วยคำที่บอกว่า ‘เธอคบกับฉันไม่ได้หรอกพิ ฉันไม่ชอบเด็ก’
เขาบล็อกกันทุกช่องทาง เจอหน้าก็ไม่ยิ้มให้เหมือนแต่ก่อน กลับบ้านไม่บ่อยเหมือนเดิมโดยอ้างว่างานเยอะ เธอจึงแทบไม่ได้พบหน้าเขา แต่พินรีกลับหาทางสลัดรักแรกออกจากใจไม่ได้
เมื่องานเลี้ยงจบลง แขกเหรื่อต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่ต่างจากคณะของนักการเมืองท่านหนึ่งที่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะเมียเจ้านายตั้งใจว่าจะอยู่เที่ยวชมธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเมืองสมุนไพรสักหน่อย เจ้าบ้านอย่างสดายุก็ออกตัวว่าจะนำเที่ยว แต่เพราะพรุ่งนี้ท่านสส. มีนัดกับผู้นำจากฝั่งยุโรป จึงมิอาจอยู่ค้างคืนที่นี่ได้
ระหว่างที่คนนับสิบชีวิตเดินไปยังรถหรูหลังร่ำลาเจ้าของงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อย พินรีก็ตัดสินใจสับเท้าตามหลังไปหวังให้ตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับวสุสักนิดก็ยังดี
ทันทีที่มายังโซนจอดรถที่ปลอดผู้คนเว้นกลุ่มของท่านสส. กับตัวเธอ เสียงหวานก็ดังแหวกอากาศพาให้เท้าทั้งสิบคู่ชะงักกึก “เฮียสี่!”
กลุ่มคนที่ว่าหันมามองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว ว่าที่คุณแม่ในชุดคลุมท้องสีอ่อนเปรยขึ้นเบาๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พี่พินี่เอง” อัปสราเพิ่งยี่สิบสี่ อายุน้อยกว่าเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาวอยู่หนึ่งปี จึงเรียกขานอีกฝ่ายว่าพี่ ทั้งพินรีและวลี ที่คนตรงหน้านั้นเพิ่งได้รู้จักก็วันนี้เพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนเจ้าสาวเลยได้ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ แต่กับวลีเคยเห็นที่งานแต่งของตนเองเมื่อสองเดือนก่อนแล้ว อาจจะไม่ได้คุยอะไรกันนักเพราะวันนั้นเธอก็ง่วนอยู่กับการรับแขก
งานแต่งเป็นอะไรที่ใช้พลังงานเยอะจริงๆ
เจ้าของชื่อยกมือไหว้ปลกๆ ก่อนเอ่ย “สวัสดีค่ะ”
คนอ่อนวัยกว่ารีบยกมือขึ้น “สวัสดีค่ะ พี่พิมีอะไรหรือเปล่าคะ”
มือบางถูกยกขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เก้อ พอดีกับที่สดายุโค้งริมฝีปากให้ “เมื่อกี้น้องพิเรียกเฮียสี่ใช่ไหม งั้นตามสบายเลยนะ” แล้วจึงหันไปหาพี่ชายแท้ๆ ของตน “เฮียเดี๋ยวพวกผมไปก่อนแล้วกัน” ก่อนคนทั้งเก้าจะพากันเดินไปขึ้นรถโดยระหว่างนั้นก็โพล่งขึ้นสั้นๆ ให้พรรคพวกรับรู้ “คนนี้แหละ”
หนุ่มๆ ทั้งหกอย่างไตรทศ ไมยราพ ลิขิต คมชาญ อนันต์และเขมราฐ ทราบได้ทันทีเพราะสดายุเคยแง้มไว้ตั้งแต่คราวงานแต่งของเจ้านาย จะมีก็แต่ท่านสส. กับภรรยาที่ตกข่าว
สุ้มเสียงเข้มของนักการเมืองเอ่ยอย่างใคร่รู้ “อะไร”
อัปสราก็หันไปมองสดายุตาแป๋ว “นั่นสิคะ ถ้าหนูไม่รู้คืนนี้หนูนอนไม่หลับนะคุณยี่”
หนึ่งในสมาชิกโรจนวาณิชย์ยกยิ้มกริ่ม “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คนนี้นี่แหละครับพี่สะใภ้ผม”
คล้อยหลังการไปของทุกคน บริเวณนี้จึงหลงเหลือเพียงวสุ พินรี และความเงียบที่คืบคลานเข้ามาปกคลุมจนพาใจดวงน้อยสั่นไหว มันหนาวเหน็บจนสาวเจ้านึกอยากยกแขนมากอดตัวเอง
เป็นชายร่างสูงที่ทำลายมันลงด้วยเสียงผ่อนลมหายใจอย่างนึกระอา แล้วจึงกระชากเสียงถามด้วยใบหน้าเหนื่อยหน่าย “มีอะไร”
พินรีโกยอากาศเข้าปอด ทำสมาธิเพียงครู่สั้นๆ ก็ขยับริมฝีปากเพื่อเปล่งวาจาที่อยากเอ่ยกับเขามาเนิ่นนาน
“ตอนนั้นพิอายุยี่สิบ ตอนนี้ยี่สิบห้าแล้วนะ”
เรือนคิ้วเข้มตัดกับผิวขาวขมวดเป็นปม “แล้ว?”
“เฮียบอกว่าไม่ชอบเด็ก”
“ใช่”
“แต่ตอนนี้พิไม่เด็กแล้วค่ะ” ว่าพลางส่งยิ้มแสนสดใสให้คุณรักแรก “พิโตพอจะเป็นเจ้าสาวของเฮียสี่ได้หรือยังคะ”
บทที่ 1
ลูกเจี๊ยบกับหลุมล่อแมว
.
.
.
“แล้วเฮียมันว่าไง”
พินรีถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับคำถามของเจ้าสาวป้ายแดง “บอกว่ายังโตไม่พอ”
เรียวคิ้วสวยได้รูปของวลีมุ่นเข้าหากันเป็นปม “ฮะ?”
ใบหน้าจิ้มลิ้มพยักขึ้นลงอย่างหมดแรง “อื้อ พอถามว่าแล้วต้องโตแค่ไหนถึงจะพอ เฮียเขาก็บอกว่าไม่มีวันพอ แล้วก็เดินไปเลย”
วลีผ่อนลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ส่ายหน้าไปมาด้วยรู้สึกไม่เข้าท่าขึ้นทุกวัน “พอๆ คบกับหมอขลุ่ยเถอะ ช่างหัวไอ้พวกขี้เก๊ก เล่นตัวอย่างกับหล่อมากอะ”
“นั่นเฮียเธอด้วยซ้ำ”
“ก็เพราะยังมีคำว่าเฮียค้ำคอถึงพูดแค่นี้ไง ถ้าไม่ได้เป็นพี่น้องกันฉันคงว่าแรงกว่านี้”
พินรีก้มหน้าลงไปตอบข้อความลูกค้าที่ส่งเข้ามาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของน้ำหอม เสร็จสรรพจึงเงยหน้าขึ้นมาต่อบทสนทนากับเพื่อนสนิท “หรือมันเพราะฉันดูไม่โตจริงๆ”
“ไม่เกี่ยวกันพิ ที่เฮียมันพูดคือต่อให้เธอโตกว่านี้ เป็นสาวกว่านี้ มันก็ไม่สน อย่าเสียเวลาเลย”
เจ้าของ Larimar Jewelry ทราบดีอยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไรก็ไม่เข้าหูแม่ค้าน้ำหอม หากเข้า ก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พูดอะไรไปมิเคยนำพาเพราะพินรีหาทางปีนขึ้นจากหลุมรักของพี่ชายตัวเองไม่ได้ เธอก็อยากให้เพื่อนสมหวัง ได้เข้ามาเป็นพี่สะใภ้ของตัวเอง แต่มันก็ตึงมือเกินไปในเมื่อวสุค่อนข้างไร้เยื่อใยเลยทีเดียว
“เธอกับพี่เคทจะไปฮันนีมูนกันวันไหนนะ” พอหล่อนเลี้ยวเข้าเรื่องให้ตัดใจ พินรีก็เสเปลี่ยนเรื่อง
คนเป็นเพื่อนระบายลมหายใจหนักๆ “สัปดาห์หน้าแหละ ช่วงที่ฉันไม่อยู่อาจจะเหงาหน่อยนะ ร้านก็ปิด”
เพราะปกติพินรีชอบมาหมกตัวอยู่ที่ร้านเครื่องประดับของวลี อย่างที่ตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ในร้าน คนฟังผงกศีรษะรับอย่างว่าง่าย “อื้อ ก็อยู่บ้าน ช่วยพ่อกับแม่ขายของ แพ็กของ นู่นนี่นั่น”
“ถ้ายอมใจอ่อนให้หมอขลุ่ยป่านนี้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนไม่ต้องทนเหงาแล้ว มีแฟนเป็นหมอเชียวนะ หน้าตาก็ดี นิสัยก็สิบผ่าน เพื่อนๆ มีใครคัดค้านที่ไหน”
เจ้าหล่อนเอ่ยด้วยสุ้มเสียงหนักแน่น “ฉันไม่ได้ชอบเขา”
“แล้วชอบใคร”
“เฮียสี่”
“แล้วเฮียสี่มันชอบเธอไหม”
พินรีอ้อมแอ้มตอบ “ไม่รู้”
เพื่อนสนิทปล่อยเสียงหัวเราะอย่างนึกขบขัน “มาไม่รงไม่รู้อะไร มันไม่ชอบจ้ะพิ ถึงฉันจะอยากได้เธอมาเป็นพี่สะใภ้แต่ก็นะ อยากเห็นเธอไปเจอคนที่ดีกว่าเฮียสี่อะ”
“แล้วเฮียสี่ไม่ดีตรงไหน เขาน่ารักออก ถึงเดี๋ยวนี้จะขรึมไปสักนิด”
“เธอทำกรรมมาหนักจริงๆ ถึงได้ต้องใช้เวรใช้กรรมไปกับการชอบคนแบบนั้น”
พินรีกลับไม่คิดอย่างนั้น เธอดีใจที่ได้รักวสุ จนตอนนี้ก็ยังไม่คิดเปลี่ยนใจ แต่ก็อย่างที่เพื่อนๆ พะวงว่าเธอไม่มีทางทำอะไรให้สถานการณ์ระหว่างตนและพี่ชายเพื่อนเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้เลยสักอย่าง
เธออาศัยอยู่ที่บ้านเกิด แม้บ้านจะไม่ได้ห่างกันมากแต่เขาก็หาได้อยู่ให้พบหน้า วสุทำงานในเมืองหลวง นานทีปีหนจะกลับบ้านสักครั้ง และต่อให้ทุกครั้งที่เขากลับมาจะมีสายคอยรายงานแต่ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้น ตอนนี้เขายังครองโสดแต่เธอไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อีกสักกี่น้ำ เขารูปหล่อ การศึกษาดี ฐานะการเงินคล่องมือ สำหรับพินรีแล้ววสุไร้ที่ติ ถ้าเธอยังชอบเขาหัวปักหัวปำขนาดนี้ แม่สาวชาวกรุงสักคนก็อาจจะชอบเขาเช่นกัน
ถ้าวันไหนที่วสุกลับบ้านพร้อมพาคนรักมาเปิดตัว เธอคงต้องตระเวนหาใบบัวบกทั่วปราจีนมาคั้นเพื่อดื่มแก้ช้ำใน
ครั้นจะให้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาก็เป็นไปได้ยาก เธอไม่ได้มีสภาพคล่องทางการเงินจนทำอะไรตามใจตนเองได้ปานนั้น
ตอนยังเป็นเด็กแม่ของเธอไปค้ำประกันหนี้ให้ญาติ สุดท้ายเขาหนีไปไหนก็มิอาจทราบ จึงจำเป็นต้องขายที่ดินของยายเพื่อใช้หนี้แทน ตอนขายก็ไม่กี่แสน แต่บทจะซื้อคืนดีดไปเป็นล้าน พ่อแม่ของเธอไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลยเพราะเจ็บช้ำน้ำใจที่ต้องเสียที่ดินไป การจะซื้อคืนก็ยากเย็น เหมือนเป็นแผลในใจที่แค่ไม่สะกิดก็ไม่เป็นอะไร แต่ไม่ใช่กับพินรี เธอมีความฝันที่จะเก็บเงินซื้อที่ดินคืน
เจ้าของคนใหม่เปลี่ยนจากป่าละเมาะเป็นสวนไผ่เพื่อเก็บหน่อไม้ขาย ตอนที่เธอไปคุยเรื่องอยากซื้อที่ดินคืน เธอรู้ตัวว่ากำลังโดนรำคาญจากครอบครัวนั้น พวกเขาจึงเรียกราคาสูงๆ เพราะมั่นใจว่าคนอย่างเธอคงไม่มีปัญญาจะจ่าย
มันเป็นที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นที่ที่เธออยากมอบคืนสู่มือบุพการี เพราะฉะนั้นหนึ่งล้านห้าไม่ถือว่าแพง แต่ตอนนี้ยังไม่มี
สำคัญเลยไปอยู่กรุงเทพฯ จะได้เจอกับเขาหรือ มันง่ายแบบนั้นเสียเมื่อไร
พินรีมีสีหน้าสลด ก้มหน้าก้มตาลงไปตอบข้อความลูกค้าเงียบๆ ไม่พูดไม่จา วลีเห็นแล้วก็ใช่ว่าจะสบายใจ แต่ก็สุดกำลังจะช่วยได้ แม้ว่าเธอจะอยากช่วยมากแค่ไหนก็ตาม ด้วยพินรีคือคนที่คอยสมานรอยรั่วของความรักเธอมาตลอด ทุกครั้งที่มีปัญหากับแทนคุณก็ได้พินรีเป็นตัวกลาง หล่อนเอาน้ำเย็นเข้าลูบ พยายามใช้เหตุและผลเพื่อประคองความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนหนุ่ม ที่บัดนี้ขยับสถานะมาเป็นสามี แต่พอเพื่อนมีปัญหาเธอกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย
มันทำให้ความรู้สึกละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก
“พิ ทำไมเธอถึงชอบเฮียสี่ขนาดนั้น มันก็แค่ความรักของเด็กๆ”
“ไม่รี่ ฉันรักเฮียสี่จริงๆ และฉันสารภาพว่าไม่อยากถูกมองเป็นเด็ก มันไม่เกี่ยวว่าเป็นแค่เด็กหรืออะไรนะ ความรู้สึกฉันน่ะ มันคือรักแบบที่ผู้ใหญ่เขาก็รักกัน”
วลีเอ่ยเสียงอ่อย “ขอโทษ ไม่ได้จะหมายถึงแบบนั้น แค่อยากให้มูฟออนเพื่อตัวเธอเอง”
“ไม่ได้ว่าอะไร แค่อธิบายว่ามันไม่ใช่รักประเดี๋ยวประด๋าว”
ฝ่ามือบางแตะลงที่ลาดไหล่พลางลูบไปมาอย่างแผ่วเบา “ถ้าเธอมั่นใจว่ารักจริงๆ จะลองสู้ดูสักตั้งไหม ผลเป็นไงก็ช่าง”
แม่ค้าน้ำหอมผินหน้ามามองเจ้าของประโยคด้วยความฉงน ทั้งยังซ่อนประกายความหวังไว้ในดวงตาสีอัลมอนด์จนปิดไม่มิด “หมายถึงยังไงนะ”
“มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทาง แต่ไม่รู้ว่าจะเวิร์คหรือเปล่าแค่นั้นเอง”
“ทางที่ไม่รู้ว่าจะเข้าท่าไหมกับทุกวันนี้ที่เป็นทางตัน ฉันเลือกทางแรกนะ”
วลีหัวเราะน้อยๆ “เออ แต่เธอก็ต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองด้วยนะที่จะทำให้เฮียสี่มันยอมเปิดใจให้น่ะ ฉันคงช่วยทั้งหมดไม่ได้”
“ได้ แล้วเธอจะทำยังไง”
.
.
.
Ry: เฮีย ช่วยอะไรรี่หน่อยได้ปะ
คุณยี่: ไม่ได้
Ry: ไม่รู้ว่ายังจำได้ไหม ตอนม.หกที่เฮียแอบเอารอยัลเอ็นฟิลด์คันโปรดของพ่อออกไปขี่แล้วสีถลอกจนพ่อองค์ลง วันนั้นรี่ไม่ได้บอกพ่อว่าใครเป็นคนทำ แต่วันนี้คงต้องบอก
คุณยี่: จะให้เฮียช่วยอะไร
Ry: ฟ้องแม่ให้หน่อยว่าเฮียสี่ทำตัวแย่บัดซบมาก
คุณยี่: ได้
คุณยี่: ที่จริงถ้าเธอบอกเฮียตั้งแต่แรกว่าให้ทำอะไร เธอไม่ต้องเสียเวลาฟื้นฝอยหาตะเข็บด้วยซ้ำ
คุณยี่: แล้วจะให้ฟ้องระดับไหน เอาแบบตัดค่าขนมหรือตัดแม่ตัดลูก
Ry: ระดับ MAX ชนิดที่ว่าคุณนายวิไลรับกับพฤติกรรมไม่ได้จนอยากเขี่ยออกจากกองมรดก
คุณยี่: ถนัดเลย
Ry: เน้นเรื่องผู้หญิง ประมาณว่าชอบพาสาวมากก หลงจนโอนเงินให้เยอะๆ สักวันเฮียสี่มันจะโดนสูบเลือดจนสิ้นเนื้อประดาตัว
คุณยี่: นั่นพฤติกรรมเฮียด้วยซ้ำ
Ry: อี๋ น่าเกลียด
คุณยี่: แต่รี่ แม่จะเชื่อเหรอ เฮียสี่มันเค็มเหมือนเกลือ
Ry: ถึงต้องยกเรื่องผู้หญิงมาไง ผู้ชายร้อยทั้งร้อยพอเป็นเรื่องผู้หญิง โง่หมด
คุณยี่: ว่าเฮียด้วยปะ
Ry: อย่างเฮียต้องรอให้ถึงเรื่องผู้หญิงด้วยหรือไง
Ry: เอาตามนี้นะ ฟ้องแม่ยังไงก็ได้ให้แม่รู้สึกว่าสถานการณ์ของเฮียสี่กำลังวิกฤต หมัดเด็ดอยู่ตรงนี้ บอกแม่ว่าควรให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้เข้าไปอยู่กับเฮียสี่เพื่อสอดส่องพฤติกรรม ก่อนที่มันจะฉาวโฉ่แล้วทำให้วงศ์ตระกูลเราด่างพร้อย บอกไว้ก่อนว่ารี่ไม่อยากมีพี่ที่ถูกสาวหลอกจนหมดตัวหรอกนะ เรียนมาก็สูง โดนหลอกเมื่อไรจะเหยียบให้จม
คุณยี่: รี่อย่าอิน นั่นเธอแค่เมคขึ้นมาใส่ไฟเฮียมัน
Ry: อ้อ เรื่องโดนสาวหลอกรี่หมายถึงเฮียนั่นแหละ
คุณยี่: นี่ยังอยากให้ช่วยปะ
Ry: โมโห? คืออยากให้บอกพ่อเรื่องรอยัลเอ็นฟิลด์ว่างั้น
คุณยี่: เปล่าครับ
คุณยี่: แล้วจะให้แม่ส่งใครมาอยู่กับเฮียมันล่ะ
Ry: ว่าที่พี่สะใภ้พวกเราไง
แผนการที่ถูกกลั่นออกจากมันสมองอันเฉลียวฉลาดของน้องสาว ถูกพี่ชายสานต่ออย่างสามัคคี กลายเป็นคู่หูที่ทำงานด้วยกันอย่างเข้าขา แม้ว่าเขาจะถูกน้องรักหยิกจนหลังเขียวก็ตาม
หลังเลิกงานพี่ๆ ในกลุ่มก็เดินทางกลับคอนโดมิเนียมเพื่อพักผ่อน เว้นก็แต่รถคันของท่านสส. ที่มีผู้เชี่ยวชาญอย่างพี่ชายแท้ๆ กับพลขับซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตน ที่วนไปส่งเจ้านายที่เพนต์เฮาส์ กับตัวเขาเองที่ถูกโยกมาดูแลความปลอดภัยของเมียเจ้านายที่ร้านชาเฮาส์
เขาเมินข้อความของคมชาญที่ส่งมาถามในกลุ่มว่าคืนนี้จะออกไปไหนไหม เพราะมีเรื่องสำคัญให้ต้องจัดการ
ตอนนี้สดายุนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของร้านกาแฟ โดยมีอีกสองชีวิตช่วยกันเก็บร้าน
เป็นอัปสราและชื่นพธู คนพี่ท้องได้สามเดือนนิดๆ แต่ไม่ยอมลางาน เพราะไม่มีอาการแพ้ท้องที่รุนแรง เขาจึงถูกส่งมาประจำที่นี่แทนที่จะไปช่วยงานสัตรา คนน้องเพิ่งเรียนจบไม่รู้จะทำอะไร อาศัยทักษะการชงเครื่องดื่มที่มีติดตัวมาสมัครงาน เดิมทีชยินซึ่งเป็นเจ้าของร้านหน้าเลือดไม่คิดจะจ้างใครเพิ่ม แต่เพราะอัปสราตั้งครรภ์จึงไม่อยากให้ทำงานหนัก สุดท้ายก็ยอมจ้างชื่นพธู ส่วนตัวเจ้าของวันนี้ไม่ได้เข้ามาที่ร้านอีกเช่นเคย
สองสาวพูดคุยกันไปโดยที่มือก็ไม่หยุดทำงาน ที่ปกติแล้วเขาเองก็จะช่วยคนละไม้คนละมือ เพราะพ่อสั่งมาว่าห้ามให้แม่ต้องทำงานเหนื่อยหรือยกของหนักเด็ดขาด
ร่างสูงผุดตัวลุกขึ้นยืน “คุณอบเชยครับ ผมขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์สักครู่นะครับ”
“เชิญเลยค่ะ”
ขายาวก้าวออกไปทางหลังร้านที่ปลอดคน ก่อนกดโทร. ออกหามารดาเพื่อกระทำการปั้นน้ำเป็นตัวตามที่ได้รับมอบหมายมาจากน้องบังเกิดเกล้า
รอแค่ครู่เดียวคุณนายวิไลแห่งห้างทองเทวาลัยก็รับสาย (มีอะไรหรือเปล่าลูก)
“สวัสดีครับแม่” เขาแสร้งเอ่ยเสียงเบาทั้งยังขมวดคิ้วจนหน้ายุ่ง ส่งความกังวลเจือไปในน้ำเสียง “พอดีผมมีเรื่องอึดอัดใจอยากบอกน่ะครับ”
วิไลหน้าตึง (ใครทำอะไรลูก)
“ไม่มีใครทำอะไรผมครับ ก็แค่...”
ท่านเร่ง (แค่อะไร)
“ไม่รู้ว่าผมจะพูดได้หรือเปล่าน่ะครับ กลัวมีปัญหากับเฮียสี่”
เรียวคิ้วของเจ้าของห้างทองขมวดเป็นปม ความกังวลฉายชัดในแววตา ด้วยรู้ดีว่าสองพี่น้อง อันที่จริงทั้งสาม ไม่สิ สี่คนพี่น้อง ลูกของเธอทุกคนนั้นมันกัดกันเก่งอย่างกับหมาวัด ไม่ว่าจะเป็นจิรัชที่ไปประจำอยู่เหมืองทองที่กบินทร์บุรี ที่ก็โตแต่ตัว อยู่ด้วยกันกับน้องๆ ทีไรชอบกวนประสาทให้น้องมันด่า วสุ สดายุ และวลีก็ใช่ย่อยที่ไหน ถ้าสี่คนนี้รักกันดี อีกวันโลกแตกแน่นอน
(ทำไมล่ะ ทะเลาะกันเหรอ ทะเลาะอะไรกันบอกแม่ได้ไหม)
“ไม่ใช่ครับ” เขารีบปฏิเสธ “เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับผมเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องของเฮียสี่คนเดียว ที่ไม่ใช่เฮียคนเดียวแต่มีคนอื่นมาเกี่ยวด้วยน่ะครับ”
วิไลงงหนัก (ยังไงนะ)
“ก่อนอื่นแม่ต้องสัญญากับผมว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้เฮียสี่รู้ ถ้าเฮียรู้ เฮียคงเดาได้ทันทีว่ามันมาจากผม แบบนั้นแหละครับที่ผมจะได้มีปัญหากับพี่ชายตัวเองจริงๆ”
(ได้ เรื่องอะไร)
“เฮียสี่กำลังติดหญิงครับ”
ปลายสายหัวเราะในลำคออย่างไม่ทุกข์ร้อน (ก็นึกว่าเรื่องอะไร ดีสิ แม่อยากให้เฮียเราแต่งงานมากรู้ไหม ปีนี้ก็สามสิบห้าแล้วยังไม่มีเมียเป็นตัวเป็นตน นี่แม่จะเล่าให้ฟัง ตอนแม่ไปงานแต่งพ่อเซียงนะ คิดอย่างเดียวว่าอยากให้เฮียสี่มันแต่งบ้าง เราก็เหมือนกันนะยี่ เฮียจี่กับน้องรี่แต่งไปแล้ว เมื่อไรจะถึงตาสองหนุ่มของแม่ล่ะ)
สดายุอยากเอาเท้าก่ายหน้าผาก “คืออย่างนี้นะครับแม่ อย่าเพิ่งสนเรื่องผมจะแต่งตอนไหน แต่ตอนนี้สนใจเรื่องของเฮียสี่ก่อนเถอะครับ”
(เฮียมันทำไม)
“เฮียมันกำลังถูกผู้หญิงหลอกจนเสียเงินไปเป็นล้านๆ แล้วครับแม่”
ปลายสายเงียบไปหลายอึดใจ ครุ่นคิดครู่ใหญ่แล้วเอ่ย (จริงเหรอ อย่างเฮียสี่เนี่ยนะยอมเสียเงินเป็นล้านๆ ไม่มั้ง มันงกขนาดนั้น)
“ก็เฮียมันหลงสาวไงแม่ ผมก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ผู้หญิงคนนั้นสูบเลือดสูบเนื้อมันไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมาก อ้อนนิดอ้อนหน่อยเฮียก็ยอมใจอ่อน ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ลูกชายแม่ไม่เหลืออะไรแน่ครับ”
(เป็นไปได้เหรอ) วิไลยังคงชั่งใจเพราะเลี้ยงวสุมาตั้งแต่เกิด รู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีนิสัยเช่นไร เงินแทบไม่ให้กระเด็นออกจากกระเป๋า แต่ถ้าเรื่องหาเงินเข้าตัวแล้วถนัด (ลูกแน่ใจใช่ไหมว่าเฮียเขาโดนหลอก เฮียเขาอาจจะรักจริงหวังแต่งก็ได้ถึงได้ให้เงิน)
ผู้ช่วยสส. แผนกเบ็ดเตล็ดลอบถอนหายใจเบาๆ อย่างหนักอกที่เรื่องเริ่มจะเลอะเทอะไปใหญ่ เขาลงเรือลำเดียวกับวลีแล้ว จะให้สละเรือตอนนี้แล้วยอมบอกความจริงว่ามันเป็นแผนของยายน้องสาวตัวดีก็ใช่ที่ แบบนั้นนอกจากจะโดนเพื่อนร่วมขบวนการเล่นงาน พ่อก็จะรู้เรื่องที่เขาทำเมื่อนานมาแล้ว แม่ก็จะโมโหมากๆ ที่เขาทำตัวไม่รู้ความ และถ้าเรื่องไปถึงหูวสุ เขาตาย
ต่อให้ข้างหน้าเป็นทางตันเขาก็จะเอาค้อนทุบกำแพงเพื่อเดินหน้าต่อ
“แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ดีแน่ๆ ครับ ใช้เงินเก่งมาก ไม่ทำงานด้วยครับ ถ้าแม่ได้คนคนนี้เป็นลูกสะใภ้ แม่จะต้องเสียใจ”
วิไลหน้าเครียด (ไม่ทำงานเหรอ)
เพราะเธอสอนให้ลูกทุกคนขยัน ต่อให้รวยแล้วก็ต้องขยัน เช่นนั้นแล้วจึงค่อนข้างขยาดคนขี้เกียจ วิไลมีลูกสะใภ้หนึ่งคนกับลูกเขยอีกหนึ่ง สะใภ้ใหญ่อย่างผลินก็ช่วยตนดูแลห้างทองเทวาลัย ลูกเขยมีธุรกิจของครอบครัวอยู่แล้ว ขยันทำงานจนขยายสาขาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
หล่อนชอบคนขยัน พวกตัวเป็นขนนั้นไม่ขอข้องแวะ
“ไม่ทำครับ วันๆ ดีแต่ขอเงินเฮีย ผมล่ะเป็นห่วงกลัวเฮียจะเสียคนเพราะผู้หญิงคนนี้ถึงได้โทร. มาบอกแม่นี่ไงครับ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อกันให้คนแบบนั้นออกห่างจากเฮีย ลูกชายแม่ไม่รอดแน่ครับ”
(แล้วเราควรทำยังไงดี ตาสี่นะตาสี่ ทำไมถึงได้หลงกลคนไม่ดีเข้าได้)
มุมปากบุตรชายยกขึ้น ก่อนตีเสียงเครียด “เราจำเป็นต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาอยู่กับเฮียสี่นะครับ เพื่อที่จะได้กันปลิงดูดเลือดออก”
มารดาทวนคำช้าๆ (คนที่ไว้ใจได้...?)
“ครับ คนที่แม่คิดว่าสามารถไว้ใจให้คอยช่วยไม่ให้เฮียสี่ถลำลึกไปกว่านี้น่ะครับ เพราะเฮียชอบพาสาวมากก ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจะได้ห่างๆ ไปไงครับ ส่วนผมอยู่ใกล้ๆ ก็จริงแต่ทำอะไรได้ที่ไหน นี่ถ้าแม่ไปพูดเรื่องผู้หญิงคนนี้ให้เฮียมันรู้ เฮียเล่นงานผมตาย เพราะงั้นแม่ต้องเหยียบไว้ให้มิดนะครับ จะหาข้ออ้างอะไรก็ได้แต่อย่าพาดพิงมาถึงผม ผมไม่อยากมีปัญหา”
(แม่ไม่พูดให้ลูกๆ แตกคอกันอยู่แล้ว แต่เราจะหาใครให้ไปเป็นไม้กันหมาได้ล่ะ เฮียมันจะยอมให้ใครที่ไหนไปอยู่ด้วยเหรอ)
“แม่เป็นแม่นะครับ คำพูดของแม่ถือเป็นเด็ดขาด ถ้าแม่เอาจริงเฮียสี่ต้องยอมอยู่แล้ว หรือแม่จะเมินเฉยแล้วปล่อยให้เฮียมันถูกดูดเลือดต่อ นี่ก็สุดกำลังผมจะช่วยแล้วนะครับ ถ้าคนอื่นๆ ไม่พยายามช่วยเฮีย ผมก็คงต้องปล่อย”
(จะบ้าหรือไง ใครจะไม่ช่วย) วิไลระบายลมหายใจออกหนักๆ (เรื่องเฮียน่ะเดี๋ยวแม่คุยเอง แม่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ให้ต้องกระทบลูกเลย ยังไงก็ขอบใจมากที่มาปรึกษาแม่ ลูกแม่แม่รักทุกคน ไม่อยากให้เจอคนไม่ดี แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่จะส่งใครไปเป็นหน่วยกล้าตายล่ะ)
“น้องพิ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง (หมายถึง?)
“ผมแค่คิดว่าถ้าเป็นน้องพิจะต้องช่วยครอบครัวเราได้แน่ครับ น้องไว้ใจได้ และน้องก็หวังดีกับเฮียสี่มากๆ ถ้าเป็นพิล่ะก็คงหายห่วง ปลิงตัวเมียกระเด็นไม่รู้ทิศรู้ทางแน่นอน”
แทนที่วิไลจะเห็นด้วย หล่อนกลับเครียดหนักกว่าเดิม (ไม่ได้หรอก แม่จะเอาหน้าที่ไหนไปขอความช่วยเหลือจากพิกันล่ะ ลูกก็รู้ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้นแม่ยังรู้สึกผิดมาจนทุกวันนี้ ทั้งกับหนูพิ ทั้งกับหนุ่ยกับพรแม่ก็ยังละอายใจที่เกือบทำให้ลูกสาวเขาเป็นอะไรไป จะให้แม่บากหน้าไปขอให้หนูพิช่วยตาสี่อีกน่ะเหรอ บ้านนั้นได้เขม่นแม่ตาย)
“แล้วน้าหนุ่ยน้าพรกับน้องพิเขาเคยทำแบบนั้นเหรอครับ เขาก็ยังดีกับพวกเราเหมือนเดิม ยังขอบคุณเฮียสี่ด้วยที่ช่วยพิ เขารู้ครับว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แม่อย่าคิดมากเลยนะครับ อีกอย่างน้องพิก็ชอบเฮียสี่ น้องต้องเต็มใจช่วยอยู่แล้ว”
(แบบนั้นยิ่งแล้วใหญ่ มันเหมือนเราไปฉวยโอกาสใช้ความรู้สึกดีๆ ของคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือเปล่า)
ชายหนุ่มรู้สึกอ่อนใจกับความคิดเล็กคิดน้อยของมารดา “แต่ถ้าไม่ใช่น้องพิใครจะทำได้ครับ และถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างเฮียสี่อาจจะเสียมากกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ เผลอๆ รู้ตัวอีกทีเงินเกลี้ยงบัญชี”
(แต่แม่-)
“น่า แม่ลองไปคุยกับน้องพิดูก่อน ถ้าน้องสมัครใจจะทำก็ให้ค่าเสียเวลาน้อง ถ้าน้องไม่ทำ เฮ้อ ผมก็จนปัญญาจะช่วย”
หญิงวัยกลางคนระบายความหนักอกก่อนตกปากรับคำ
คุณยี่: รี่น้องรัก
คุณยี่: พี่ชายคนนี้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็รอแค่ให้แม่ไปคุยกับน้องพิ เพราะงั้นลืมเรื่องรอยัลเอ็นฟิลด์นะ
Ry: รอยัลอะไร รี่ไม่รู้จัก
เขายกยิ้มให้ความแสบสันของน้องสาว พร้อมกับยิ้มให้ความสามารถในการต้มตุ๋นมารดาของตนเอง
อย่าเรียกว่าปั้นน้ำเป็นตัวเลย อย่างเขานี่มันระดับประติมากรรมด้วยซ้ำ
ทว่าจังหวะที่หมุนตัวกลับเข้าไปในร้านดันมีแจ้งเตือนจากไลน์กลุ่มเด้งขึ้นมาเสียก่อน ตอนนี้มีกลุ่มเกี่ยวกับการทำงานเพิ่มมาอีกหนึ่ง จากเดิมที่มีแค่ลูกนอกไส้สมาชิกแปดท่าน คณะทำงานสส. เซียงสมาชิกเก้าท่าน บวกตัวสัตราไปด้วย และล่าสุดคือ SATRA TEAM จำนวนสมาชิกอยู่ที่สิบคน คนที่สิบคืออัปสรา
กลุ่มคณะทำงานนั้นคุยเกี่ยวกับงานเป็นหลัก ส่วนกลุ่มใหม่คุยสัพเพเหระ ทำให้อัปสราและผู้ติดตามท่านสส. สามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
เพียงแต่ครั้งนี้มันถูกส่งมาในกลุ่มเฉพาะผู้ติดตาม
ลูกนอกไส้ของนักการเมืองท่านหนึ่ง (8)
คุณสี่: @คุณคม เมื่อเช้าที่เฮียออกค่ากาแฟให้มึงก่อน มึงโอนคืนยังนะ
คุณคม: ยังเลยครับ ลืมเลย กี่บาทนะ
คุณสี่: 85บาท โอนเกินได้แต่อย่าโอนขาด
คุณคม ส่งรูป
คุณสี่: เค
ที่น่าห่วงว่าเงินจะเกลี้ยงบัญชีน่ะ หมายถึงบัญชีคนอื่นต่างหากเล่า!