ในฤดูใบไม้ผลิของศักราชที่สองร้อย รัชศกชุ่นเหลียน
บ้านเมืองเกิดการผันแปรทางด้านสภาพอากาศ ทำให้ฤดูต่าง ๆ ผกผัน ยามร้อนก็แทบทำให้ทุกอย่างละลายได้ในบัดดล โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกของรัฐเถินอิง และในฤดูที่หนาวเหน็บ กลับยาวนานยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ไม้ฟืนก็ยังเป็นของล้ำค่า
หากจะพูดถึงฝั่งตะวันออกที่อยู่ติดกับแม่น้ำใหญ่และทะเลกว้าง กลับมีคลื่นพายุโหมกระหน่ำมิหยุดยั้ง ไม่เว้นแต่ละปี จนชาวบ้านชาวเมืองตกระกำลำบากกันไปถ้วนหน้า จนต้องอัญเชิญซินแสเทวดา ซึ่งมีญาณหยั่งรู้ไปจนถึงขั้นเง็กเซียนบนสรวงสวรรค์ ให้ทรงอวยพรแก่ใต้หล้า อย่าได้ประสบกับภัยพิบัติแบบนี้อีกเลย
หลังจากการทำพิธีเกิดขึ้น มีหลายอย่างที่สงบลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฤดูหนาวเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่า มันถูกคำสาปเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น
เวลาผ่านไปหลังจากนั้นยี่สิบปี
ในเมืองถี่อาน ซึ่งไม่ได้เป็นเมืองที่ใหญ่นัก แต่มีร้านค้ามากมายให้เลือกชมของซื้อของขาย บรรยากาศในเมืองนี้ช่างคึกคักโดยเฉพาะวันนี้
เมื่อตระกูลจางที่มีชื่อเสียง ได้ทำการสู่ขอบุตรสาวที่งดงามจากตระกูลเสิ่น ให้แต่งงานเข้าพิธีมงคลสมรสกันระหว่างสองตระกูล วันนี้บนถนนหนทางเลยมีขบวนแห่ ที่จัดกันอย่างคึกคักทั่วทั้งสองข้างทาง ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ต่างก็มาเข้าร่วมขบวนแห่เจ้าสาวกันอย่างล้นหลาม
ขบวนเกี้ยวสีแดงที่สวยงามนั้น กลับพากันโดดเด่นอยู่กลางถนนหนทางหนึ่งหลัง มีเกี้ยวหลังสีแดงสดหลังใหญ่ ขบวนแห่มีม้าเดินอยู่รอบด้าน รวมทั้งเหล่าคนที่คุมม้าและขบวน ก็ล้วนอยู่ในชุดมงคล แสดงถึงงานวิวาห์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
“ทุกคนช่วยถอยห่างออกไปหน่อย ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังเดินทางอยู่ นี่เจ้าหนู หลีกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงคนคุมม้าคือพ่อบ้านของตระกูลจาง ซึ่งนำหน้าขบวน เขานำทางไปยังบ้านเจ้าบ่าว ได้ว่ากล่าวเด็กน้อยที่กำลังสงสัยว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในบ้านหลังเล็กสีแดงตรงหน้า
“พี่สาว ๆ ท่านช่างงดงามจริง ๆ”
เด็กน้อยเอ่ยทักเจ้าสาวจากริ้วขบวน นางส่งยิ้มให้เล็กน้อย เป็นเพราะการแย้มใบหน้าออกมานิดหน่อย จึงทำให้เสิ่นลู่เหยา เห็นว่าภายนอกนั้น มีผู้คนเดินตามขบวนเกี้ยวมากขนาดไหน
“ดีจังเลยที่มีงานมงคลเกิดขึ้นกับตระกูลจาง ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เหมาะแก่การเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างยิ่งเห็นทีข้าคงต้องไปแต่งตัวสวย ๆ เพื่อเข้าร่วมงานมงคลในครั้งนี้เสียแล้วสิ”
เสิ่นลู่เหยา ได้ยินเสียงผู้คนพูดกันหนาหู ว่าคุณชายตระกูลจางช่างโชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เพียบพร้อม
“ได้แต่งบุตรสาวตระกูลเสิ่นเข้าจวนเป็นฮูหยิน อีกทั้งเจ้าบ่าวยังสง่าผ่าเผย ช่างเหมาะสมกับคุณหนูตระกูลเสิ่นยิ่งนัก น่าอิจฉาคุณชายของตระกูลจางจริง ๆ เลย”
แต่สำหรับเสิ่นลู่เหยานั้น ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้นางชอบใจแต่อย่างใด หากมิใช่การหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก เสิ่นลู่เหยาคงได้เลือกชายหนุ่มที่นางรักและชื่นชม หาใช่จางฮุ่ยเฉินคนนี้
เดิมทีตระกูลจางและตระกูลเสิ่นนั้นเป็นคู่ค้าสำคัญในการค้าผ้าไหม และส่งออกสินค้าจากมณฑลทางภาคตะวันตกของแคว้น ไปจดดินแดนสิ้นสุดทะเลทรายกว้าง ตระกูลเสิ่นนั้นจะนำสินค้าในแคว้นและต่างเมือง ไปให้ตระกูลจางซึ่งเป็นนักเดินทางในการค้าขาย และตระกูลจางก็นำสินค้าใหม่จากต่างแดน กลับมาขายยังแคว้นที่รุ่งเรืองแห่งนี้
นับว่าทั้งสองตระกูลนั้นเกี่ยวดองกันยิ่งนัก เมื่อความสัมพันธ์ทางการค้างอกเงย ความรู้สึกอยากปรองดองทางสายเลือดจึงเกิดขึ้น บิดาของทั้งสองจึงทำสัญญากันขึ้น ว่าเมื่อใดที่ทั้งสองตระกูลมีบุตรชายและบุตรสาวในเวลาไล่เลี่ยกัน จะต้องนำทั้งคู่มาแต่งงานกันเมื่อถึงเวลาอันสมควร
เพื่อการสืบเชื้อสายของคนที่เก่งกล้า มีความปราดเปรื่องในสติปัญญา และความสามารถด้านการค้าขาย ที่ไม่เคยเป็นรองใครในใต้หล้านี้
ตระกูลจางจึงมีตราประทับเป็นนกอินทรี ที่มีสายตากว้างไกลเป็นสัญลักษณ์ของตระกูล ส่วนตระกูลเสิ่นนั้นก็มีม้าศึกสามตัว เป็นตราประทับของตระกูล เพื่อบ่งบอกในเชิงนามธรรมว่าพวกเขานั้นเป็นนักเดินทางที่มีความรวดเร็วอดทน และเฉียบแหลมเกินผู้ใดด้วยเช่นกัน
เสิ่นลู่เหยาเคยได้ยินบิดาเล่ามาเช่นนั้น นางนึกถึงภาพคุณชายจางฮุ่ยเฉินในตอนนี้ ว่าเขานั้นจะรู้สึกเช่นไร หากได้ยินคำบอกเล่าจากนิทานเรื่องนี้เหมือนกัน หรือไม่ เขาจะยินดีหรือรันทดใจกันแน่ที่ได้แต่งงานกัน ซึ่งนางก็มิอาจรับรู้
เสิ่นลู่เหยาแค่เพียงทำตามความปรารถนาของตระกูล นางเองก็ถูกพันธนาการด้วยด้ายสีดำ ที่มิอาจดึงออกจากตัวได้ นางจึงยอมรับมันโดยปริยาย
“ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวแห่งตระกูลเสิ่นได้มาถึงแล้ว ทุกท่านได้โปรดถอยออกมาจากบริเวณลานดอกเหมยด้วยขอรับ”
เสียงพ่อบ้านคุมขบวนกล่าวเตือนผู้คนอีกครั้ง เขาลงจากหลังม้า พร้อมสั่งการให้ขบวนเกี้ยวแห่เจ้าสาวไปยังหน้าพิธีของงาน
หลังจากที่เกี้ยวเจ้าสาวลงจอดนิ่งสนิท สาวใช้ของตระกูลจางสี่นาง ต่างเดินเข้ามารับเจ้าสาวให้ออกมาจากที่ตั้งด้านใน พร้อมกับนำฝ่ามือให้เจ้าสาวได้เกาะเกี่ยว และดึงรั้งชายผ้าชุดโคร่งที่ยาวจรดพื้นดินให้ยกขึ้น
เจ้าสาวอยู่ในชุดคลุมยาวสีแดง หลังจากนั้นจึงนำสายสะพายซึ่งประดิษฐ์ด้วยผ้าสีแดงมาคาดให้ ก่อนจะส่งมือเจ้าสาวไปให้เจ้าบ่าวรับไว้เพื่อเดินนำไปสู่โต๊ะใหญ่กลางงาน ซึ่งมีก้านธูป เทียนมงคล และสุรามงคล ตั้งอยู่เต็มทั้งสองฝั่ง เจ้าสาวและเจ้าบ่าวต้องกราบใหว้ฟ้าดิน และบรรพบุรุษตามประเพณี
เสิ่นลู่เหยากะพริบตาอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ในมือนางถือธูปที่จุดขึ้นยกจรดปลายคาง พลางมองไปตรงหน้าเพื่อไหว้สามี เขามิได้เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีแดงสองชั้นนี้
“คู่บ่าวสาวกราบไหว้ฟ้าดินก็เป็นอันเสร็จพิธีในครั้งนี้แล้ว ขอให้รักกันยืดยาว มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง”
เสิ่นลู่เหยาและจางฮุ่ยเฉิน รับสุรามงคลมาจากมือของฝ่ายบิดาของทั้งสอง ผู้อาวุโสก็ได้อวยพรผ่านจอกในมือ ขอให้พวกเขารักกันยืนยง และร่วมทำกิจการค้าขายให้รุ่งเรืองกันต่อไป
“ทุกท่าน เชิญดื่มอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวในครั้งนี้ด้วย พวกเขาสองคนจะเป็นผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ให้แก่ทั้งสกุลจาง และสกุลเสิ่น ขอให้ทั้งสองตระกูงจงเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้า”
บิดาของจางฮุ่ยเฉิน กล่าวพร้อมกับหันไปพยักหน้ายิ้มแย้มให้แก่ทุกคน และบิดาฝ่ายเจ้าสาวก็ตอบรับความยินดีนี้ด้วยความชื่นมื่น
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาส่งบ่าวสาวเข้าจวนวิวาห์ ซึ่งทางด้านสกุลจาง ได้ตกแต่งห้องแห่งนี้ไว้ด้วยความสวยงามแล้ว
เสิ่นลู่เหยาถูกสาวใช้นำพาไปยังห้องด้านใน จนถึงขณะนี้นางก็ยังอยู่ในผ้าคลุมหน้าเหมือนดั่งเช่นเคย ตามประเพณีแล้ว เจ้าบ่าวต้องมาเปิดผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าสาวเอง มิว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน แม้จนถึงเช้าวันใหม่ หากเจ้าบ่าวไม่มา นางก็ต้องทนนั่งอยู่แบบนี้ไปจนกระทั่งพระอาทิตย์อัสดง
แต่หาใช่วันนี้ หลังจากนางเข้าไปได้ไม่นาน เจ้าบ่าวอย่างจางฮุ่ยเฉินก็ติดตามเข้าไป อันที่จริงเขาคิดจะต้อนรับแขกให้จนหมด และร่วมดื่มสุรากับสหายรวมทั้งแขกเหรื่อ แต่ก็ถูกบรรดาชายหนุ่มที่เป็นสหายไล่ต้อน จนตัวเองต้องยอมแพ้ และเข้าไปหาเจ้าสาวด้วยความมึนเมาไม่มากนัก
จางฮุ่ยเฉินเปิดประตูให้แง้มออก เขาเดินเข้าไปในห้องหออย่างแผ่วเบา พลางสายตาก็พิจารณาหญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขามองเห็นฝ่ามือเรียวงามผุดผ่องที่ยื่นออกมานอกชายเสื้อ ในใจนั้นคิดว่าเสิ่นลู่เหยาคนนี้ จะเป็นคนที่เขาปรารถนามาโดยตลอดหรือไม่
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้างดงามมาก คุณหนูแห่งตระกูลเสิ่น แต่ข้ามีเรื่องปักใจนิดหน่อยที่อยากจะถามเจ้าก่อนเราจะร่วมอภิรมย์ต่อกัน”
จางฮุ่ยเฉินเอ่ยทักทายนาง ด้วยคำพูดที่เจ้าสาวในผ้าคลุมแดง ก็รู้สึกสงสัย แต่นางยังคิดว่าเขานั้นเริ่มเมามาย จนอาจพูดสิ่งที่ไม่เป็นความอันใดออกมา
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้นางจนหัวใจเต้นระทึก ถึงแม้จะมิได้ใส่ใจว่าเขานั้นคิดเช่นไรกับตน แต่เสิ่นลู่เหยานั้นเป็นหญิงสาวแรกรุ่น ย่อมมีการตื่นเต้นและตระหนกเป็นเรื่องธรรมดา
“ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการทราบเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ หากข้าตอบได้ ก็จะไม่รีรอหรอกเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยออกมาด้วยความใสซื่อและเต็มไปด้วยความสัตย์จริง ไม่มีทางเลยที่คนอย่างเสิ่นลู่เหยาจะโกหก นางยังคงนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงไม้ ที่วันนี้กลางที่นอนนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้มงคลกลีบกระจาย และแสดงความหอมสดชื่นของมันในยามราตรี
“เจ้าคือคุณหนูของตระกูลเสิ่น ชื่อเสิ่นลู่เหยา”
“ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าในวัยเด็กของเจ้านั้นมีของสำคัญที่อยู่ติดตัวด้วยหรือไม่ ซึ่งมันจะชี้ว่าเจ้านั้นคือคนที่คู่ควรกับข้าเพราะสิ่งนี้เท่านั้น”
“ข้าไม่เข้าใจคำถามของเจ้าคุณชายจาง สิ่งสำคัญของข้านั้นมีหลายอย่าง ทั้งครอบครัว บิดา พี่น้อง และทรัพย์สิน จนกระทั่งสหายที่เติบโตมาด้วยกัน หากท่านจะชี้จุดที่กว้างมากเกินไป ข้าก็จนปัญญาเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบจากเจ้าสาวใต้หมวกผ้าคลุมแดงตรงหน้า จางฮุ่ยเฉินก็ดูจะหงุดหงิดพอตัว
“เสิ่นลู่เหยา ข้าจะใจเย็นกับเจ้าอีกสักนิด คำถามเดิมนั่นที่ข้าส่งไปให้เมื่อครู่ ข้าอยากให้เจ้าตอบใหม่มาอีกครั้ง ที่เจ้าเอ่ยมากันก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เจ้าให้ความหมายกับสิ่งมีชีวิต แต่ที่ข้าต้องการคำตอบจากปากเจ้าในคืนนี้ คือสิ่งที่มิได้มีชีวิตเลยสักนิด แต่มันช่างสำคัญกับข้ายิ่งนัก”
เจ้าสาวอย่างเสิ่นลู่เหยายังคงนั่งนิ่ง ๆ มิได้แสดงอาการหรือความตระหนกออกมาเลย สิ่งที่นางสงสัยอยู่ในขณะนี้ มิได้มีใครให้คำตอบแก่นางได้
การทายปริศนา มันคือธรรมเนียมการปฎิบัติก่อนเข้าห้องหอหรืออย่างไร นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของนางเสียด้วยสิ เรื่องเช่นนี้ก็มิได้มีผู้ใดกระซิบบอกนาง แม้แต่มารดาก็ตาม
“คุณชายจางวางใจได้ สิ่งที่ข้าตอบออกมาคือความจริงทุกประการ และข้าก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่มิได้มีชีวิตนั้น หาได้สำคัญกับข้าแต่อย่างใด หากคุณชายจะเค้นหาความจริง ข้าเองก็คงมีเท่านี้สำหรับคำตอบ”
ดูท่าว่าปริศนาในครั้งนี้จางฮุ่ยเฉินจะมิได้รับคำตอบต่อไปเสียแล้ว ความอดทนเขาถึงที่สุดจนได้
“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็แน่ใจได้แล้วว่าเจ้ามิใช่คนที่ข้าต้องการ คนที่ข้ารักมิใช่เจ้าอย่างแน่นอน”
ชายหนุ่มมีความฝังใจกับบางสิ่งบางอย่าง จนมิอาจทำให้เสิ่นลู่เหยาเข้าใจความรู้สึกของเขาได้ ในเมื่อเขาพูดออกมาเช่นนี้ นางก็เตรียมตัวเอาไว้แล้ว ว่าคงจะมิได้มีการเปิดผ้าคลุมหน้าออก
ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คุณชายแห่งตระกูลจางผู้นี้รังเกียจนางจนต้องเดินจากไป เสิ่นลู่เหยาอยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่ชายหนุ่มปักใจนั้นคือผู้ใด
เสียงฝีเท้าเดินออกไปแล้ว แม้แต่ประตูเข้าห้อง เขาก็มิได้ปิดให้นาง ทำให้ความหนาวเหน็บยามราตรีเข้ามาเยือน จนเจ้าสาวที่ร้างเจ้าบ่าวต้องลุกขึ้นเดินออกมาเหม่อมองไปยังความมืดข้างหน้า
“ข้าจะเป็นคนในใจเจ้าได้อย่างไรเล่าจางฮุ่ยเฉิน ในเมื่อคนที่เจ้าปักใจมิใช่ข้าคนนี้”
เสิ่นลู่เหยาง้างประตูเข้ามาหากัน ก่อนจะปิดมันลงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ในเมื่อนางเองก็มิได้อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสียหน่อย
เสิ่นลู่เหยากลายเป็นฮูหยินของจวนตั้งแต่ผ่านคืนวันเข้าหอ แม้ว่านายท่านแห่งจวนตระกูลจางจะมิได้ร่วมหอกับนางสักครั้ง แต่หน้าที่ก็ต้องดำเนินต่อไป
เสิ่นฮูหยินได้รับสาวใช้ประจำตัวจากจวนตระกูลจาง แต่นางก็มิได้พอใจนัก สาวใช้ในจวนตระกูลจางมีมากมายหลายคนก็จริง แต่จะหาใครมารู้ใจนางเพราะเป็นคนใหม่ก็ใช่ที่ เสิ่นลู่เหยาจึงได้นำสาวใช้จากตระกูลเสิ่นเข้ามารับใช้นางหนึ่งคน นั่นก็คือ วิ่นจือ ถือได้ว่าเป็นคนสนิทของนางแต่เดิมเลยก็ว่าได้
“คุณหนูเจ้าคะ จะรับชาดอกไม้เพิ่มหรือไม่เจ้าคะ”
วิ่นจือเอ่ยถามนายหญิงของตน ตั้งแต่รับสาวใช้คนนี้มา เสิ่นลู่เหยาก็สบายใจยิ่งนัก เพราะวิ่นจือมีความจงรักภักดีต่อเจ้านายมาก นางซื่อสัตย์และคอยสอดส่องดูแลสิ่งที่บกพร่องแทนฮูหยินใหญ่ และคอยรายงานสถานการณ์ในเวลาที่เสิ่นลู่เหยามิได้ใยดีสักเท่าใด
“ข้าดื่มมามากพอแล้ววิ่นจือ เจ้าจะไปทำเรื่องใดก็จงไปจัดการเสียเถิด ข้าขอนั่งตรงนี้ให้สบายใจสักหนึ่งเค่อก็แล้วกัน” เสิ่นลู่เหยาบอกปัดสาวใช้ประจำตัว นางจึงถือกาน้ำเดินออกไปนอกห้อง
ฮูหยินของจวนหลับตาลงด้วยความขมขื่น อันที่จริงหน้าที่ของนางที่เป็นภรรยาเจ้าของจวนนั้น มีมากมายเลยทีเดียว แต่สิ่งที่นางมิได้กระทำเลยนั่นก็คือ การผูกสัมพันธ์กับสามีที่ตบแต่งมาครึ่งเดือน นางมิทราบได้ว่าเหตุใดเขาถึงห่างหาย หรือว่ารังเกียจเดียดฉันท์คนอย่างนาง เหมือนที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ในตอนวันเข้าหอ ว่าสตรีที่จางฮุ่ยเฉินคนนี้ต้องการนั้นมิใช่เจ้าสาวคนนี้เลยสักนิด เสิ่นลู่เหยาหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า พลางคิดในใจว่าการเป็นภรรยานี่มันช่างเหนื่อยหน่าย และน่าท้อแท้เหลือเกิน
หรือนางอาจจะมิใช่ที่พึงใจของสามีเช่นนั้นหรือ
เวลาผ่านเกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่จางฮุ่ยเฉินก็มิได้ใส่ใจกับชีวิตการเป็นฮูหยินของนางนัก แม้ยามราตรีจะเป็นช่วงที่สามีภรรยาจำต้องอยู่เคียงกัน แต่ชายหนุ่มก็มักกล่าวอ้างถึงเรื่องงานให้นางฟังอยู่เสมอ
”หากเจ้าอยากร่วมค่ำคืนกับข้า เห็นทีจะต้องขอปฏิเสธ ข้ามีงานมากมายให้สะสาง เจ้าก็เห็นอยู่มิใช่หรือ เหตุใดถึงกลายเป็นสตรีที่หายางอายมิได้เช่นนี้“
เขาว่ากล่าวภรรยา เมื่อนางนำโสมอุ่น ๆ มาให้สามีดื่มในห้องหนังสือ
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามิได้คิดเช่นนั้น แค่เพียงเห็นว่าท่านทำงานหนัก ดึกดื่นค่อนคืนก็หาได้ว่างเว้นจากการพักผ่อน” นางหยิบถ้วยโสมร้อน ๆ ยกขึ้นมาสูดดม ก่อนจะยื่นให้เขาได้ลิ้มรสชาติของมัน
“โสมแดงที่ข้าตุ๋นมาให้พร้อมกับไก่ดำ มันเข้มข้นมาก และทำให้กำลังวังชาท่านพี่ดีขึ้นได้นะเจ้าคะ”
“หึ! เจ้าอยากเสริมกำลังวังชาข้าเช่นนั้นรึ แค่นี้เจ้าก็เผยธาตุแท้ให้ข้าเห็นแล้ว ว่าตัวเจ้าเองคิดอันใด”
เขาเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้นาง ก่อนจะยิ้มร้ายใส่ภรรยาที่เอาใจใส่สามีได้ถึงขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงดีใจจนเนื้อเต้น แต่นั่นหาใช่จางฮุ่ยเฉินคนนี้
“เจ้าคิดไปเองหรือไม่ ว่าข้าอยากร่วมคืนกับเจ้า! ช่างน่ารังเกียจนัก ข้าละเกลียดชังสตรีเช่นเจ้าจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นภรรยาที่ข้าตบแต่งมาอย่างถูกต้อง แต่เจ้าก็มิใช่คนที่ข้าพึงเฝ้าฝัน เจ้ามันเป็นใครก็ไม่รู้!”
เขาพูดเสียงดังออกมาอย่างมิแสดงความยินดี เสิ่นลู่เหยาถอยร่นออกไป เพราะท่าทีซึ่งไม่เป็นมิตรของสามี นางส่ายหน้าเล็กน้อยแสดงถึงความไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงพูดออกมาได้เจ็บแสบ เหมือนเอามีดมากรีดแผลที่ช้ำเลือดอยู่แล้วของนาง
“ข้าทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ เหตุใดถึงมิได้บอกกล่าว และข้าก็มิใช่คนร่านรักอย่างที่ท่านพี่เข้าใจด้วย!”
“เสิ่นลู่เหยา! นี่เจ้ากล้าต่อล้อต่อเถียงข้าที่เป็นสามีเช่นนั้นหรือ เจ้ามันสามหาวเกินไปแล้ว และอีกอย่างหนึ่งที่ข้าจะบอกเจ้า”
ตอนนี้ในสายตาของเสิ่นลู่เหยา ชายตรงหน้าเหมือนกับปีศาจ นางเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ตานางแดงก่ำแทบจะร้องไห้ออกมา
“เจ้าอย่าได้เข้าใกล้ข้าอีก!! เพราะเจ้าไม่คู่ควรกับข้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว! ออกไปจากห้องข้า อย่าให้ข้าต้องเอ่ยซ้ำ!”
เขาคือสามีที่นางมิเคยอยากร่วมอภิรมย์ด้วย นางรู้ดีว่าชายตรงหน้ามิได้ชื่นชอบภรรยาเช่นนาง แต่คำพูดก่อนหน้านี้ ทำให้รู้ว่าเขานั้นเกลียดฮูหยินแบบนางจริง ๆ
หญิงสาวรีบวางชาโสมแดงที่ตนทำมาให้ลงบนโต๊ะอ่านตำรา ก่อนจะหันหน้าออกไป เพื่อมิให้เขาได้เห็นน้ำตาที่รินรดออกมาอาบแก้ม เสิ่นลู่เหยาเดินก้าวพ้นออกมาจากประตู และปิดมันด้วยใจที่ปวดร้าวยิ่งนัก จางฮุ่ยเฉินทำร้ายจิตใจนางมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เขามันแย่ที่สุด
ทำไมกัน เขามิได้รักนางแม้เพียงนิดเดียว อย่างน้อยเขาก็น่าจะสงสารฮูหยินของตนเองบ้างสิ เสิ่นลู่เหยากลับมายังห้องของตัวเอง ก่อนที่จะร้องไห้ออกมาดัง ๆ ทำให้วิ่นจือที่นอนอยู่ ลุกขึ้นมาถามถึงว่านางนั้นเป็นเช่นไร
“นายหญิงเป็นอะไรเจ้าคะ กำลังร้องไห้อยู่หรือ”
สาวใช้ซักถามเจ้านายกลางดึก แต่เสิ่นลู่เหยาก็ปฏิเสธ “ข้าไม่เป็นอันใดหรอกวิ่นจือ เจ้าไปนอนพักเหมือนเดิมเถอะ ข้ามิได้เป็นอะไรจริง ๆ”
หญิงสาวชะตาอาภัพรัก ข่มตานอนทั้งน้ำตาอาบแก้ม พรุ่งนี้นางจะต้องเข้มแข็ง และพยายามหาทางพิสูจน์ตนเอง เพื่อให้สามีใจร้ายยอมรับในตัวนาง
หนึ่งเดือนผ่านไป สามีภรรยาคู่นี้ก็ยังทำตัวเหินห่างกัน จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหู ว่าคุณชายแห่งตระกูลจาง แต่งอนุเข้าจวนอีกคน แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งนักก็คือ
ฮูหยินเสิ่นลู่เหยาแห่งจวนตระกูลสามีนั้นมิได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอันใด นางวางตัวเฉยชายิ่งนัก ครั้นเมื่อมีผู้คนไต่ถามว่านางยินยอมหรือไม่ ที่สามีไปรักกับหญิงนางอื่น ก็ได้รับคำตอบที่เหมือนกับนักพรตที่สละชีวิตทางโลกไปแล้ว
“ข้าเป็นฮูหยินที่จัดการระเบียบในจวนให้เรียบร้อยและปกติสุขแค่เท่านั้น หน้าที่ของฮูหยินนั้นมีมากมายมิใช่น้อย อีกทั้งหน้าที่การงาน และขนบธรรมเนียม ก็มิได้บังคับว่าสามีแต่งอนุมิได้สักหน่อย เรื่องนี้มิใช่กงการอันใดของผู้อื่น ข้าเองก็ตอบมิได้เช่นกัน”
นางวางตัวเป็นกลาง แต่มิได้ใช้อำนาจของตำแหน่งที่มีในมือ เพราะฉะนั้นนางจึงเก็บความเสียใจไว้กับตัว และเชิดหน้าต่อไปเมื่อมีใครเอ่ยถาม ซึ่งฮูหยินเสิ่น ก็มิได้ให้ความสำคัญกับการแต่งอนุในครั้งนี้มากนัก
ความรักของนางกับสามี มิได้เบ่งบานอยู่ในใจตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ที่นางปฎิบัติอยู่ก็คือหน้าที่เท่านั้น
งานแต่งอนุเข้าจวนของจางฮุ่ยเฉิน ถูกจัดขึ้นอย่างดี ไม่น้อยหน้างานมงคลในครั้งแรกเลย เจ้าสาวคนที่สองของเขาก็สวยงามเช่นกัน นางมีนามว่า หวางหวินเฟย เป็นบุตรสาวของ หวางเย่วฉี และมารดาที่ชอบออกหน้าออกตาในสังคม คือเหลียงเจินลี่
ตระกูลหวางเป็นสหายกับตระกูลจางมานาน แต่เขามิได้เป็นพ่อค้าดั่งเช่น จางเต๋อเชียง แต่ไม่ว่าตระกูลจางจะนำผ้าไหมมาจำหน่ายสักกี่ครั้ง ตระกูลหวางก็มักจะเป็นลูกค้าที่ดีเสมอ และยังซื้อผ้าชนิดใหม่ ๆ เข้าไปถวายในวังอยู่บ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เองที่ หวางเย่วฉี อยากให้บุตรสาวของตนได้แต่งงานกับบุตรชายจากตระกูลจาง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หลังจากขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวของตระกูลจาง เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเดือนก่อน ชาวบ้านในเมืองก็มิได้นึก ว่าคุณชายจางจะแต่งอนุเพิ่มอีกคน ในเวลาไม่นานเช่นนี้
วันมงคลใหม่มาถึง และยึดเอาฤกษ์ดี ตามที่ซินแสของตระกูลหวางจัดทำ
ขบวนแห่ที่เริ่มเหมือนกันกับงานแต่งตระกูลเสิ่น และขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่มีสีแดงสดเหมือนกัน ในทุกการเริ่มงานมงคล เจ้าสาวคนใหม่แย้มยิ้มอยู่ในเกี้ยว แม้จะเป็นแค่อนุก็ตามที นางรู้สึกพึงพอใจในการแต่งงานครั้งนี้ยิ่งนัก หญิงสาวยิ้มแย้มอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าสองชั้น วันดี ๆ เช่นนี้ เป็นใครก็ต่างยินดีกันทั้งนั้น
เพราะเป็นอนุจึงไม่ได้ทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเจ้าสาวถูกพาตัวเข้าไปในเข้าหอ สังเกตุได้ว่าจางฮุ่ยเฉินนั้นดีใจมิใช่น้อย ที่เขาแต่งอนุในครั้งนี้
เจ้าบ่าวมิใช่มือใหม่ แต่ก็เหมือนจะยังไม่ช่ำชองเรื่องราวเช่นนี้นัก เขาจูงมืออนุหวางเข้าไปในห้องหอ ที่ปลูกอยู่ริมสระน้ำอีกด้านของจวน มารดาของจางฮุ่ยเฉิน มิได้พอใจที่เขาตกแต่งอนุเข้ามาใหม่ แต่เป็นเพราะความเกรงอกเกรงใจของสามี เมื่อได้รับการฝากฝังลูกสาวเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้มารดาต้องบอกกับบุตรชาย ว่าภรรยาสองคนจะอยู่ใกล้กันมิได้ เพราะมันจะเหมือนหงส์ฟ้าและกาขาว ที่มักมีเรื่องราวให้กระทบกระทั่งกันเสมอ
ชายหนุ่มเลยรีบดัดแปลงฝั่งริมสระนี้ให้เป็นห้องหอของ หวางหวินเฟย ในทันที
เมื่อทั้งสองอยู่บนเตียงนอนที่ปูพรมดอกเหมยกุ้ยฮวาครึ่งพื้นที่ เขาจึงเอ่ยถามเรื่องราวซึ่งติดอยู่ในใจตลอดมากับนาง
“หวางหวินเฟย ข้ายินดีนักที่ได้ครองคู่กับเจ้า แม้จะตกแต่งเจ้าเป็นที่สองรองจากฮูหยินเซี่ยง แต่ข้าก็ปรารถนาเจ้า แตกต่างจากภรรยาคนแรกของข้ายิ่งนัก”
จางฮุ่ยเฉินกล่าวออกมาตามความรู้สึก การรักใครสักคนนั้น สำหรับเขามันคือความประทับใจ และตราตรึงใจ มากกว่าการใช้อารมณ์ เขาต้องมีเหตุผลเพื่อการรักนำทางก่อนเสมอ
“คุณชายจางกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว หากท่านพูดเช่นนี้ ฮูหยินเสิ่นจะเสียใจเอาได้นะเจ้าคะ”
หวางหวินเฟยพูดจาอ่อนหวานมากนัก เขายังจำได้ถึงคำพูดคำจาของเสิ่นลู่เหยา นางมิได้มีความอ่อนหวานเลยสักนิด
อันที่จริงเขาก็เจอกับหวางหวินเฟยอยู่ก่อนแล้ว เพราะตั้งแต่แตกหนุ่ม จางฮุ่ยเฉินก็เห็นหญิงสาวติดตามบิดามาซื้อผ้าที่ร้านเขาเป็นประจำ จนกระทั่งเขาพบเจอนางหลังจากแต่งกับเสิ่นลู่เหยานางมีสิ่งที่เขาพยายามหามาตลอดติดกายอยู่จึงทำให้คิดว่านางคือคนที่เขาต้องการหามาตลอด
ส่วนเขากับเสิ่นลู่เหยานั้น หากว่าทางผู้อาวุโสมิได้บังคับเรื่องการแต่งงาน บัดนี้หวางหวินเฟยคงเป็นฮูหยินใหญ่ของจวน ส่วนเสิ่นลู่เหยาก็อาจจะมิเคยได้เจอกับเขาเลยตลอดชีวิตก็เป็นได้
“เจ้าช่างอ่อนหวานเหลือเกินหวินเฟย ตั้งแต่ข้าเจอเจ้าเมื่อเดือนก่อนข้าคิดอยู่เสมอว่าอยากให้เจ้ามาอยู่เคียงข้างข้า” ชายหนุ่มบรรจงเปิดผ้าคลุมใบหน้าเจ้าสาวออก
ทันทีที่ผ้าผืนบางเผยอขึ้นเหนือหน้าผาก หวางหวินเฟยก็ส่งยิ้มหวานปานดอกไม้ป่า ที่หายากยิ่งให้แก่เขา จางฮุ่ยเฉินเคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มที่สดใสของนาง อนุของเขาช่างมีฟันที่ขาวราวไข่มุก และเรียงซี่กันเป็นระเบียบเรียบร้อย หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองสามีตรงหน้า เมื่อเขาเชยปลายคางนางขึ้น ก่อนที่จางฮุ่ยเฉินจะอดใจไว้ไม่ไหว และเข้าไปจุมพิตริมฝีปากของหวางหวินเฟย
ชายหนุ่มถอนจูบออกจากริมฝีปากบาง เมื่อเขาอยากถามนางเรื่องหนึ่ง
“หวินเฟย ข้าอยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง เจ้าจะสามารถตอบข้าได้หรือไม่”
คำถามของสามี ทำให้นางส่งสายตาไร้เดียงสาออกมา นางมองเขาด้วยดวงตากลมโต เหมือนกับสงสัยในที
“ท่านพี่อยากถามเรื่องใดกับข้าหรือเจ้าคะ ข้ายินดีตอบท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ”นางส่งยิ้มหวานให้กับสามี
“เจ้ามีสิ่งของที่สำคัญกับตนเองตั้งแต่เด็กหรือไม่ สิ่งที่เจ้าพกติดตัวเอาไว้ตลอดมา”
“ข้ามีหลายอย่างเลยเจ้าค่ะ มีทั้งปิ่นปักผม และหวีมุกซึ่งเป็นของที่ท่านแม่ให้เป็นของขวัญ”
“ข้าหมายถึงสิ่งนี้”
เขาหยิบพู่ซึ่งเป็นเครื่องประดับของหญิงสาว ที่เคยช่วยชีวิตตนเองไว้ในครั้งที่ยังเยาว์ จางฮุ่ยเฉินไม่เคยลืมเลือนเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยสักนิด เขาเฝ้าตามหาคนที่เป็นเจ้าของมันมาตลอด หญิงสาวในเมืองนี้ต่างก็ปฏิเสธ ว่าตนเป็นเจ้าของพู่ถักคาดเอวอันนี้กันทั้งนั้น เพราะถ้ามันมีความผิด คนที่ทึกทักว่าเป็นสมบัติตนเองคงต้องถูกโบยอย่างแน่นอน
ดั่งเช่นหัวขโมยที่สะเพร่า และได้ทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้เมื่อทำการปล้นเสร็จสิ้น
เหลือสตรีอยู่เพียงสองคนเท่านั้นที่ยังมิเคยเห็นสิ่งนี้ นั่นก็คือ หวางหวินเฟย และอีกคนคือ เสิ่นลู่เหยา ส่วนเขาปักใจว่ามิใช่สมบัติของฮูหยินตนอย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เขามิเคยเปิดเผยสิ่งนี้ให้นางเห็นสักครั้ง
“พู่ถักอันนี้ข้าเคยเก็บได้เจ้าค่ะ และนำมาใช้ครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน”
จางฮุ่ยเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ หรือว่าเขาแต่งงานผิดคนอีกแล้ว แม้แต่อนุหวินเฟยก็ไม่ใช่คนที่เขาตามหา
อนุหวินเฟยหันไปมองเทียนไขที่จุดอยู่ก็ดับเทียนมงคลด้วยตัวเองหมายจะปรนนิบัติสามีและเข้าหอให้ครบจบพิธีในคราวเดียวกัน แต่ไม่ทันแตะเนื้อต้องตัว จางฮุ่ยเฉินก็ออกไปแล้วทิ้งให้อนุหวินเฟยอยู่คนเดียวเพียงลำพัง แต่เพราะความเสียหน้าอนุหวินเฟยจึงทำจุดแดงพรมจรรย์ขึ้นมาเอง และสั่งบ่าวหน้าหอห้ามพูดเรื่องนี้ออกมาเด็ดขาด
งานมงคลและพิธีนำเจ้าสาวเข้าห้องหอผ่านไปอย่างชื่นมื่น ตามความปรารถนาของชายหนุ่ม ทุกคนต่างคิดว่าจางฮุ่ยเฉินสำลักความสุขกับอนุคนใหม่ตลอดทั้งราตรี
อนุภรรยาหวางหวินเฟย ยังคงนอนสลบไสลอยู่บนเตียงที่มีดอกเหมยกุ้ยฮวากระจัดกระจายอยู่ในห้อง และสีแดงชาดบ่งบอกว่าเรื่องเมื่อคืนช่างร้อนแรง
อนุหวินเฟยที่ออกจากห้องมาเพื่อสูดอากาศดับอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองก็มองเห็นสตรีงดงาม เดินออกมาจากจวนฝั่งสวนดอกไม้ บ่าวในจวนที่อยู่ใกล้บอกนาง “นั่นคือฮูหยินเอกลู่เหยา” แม้ในใจจากจะไม่พอใจเพียงใด อนุหวินเฟยก็ยังค้อมศีรษะให้กับฮูหยินเอกลู่เหลา ก่อนจะเดินออกไปยังโถงหน้าจวน
เสิ่นลู่เหยาเดินไปจนถึงห้องหนังสือก็พบจางฮุ่ยเฉินออกมาพอดี นางมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าถาม ส่วนจางฮุ่ยเฉินเมื่อเห็นว่า
“ดูแล้วเจ้ามิได้ทุกข์ร้อนอันใด เรื่องที่ข้าแต่งอนุหวางเข้าจวนเลยนะ เจ้ามีหัวใจหรือไม่เสิ่นลู่เหยา”
สามีผู้นี้มิใช่น้ำทิพย์ชโลมใจเมื่อได้พบเจอ นางหันหน้ามามองเขาสีหน้าเรียบเฉย
“หากมิใช่การผูกสมัครเรื่องแต่งงานกันเมื่อครั้งวัยเยาว์ ข้ายังมีสิ่งใดต้องเอ่ยอีกหรือเจ้าคะ หากท่านพี่ได้พบเจอรักแท้เช่นนี้ ข้าก็ดีใจด้วยเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องหัวใจ ข้า มอบให้คนที่ปรารถนาดีต่อข้าเท่านั้น หนึ่งในสิ่งที่พูดมิได้รวมท่านพี่อยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
วาจานางช่างเชือดเฉือน บ่งบอกได้ว่าสิ่งที่สามีทำลงไปนั้น หาได้สำคัญต่อชีวิตนาง ทุกอย่างคือหน้าที่ ซึ่งสวรรค์ได้ลิขิตโชคชะตาไว้ให้นางแล้วนั่นเอง
“ฮูหยินชั่งมีจิตใจที่เข้มแข็งดั่งเช่นหินผา และเมตตาถึงเพียงนี้ราวกับคนไม่มีหัวใจ ข้ามิแปลกใจเลยที่เจ้าตกลงแต่งงานเพราะทั้งสองตระกูลบังคับ นับว่าข้าเลือกฮูหยินได้ถูกแล้ว ที่จะมาเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดในจวน แต่มิต้องทำหน้าที่บนเตียง เพราะข้าก็มิได้ชื่นชอบหุ่นปั้นดินเผานักหรอก เจ้ามิได้สะทกสะท้านกับการที่สามีแต่งอนุมาเพิ่มก็ดีแล้ว ข้าจะได้สบายใจ”
นับว่าครั้งนี้จางฮุ่ยเฉินพูดกับนางมากที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ก็ดีที่เป็นเช่นนั้น เพราะเสิ่นลู่เหยาก็มิได้มิน้ำตาให้กับเรื่องเช่นนี้ นางจำเป็นต้องทำหน้าที่ของภรรยาอยู่แม้ว่าจะไม่ครบตามธรรมเนียมก็ตาม
“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวเจ้าค่ะ หากท่านพี่มีธุระอันใด ก็เรียกหาผ่านสาวใช้ของข้าได้เสมอ”
ทั้งจางฮุ่ยเฉินและเสิ่นลู่เหยา ต่างมิได้ผูกสมัครรักใคร่กันมาก่อน พวกเขาถูกหมั้นหมายกันมานาน ตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ เขามิได้สนใจใยดีคู่หมั้นคนนี้สักเท่าใดและไม่เคยรับรู้ว่าอีกฝ่ายมีหน้าตายังไง
จะมีเพียงลูกสาวตระกูลหวางเท่านั้น ที่เขาอยากเข้าไปทำความรู้จักด้วยเพราะเห็นพู่ห้อยที่ตัวเองถามมานาน เขาจึงขอให้บิดาสู่ขอนางมาเป็นอนุของเขาแต่สุดท้ายก็พบว่านางไม่ใช่คนที่เขาตามเช่นเคย
เสิ่นลู่เหยาเองก็เหมือนกัน ถึงแม้นางจะมิได้ต้องตาต้องใจชายใด ด้วยความเป็นคนนิ่งเงียบ และรักสงบจึงอยู่แต่ในจวน มิได้ตามบิดามารดาไปไหนมาไหนด้วย แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา กลับทำให้เสิ่นลู่เหยางดงามยิ่งกว่าผู้ใด หากจะเปรียบเทียบความงาม เสิ่นลู่เหยางามล้ำกว่าหวางหวินเฟยนัก ข้อนี้จางฮุ่ยเฉินก็รู้สึกได้ แต่เขากลับอคติกับฮูหยินของตัวเอง เพียงเพราะสิ่งแทนใจเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อทางครอบครัวของเสิ่นลู่เหยาทราบข่าวการแต่งอนุเข้าจวนของคุณชายจาง บิดานางเสิ่นรุ่ยหนานก็มิได้พอใจนัก จึงออกอุบายให้ทั้งสองรักใคร่กันมากยิ่งขึ้น เพราะจะได้มีหลานชายสืบสกุลโดยไว
เมื่อเสิ่นลู่เหยากลับมาเยี่ยมจวนของบิดามารดา เขาก็เอ่ยถึงการค้าขายกับตระกูลจาง
“ที่ข้าได้ข่าวมามันเป็นความจริงสินะ เรื่องตระกูลจางรับอนุเข้ามาใหม่ อีกทั้งยังตบแต่งกันเหมือนตอนที่รับเจ้าเข้าเป็นฮูหยินอีกด้วย ใช่หรือไม่ลู่เหยา”
บิดาเอ่ยถามบุตรสาว แต่ก็ยังคงใช้น้ำเสียงที่เรียบนิ่ง เพราะถึงอย่างไร การที่ตระกูลฝ่ายชายจะแต่งอนุเข้าจวน ก็มิได้ผิดประเพณีแต่อย่างใด ในแคว้นนี้สามารถทำเช่นนั้นได้ ถึงแม้จะมีฮูหยินแล้วก็ตามที เพราะการมีภรรยาของเหล่าบุรุษนั้น ถูกมองว่าเป็นการเสริมบารมี และเป็นมงคลแก่ตระกูล อย่างไรเสียภรรยาก็ต้องกำเนิดบุตรชายให้แก่ตระกูลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่บุตรสาวของตระกูลอนุ ได้แต่งงานกับชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว มิใช่เรื่องที่แปลกเลย กลับเป็นการน่ายินดีเสียอีก ที่มีบุรุษให้ความสำคัญต่อหญิงสาว
เพราะเมื่อบุตรสาวแต่งงาน ก็เหมือนการสาดน้ำออกจากเรือน ตามความเชื่อของประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา
การเป็นอนุของตระกูลใหญ่ ก็มักจะได้ค่าสินสอดที่สมน้ำสมเนื้อ ยิ่งอนุกำเนิดบุตรชายด้วยแล้ว ก็อาจได้ขึ้นเป็นฮูหยินรอง ที่มีตำแหน่งและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้นไปอีก ดูแล้วก็เป็นสิ่งที่หญิงสาวทุกคนมิอาจปฏิเสธได้
“เป็นความจริงเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าเห็นแล้วว่าทั้งสองรักใคร่กันดี ส่วนตัวข้านั้นก็ยินดีกับสามีเช่นกัน”
เสิ่นลู่เหยามิอาจจะกล่าวความเท็จได้เพราะนางได้ยินข่าวลือถึงคืนที่เร้าร้อนของสองคน แค่เขาเลือกที่จะร่วมหอกับอนุหวินเฟยก็บอกได้แล้วว่าจางฮุ่ยเฉินชอบอนุมากกว่า
ส่วนนางก็พยายามทำตามธรรมเนียมที่ถูกสอนมาจึงพยายามทำหน้าที่ฮูหยินให้ดีที่สุด หากนางทำได้ไม่นานจางฮุ่ยเฉินอาจจะเห็นความดีของนาง
นางคิดเช่นนั้นจริง ๆ หากสามีมีความสุขนางก็มิอาจขัดขวาง แม้ในยามที่สามีมิได้ต้องการนางร่วมหอก็ตาม
“หากเจ้าคิดว่าดีแล้ว พ่อก็มิได้ว่ากล่าวอันใด สามีภรรยาก็เหมือนต้นไม้ที่ปลูกในกระถางเดียวกัน จะเติบโตก็ต้องไปด้วยกัน ระบบรากก็จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน หากช่วยกันค้ำชู ก็จะเป็นไม้สองต้นที่แข็งแรง เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่ลู่เหยา”
บิดาของนางเอ่ยคำสอนตามแบบฉบับตระกูลเสิ่น หลายครั้งที่มักใช้คำอุปมา แต่ทุกคนก็ล้วนเข้าใจ เพราะความเป็นตระกูลพ่อค้า จึงมีความฉลาดหลักแหลมในสายเลือดอยู่มากทีเดียว
“ท่านพ่อของเจ้าพูดถูกแล้วลู่เหยา ถึงแม้จะมิได้ชอบใจนักกับการแต่งอนุของสามีเจ้า แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น เจ้านั้นคือฮูหยินเอก คือภรรยาคนแรก เพราะฉะนั้นหากเจ้ามีทายาทให้ตระกูลก่อนใคร เจ้าก็จะโชคดียิ่งกว่ามีทองคำเท่าภูเขา ฟังที่ข้าพูดไว้นะลู่เหยา”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
นางแค่รับคำจากผู้อาวุโสเพียงเท่านั้น ด้วยเพราะนางเข้าใจสิ่งที่ทั้งสองได้บอกกล่าวทั้งหมด หญิงสาวหลบตาลงต่ำ หากนางร้องไห้ได้ก็คงจะทำไปแล้ว บิดาและมารดาคาดหวังทายาทของตระกูลจางมากมายเช่นนี้ แล้วนางจะทำอย่างไรดี ในเมื่อเวลาที่ผ่านมา จางฮุ่ยเฉินมิได้ใส่ใจตนสักนิด
“ถึงแม้พวกเจ้าจะแต่งงานกันไปแล้วก็ตามที แต่การค้าขายก็ยังคงอยู่ คุณชายจางเป็นบุตรของตระกูลที่รับซื้อผ้าไหมจากทางเราไปขาย มิเคยได้เดินทางออกไปยังเขตอื่น แคว้นใกล้เคียงก็มีผ้าที่สวยงามมากอยู่เช่นกัน ถึงจะเทียบกับผ้าไหมจากดินแดนโพ้นทะเลทรายมิได้ แต่พ่อก็อยากให้เขาทำการค้าของตระกูลเราให้เป็นด้วย”
“จะดีหรือคะท่านพ่อ สามีข้ามิเคยได้เดินทางไปไหนไกล อีกอย่างเขามิได้คุ้นชินกับเส้นทาง ข้ากลัวว่าเขาอาจจะมิได้อยากไปไหนด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้สามีข้าแต่งอนุเข้าจวนใหม่ด้วยแล้ว เขาคงคร่ำเคร่งกับการดูแลอนุหวินเฟย จนมิอยากทำอะไรอีกแล้ว”
ปลายประโยคเหมือนจะน้อยใจอยู่ เพราะสำหรับเสิ่นลู่เหยาแล้วกำลังคิดว่า เขานั้นหน้ามืดตามัว จนไม่เป็นทำงานทำการ มัวพร่ำพลอดรักกับอนุคนใหม่ มิได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
“ปังง!!”
“เจ้าพูดแบบนี้ได้เช่นไรลู่เหยา!!”
บิดาถึงกับตบโต๊ะด้วยความโมโห “คนโง่เท่านั้นแหละที่จะเสียเวลาไปกับการชื่นชมสตรี มีเวลาอีกเยอะนักที่จะร่วมเตียงกับอนุคนใหม่ นี่พ่อใจเย็นมากพอควรแล้วที่เขาหยามหน้าตระกูลเสิ่นของเรา”
“ท่านพี่ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะเจ้าค่ะ โปรดนั่งลงก่อนเถอะ” หวังซิวเม่ย ผู้เป็นมารดาเห็นสามีไม่พอใจ นางก็อกสั่นต่อความเกรี้ยวกราดนี้
“พ่อให้เวลาสองวันในการเตรียมตัวเดินทาง พ่อจะมิยอมให้บุตรเขยได้มีความสุขเกินหน้าเกินตาบุตรสาวของพ่อ มันน่าเจ็บใจนัก!!”
เสิ่นรุ่ยหนานยกสุราดื่มเข้าไปหนึ่งอึกด้วยความแค้นเคือง แม้สุราจะบาดคอสักเพียงใด แต่ชีวิตหลังแต่งงานของบุตรสาวนั้นน่าเจ็บใจยิ่งกว่า เมื่อภรรยาเข้ามากระซิบว่า บุตรสาวยังมิเคยได้เข้าหอเลยสักครั้ง ทำให้เขาหนักใจยิ่งขึ้นไปอีก หากอนุคนนี้ตั้งครรภ์ขึ้นมา และได้ทารกชาย เสิ่นรุ่ยหนานเกรงว่าบุตรสาวของตนจะตกที่นั่งลำบาก
“พ่อจะเขียนจดหมายไปบอกสามีเจ้าเอง ว่าพ่อไม่สบาย จึงอยากให้เจ้ากับสามี ได้ไปค้าขายด้วยกันในครั้งนี้ และพ่อก็หวังว่าความสัมพันธ์ของเจ้าจะดีขึ้น หากได้ใกล้ชิดกัน”
บิดาบอกกล่าวกับบุตรสาวตามที่เห็นสมควร ถ้าตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ ก็คงมีวิธีนี้แค่ทางเดียว ที่จะพอกระชับความสัมพันธ์อันดีของทั้งคู่ได้
“ความใกล้ชิดจะทำให้ความรักเบ่งบาน”
เขาเชื่อเช่นนั้น ส่วนเสิ่นลู่เหยากลับคิดว่าไม่มีประโยชน์หาว่าใจเขานั้นมีเพียงอนุหวินเฟยเท่านั้น
วันรุ่งขึ้น หลังจากที่เสิ่นลู่เหยากลับจากการไปเยี่ยมจวนของตระกูลเดิม นางก็นำจดหมายปิดผนึกมาให้สามีอ่าน เขาก็มิได้ว่ากล่าวอันใด กลับให้นางจัดเตรียมสัมภาระ เพื่อออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น
“ในจดหมายบอกมาว่าให้ไปรับผ้าไหมที่แคว้นเหยา ข้าจะเดินทางไปด้วยตนเองก็ได้ หากเจ้ามิต้องการที่จะไปด้วยกัน ข้าก็มิว่าอันใด แต่ในจดหมายนี้ บิดาของเจ้าบอกมาว่า ที่จริงเสิ่นลู่เหยาคือคนที่มีความสามารถพิเศษในการเลือกสินค้าได้ดี ข้าจึงต้องให้เจ้าไปด้วย”
เขาหันมาบอกกับนาง และที่บิดาพูดมาก็มีส่วนถูกอยู่มาก นางรู้จักเนื้อผ้าเป็นอย่างดี และสามารถทราบด้วยความพิเศษบนฝ่ามือ เมื่อสัมผัสโดนเนื้องาน เพราะผ้าไหมที่ดี จะต้องมีผู้รู้ที่ดีเช่นกัน บางแคว้นมิได้ซื่อสัตย์กับนักค้าขายต่างถิ่นนัก จึงมักใช้ผ้าชนิดอื่นที่ใกล้เคียงกันนำมาย้อมสี และใช้อำพันจากต้นไม้บางชนิดมาถักทอ ให้เป็นเนื้องานใกล้เคียงกับใยใหม พ่อค้าต่างถิ่นจึงถูกต้มตุ๋นกันมานักต่อนัก
“ตระกูลเสิ่นของเราค้าขายผ้าไหมเป็นระยะเวลาถึงสามชั่วอายุคน ความสามารถในการเลือกเฟ้น ย่อมตกถึงมือทายาท เพราะฉะนั้นเมื่อข้ามีความสามารถด้านนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเดินทางไปกับท่านด้วยเจ้าค่ะ ขออภัย หากจะทำให้ท่านพี่ไม่พอใจ”
จางฮุ่ยเฉินมองเสิ่นลู่เหยาแม้จะพูดเหมือนเอาใจแต่ปลายประโยคเหมือนประชดประชัน และเพราะเขาไม่อยากโต้เถียงกับนาง จึงทำทีเป็นของตัว
“ข้าจะไปดูอนุหวางหน่อยได้ยินว่านางไม่สบาย” เพราะอยากหลีกหนีจากฮูหยินเองเลยหาข้ออ้างไปหาอนุ พอเจอหน้าอนุก็หาข้ออ้างมาทำงาน ไม่รู้ว่าเขาจะทำเช่นนี้ได้นานเท่าไรจนกว่าจะเจอนางที่เขาหามานาน
หลังจากชายหนุ่มก้าวเท้าออกไปจากบริเวณจวนของฮูหยินเอก นางก็ให้สาวใช้วิ่นจือ จัดเตรียมสัมภาระของตนเองเช่นกัน
“นายหญิงจะไปกี่วันหรือเจ้าคะ ข้าน้อยจะได้จัดเตรียมให้เท่าวันเวลาที่เดินทางเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ไต่ถามฮูหยินของนาง
“เจ้าจัดเตรียมให้ข้าสักแปดชุดก็เพียงพอแล้วล่ะ วิ่นจือ” นางตอบกลับไปเช่นนั้น แต่สาวใช้ก็จัดเตรียมให้เสิ่นลู่เหยาถึงสิบสองชุดด้วยกัน
“เลขมงคลคือสิบสอง ข้าขอให้นายหญิงและนายท่าน เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ น่าเสียดายที่บ่าวมิได้ไปปรนนิบัติรับใช้นายหญิงด้วยตัวเอง”
“เสร็จแล้วเจ้าไปพักผ่อนเถอะวิ่นจือ พรุ่งนี้ต้องช่วยข้าจัดเตรียมสัมภาระขึ้นม้าตั้งแต่ปลายยามอิ๋นการเดินทางจะได้ไม่ร้อนจนเกินไป เจ้าเข้าใจหรือไม่”
สาวใช้รับคำ ก่อนจะขอตัวเดินออกไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เสิ่นลู่เหยาก็ได้วิ่นจือ ที่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ หญิงสาวคิดถูกแล้วที่นำสาวใช้คนนี้มาเข้าจวน เพราะไม่ว่าเรื่องอันใดวิ่นจือ ก็ทำแทนนางได้เมื่อยามตนเองท้อแท้ ยิ่งในวันที่สามีแต่งอนุเข้ามายังจวน นางมิได้กินอิ่มนอนหลับ หากแต่เป็นลมอยู่บนที่นอน แม้ในตอนแรกจะดูเข้มแข็งให้ผู้อื่นเห็นก็ตามที
แต่สตรีทุกคนล้วนมีจุดอ่อน เพียงแค่เสิ่นลู่เหยาทราบดี ว่านางทำอันใดมิได้ ต่อให้โวยวายไปก็เท่านั้น นางกลัวจางฮุ่ยเฉิน รังแกในวันที่อ่อนแอเช่นนั้น เขามิปราณีนางอยู่แล้ว หากเขาจะหย่าจากนางก็ทำได้ แต่เพราะสกุลจางต้องพึ่งพาตระกูลจางอยู่นางจึงไม่อาจทำให้เกิดผลกระทบทั้งสองตระกูลได้
เพราะหากนางหย่ากับเขา เห็นทีว่าการผูกสัมพันธ์ไมตรีกันมากว่าสามรุ่น คงต้องพังทลายลงเพราะการแต่งงานแค่ครั้งเดียวของสองตระกูลเป็นแน่
จางฮุ่ยเฉินเป็นคนฉลาดหลักแหลม เขาจึงคิดได้แต่บุรุษก็ย่อมต้องการดอกไม้งามมาเชยชม เขาเข้าใจผิดไปเองว่าภรรยาของตนนั้นไร้กลิ่น ไร้ความรัก และเย็นชาดุจเจ้าหญิงจากเมืองหิมะ จึงแต่งอนุเข้ามาเพิ่ม หวังเพียงความอบอุ่นใจที่ภรรยามิอาจมอบให้ได้
จางฮุ่ยเฉินช่างโง่เขลาในเรื่องความรักที่สุด แต่เขานั้นมิได้รู้ตัวเลยสักนิด
เวลานี้ราตรีมืดมิดนัก แต่ในจวนของอนุหวางหวินเฟย ยังคงเร่าร้อนใต้แสงเทียน หากแต่ใบหน้าบุรุษกลับกลายเป็นจางเป่าหยวนแทนที่จะเป็นพี่ชายเขา ทั้งสองยังคงพลอดรักกันอยู่บนเตียงนอน ที่โดนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนอดยากกันมานับแรมปี
หวางหวินเฟยรีดพิษจากมังกรใหญ่ของเขาถึงสามครั้งในคืนเดียว สตรีนางนี้ช่างร้อนแรงเหลือเกิน
“เจ้าหวังจะให้กำลังของข้าหมดลงเลยหรืออย่างไรหวินเฟยเจ้านี่ช่างร้ายกาจนักนะ”
“ตอนนี้ข้าเป็นพี่สะใภ้เจ้า อ๊า ข้ามีความสุขมากเลยเจ้าค่ะ”
นางพลอดรักกับเขาบนเตียงใหญ่ ยินดีรับแรงกระแทกกระทั้นจากมังกรใหญ่โดยมิปริปากบ่น ชายหนุ่มทั้งกอดทั้งจูบนางเหมือนคนตะกละตะกราม แต่หวางหวินเฟยก็ชอบในรสสัมผัสที่น้องชายมอบให้ จนกระทั่งทั้งคู่หมดแรง จึงหันมาพูดคุยกันจริง ๆสักที
ดูเอาเถอะแม้แต่ก่อนไปเขายังเลือกที่จะค้างแรมในจวนฮูหยินใหญ่แทนที่จะเป็นนาง ครั้งนางก็ขอติดตามไปด้วย แต่จางฮุ่ยเฉินก็มิยอมให้ตามไป เพราะเป็นคำสั่งจากตระกูลเสิ่น ให้เขาเดินทางไปกับฮูหยินเสิ่นลู่เหยาแค่สองคน
“หึ! ฮูหยินเอกคงมิอยากให้ข้ากับเขาอยู่ใกล้ชิดกันสิไม่ว่า เห็นได้ชัดว่านางอิจฉาข้า จดหมายที่เขียนขึ้นมาคงเป็นฝีมือนางเองทั้งหมด”
หวางหวินเฟยเริ่มใส่ร้ายเสิ่นลู่เหยา เป็นเพราะนางอยากให้สามีรักแค่ตนเองคนเดียว
เป่าหยวนที่เห็นแววตาริษยาก็เอ่ยด้วยวาจาน้อยใจ ”อย่าลืมสิว่าใครคือสามีของเจ้าตัวจริง”
นางทำท่าออดอ้อนชายหนุ่ม เพราะตั้งแต่เข้าจวนมาจางฮุ่ยเฉินก็ไม่เคยแตะต้องนางสักคราทำให้นางต้องเหงากายแวะมาเติมพลังกับบุรุษที่เคยร่วมภิรมย์มาก่อน
“เจ้าก็พูดไป เสิ่นลู่เหยามิใช่คนโง่เขลาเพียงนั้น อย่าทำให้ระแวงเด็ดขาดเจ้าใจหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้อนุหวินเฟยก็สงบปากสงบคำมากขึ้นแล้วหันมาสนใจกับความสุขตรงหน้าตลอดทั้งคืน
เมื่อถึงยามอิ๋น เสิ่นลู่เหยาก็เตรียมสัมภาระเสร็จแล้ว พร้อมเดินทางกับรถม้าที่เป็นพาหนะ ไม่นานนักจางฮุ่ยเฉินก็ตามมาสมทบ จนขบวนได้เคลื่อนออกไป
ตลอดทางทั้งคู่มิได้เสวนากัน ทำให้จางฮุ่ยเฉินหลับไปยาวนาน แม้แต่เสิ่นลู่เหยาก็หลับตาอยู่บนขบวนตามติดไปด้วยเช่นกัน
ทั้งคู่เดินทางข้ามวันจนมาถึงแคว้นเหยา และรับผ้าไหมเนื้อดีมาจากแคว้นนี้เรียบร้อย เสิ่นลู่เหยาดูแตกต่างจากตอนที่อยู่ในจวนตระกูลจางมากนัก
ยามเมื่อนางได้ค้าขายและเอ่ยปาก อีกทั้งเมื่อนางพูดถึงความพิเศษของเนื้อผ้าแต่ละชนิด ทำให้นางดูมีความสุขมาก ภาพที่ยิ้มแย้มกับคู่ค้าตรงหน้า คือหญิงสาวที่งดงามยิ่งนัก นางดูมีเสน่ห์ให้ชวนหลงใหลได้ไม่ยาก
ภาพที่งดงามเช่นนี้มิเคยปรากฎอยู่ในจวนตระกูลจางเลย นับตั้งแต่เขาแต่งนางเข้าจวน ทำให้ชายหนุ่มคิดว่า ดอกไม้งามจะบานเมื่ออยู่ถูกที่ ตลอดเวลาเขาช่างโง่เสียจริง ที่มองไม่เห็นส่วนนี้ของภรรยา
“เจ้าเจรจาเก่งมากเสิ่นลู่เหยาข้ามินึกมาก่อนว่าเจ้าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้”
เขากล่าวชมหญิงสาว เพราะเห็นว่าผ้าไหมที่นำมานี้สวยงามเหลือเกิน หากเป็นเขาก็คงจะแยกเนื้อผ้าที่ดีกับเนื้อผ้าลำดับต่ำกว่าไม่ออก เพราะมันช่างคล้ายกันเหลือเกิน
แต่เสิ่นลู่เหยาทำได้ นางเป็นอัญมณีเม็ดงามของแคว้นจริง ๆ
“ท่านพี่กล่าวชมข้ามากไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากท่านพ่อมาก็เท่านั้น อย่าได้ชมข้าเลย”
“ในตอนที่เจ้ายิ้มแย้ม ข้ามองเห็นความงดงามในตัวเจ้าเช่นกัน ข้าขอโทษที่เคยหาว่าเจ้าเย็นชาและยิ้มไม่เป็น” เสิ่นลู่เหยาไม่คิดว่าสามีจะเอ่ยคำนี้ออกมา นางรู้สึกหวั่นไหวในใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังเก็บอาการ และหาได้แสดงออกใด ๆ ให้สามีเห็น
เมื่อการค้าขายสำเร็จ จางฮุ่ยเฉินจึงคิดจะฉลองที่เขาทำงานนี้ได้สำเร็จในคราแรก จนตนเองมึนเมาในโรงเตี้ยมระหว่างทางในเมืองเล็ก ๆ ของแคว้นเหยา
“ข้าต้องดื่มฉลองสักหน่อย ที่ทำงานสำเร็จลุล่วง เอิ๊กก!!”
จางฮุ่ยเฉินดื่มไปได้สักพักก็เริ่มเมามาย จนทำให้หญิงสาวต้องให้เสี่ยวเอ้อในร้าน ช่วยพยุงสามีขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน
“ข้าไม่มาวว !! ข้าม่ายได้มาว เสี่ยวเอ้อ!! เอาเหล้ามาให้ข้าดื่มอีก!!”
“ท่านพี่เมามากแล้วเจ้าค่ะ ข้ามิให้ท่านดื่มอีกแล้ว”
สิ้นคำชายหนุ่มก็ล้มพับลงบนที่นอน เสิ่นลู่เหยาส่ายหัวกับการดื่มที่ไม่ประเมินตนเองเช่นนี้นัก นางใช้ผ้าชุบน้ำใส่อ่างไม้มาเช็ดตัวให้สามี พลางก็คิดไปว่าตนเองมิเคยได้เห็นเขาชัด ๆ เลยสักครั้ง เพราะทั้งคู่หาได้มีเวลาใกล้ชิด หรือพูดคุยกันแบบคนรักเลย
เสิ่นลู่เหยาพิศมองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า เขาช่างมีส่วนที่หล่อเหลาครบองค์ประกอบเลยทีเดียว เป็นชายหนุ่มที่น่าปรารถนาของหญิงสาวหลายคน แต่หนึ่งในนั้นคงมิใช่นางเป็นแน่
เสิ่นลู่เหยานำผ้าไปเช็ดที่ซอกคอของชายหนุ่มเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้เขากลับตื่นขึ้นมาและงัวเงีย
ชายหนุ่มเด้งตัวขึ้น เขาจับนางพลิกกายลงบนที่นอนราบกับเตียงนุ่ม ก่อนจะลงมือไซ้ซอกคอนวลเนียน และจุมพิตนางอย่างเร่าร้อน สุราทำให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
หญิงสาวที่มิเคยผ่านมือชายเลยสักครั้ง กลับตื่นเต้นในรสชาติการจู่โจมเช่นนี้ และนางก็หาได้ขัดขืนไม่ ทั้งคู่เต็มใจที่จะโอบรัดกันและกัน จนไม่เหลือวินาทีแห่งคำถาม มีแต่ความร้อนแรงบนเตียงนอนต่างถิ่น ซึ่งทำหน้าที่รองรับอารมณ์พิศวาสของทั้งคู่ มันช่างเหมือนกับพายุพัดพา และอบอุ่นดั่งแสงตะวัน จนทำให้ทั้งห้องนี้ร้อนด้วยไฟราคะอย่างเต็มเปี่ยม
ในที่สุดสามีก็ได้ทำหน้าที่มอบน้ำวิสุทธิ์ ให้แก่ภรรยาของเขาสักที