หัวใจของมู่ซินยวี่บีบรัดแน่น เธอไม่กล้าที่จะตอบรับกลับไป
เสิ่นเจียสวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระตุกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย
ที่ด้านนอก เมื่อเสิ่นเจียหวินเห็นว่าไม่มีคนตอบรับกลับมาเธอก็สงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก
เสียงไอเมื่อกี้นี้เหมือนเสียงของมู่ซินยวี่มาก!
แต่ที่นี่คือห้องน้ำชาย...... แค่คิดก็รู้แล้วว่าเธอมาทำอะไรที่นี่!
เขาทุบประตูเล็ก ๆ ของห้องด้านข้างเหล่านั้นจากด้านนอกอย่างรุนแรง “ออกมาเดี๋ยวนี้นะ! นั่นคุณใช่ไหม! คุณมาทำอะไรที่นี่!”
ประตูห้องข้างเคียงเหล่านั้นเริ่มถูกเตะเปิดออกทีละบาน หัวใจของมู่ซินยวี่เต้นตึกตักอย่างรุนแรง
เธอพยายามจะสวมเสื้อผ้า แต่กลับถูกเสิ่นเจียสวี่กดตัวเธอไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างแรง
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้และงับติ่งหูของเธอก่อนจะพูดว่า “แค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ เมื่อกี้ยังกล้าหาญมากอยู่เลยไม่ใช่รึไง?”
ลมหายใจร้อน ๆ ของเขาพ่นอยู่ตรงข้างหูเธอ ทำให้ลมหายใจของมู่ซินยวี่เริ่มถี่รัวขึ้น สมองนั้นก็คิดอะไรไม่ออก
เสียงฝีเท้าเริ่มใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว..... หากเสิ่นเจียหวินรู้ ไม่ใช่แค่การหมั้นหมายจะถูกยุติเท่านั้น แต่ตระกูลมู่ก็ต้องจบเห่ไปด้วย แล้วเธอก็จะกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจของสังคม
เสียงปังดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เสิ่นเจียหวินเตะประตูห้องของพวกเขา
เมื่อพบว่าประตูถูกล็อคจากด้านใน ใบหน้าของเสิ่นเจียหวินก็ยิ่งบึ้งตึงมากขึ้นไปอีก เขาเตะประตูอีกครั้งและตะโกนว่า “ใครอยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
มู่ซินยวี่ตัวสั่นระริก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว
พอเสิ่นเจียสวี่ทำท่าเหมือนจะไปเปิดประตู
มู่ซินยวี่ก็ตั้งสติได้ในที่สุด เธอรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนเขาไว้และกระซิบว่า “อย่า อย่านะ!”
เธอพยายามข่มเสียงพูดที่สะอึกสะอื้นไปด้วยให้เบาที่สุด “ฉันขอร้องล่ะ คุณปล่อยฉันไปเถอะนะ อย่าให้เขารู้เลย คุณอยากจะทำอะไรกับฉันก็ได้ทั้งนั้น!”
เสิ่นเจียสวี่เลิกคิ้วขึ้น “หืม จริงเหรอ?”
มู่ซินยวี่อดกลั้นน้ำตาที่แสนขมขื่นเอาไว้ เธอพยักหน้าทั้งที่ตาแดงระเรื่อ
“คุณนี่ช่างมีไหวพริบจริง ๆ เลยนะ”
เสิ่นเจียสวี่โน้มตัวลงไปเลียน้ำตาบนใบหน้าเธอและพูดด้วยสายตาขี้เล่นว่า “หากจะให้ผมปล่อยคุณไปนั่นง่ายมาก คุณก็แค่ต้องมาเป็นกิ๊กของผม เมื่อไหร่ที่ผมต้องการ คุณต้องพร้อมมาหาทุกครั้งที่ผมเรียกเสมอ”
ดวงตาของมู่ซินยวี่สั่นระริก สายตาดูไม่อยากจะเชื่ออย่างมาก
เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของคู่หมั้นเธอเชียวนะ!
เธออยากจะปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ แต่เวลานี้ ประตูห้องน้ำได้ถูกเตะอย่างแรงจนเกือบจะพังอยู่แล้ว
หัวใจของมู่ซินยวี่เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอกอยู่แล้ว
“ฉันรับปากคุณก็ได้ ขอแค่คุณอย่าให้เขารู้เรื่องนี้ก็พอ!”
เสิ่นเจียสวี่หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า “ดีล”
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องน้ำก็ถูกเตะเสียงดังโครม
มู่ซินยวี่สั่นไปทั้งตัว
ชีวิตเธอจบเห่ลงแล้ว……
แต่ในวินาทีต่อมา หัวของเธอกลับถูกคลุมเอาไว้ด้วยเสื้อคลุมของเสิ่นเจียสวี่
ในขณะเดียวกัน เสียงพูดด้วยความตกใจของเสิ่นเจียหวินก็ดังขึ้นมา “…… พี่สวี่?”
“ใครอนุญาตให้นายบุกเข้ามา?”
เสียงที่เย็นชาของเขาทำให้เสิ่นเจียหวินรู้สึกหวาดกลัวและเกรงขาม “นายกล้ามากเลยนะ”
“ขอ ขอโทษครับพี่สวี่ ผมไม่รู้ว่าพี่อยู่ข้างใน พอดีเมื่อกี้นี้ผมได้ยินเสียง..... ก็เลยคิดว่าเป็นคู่หมั้นของผม...…”
หน้าผากของเสิ่นเจียหวินเต็มไปด้วยเหงื่อ เขากลัวลูกพี่ลูกน้องคนนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แค่เห็นท่าทางของเขาก็เริ่มขาอ่อนแรงไปหมด
“คู่หมั้นของตัวเองนายยังดูแลได้ไม่ดีเลย แล้วยังจะมารบกวนฉันอีกเนี่ยนะ?”
เสิ่นเจียสวี่หัวเราะเหอะ ๆ ออกมา ฝ่ามือใหญ่ ๆ ของเขาคอยปกป้องผู้หญิงที่ถูกเสื้อสูทคลุมเอาไว้ด้านหลังอยู่ตลอด “ออกไปให้พ้น เดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดุดันนั้น เสิ่นเจียหวินก็ไม่กล้าชักช้าแล้วรีบออกไปทันที
เขาไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงมาก่อนเลยจะมาทำเรื่องแบบนี้ในงานเลี้ยงในครอบครัวได้ เขาจึงอดคิดไม่ได้ว่าต้องผู้หญิงแบบไหนกันนะที่สามารถอ่อยลูกพี่ลูกน้องที่แปลกแยกและเย็นชาของเขาได้ขนาดนี้
ตอนนี้เขาไม่ได้สงสัยว่าเป็นมู่ซินยวี่แล้ว เธอไม่ได้มีความกล้าขนาดนั้น แถมยังเป็นคนนิสัยหัวโบราณ ไม่มีทางที่จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแบบนี้หรอก
มู่ซินยวี่ซึ่งถูกเสื้อสูทคลุมอยู่ตกใจจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินว่าเสิ่นเจียหวินออกไปแล้ว เธอถึงได้หยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่ข้างเตียงขึ้นมาด้วยความสั่นเทาและเตรียมจะออกไป
ทว่า เสิ่นเจียสวี่ที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มกลับดึงเธอเข้าไปในอ้อมแขน แล้วก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแซวเล่นว่า “คนเนรคุณ นี่คุณจะไปทั้งแบบนี้น่ะเหรอ?”
มู่ซินยวี่กัดริมฝีปากแน่น เสียงของเธอยังคงแหบพร่าด้วยความกลัวอยู่ “แล้วคุณยังต้องการอะไรอีก?”
เสิ่นเจียสวี่โน้มตัวเข้าไปใกล้ ๆ เธอ เสียงของเขาทุ้มต่ำและน่าหลงใหล “ในเมื่อเราตกลงกันแล้ว คุณก็ควรจะทำอะไรบ้างสิ”
แผ่นหลังของมู่ซินยวี่แข็งทื่อ เธอมองดูมุมปากของเขาที่ยกขึ้นเล็กน้อย แล้วก็กัดฟันเข้าไปใกล้ ๆ และหอมเขาเบา ๆ
ดูเหมือนว่าเสิ่นเจียสวี่จะพอใจแล้วถึงได้ยอมปล่อยเธอไปในที่สุด หลังจากจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากห้องน้ำไป
เธอรีบจัดการกับน้ำเหนียว ๆ พวกนั้นที่อยู่ช่วงล่างอย่างรวดเร็ว หลังจากเช็คจนมั่นใจแล้วว่ารอบ ๆ ไม่มีคนอยู่เธอถึงได้รีบวิ่งไปที่ห้องรับรองด้านข้าง
เสิ่นเจียหวินโทรเข้ามาหาเธอแทบจะในเวลาเดียวกัน “คุณไปไหนมา? คุณรู้ไหมว่าผมตามหาคุณมานานแค่ไหนแล้ว?”
“นี่มันคือเวลาทานมื้อเย็นของครอบครัวผมนะ! คุณคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูของตระกูลมู่ที่จะทะนงตัวทำตามอำเภอใจยังไงก็ได้ยังงั้นเหรอ? ผมบอกให้คุณมาดื่มไวน์เป็นเพื่อนผม แล้วคุณจะวิ่งวุ่นไปทั่วได้ยังไงกัน!”
“ฉันขอโทษนะเจียหวิน พอดีเมื่อกี้นี้ฉันดื่มเยอะไปหน่อย ฉันก็เลยไปนอนพักที่ห้องรับรองมาน่ะ”
มู่ซินยวี่คิดหาข้อแก้ตัวไว้แล้ว เธอพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “ขอโทษที่ทำให้คุณต้องเป็นห่วง ครั้งหน้าฉันจะไม่ทำอีกแล้ว”
ดูเหมือนว่าเสิ่นเจียหวินจะไม่ได้สงสัยอะไรเลย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาให้เธอลงมาข้างล่างได้แล้ว
เธอจึงเดินลงบันไดไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนจะไปยืนอยู่ข้าง ๆ เสิ่นเจียหวินอย่างเชื่อฟัง พอเห็นว่าสีหน้าเขาบึ้งตึงเธอก็กำลังจะเอาอกเอาใจเขา แต่แล้วกลับเห็นว่าท่านผู้เฒ่าเสิ่นกำลังต่อว่าเสิ่นเจียสวี่ด้วยความโมโหเดือดดาลอยู่
เธอจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
“นายนี่ยิ่งนับวันยิ่งทำตัวเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ! งานเลี้ยงของครอบครัวมีแขกมากันตั้งเยอะแยะ แต่นายกลับไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาเลย จะให้คนตั้งมากมายมารอนายแค่คนเดียวรึไง? !”
สีหน้าท่านผู้เฒ่าเสิ่นดูเอือมระอาอย่างมาก พอเขาหันไปมองก็เห็นรอยแดงที่คอของเสิ่นเจียสวี่ เขาจึงขมวดคิ้วอีกครั้งพลางถามว่า “แล้วที่คอนายไปโดนอะไรมาอีกล่ะ ไปหาผู้หญิงมาเหรอ?”
เสิ่นเจียสวี่ก้มหน้า ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แค่เล่นสนุกน่ะ”
ท่านผู้เฒ่าเสิ่นสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคืองมากกว่าเดิมว่า “แค่เล่นสนุก…… ปู่นายยังเหลือเวลารอให้เด็กไม่รักดีอย่างนายเล่นสนุกไปวัน ๆ อีกนานแค่ไหนกันเชียวห้ะ?”
เขาหันไปมองเสิ่นเจียหวินกับมู่ซินยวี่และพูดว่า “บริษัทนายก็ไม่ยอมดูแล แล้วก็ยังไม่ยอมแต่งงานอีก ลูกพี่ลูกน้องของนายอายุน้อยกว่านายสามปีแต่หมั้นมาตั้งหลายปีแล้ว แถมคู่หมั้นของเขาก็ยังเป็นคนมีเหตุผลและเหมาะสมอีก! นายหัดมองตัวเองบ้างสิ วัน ๆ เอาแต่คลุกคลีอยู่กับผู้หญิงไม่ได้เรื่องพวกนั้น!”
เสิ่นเจียสวี่หันกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ พอเห็นมู่ซินยวี่ เขาก็ยิ้มออกมาทันที
“คู่หมั้นของเจียหวินไม่เลวจริง ๆ ด้วย”
โดยเฉพาะตอนอยู่บนเตียง เธอเป็นฝ่ายรุกจนมีเสน่ห์เหลือล้นมาก
เสิ่นเจียหวินกับท่านผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติแต่อย่างใด แต่ใบหน้าของมู่ซินยวี่กลับซีดเผือดหมดแล้ว
สายตาของเขาที่มองมาดูคุกคามมาก ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดอยากจะหนี
แต่เธอจะหนีไปได้ยังไงล่ะ หากเธอแสดงพิรุธอะไรออกมาตอนนี้ ใครจะไปรู้ล่ะว่าคนตระกูลเสิ่นจะสงสัยเธอรึเปล่า
มู่ซินยวี่จึงทำได้เพียงฝืนยิ้มเข้าไว้ ตอนที่เธอกำลังจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการพูดจาสุภาพ ๆ ตามมารยาท แต่แล้วเสิ่นเจียสวี่ก็พูดขึ้นมาอีกครั้งอย่างคาดคิดไม่ถึง “แต่เธอบอบบางไปนิด เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมีเลย”
มู่ซินยวี่รู้สึกเย็นยะเยือกตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นมาทันที ใบหน้าเธอซีดเผือดอย่างฉับพลัน
เสิ่นเจียสวี่คิดจะทำอะไรเนี่ย! เขาจะพูดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้งั้นเหรอ
ไหนเขาสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไง!
เธออยากจะเข้าไปปิดปากเขาเดี๋ยวนี้เลย แต่ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ เธอกลัวว่าจะไปสบตากับสายตาร้ายกาจคู่นั้นของเขาเข้า
เสิ่นเจียหวินขมวดคิ้วแน่นพลางถามว่า “พี่ยวี่พูดแบบนี้…… มันหมายความว่ายังไงเหรอ?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”
เสิ่นเจียสวี่กระตุกมุมปากและพูดต่อว่า “เธอต้องพิงตรงนั้นเหมือนคนไม่มีกระดูก ใบหน้าก็ซีดเซียวไปหมด ถ้าไม่เรียกว่าบอบบางแล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ?”
เวลานี้เสิ่นเจียหวินถึงได้สังเกตว่าใบหน้าของมู่ซินยวี่ดูซีดเซียว มือก็เย็นไปหมด
“เมื่อกี้นี้ซินยวี่ดื่มเยอะเกินไปก็เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ตอนนี้น่าจะยังไม่ฟื้นตัวดีน่ะ”
ด้วยความที่อยู่ต่อหน้าปู่ เขาจึงต้องแสร้งทำตัวเป็นคนที่อ่อนโยนและเป็นสุภาพบุรุษ “ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายตัวมาก ให้ผมพาคุณกลับบ้านก่อนไหม พรุ่งนี้คุณต้องบินไปจัดการเรื่องสัญญาที่เมืองฮู่ไม่ใช่เหรอ?”
มู่ซินยวี่พยักหน้าแบบแข็ง ๆ “ก็ได้ค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าเสิ่นถามเธอด้วยความเป็นห่วงสองสามประโยค จากนั้นก็ให้เสิ่นเจียหวินไปส่งเธอที่บ้าน
มู่ซินยวี่ก้มหน้าเดินออกไป แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่กำลังเดินทางกลับ เสิ่นเจียหวินก็ยังคงมีท่าทีเย็นชาอยู่ตลอด เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ
หากเป็นเมื่อก่อน มู่ซินยวี่คงจะพยายามเอาใจเขาไปแล้ว แต่พอรู้ว่าเขาคิดยังไง แถมยังเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก เธอก็ไม่อยากจะสนใจเขาอีกแล้ว
เมื่อกลับถึงห้องของตัวเอง มู่ซินยวี่ก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันที
รอยแดงและรอยฝ่ามือที่คลุมเครือบนตัวของเธอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยความที่ชุดราตรีของเธอในวันนี้ค่อนข้างมิดชิด พอถอดออกมาและเห็นรอยพวกนั้นจึงรู้สึกตื่นตกใจมาก
เมื่อนึกถึงตอนที่เธอกำลังมึนเมาเคลิบเคลิ้มและถูกเสิ่นเจียสวี่บีบเอวเอาไว้และจูบอย่างรุนแรงจนแทบจะจูบเธอเกือบทั้งตัวอยู่แล้ว มู่ซินยวี่ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
บนกางเกงในยังคงมีคราบเลือดติดอยู่เลย พอเธอลองสัมผัสก็รู้สึกแสบร้อนไปหมด มู่ซินยวี่เปิดน้ำ เธอขัดตัวจนผิวหนังแทบจะหลุดอยู่แล้วกว่าจะยอมหยุด
ไอ้สารเลวนั่น......
เธอจะไม่มีทางยอมเป็นคนรักของเขาเด็ดขาด
แต่ตอนนี้ มู่ซินยวี่กำลังจ้องมองร่องรอยเหล่านั้นและกำหมัดแน่น
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและจองทำศัลยกรรมตกแต่งเยื่อพรหมจารี
บริษัทยังคงรอการลงทุนจากเสิ่นซื่อ กรุ๊ปอยู่ เพื่อที่จะฟื้นสถานะทางการตลาดกลับมาให้ได้
แม้ว่าในการหมั้นครั้งนี้เสิ่นเจียหวินจะไม่ได้ชอบเธอ เธอมันก็ยังต้องดำเนินต่อไป
มู่ซินยวี่รู้สึกสงบขึ้นเล็กน้อยแล้ว เธอล้มตัวลงนอนบนเตียงเตรียมจะพักผ่อน แต่แล้วกลับเห็นคำขอเป็นเพื่อนบนวีแชทเด้งขึ้นมา
รูปโปรไฟล์เป็นสีดำล้วน ชื่อมีแค่คำว่าสวี่ง่าย ๆ คำเดียว
…… เสิ่นเจียสวี่งั้นเหรอ!
ลมหายใจของมู่ซินยวี่เริ่มรุนแรงมากขึ้น
เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็น แล้วก็รีบโยนโทรศัพท์ทิ้งก่อนจะล้มตัวนอนหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็ส่งข้อความไปที่โรงพยาบาลที่เธอทำงานเพื่อขอลาพักร้อนหนึ่งวัน จากนั้นก็ขับรถไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง
ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่โด่งดังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีราคาแพง แต่ก็มีชื่อเสียงที่ดีและเก็บรักษาความลับได้อย่างดีเยี่ยม
เริ่มมีแนวโน้มว่าจะแซงหน้าโรงพยาบาลระดับมณฑลและระดับเมืองแล้ว
มู่ซินยวี่สวมหน้ากากอนามัยเดินเข้าไปตรงโถงรอตรวจ ก้มหน้ารอหมอเรียกคิวของเธอ
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้ยินพยาบาลสองคนที่เดินผ่านไปกระซิบกระซาบกันว่า “กัปตันกองทัพอากาศคนนั้นหล่อจัง……”
“โรงพยาบาลของพวกเราก้าวหน้าขึ้นแล้วนะ ปีนี้รับตรวจสุขภาพให้กับทางการบินพลเรือนด้วย ตอนที่กัปตันคนเมื่อกี้ถอดเสื้อออกเพื่อตรวจสุขภาพ ฉันเห็นกล้ามหน้าท้องเขาจนน้ำลายไหลหมดแล้วเนี่ย!”
“หยุด ๆ หยุดพูดได้แล้ว เขาออกมาแล้ว!”
มู่ซินยวี่เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ แล้วเธอก็เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินออกมาพอดี
คนที่อยู่ด้านหน้าสุดดูสะดุดตาที่สุด ถึงแม้ทุกคนจะสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำเหมือนกันหมด แต่ไหล่ที่กว้าง เอวที่คอดและขายาว ๆ ของเขากลับดูสมส่วนจนน่าทึ่ง ทำให้เธอไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย
เธอรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าที่หล่อเหลานั้นอย่างมาก
ทำไมถึงเป็นเสิ่นเจียสวี่ไปได้ล่ะ......
หัวสมองของมู่ซินยวี่ตื้อไปหมดแล้ว
เธอกำมือแน่น อยากจะหนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย
เธอกับเสิ่นเจียสวี่ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากนัก แต่เธอเคยได้ยินเรื่องราวที่เขาทำอย่างเด็ดขาดและโหดเหี้ยมไร้ความปราณีมาเยอะมาก
เธอไม่กล้าที่จะจินตนาการเลยว่าหากเสิ่นเจียสวี่รู้ว่าเธอมาที่โรงพยาบาลเพื่อศัลยกรรมตกแต่งเยื่อพรหมจารีมันจะเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้น พยาบาลคนหนึ่งก็เดินสาวเท้าออกมา ในมือถือผลงานตรวจเอาไว้พลางพูดว่า “คนไข้คิวที่เจ็ดอยู่ไหมคะ มู่ซิน......”
เสิ่นเจียสวี่ชะงักฝีเท้า ขมวดคิ้วแน่นและหันหน้ากลับมามอง