ตอน 1

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

"ขออนุญาตครับบอส"

แกร๊ก!

รพีพัฒน์เลขาชายคนสนิทของเจ้านายคนใหม่ที่เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีตำแหน่งรองลงมาจากคุณพ่อของตนเอง เนื่องจากต้องรับช่วงต่อธุรกิจของคุณพ่อ และอยู่ในช่วงศึกษาดูงานอยู่พอดีทำให้เขาต้องเรียนรู้มันอย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการสืบหาที่อยู่ของใครบางคนที่อยู่ในอีกฟากโลกหนึ่ง

"อืม"

วาคีนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านรายละเอียดในแฟ้มเอกสารที่รพีพัฒน์เป็นฝ่ายเรียบเรียง และสรุปมาให้ เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยอนุญาตให้เลขาหนุ่มคนสนิทเข้ามาใกล้เขาได้ รพีพัฒน์มีอายุมากกว่าเขาเพียงแค่หนึ่งปี ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณพ่อของเขา พอเขาเรียนจบก็เข้าช่วยคุณพ่อดูงาน และได้รพีพัฒน์เป็นเลขาส่วนตัว ก่อนหน้านี้มีเลขาผู้หญิงสมัครมามากมายแต่เขาไม่เอา ไม่รับ ไม่สนใจ

"พอจะรู้พิกัดของคุณใบเฟิร์นแล้วครับ"

มุมปากหนากดยิ้มลงไปเล็กน้อย สี่ปีแล้วสินะที่เขากับเธอต้องแยกจากกัน เขาใช้เวลาทั้งหมดพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีศักยภาพมากพอที่จะตามหาเธอ ควบคู่ไปกับรักษามาตรฐานของบริษัทที่คุณพ่อไว้วางใจให้เขาดูแล และเขาก็ทำมันได้เป็นอย่างดี ตลอดเวลาที่ผ่านมาวาคีนดำเนินธุรกิจตามรอยของคุณพ่อของเขาจนก้าวขึ้นมาจากอันดับที่เก้า ตอนนี้กลายเป็นเสือตัวที่ห้าของวงการอสังหาริมทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว

เป้าหมายในการทำงานของเขาก็คือ เขาต้องไต่ระดับให้ไปอยู่หนึ่งในสามให้ได้ ไม่ว่าจะในตำแหน่งเสือตัวที่หนึ่ง ที่สอง หรือสามก็ได้ เพราะว่าคุณพ่อของเขาจะยกตำแหน่งประธานบริหารของธุรกิจทั้งหมดให้เขาก็ต่อเมื่อเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามเสือที่ว่ามานี้เท่านั้น รพีพัฒน์ชะงักเล็กน้อยที่เห็นบอสของเขายิ้มเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ทำงานด้วยกันมา เพราะปกติแล้วนอกจากผู้หญิงที่บอสของเขาจะไม่เข้าใกล้แล้ว บอสของเขายังกลายเป็นคนที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ยิ้ม ไม่พูดล้อเล่น และชีวิตมีแค่ความจริงจังเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเต็มใจที่จะทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับบอสคนนี้ เรียกได้ว่ากว่าจะรู้ใจ รู้ไส้รู้พุงกันขนาดนี้ ก็ผ่านช่วงเวลาที่ไม่เข้าใจกันมามากพอสมควร

"ดี ดีจริง"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจของวาคีนไม่ได้ทำให้รพีพัฒน์แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ที่เขาได้มารับตำแหน่งเลขาของวาคีน สิ่งที่เขารับรู้มาตลอดว่าสำคัญที่สุดกับบอสก็คือผู้หญิงที่ชื่อใบเฟิร์น ไม่ว่าจะเป็นที่คอนโดของบอสที่มีแต่รูปเธอเต็มไปหมด เขายังสั่งให้คนขนบางรูปเอามาไว้ที่ห้องทำงานอีกด้วย

"คุณใบเฟิร์นเพิ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้วครับ หลังจากเรียนจบเธอก็ได้ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์ที่รัฐเวียนนา เอ่อ เหมือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอจะติดต่อกับเพื่อนคนไทยอยู่บ้างด้วยครับ"

"เวียนนางั้นเหรอ คุณพัฒน์ช่วยดูหน่อยเรามีโปรเจกต์ไปที่เวียนนาบ้างมั้ย"

ทันทีที่รพีพัฒน์บอกผมมาว่าใบเฟิร์นอยู่เวียนนาอย่างแน่นอนแล้ว ผมก็รู้สึกดีใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก ผมรู้สึกว่าผมกำลังมีความหวังเพราะหลังจากที่เราแยกทางจากกันใบเฟิร์นก็บล็อกช่องทางการติดต่อกับผมทุกทางเลยครับ แม้จะเจ็บปวดใจทุกครั้งที่เข้าไปดูในบัญชีโซเชียลของเธอ และรับรู้ว่าผมคือคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุด จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อน ผมกดเข้าไปที่บัญชีโซเชียลของเธอเหมือนเดิมครับแต่ผมก็ต้องตกใจจนมือไม้สั่นเมื่อเธอปลดบล็อกผมแล้ว ผมได้เข้าไปดูการใช้ชีวิตต่างๆ ของเธอในตลอดเวลาที่ผ่านมา และเริ่มให้เลขาของผมหาที่อยู่ของเธอ ผมรู้แค่ว่าเธอไปที่ออสเตรียครับแต่ไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าอยู่ส่วนไหนของออสเตรีย

เธอปลดบล็อกผมทุกบัญชีโซเชียลนั่นหมายความว่าเธอคงจะหายโกรธผมบ้างแล้วผมพยายามคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้ แต่ผมไม่กล้าเข้าไปทักทายเธอหรอกครับในทุกๆ วันผมเห็นว่าเธอมีความสุขดี ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ และบางคลิปที่เธอโพสต์เป็นคลิปสั้นๆ กับเพื่อนสาวชาวต่างชาติของเธอ เพียงแค่นั้นก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมีความหวังจนผลักดันตัวเองให้ได้เป็นเสือตัวที่ห้าในวงการธุรกิจนี้

"เหมือนว่าเรายังไม่มีโปรเจกต์ที่จะไปเวียนนาเลยครับบอส"

คำตอบของรพีพัฒน์ทำผมห่อเหี่ยวใจอยู่เหมือนกันทั้งๆ ที่เราเดินหน้าขยายธุรกิจของเราไปหลายประเทศแล้ว แต่ทำไมผมถึงคิดไม่ได้ว่าควรจะขยายไปที่ออสเตรียด้วย เอาละงั้นต่อไปนี้ผมจะต้องขยายธุรกิจไปที่ออสเตรียบ้างแล้วละครับ

"คุณพัฒน์ ช่วยดูที่ทางที่เวียนนาที่เราน่าจะทำธุรกิจได้ ผมขอเป็นย่านธุรกิจที่จะสามารถสร้างโรงแรม คอนโด เพื่อซื้อขายได้ หรือไม่ก็เราจะสร้างเป็นบ้านขนาดเล็กในย่านนั้น แพงเท่าไหร่ผมก็จ่าย"

"อ่อ เช็กให้ผมที ว่าโรงพยาบาลสัตว์ที่ใบเฟิร์นทำงานอยู่ ใครเป็นเจ้าของและราคาเท่าไหร่"

"ครับบอส" รพีพัฒน์โค้งตัวลงเพื่อรับคำสั่งจากผม แล้วเดินออกจากห้องทำงานของผมไป ส่วนผมเองก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเข้าไปดูในไอจีของเธอ เธอเพิ่งโพสต์รูปน้องแมวน่ารักตัวเล็กที่เธอรักษาหายพร้อมกับอวยพรเจ้าแมวนั่น ปกติใบเฟิร์นโพสต์อะไรเธอจะไม่ค่อยแท็กสถานที่หรอกครับ และครั้งนี้ก็เช่นกัน มันเลยทำให้ผมตามหาตัวเธอค่อนข้างยาก ผมบอกแล้วไงครับผมจะต้องกลับมาเจอกับเธออีกแน่ๆ

พรวดดดดด!

"ฮายยยยยยบอยยยย~"

ผมทำสีหน้าเบื่อหน่ายเมื่อคนที่ผลักประตูเข้ามาไม่ใช่ใครเลยครับ ก็สามทรราชเพื่อนของผมตั้งแต่สมัยเรียนไงละพวกคุณยังจำมันได้อยู่ไหมครับ ผมจะแนะนำให้รู้จักเลยแล้วกัน ไอ้ชัต ไอ้บอล และอีกคนเพื่อนสนิทที่สุดของผมไอ้วาล์วพวกมันทำงานที่บริษัทของผมเนี่ยแหละครับ แต่ละคนตำแหน่งสูงๆ ทั้งนั้น เนื่องจากผมเป็นรองประธานบริษัท พวกมันทั้งสามก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี ก็เรียกง่ายๆ คือ ผู้อำนวยการฝ่ายไอทีนั่นแหละ มันสามตัวทำงานอยู่ในบริษัทในเครือของผมที่แบ่งออกเป็นแต่ละบริษัทไปครับ

"สวัสดีครับบอสสส วันนี้เลิกงานแล้วไปดื่มกันมั้ยครับ"

"ชวนแต่กูแดกเหล้าตั้งแต่เด็กยันโต กูได้เป็นตับแข็งตายก่อนได้เป็นเสือตัวที่สามแน่" ผมบ่นมันครับไอ้บอลไอ้ทรราชหมายเลขหนึ่ง หลายคนคงอยากให้ผมเลิกคบกับพวกมันใช่ไหมครับ ผมก็อยากเลิกคบนะครับติดที่เราพวกเราดันสนิทกันมากเกินไปและบทเรียนที่ผมได้รับยังคงตราตรึงอยู่ในใจของทรราชทั้งสาม

"โห่ ไรอะ มึงแม่งทำแต่งาน ปลดปล่อยมั่งดิวะ"

"ปลดปล่อยให้ฉิบหายเหมือนที่กูเคยทำน่ะเหรอ ไม่เอาหรอก กูต้องเก็บแต้มความดีความชอบเอาไว้ไปตามง้อเมีย" พวกมันได้ยินคำนี้แล้วก็ทำตาโตแทบจะถลนออกมาด้านนอกเลยครับ เพราะถึงผมจะนิ่งกับคนอื่น แต่ในฐานะเพื่อนพวกมันผมก็นิ่งมากไม่ได้หรอกครับ พวกมันบอกผมเสมอว่าผมค่อนข้างเปลี่ยนไป

"ง้อเมีย!"

"มึงหาตัวเจอแล้วเหรอ" ไอ้ชัตพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

"เออ อยู่เวียนนา"

ตอน 2

ผมรีบกลับบ้านก่อนเวลา นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ผมกลับบ้านก่อนเวลาหลังจากที่ไล่ไอ้พวกทรราชทั้งสามนั้นกลับไปได้ซึ่งพอพวกมันรู้ว่าผมจะไปเวียนนาพวกมันก็ตาเป็นประกายแล้วเกาะแข้งเกาะขาของผมขอไปเวียนนาด้วย ตอนแรกผมก็กะว่าจะไปกับเลขาของผมเพียงแค่สองคนเท่านั้น แต่มาคิดไปคิดมาอย่างน้อยห้าหัวก็ยังดีกว่าแค่สองหัวแหละครับ ผมให้พวกมันเคลียร์งานของตัวเองให้เรียบร้อยอย่าให้มีผลกระทบถึงจะตามผมไปได้ แน่นอนว่าพอพวกเราตกลงกันแล้วพวกมันก็รีบเผ่นแนบไปเคลียร์งานทันที

ผมปิดประตูห้องพักแล้วเดินเข้ามาในห้องนอน วางของเอาไว้ที่โต๊ะทำงานมองไปที่รูปของใบเฟิร์นที่ส่งยิ้มให้ผมอย่างมีความสุข ผมเดินไปลูบไล้รูปภาพของเธอแล้วยกมันขึ้นแนบอกแกร่งของผม

"ถ้าได้เจอกันอีกครั้งเฟิร์นจะทำหน้ายังไงนะ จะไล่คีนให้ไปไกลๆ หรือจะทำเป็นเหมือนกันคนที่ไม่รู้จักกัน"

ผมยิ้มเหมือนคนบ้าเลยครับ แล้ววางรูปของเธอเอาไว้ในมุมเดิม ผมเดินไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายใจแล้วมานั่งวางแผนงานต่อที่โต๊ะทำงาน การไปง้อใบเฟิร์นครั้งนี้ผมเองก็ต้องไม่เสียงานด้วย ก็ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ครับถึงแม้ว่าจะยังกินเหล้า และสูบบุหรี่อยู่ แต่แน่นอนครับว่าผู้หญิงผมไม่ยุ่งเหมือนเดิม ผมต้องเก็บแต้มบุญเอาไว้ง้อเมียของผมกลับมา

ผมวางแผนงานไปได้สักระยะหนึ่งครับ จนลืมดูเวลาไปเลยว่ามันกี่โมงแล้ว หลังจากกดส่งเมลให้คุณพ่อพิจารณาที่จะดำเนินธุรกิจที่เวียนนา ผมก็นั่งมองอีเมลนั้นอย่างใจจดใจจ่อรอการตอบกลับจากคุณพ่อที่พ่วงตำแหน่งท่านประธานใหญ่ พลางคิดไปด้วยว่าหากคุณพ่อไม่อนุมัติผมจะทำอย่างไร ผมนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปอย่างนั้นเป็นเวลาร่วมสองชั่วโมงครับไม่นานก็มีอีเมลตอบกลับมาจากคุณพ่อของผม ผมรีบกดอ่านมันในทันที และเมื่อผมอ่านจบน้ำตาที่ไม่ได้ไหลมาหลายปีก็คลอเบ้าตาคมของผม

'อนุมัติ'

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกครับที่คุณพ่ออนุมัติมาแม้เงื่อนไขของท่านจะค่อนข้างยากพอสมควรด้วยเรื่องของยอดขายที่ต้องทำรายได้ให้มากกว่า 100 ล้านบาทไทยต่อแห่ง อ่อ ผมลืมบอกไปใช่ไหมครับสรุปแล้วเลขาของผมหาที่ดินย่านธุรกิจได้แล้ว ซึ่งเป็นที่ค่อนข้างใหญ่จำนวนสองแห่งพอดี ราคาก็ค่อนข้างสูงเลยครับแต่ด้วยความสะดวกสบายแถวบริเวณนั้นผมว่าไม่น่าเกินความสามารถของผมหรอกครับ

ผมจัดการทำเรื่องติดต่อขอดูสถานที่จริงก่อนทำสัญญาซื้อขายทั้งสองที่ ซึ่งคนทางนั้นก็ตกลงครับ ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าทุกอย่างมันโอเคก็คงจะทำเป็นคอนโดหนึ่งแห่ง และทำเป็นบ้านเช่าอีกหนึ่งแห่ง อีกทั้ง ทั้งสองแห่งมันก็ยังไม่ไกลที่ทำงานของใบเฟิร์นมากนัก เมื่อผมสบายใจแล้วทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคิดเอาไว้ ผมก็เริ่มเก็บของและเตรียมตัวเดินทางในวันรุ่งขึ้นครับโดยส่งข้อความไปหาเลขาของผมให้จองโรงแรมในย่านนั้นให้ผมด้วย รวมทั้งของเขาด้วยนะครับ

หลายวันต่อมา @ออสเตรีย

วันนี้เป็นวันหยุดของฉัน และเป็นวันที่ฉันนัดกับเพื่อนเอาไว้ว่าจะไปเดินเล่นด้วยกันที่ย่านช็อปปิ้งที่ถนนกราเบน เพื่อนของฉันเราเรียนมาด้วยกัน และได้เป็นสัตวแพทย์ด้วยกันค่ะ ส่วนเพื่อนที่ประเทศไทยฉันก็ยังติดต่ออยู่เรื่อยๆ นะคะ รวมทั้งพี่เก้าและเฮียหนึ่งด้วย เหมือนตอนนี้พี่เก้าเองก็เป็นเจ้าของโรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งเลยล่ะค่ะ และยังชอบถามฉันบ่อยๆ ด้วยว่าฉันจะกลับไปที่ประเทศไทยอีกไหม ถ้าฉันไม่กลับเขาก็จะมาสร้างโรงพยาบาลสัตว์ที่นี่น่าตลกใช่มั้ยคะพี่เก้าเนี่ยชอบเล่นมุกแบบนี้อยู่เรื่อยเลยค่ะ

ฉันคงไม่ได้กลับไปที่ประเทศไทยอีกแล้วล่ะค่ะฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ค่อนข้างโอเคดีค่ะ รวมทั้งพ่อกับแม่ของฉันด้วยงานของพวกท่านก็ไปได้สวยเลยทีเดียว ส่วนคอนโดที่ฉันเคยอยู่ตอนนี้ฉันได้ปล่อยเช่า และมีผู้เช่าเรียบร้อยแล้วค่ะ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ฉันเคยเรียนเนี่ยแหละค่ะ ตอนแรกฉันว่าจะขายไปเลยแต่ฉันไม่ใช่คนที่มั่งมีอะไรขนาดนั้นนี่คะ ฉันเลยคิดว่าปล่อยเช่าเอาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายนักโดยมีเพื่อนของฉันยายโรสลินกับยายลลินเป็นธุระดูแลจัดการให้ค่ะ

ตอนที่ฉันย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ ก็ค่อนข้างปรับตัวยากเหมือนกันค่ะ ฉันมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่จนฉันเรียนจบ และตอนนี้ฉันย้ายออกมาจากบ้านพ่อแม่ได้หนึ่งปีแล้วค่ะ ฉันมาเช่าคอนโดอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานนั่งรถบัสไปแค่สองสถานีก็ถึงแล้วล่ะค่ะ แล้วตอนนี้ฉันเองก็พอจะมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่งฉันมีความคิดว่าอยากจะซื้อคอนโดสักห้องแต่ฉันยังไม่รีบหรอกนะคะฉันว่าจะดูไปเรื่อยๆ ก่อนน่ะค่ะ ถ้าเจอที่ถูกใจแล้วก็คงจะซื้อเลย

ฉันยืนหมุนตัวไปหมุนตัวมาอยู่หน้ากระจกค่ะ เตรียมที่จะออกไปเดินช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ ของฉันว่าแล้วก็เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายข้างมาแล้วเช็กความเรียบร้อยอีกครั้ง เรานัดกันที่ย่านช็อปปิ้งและจะไปเจอกันที่นั่นค่ะ

"ทางนี้ใบเฟิร์น"

ฉันนั่งรถมาถึงแล้วค่ะ ช่วงนี้อากาศกำลังดีเลยนะคะเพราะใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วฉันเห็นมิลาด้ากับเอมิลี่ยืนโบกไม้โบกมือให้ฉัน ฉันก็ยกมือขึ้นโบกกลับไปหาเธอทั้งสองคนค่ะ มิลาด้ากับเอมิลี่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ สำหรับฉันเลยนะคะ ตอนฉันมาที่นี่ใหม่ๆ ก็ได้เธอทั้งสองคนที่คอยช่วยเหลือฉันจนเราได้เป็นเพื่อนสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้

"มากันนานแล้วเหรอ"

"ไม่นานเลย ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อกี้เหมือนกัน แค่มิลาด้ามาถึงก่อนเป็นคนแรก"

"งั้นไปหาอะไรกินกันเลยดีมั้ย แล้วค่อยไปเดินเล่นกัน" ฉันเสนอ

ก็ฉันเริ่มหิวแล้วนี่คะ มาอยู่ที่นี่ก็ดีนะคะฉันลืมเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเจอมาไม่ใช่สิต้องบอกว่าเก็บเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้จนลึกสุดใจเลยล่ะค่ะ และครองตัวเป็นโสดมาตลอดสี่ปีเต็ม ฉันเริ่มโตขึ้นและไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเมื่อก่อน ฉันแต่งตัวเก่ง ดื่มเหล้ามากขึ้น แต่ฉันไม่สูบบุหรี่นะคะ ยกเว้นเพื่อนฉันทั้งสองคนที่สูบบุหรี่แต่ฉันก็ไม่ได้ถือสาอะไรหรอกค่ะ

เมื่อหนึ่งปีก่อนเราจัดปาร์ตี้กันที่บ้านของมิลาด้าค่ะฉันเมา และเริ่มเล่าเรื่องเลวร้ายที่ได้เจอมาเพราะมิลาด้ากับเอมิลี่สงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่หาใครสักคน พวกเธอได้ฟังเรื่องราวของฉัน และคำพูดหนักแน่นที่ฉันยืนยันกับพวกเธอไปค่ะว่า...

'ฉันลืมผู้ชายคนนั้นได้แล้ว'

'ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้นแล้ว'

พวกเธอให้ฉันลองพิสูจน์หัวใจของตัวเองด้วยการปลดบล็อกทุกช่องทางการติดต่อของผู้ชายคนนั้น คนที่ใจร้ายกับฉัน และแน่นอนว่าฉันก็ทำ จนมารู้ตัวอีกทีในตอนเช้าหลังจากที่ฉันสร่างเมาว่าได้ปลดบล็อกผู้ชายคนนั้นไปแล้ว

"นี่ยู คนที่เลิกกันไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอกใช่มั้ย ดูอย่างฉันกับธีโอสิ เลิกกันไปแล้วก็กลับมาแซ่บกันได้" ฉันอดที่จะยิ้มกับคำพูดของมิลาด้าไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ

เฮ้อ...

หลังจากวันนั้นมาตลอดหนึ่งปีเต็มฉันก็เข้าไปดูที่ไอจีของวาคีนบ่อยๆ เขาไม่ค่อยเคลื่อนไหวอะไรมากนักหรอกค่ะ นอกจากธุรกิจคอนโดของเขาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามประเทศนั้นบ้าง ประเทศนี้บ้าง ฉันได้เห็นเขามีความสุขและมีความก้าวหน้าขนาดนี้ฉันเองก็รู้สึกสุขใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ

ตอน 3

ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ อยู่นั้น ปลายหางตาของฉันก็เหมือนกับว่าจะเห็นอะไรบางอย่างแวบๆ ฉันรีบหันไปมองตามสัญชาตญาณแค่ก็ไม่ได้พบเจอใครนอกจากผู้คนที่มานั่งทานข้าวที่ร้านนี้เหมือนกันกับฉัน ฉันหันกลับมาทานข้าว และนั่งคุยกับเพื่อนๆ ต่อจนเราทานข้าวกันอิ่ม และตั้งใจจะไปเดินช็อปปิ้งด้วยกัน

"ไปดูกระเป๋ากันแม๊ะ เงินออกทั้งทีต้องใช้เงินนะ"

เอมิลี่พูดขึ้นอย่างสดใสแววตาของเธอแวววับมองตรงไปที่ร้านกระเป๋าหรู พวกเราเดินเข้าไปในร้านนั้นด้วยกัน ต่างก็ช่วยกันดู ช่วยกันเลือก ฉันเองก็ดูเหมือนกันนะคะแม้ว่ากระเป๋าจะราคาค่อนข้างสูงแต่ฉันเป็นคนที่ไม่มีหนี้สิน ฉันเลยสามารถใช้จ่ายของพวกนี้ได้อย่างใจนึก

"เอ่อ นี่จำที่ว่างๆ กว้างๆ ใหญ่ๆ ใกล้ๆ ที่ทำงานเราได้ปะ" เอมิลี่ถามขึ้นมาพร้อมกับดูกระเป๋าไปด้วย

"อ๋อ ตรงที่เมื่อก่อนช่วงเย็นๆ จะมีคนมาตั้งแผงขายของตรงนั้นปะ เดินไปสี่ห้าซอยเองจากที่ทำงานเรา ทำไมอ่ะวันนี้จะมีตลาดเหรอ" ฉันตอบกลับไปแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าอีกใบขึ้นมาดู

"เขาให้คนมาขายของได้แล้วเหรอ เห็นว่าหลายวันก่อนตั้งป้ายห้ามขายของแล้วนี่เหมือนกับว่าจะมีคนมาซื้อไปแล้วนะ" มิลาด้าตอบพร้อมกับเดินมาหาฉันแล้วหยิบกระเป๋าที่อยู่ข้างๆ ฉันขึ้นมาดู

"ใช่ เห็นว่าจะมีคนมาสร้างคอนโดหรูที่นั่นอะ ยูไม่สนใจเหรอใบเฟิร์นเห็นหาอยู่นี่" ฉันเห็นด้วยกับเอมิลี่นะคะ แต่ฉันก็อยากดูก่อนว่าผังห้องเป็นยังไง

"แต่ฉันเห็นอีกที่นะนั่งรถไปประมาณสถานีเดียวเองจากที่ทำงานเรา ที่นั่นจะสร้างเป็นบ้านเช่ามีเนื้อที่หน้าบ้านด้วย" มิลาด้าเอ่ยแย้งขึ้นมา

"ยูรู้ได้ไงมิลาด้า"

"เอ้า ก็มันเยื้องกับซอยบ้านฉันไง ยูอยากลองไปดูมั้ยละ" ฉันพยักหน้าตอบไปซึ่งก็คงต้องรอให้มีสำนักงานหรือแบบห้อง แบบบ้านออกมาจากบริษัทนั้นๆ ก่อนแหนะ ซึ่งคาดว่าก็คงอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว

ครืด~ ครืด~ ครืด~

โทรศัพท์มือถือของมิลาด้าดังขึ้น เธอกดรับมันตามปกติซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ค่ะว่าใครโทรมา คงหนีไม่พ้นไปจากธีโอดอร์แฟนเก่าที่กลับมาแซ่บกับเธออย่างไม่มีสถานะอย่างแน่นอน อันที่จริงเหมือนกับว่าธีโอดอร์จะอยากมาคืนดีกับมิลาด้านะคะแต่เธอบอกกับฉันว่า

'เธออยากเสียตัวอย่างเดียว เธอไม่อยากเสียใจ'

"เอ่อ เดี๋ยวต้องกลับก่อนนะธีโอมาหาน่ะ" เห็นมั้ยละ ผิดไปจากที่ฉันพูดเสียที่ไหนกัน ฉันกับเอมิลี่พยักหน้าให้เป็นการรับรู้ แล้วมิลาด้าก็เดินกลับไปพร้อมกับคุยโทรศัพท์ของเธอไปด้วย เหลือเพียงแค่ฉันกับเอมิลี่เท่านั้น ดีนะคะที่เอมิลี่โสด ฉันเองก็ด้วย เราเลยอยู่ด้วยกันได้นานหน่อย เราสองคนอยู่ด้วยกันจนถึงเย็นเลยล่ะค่ะ แล้วพรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันหยุดด้วยเราเลยเต็มที่ด้วยกันสักหน่อยด้วยการไปดูหนัง และกินข้าวด้วยกันอีกครั้ง เราช่วยกันเลือกเสื้อผ้าจนหมดเงินไปหลายบาทแล้วสุดท้ายเราก็ต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อนค่ะ

"ยูกลับเองแน่นะ"

"สบาย เธอก็กลับดีๆ นะ"

"เลิฟยูนะ" เราแยกย้ายกันแล้วค่ะ ฉันเป็นคนยืนส่งเอมิลี่ขับรถกลับบ้านไปส่วนฉันยังอยากเดินเล่นต่ออีกหน่อย ของที่ฉันซื้อเอาไว้ไม่ได้เยอะมากเหมือนของเอมิลี่ค่ะ ฉันมีแค่นิดหน่อยเท่านั้น ฉันเดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ไปนิดหน่อยจนเริ่มรู้สึกปวดขาเลยเดินไปนั่งที่ม้านั่งที่ทางสถานที่เตรียมเอาไว้

"เฮ้อออ ปวดขาจัง"

ฉันวางของเอาไว้ข้างๆ แล้วนั่งทุบๆ ขาตัวเองเบาๆ จนเริ่มรู้สึกดีขึ้น ก่อนจะมองท้องฟ้า มองผู้คน สี่ปีแล้วสินะที่ฉันมาอยู่ที่นี่ และเริ่มเคยชินกับมันไปแล้ว ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเข้าไปดูไอจีของวาคีนอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเขาทำงานหนักหรือกำลังเที่ยวสนุกอยู่นะคะ เพราะหลายวันมานี้วาคีนไม่อัปเดตอะไรทางไอจีเลยค่ะ ฉันเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเหมือนเดิม นั่งอีกสักแป๊บก็คงไม่เป็นอะไรเพราะก็ได้ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ได้ดูเมืองที่สะอาดตา ได้ดูผู้ชายหน้าหล่อๆ เดินไปเดินมา ฉันรู้สึกว่าฉันชอบคนหล่อนะคะเพราะตั้งแต่มาฉันเจอคนไหนหล่อก็มักจะหันไปกระดี๊กระด๊ากับสองสาว แต่พอมีคนหล่อเข้ามาหาฉันจริงๆ ฉันกลับปฏิเสธความหวังดีของคนคนนั้น

"กลับดีกว่า"

ฉันลุกขึ้นแล้วหันไปเพื่อหยิบของแต่ว่ามีใครบางคนเดินมานั่งข้างๆ ของของฉัน และเขายังนั่งทับเชือกของมันอีกด้วย ฉันพยายามดึงออกแต่เขาก็ไม่ขยับเลยค่ะจนฉันต้องส่งเสียงบอกให้เขารู้ตัว ฉันไม่เห็นหน้าเขาหรอกนะคะแต่ว่าเขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ทีเดียวอายุก็น่าจะประมาณ 24-25 ได้ละมั้ง

"คุณคะ คุณนั่งทับสายเชือกของฉัน"

ชายคนนั้นก็ยังนิ่งค่ะ เหมือนว่าเขากำลังจะคุยโทรศัพท์อยู่เขาใส่หมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า และมือหนาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฮู้ดที่เขาสวมใส่ มือข้างที่จับโทรศัพท์ของเขาค่อนข้างสวยค่ะและด้วยความมีมารยาทของฉัน ฉันก็รอจนกว่าเขาจะคุยโทรศัพท์เสร็จด้วยการนั่งลงไปที่เดิมที่ฉันนั่งเมื่อครู่

"คุณคะ รบกวนช่วยขยับหน่อยได้มั้ยคะ"

เมื่อเขาวางสายฉันก็เอ่ยปากบอกเขาอีกครั้ง ชายคนนั้นหันหน้ามาทางฉันแล้วค่ะ หน้าตาของเขาค่อนข้างหล่อเลยทีเดียว ผิวสองสีเนียนละเอียดจมูกโด่งเหมือนผู้ชายไทย ริมฝีปากค่อนข้างคล้ำเล็กน้อย ฉันเผลอมองเขานานไปหน่อยค่ะ จนเขาพูดขึ้น

"ผมนั่งทับอะไรของคุณเหรอครับ โอ๊ะ! ขอโทษครับ"

"ไม่เป็นไรค่ะ"

"คุณ เป็นคนไทยเหรอครับ"

"ค่ะ คุณก็คนไทยเหรอคะ" ฉันถามพร้อมกับยิ้มให้เขา และเขาก็ยิ้มกลับมาให้ฉันด้วยค่ะ ฉันรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาแปลกๆ แต่ก็ช่างมันเถอะตอนนี้ฉันอยากกลับที่พักของฉันแล้ว

"พอดีว่าผมหลงทาง และผมไม่รู้ว่าตรงนี้คือที่ไหน คุณพอจะรู้จักที่นี่มั้ยครับ" เขายืนกระดาษใบเล็กให้ฉันค่ะ ฉันก็รับมันมา ในกระดาษนั้นคือโรงแรมแถวๆ ที่ทำงานของฉันค่ะซึ่งฉันก็บอกทางเขาไปอย่างชัดเจน

"คุณใจดีมากเลยครับ ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ"

"ไม่เป็นไรค่ะ"

"เอ่อ... คุณพักแถวนี้เหรอครับ" อะไรกันหวังว่าจะไม่ใช่มิจฉาชีพหรอกนะเพิ่งเจอกันได้สักครู่เดียวเองก็ถามที่อยู่ฉันแล้ว

"อ่อ เปล่าค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะคะ"

ฉันยิ้มให้เขาอีกครั้ง และต้องการจะออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ ฉันลุกขึ้นแล้วรวบถุงกระดาษทั้งหมดที่ฉันช็อปปิ้งมาแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อชายคนนั้นพูดขึ้นมาอีกครั้ง

"จะเป็นอะไรมั้ยครับ ถ้าผมอยากรู้จักชื่อของคุณ" แค่บอกชื่อ คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งยังไงก็คงไม่ได้เจอกันอีกอยู่แล้ว อันที่จริงเขาดูแปลกๆ เหมือนกันนะคะ เพราะทุกครั้งที่เขามองมาที่ฉันหากสายตาของเขาจ้องมองใบหน้าฉันเขาก็จะเหมือนเคลิ้มอะไรบางอย่าง แต่หากสายตาของเขามองเลยไปที่ด้านหลังฉันเขาจะรีบก้มหน้าลงทันทีเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

"ฉันชื่อใบเฟิร์นค่ะ"

"ผมรพีพัฒน์นะครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ" ฉันรีบตอบกลับไปแล้วคว้าของเดินออกมาทันทีเลยค่ะ อีตารพีพัฒน์นั่นถึงจะดูดี ถึงหุ่นจะล่ำแต่ก็ไม่น่าไว้วางใจ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED