‘รอฉันนะ..นิลลา’
เคร้งงง~
อีกแล้วสินะ.. ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เสียงของใครบางคนดังขึ้นในหัวฉันซ้ำๆ และตามมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจ น้ำเสียง..ที่แสนจะคุ้นเคย ความรู้สึกบางอย่าง..ที่ดูเลือนรางแต่ก็ชัดเจนจนอธิบายไม่ถูก
“นิล..นิลลา เป็นไรรึเปล่าลูก?”
ฉันสลัดความคิดในหัวออกทันทีที่ถูกแม่เขย่าแขนเรียกสติ พอหันไปเห็นคิ้วสวยที่เริ่มขมวดเข้าหากันของแม่ และช้อนที่กระจัดกระจายอยู่ในจานข้าวก็ทำให้ฉันรู้สึกตัวขึ้นมาว่าคงคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเหม่อลอยไปอีกแล้ว
“ปะ..เปล่าค่ะแม่ นิลสายแล้วขอตัวก่อนนะคะ”
เพราะรู้ว่าถ้าบอกไปน่าจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ฉันเลยแกล้งทำท่าดูนาฬิกาแล้วเปลี่ยนเรื่องไปเฉยๆ แต่แม่ก็ยังมองมาด้วยสีหน้าแอบเป็นกังวลอยู่ดี
“เดี๋ยวสินิล วันนี้ลูกดู…”
“นิลรักแม่นะคะ”
ฟรืดดด~
ฉันตัดบทด้วยการลุกจากโต๊ะกินข้าวไปหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ แล้วรีบคว้ากระเป๋าเดินออกจากคอนโดทันที ขืนอยู่ต่อก็คงไม่วายทำให้แม่คิดมากอีกเพราะตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุในวันที่ออกจากโรงเรียนประจำตอนเรียนจบ ม.ต้น ชีวิตของฉันมันค่อนข้างสับสนจากเดิมไปหมด บางทีรู้สึกเหมือนติดค้างอะไรกับใครเอาไว้แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ฉันเองก็ไม่รู้ต้องทำยังไงเหมือนกัน แล้วถ้าแม่รู้ว่าผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นมันยังไม่หายสนิทคงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ พนันได้เลย
ใช่.. ฉันเคยเกิดอุบัติเหตุ
รถตู้ของที่บ้านที่ไปรับฉันกลับจากโรงเรียนประจำเมื่อ 4 ปีก่อน ถูกชนเข้าอย่างแรงด้วยรถทัวร์คันใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือหัวของฉันกระแทกเข้ากับตัวรถจนสติดับวูบไปในทันที พอฟื้นขึ้นมาอีกทีฉันก็พบว่าตัวเองหลับไปนานอาทิตย์หนึ่งเต็มๆ
ช่วงที่ฉันฟื้นบอกตามตรงว่าความทรงจำในโรงเรียนประจำของฉันมันเลือนรางมากจริงๆ จำได้ว่าเคยไปอยู่แต่ก็จำใครไม่ได้ทั้งหมด แต่หลังจากที่พ่อกับแม่ขอความร่วมมือคุณครูที่ดูแลฉัน ให้ลองทดสอบความจำด้วยการชวนเพื่อนๆ แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ฉันก็ค่อยๆ จำทุกคนได้ตามลำดับแม้จะยังไม่สนิทใจเท่าไหร่ก็ตาม มันเหมือนรู้ว่าคนนี้เคยเป็นเพื่อน แต่รายละเอียดเชิงลึกไม่ชัดเจน ไม่รู้จะมีใครเข้าใจฉันไหม เหอะๆ =_=^
และหลังจากที่การทดสอบความจำนั่นจบลง หมอก็ได้ข้อสรุปว่าฉันปกติดี แต่แปลก..ที่ฉันก็กลับรู้สึกว่ามีเสียงนิรนามดังขึ้นในหัวอยู่เรื่อยๆ มันไม่ใช่ทุกวัน แต่ก็มีมาบ่อยครั้งตลอดช่วงเรียน ม.ปลาย โดยไม่รู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร และนั่นมันชวนให้คิดได้ว่ามีบางอย่างที่อาจจะเลือนหายไปจากความทรงจำของฉัน ทั้งที่คิดว่าจำมันได้ทั้งหมดแล้วแท้ๆ
พอขับรถออกจากคอนโดมาได้ไม่นานฉันก็มาถึงมหาลัย ไม่รู้ทำไมถึงหยุดคิดเรื่องเสียงนั่นไม่ได้เลย ฉันเลยสะบัดหัวไปมาซ้ำๆ อยู่ในรถจนมึนไปหมด.. ตั้งสติหน่อยนิลลา! นี่เพิ่งเปิดเทอมวันแรกเองนะ ฟุ้งซ่านแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกันเล่า!
“นิลลาเพื่อนรักกกกกก~”
ทันทีที่ฉันก้าวขาลงจากรถ น้ำเสียงที่คุ้นเคยของเจด้าก็ดังขึ้นจนแสบแก้วหู แหงล่ะ..ก็ไอ้ด้ามันเล่นแหกปากลั่นจนคนแถวนี้หันมองเป็นตาเดียว
“คือถ้ามึงจะตะโกนขนาดนี้อ่ะนะ!”
ผลัวะ!
“ฮ่ะๆๆ เดี๋ยวดิ ยังใส่อยู่อีกหรอไอ้นี่อ่ะ”
ฉันหยิบกระเป๋าฟาดใส่มันเบาๆ ก่อนที่เราทั้งคู่จะขำออกมา แล้วไอ้ด้ามันก็ชี้มาที่สร้อยคอของฉันพร้อมกับถามออกมาอย่างสงสัย สร้อยที่ดีไซน์ธรรมดาๆ แต่โดดเด่นด้วยจี้เล็กๆ สีฟ้า รูปทรงค่อนข้างแปลก เงาวิบวับเหมือนเพชร แต่จิ๋วๆ แบบนี้ดูคล้ายเศษอัญมณีมากกว่าล่ะมั้ง
“ไม่รู้ดิ ก็ใส่แบบนี้ทุกวันไม่เคยถอด”
ฉันตอบกลับแบบไม่รู้จะอธิบายยังไง ก็มันเป็นแบบนี้จริงๆ นี่นา เวลาเห็นตัวเองในกระจกทีไรก็มีสร้อยเส้นนี้อยู่ด้วยทุกที
“หรือว่าจริงๆ แล้วมึงเป็นทายาทธุรกิจเพชรพลอยเหมือนในซีรี่ย์ที่กูดู เผยตัวตนออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
อืมนะ.. เรื่องแอคติ้งเล่นใหญ่ตะกายดาวไว้ใจยัยนี่ได้เลย เจด้าชี้นิ้วมาที่ฉันแล้วส่งสายตาจับผิดแบบทีเล่นทีจริงออกมา ฉันเลยบ่นๆ กลับไป แต่ก็แอบขำในท่าทางของมันอยู่เหมือนกัน
“เลอะเทอะมึงอ่ะ ไม่เชื่อไปถามแม่ดิ อยู่ที่คอนโดนู่นอ่ะ”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะนะ แต่จะว่าไป..ฉันได้สร้อยเส้นนี้มายังไงก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันแฮะ -_-?
“อ้าว แม่มาเยี่ยมหรอ จะมาชวนไปงานประมูลเพชรรึเปล่าน้ารอบนี้~”
ป๊อก!
“งื้อออ >_< อย่าบอกนะว่าตัดชุดราตรีคอยแล้วอ่ะ!”
“เลิกเพ้อ! ไปเรียนได้แล้วไอ้บ้า”
ไอ้ด้ายังคงแซวฉันอยู่แบบนั้นไม่หยุด ฉันเลยเขกหัวมันเบาๆ ไปทีหนึ่งแล้วเดินหนี เรื่องติงต๊องขอให้บอกเถอะ ถึงบางเวลาบุคลิกมันจะดูนิ่งๆ ดุๆ แต่เบื้องหลังก็อย่างที่เห็นอ่ะนะ โคตรจะบ๊อง ฮ่ะๆ
อ้อ..ลืมบอกไปว่าเจด้ากับฉันสนิทกันตั้งแต่ช่วงเรียน ม.ปลาย เอาจริงๆ ทั้งชีวิต เพื่อนสนิทที่เหลืออยู่ก็มีแค่ยัยนี่คนเดียวแหละมั้ง ถึงจะรู้จักกันแค่ 3 ปีแต่เหมือนอยู่ด้วยกันมา 10 ปี รู้ไส้รู้พุงกันหมด เขาว่ากันว่าช่วงเรียน ม.ปลายเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดแล้วก็คงจะจริง
ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็อย่างที่บอกว่าฉันเคยอยู่โรงเรียนประจำ ฉันใช้เวลาช่วงวัยเด็กตั้งแต่ประถมจนถึง ม.ต้น อยู่ที่นั่นก็จริง แต่ตอนนี้ความทรงจำมันก็เลือนรางมากพอๆ กับจำนวนเพื่อนที่ค่อยๆ แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง แต่มีไอ้ด้าคนเดียวก็เหมือนมีเพื่อนสิบคนอ่ะ ถึงจะพูดมากไปหน่อยก็เถอะนะ แต่โคตรสบายใจเวลาอยู่ด้วย หรือเพราะฉันเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วด้วยก็ไม่รู้สิ
“เออมึง กดไลค์เพจสุดฮอต กับ IG ร้อนฉ่าของเด็ก ม. เรายัง? ไหนเอามือถือมาดูดิ๊”
นั่นไงไม่ทันขาดคำ.. แล้วฉันก็ปลดล็อคมือถือตัวเองส่งให้เจด้าอย่างว่าง่าย ยัยนี่มีความสามารถพิเศษจริงๆ นะ ตาจ้องมือถือกดนั่นกดนี่ไปเรื่อย แต่เดินไม่สะดุดบันไดหัวทิ่มเลยสักขั้น แถมตั้งแต่มันได้มือถือฉันไป หน้าฉันมันยังแทบไม่เงยขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ ส่วนปากก็พูดอะไรงุ้งงิ้งคนเดียวไม่หยุด
“อันนี้เพจหลัก ม. นี่เพจคนหล่อบอกต่อยาวๆ แล้วก็นี่เพจสาว HOT ขวัญใจหนุ่มหล่อพ่อรวย แล้วก็...”
“มึง จองที่ให้หน่อยนะ กูไปห้องน้ำแป๊บ”
ฉันหันไปบอกไอ้ด้าก่อนจะเดินเลี่ยงตรงมาทางห้องน้ำเลย ไอ้ด้ามันก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง จริงๆ ก็ไม่ได้ปวดมากหรอกแต่ทำธุระให้เสร็จๆ ไป ก็ยังดีกว่าต้องเดินเข้าเดินออกตอนอาจารย์สอนแหละนะมันเสียสมาธิ
- ปิดปรับปรุงชั่วคราว –
เอิ่ม -_-? พอเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ ฉันก็หยุดมองป้ายตั้งเตือนตรงหน้าแบบเอือมๆ ปิดปรับปรุงห้องน้ำเนี่ยนะเอาจริงดิ? ถามจริงใครคิดเนี่ย?! เขามีแต่ Facility ครบครันในวันเปิดเทอมแต่นี่ฉีกกฎด้วยประการทั้งปวง มหาลัยประหลาด!
‘อ๊ะ อ๊าาา อื้อ รุ่นพี่’
‘อืมมม’
พั่บ พั่บ พั่บ~
‘อ๊าาา อื้อ รุ่นพี่ รุ่นพี่พะ พายุคะ อ๊าาา’
พลั่กกก ตึงงง!
‘หุบปาก! กล้าดียังไงมาเรียกชื่อฉัน!’
‘คะ..คือฉัน คือ..’
‘ไสหัวไปซะ!’
‘ตะ..แต่’
‘บอกให้ออกไป!!!’
What?! อย่าบอกนะ O_O?!
แล้วจังหวะที่ฉันกำลังจะเดินกลับ ก็มีน้ำเสียงวาบหวามดังออกมาจากในห้องน้ำหญิงทำให้ฉันเลือกจะหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำนี้แทนที่จะหมุนตัวกลับไปเข้าเรียน ก็ไม่ได้อยากจะเผือกเรื่องของคนอื่นนักหรอกนะแต่การใช้ห้องน้ำมหาลัยทำเรื่องอย่างว่าแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้มันใช้ได้ซะที่ไหนกัน ถ้ามันไม่ไหวทำไมไม่ไปทำกันที่อื่นจะมาเรียนหาสวรรค์วิมานอะไรกันวะเนี่ย?!
แกร๊ก แอ๊ดดด~
ฉันกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปฉะพวกคนไม่มีหัวคิดในห้องน้ำ แต่คนข้างในดันเปิดประตูออกมาซะก่อน ผู้หญิงหน้าตาจัดว่าดีแต่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยหัวกระเซิงคนหนึ่งกำลังหัวเสียและดูตกใจพอสมควรที่เจอฉัน ฟังจากเมื่อกี๊ก็พอจะเดาออกว่ายัยนี่คงอายไม่น้อยเลยแหละที่โดนไล่ออกมา
“ธะ..เธอ บ้าเอ๊ย!”
พอผู้หญิงคนนั้นเห็นฉันก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก รีบจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้ววิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองฉันสักนิด เรียกว่าใส่ตีนผีวิ่งหนีไปเลยก็ว่าได้ ฉันเลยละสายตาจากผู้หญิงคนนั้นและไม่ลังเลที่จะผลักประตูเข้าไปเพื่อฉะคนไม่รู้กาลเทศะอีกคนที่ยังอยู่ในห้องน้ำทันที
แล้วพอประตูเปิดออกก็เจอผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งยืนหันหน้าเข้ากับผนังด้วยท่าทีนิ่งเฉย แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากพูดอะไรออกไป ก็มีควันบุหรี่จางๆ ลอยขึ้นมาต่อหน้าต่อตา ฉันเลยได้แต่ยืนอึ้งอย่างทำตัวไม่ถูก O[]O!
ควันบุหรี่ลอยขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. หมอนี่สูบบุหรี่ในห้องน้ำที่ยังไม่เปิดหน้าต่างระบายอากาศงั้นหรอ?! พอคิดได้แบบนั้นสัญชาตญาณของฉันก็สั่งให้ถอยหลังหนีทันทีแบบไม่ต้องคิด แต่ไม่ทันที่ฉันจะก้าวขาออกจากห้องน้ำ อาการแพ้ควันบุหรี่อย่างรุนแรงก็ทำให้ฉันสำลักออกมาทันที
“แค่กๆ ๆ ๆ ฮึก...”
ทั้งที่มือฉันคว้าลูกบิดประตูได้แล้วแท้ๆ แต่ร่างกายฉันดันหมดแรงไปดื้อๆ มึนหัว อยากจะอาเจียนขึ้นมาแบบฉับพลัน ยิ่งเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ฉันยิ่งรู้ดีว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก
“จิ๊ อะไรนักหนาวะ บอกให้ออกไป!”
ผู้ชายคนนั้นตวาดออกมาดังลั่นเพราะคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่เขาเพิ่งมีซัมติงด้วยเมื่อกี๊ แค่กๆ โธ่เอ๊ย! ขืนเป็นแบบนี้ฉันได้ตายกันพอดี ถ้าจะมีใครช่วยได้คงมีแต่หมอนี่คนเดียว แต่เขาไม่หันมาชายตามองฉันสักนิดเลยไง
“แค่กๆ ๆ นะ..นาย ช่วย..ด้วย”
พรึ่บบบ!
สิ้นสุดประโยคของฉัน เหมือนแอบเห็นรางๆ ว่าผู้ชายคนนั้นหันกลับมาซึ่งเป็นจังหวะที่ร่างของฉันทรุดฮวบลงกับพื้นพอดี แล้วสติของฉันก็ดับวูบไปทันตาโดยไม่ทันได้เห็นหน้าเขาชัดๆ เลยด้วยซ้ำ...
@ HOSPITAL
ฉันตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวสะอาดตาพร้อมกับมีกลิ่นยาจางๆ จากอะไรหลายอย่างรอบตัวโชยเข้าจมูกมา ดูจากโลโก้แก้วน้ำก็พอจะเดาได้ว่าที่นี่ที่ไหน ถัดจากเตียงผู้ป่วยของฉันออกไปก็มีเจด้านั่งเล่นมือถือเฝ้าฉันอยู่ที่โซฟา
“มึง แค่กๆๆ”
“เห้ยมึง!” พอไอ้ด้าได้ยินเสียงฉัน มันก็โยนมือถือทิ้งแล้วลุกพรวดขึ้นมาด้วยท่าทางน่าตกใจ
“มึงเป็นไรมากมั้ย กูขอโทษที่กูไม่ได้ไปห้องน้ำกับมึง กูไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ กู...กูไม่รู้ กูต้องทำยังไง มึงโกรธกูมั้ย คือกูไม่ตั้งจะ...”
“พอมึง พอแล้ว กู.. แค่กๆ หิวน้ำ ขอน้ำหน่อย”
ฉันพูดขัดไอ้ด้าที่กำลังเลิ่กลั่กกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกไป และประคองตัวเองทั้งที่ยังไอค่อกแค่กขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แล้วไอ้ด้ามันก็ลนลานรีบหาน้ำให้ฉันใหญ่
“ใจเย็นๆ”
ฉันหันไปเรียกสติเจด้าที่ดูลนๆ สักพักไอ้ด้ามันก็นิ่งไปแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างตั้งสติ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำส่งให้ฉันอย่างตั้งใจ แล้วมันก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปทิ้งฉันไว้กับแก้วน้ำซะงั้น
“เดี๋ยวกูไปตามหมอให้นะ มึงรอแป๊บนะ”
ไอ้ด้าวิ่งออกไปได้สักพัก หลังจากนั้นมันก็กลับเข้ามาพร้อมกับหมอที่มาอธิบายผลการตรวจของฉันอย่างละเอียด ซึ่งสิ่งที่หมอพูดทั้งหมดนั่นก็เป็นประโยคเดิมๆ ที่ฉันเคยฟังมาหมดแล้วตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าตัวเองแพ้บุหรี่ร้ายแรง ฉันเลยเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่
จะว่าไปแล้ว.. ที่จริงถ้าห้องน้ำนั่นเปิดช่องระบายอากาศสักหน่อย ฉันก็คงไม่อาการหนักจนร่วงไปทันทีแบบนี้หรอก เพราะมันคงระบายควันบุหรี่พวกนั้นออกไปได้บ้าง แถมหมอนั่นเองก็สูบไม่รู้เวล่ำเวลาด้วย อันนี้แหละที่น่าโมโห
“มึงจำหน้าคนสูบได้มั้ยนิล?” เจด้ามันหันมาถามฉันเสียงเครียด ฉันเลยตอบส่งๆ กลับไป
“ไม่อ่ะ ทำไมวะ”
คือมันจะว่าจำได้ก็ไม่เชิงนี่นะ เห็นแค่แผ่นหลังกว้างๆ กับร่างสูงโปร่ง คงไม่นับว่าจำได้หรอกมั้ง ถึงตอนนั้นหมอนั่นจะหันกลับมา แต่ฉันก็ดันภาพตัดไปซะก่อนเลยไม่ทันได้เห็นหน้าเขาน่ะสิ
“โว๊ะ! เสียดาย ถ้ามึงจำได้กูจะเอาไข่เน่าไปปามัน! นั่นห้องน้ำไม่ใช่ที่สูบบุหรี่เว้ย!” อยู่ๆ ไอ้ด้ามันก็ส่งเสียงจริงจังออกมาแบบเริ่มจะไม่ล้อเล่น ทำเอาฉันแอบขำกับท่าทางผีเข้าผีออกแบบนั้น
“โหดจังนะมึงเนี่ย แต่ก็จริงแหละ”
แต่เดี๋ยวสิ..ถึงจะจำหน้าไม่ได้ แต่ฉันว่าฉันก็จำชื่อหมอนั่นได้อยู่นะ เพราะผู้หญิงคนนั้นครางชื่อเขาออกมาจนโดนไล่ตะเพิดเลยไงล่ะ หึ.. เป็นการจำชื่อที่ติดเรทชะมัดเลยแฮะ
‘อ๊าาา อื้อ รุ่นพี่ รุ่นพี่พะ พายุ อ๊าาา’
พลั่กกก ตึงงง!
‘หุบปาก! กล้าดียังไงมาเรียกชื่อฉัน!’
หึ... “พายุ” ไงล่ะ
รุ่นพี่พายุ.. คือหมอนั่นสินะ
“เออไอ้นิล แต่มึงนี่โชคดีนะ ที่มีคนไปเจอเข้าแล้วรีบพาส่งห้องพยาบาล แล้วมึงก็ถูกส่งตัวมาที่นี่อ่ะ” ไอ้ด้าพูดออกมาซึ่งตรงกับสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่พอดี
“นั่นแหละที่อยากรู้ มึงพอจะรู้มั้ยว่า...”
“เขาบอกแค่ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งอุ้มมึงมา แต่ไม่รู้จักชื่อแซ่” เจด้ามันสวนกลับมาอย่างรู้ทันว่าฉันจะถามอะไร ก็นะ...
“อืม ถ้างั้นคงใช่” ฉับตอบกลับมันไปแบบคาดเดาเอาเอง ก็ยังดีแหละที่เขาช่วย ถึงแม้จริงๆ แล้วหมอนั่นจะเป็นต้นเหตุก็เถอะนะ -_-
“ใช่? ใช่อะไรวะ?”
ไอ้ด้าหันมาจ้องหน้าฉันอย่างสงสัย แต่ฉันก็ปฏิเสธออกไป ขืนเล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง ยัยนี่ได้ตามล่าหาตัวคนทำแน่ๆ เห็นบ๊องๆ แบบนี้ ถ้าไอ้ด้ามันเอาจริงขึ้นมาได้ตายกันไปข้างอ่ะจะบอกให้
“ป่าว กลับบ้านกันเหอะมึง ไม่ค่อยชอบโรงบาลเลยว่ะ”
เช้าวันต่อมา..
“แม่คะ แม่เห็นสร้อยนิลบ้างมั้ย? ไม่รู้นิลไปทำตกไว้ไหน...”
ฉันเดินวนไปวนมาทั่วห้องทั้งชุดนักศึกษา และก้มๆ เงยๆ หาสร้อยคอที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำหายไปตอนส่องกระจกในห้องน้ำเมื่อเช้า แต่พอหันไปเห็น post it รูปหัวใจสีชมพูแปะไว้ที่ประตูห้อง ก็พอจะเดาออกได้ทันทีว่าแม่คงมีไฟล์ทบินกลับต่างประเทศไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว
ฉันขับรถออกจากคอนโดอย่างครุ่นคิด เมื่อวานไอ้ด้ามันยังทักฉันอยู่เลยแปลว่าตอนนั้นสร้อยยังอยู่ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ขึ้นตึกไปเรียน แล้วก็เดินไปเข้าห้องน้ำ สุดท้ายก็ไปโผล่ที่โรงพยาบาล ใช่แล้ว.. ห้องน้ำ ม. กับโรงพยาบาลต้องเป็นที่ไหนสักที่นี่แหละ คิดได้แบบนั้นฉันก็รีบกดโทรหาเจด้าทันทีเผื่อยัยนั่นจะรู้เห็นอะไรบ้าง
ตื๊ดดดดดดด
[มึงว่าไง]
“ไอ้ด้า มึงเห็นสร้อยคอกูบ้างป้ะ? มันหายไปไหนไม่รู้ว่ะ”
[สร้อยทายาทเหมืองเพชรนั่นอ่ะนะ]
“เออ เห็นมั่งป้ะ ไม่แน่ใจว่าถูกถอดออกที่โรงบาลรึเปล่า”
[ไม่อ่ะ ตอนไปโรงบาล เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนชุดมึงนี่]
“เค งั้นเดี๋ยวกูไปหาที่ ม. ดูก่อน เผื่อตกในห้องน้ำ”
[ถ้างั้นก็ไปดูที่ห้องพยาบาลด้วยเลยดิ เผื่อหมอนั่นที่อุ้มมึงไปจะเก็บได้แล้วฝากไว้]
“เออว่ะ Thank you มึง”
ติ๊ดดดดด
ฉันกดวางสายแล้วรีบเหยียบคันเร่งไปที่ ม. ทันที ใช้เวลาไม่นานก็ถึง ฉันเลยรีบพุ่งตัวไปที่ห้องน้ำที่เกิดเหตุก่อนเลยแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากป้าแม่บ้านกำลังทำความสะอาดอยู่
“เอ่อ ป้าคะ”
“ว่าไงจ๊ะหนู”
“คือเมื่อวานมีเรื่องนิดหน่อยแล้วหนูหมดสติอยู่ที่นี่ ทีนี้สร้อยคอหนูหายไป หน้าตาประมาณนี้ป้าเห็นบ้างมั้ยคะ”
พูดจบฉันก็เปิดรูปตัวเองในมือถือให้ป้าแม่บ้านดู พร้อมกับขยายรูปให้เห็นสร้อยเส้นนั้นอย่างชัดเจน
“ไม่นะลูก เมื่อวานป้าก็ทำความสะอาดที่นี่เอง ก็ไม่เห็นมีนะ”
“อ๋อค่ะ ขอบคุณค่ะป้า”
พอได้คำตอบจากป้าแม่บ้านฉันก็รู้สึกเฟลขึ้นมานิดๆ เพราะถึงจะดูเหมือนสร้อยธรรมดาแต่มันก็เป็นของชิ้นเดียวที่ติดตัวฉันมาตั้งนานเชียวนะ ถ้าหายไปก็คง..รู้สึกแปลกน่าดู ฉันเลยรีบเดินลงจากตึกตรงไปที่ห้องพยาบาล แต่เพราะมันเช้าเกินไปเลยไม่มีใครอยู่ในนี้สักคน เห้อ..ให้ตายเถอะ
ฟุ้บ!
แล้วฉันก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างเซ็งๆ ถ้ารออยู่ที่นี่แล้วเจอสร้อยก็คงดี แต่ถ้าไม่เจอนี่สิต้องเสียเวลาเปล่าแหงๆ เลย
ครืดดดดด~
จังหวะที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ๆ ประตูบานเลื่อนของห้องพยาบาลก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของใครบางคนที่เดินเข้ามา ทำให้ฉันลุกพรวดจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ คนที่เพิ่งเข้ามาเองก็ดูตกใจนิดหน่อยเหมือนกัน ว่าแต่..หมอนี่หน้าดุชะมัดเลยแฮะ แถมตัวสูงมากด้วยสงสัยตอนเด็กกินนมเยอะ
“มาทำอะไรที่นี่?”
น้ำเสียงดุๆ ปนสงสัยถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้ชายตรงหน้า ถามจริงนั่นเป็นคำถามหรือคำขู่กันแน่เนี่ย หมอนี่จะรู้มั้ยว่าคำพูดแบบนั้นมันทำให้คนฟังประหม่าได้อ่ะ
“เอ่อคือ..ฉันมีธุระกับพยาบาลที่เข้าเวรเมื่อวานน่ะ” ฉันเงยหน้าตอบเขาออกไปทั้งที่ยังถูกจ้องหน้าแบบไม่วางตา
“นี่ไม่ใช่เวลาให้บริการ” พูดจบผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านฉันไปแบบไม่สนใจอะไรเท่าไหร่นัก แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงผู้ป่วยที่อยู่ถัดออกไป
ฟุ้บ!
“อืม โทษที”
“มีธุระอะไร?” ฉันกำลังจะเดินออกไปแต่ก็ถูกเรียกไว้ด้วยคำถาม สรุปหมอนี่จะเอายังไงกันแน่ ไม่ใช่เวลาทำการแต่ถามว่ามีธุระอะไรเนี่ยนะ -.-?
“แล้วนายล่ะเป็นใคร?” ฉันถามออกไปอย่างสงสัยในท่าทางเจ้ากี้เจ้าการแบบนั้น แล้วเขาก็ตอบกลับมาเสียงเรียบ
“ฉันเป็นใคร...งั้นหรอ”
ไม่รู้คิดไปเองมั้ย แต่แววตาของผู้ชายคนนั้นที่มองมามันดูเหมือนเป็นการย้อนถามฉันซะมากกว่า
“อืม นายเป็นใคร?” ฉันย้ำคำถามเพื่อความแน่ใจว่าสื่อสารออกไปไม่ผิด แล้วก็ได้คำตอบที่กำกวมกลับมาอีก
“ผู้ช่วยล่ะมั้ง”
“อ๋อ อืม คือเมื่อวานฉันหมดสติในห้องน้ำบนตึก…”
“แล้วตอนนี้?” คนตัวสูงพยักหน้าช้าๆ พอฉันเริ่มเล่า แต่เขาก็พูดขัดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งฉันคิดว่าหมอนั่นน่าจะถามตามมารยาทแหละมั้ง
“ก็โอเคขึ้นแล้วแหละ”
“อืม ต่อสิ”
“มีใครบางคนพาฉันมาที่นี่ แล้วไอ้นี่มันก็หายไป” ฉันพูดพร้อมกับยื่นมือถือที่เปิดรูปเดียวกันกับตอนที่เอาให้ป้าแม่บ้านดูส่งให้เขา แล้วคนตัวสูงตรงหน้าก็มองมาอย่างสนใจ ก่อนจะรับมันไปแล้วถามต่อ
“มันแพงมากจนถึงกับต้องตามหา?”
หมอนั่นเลิกคิ้วให้ฉันนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าหลอกด่าฉันขี้งกรึเปล่า แต่เอาจริงๆ ถ้าเป็นเวลาปกติท่าทางแบบนี้น่าหมั่นไส้ใช้ได้เลยแหละ
“มูลค่าน่ะไม่รู้หรอก รู้แค่ว่ามันจะหายไปไม่ได้เด็ดขาด”
“งั้นหรอ...” คำพูดเรียบเฉยถูกส่งออกมาจากปากของคนที่นั่งซูมเข้า ซูมออก และเลื่อนซ้าย เลื่อนขวาดูรูปในมือถือฉันไปมาอย่างกับตัวเองเป็นเจ้าของมัน แต่ก็ไม่มีวี่แววที่เขาจะบอกว่าเคยเห็นสร้อยของฉันบ้างมั้ย
“คือมันเป็นของสำคัญ นายพอจะเห็นมันบะ...”
“สำคัญแต่เธอทำมันหาย?”
มือถือของฉันถูกส่งคืนมาพร้อมกับแววตาที่ดูเปลี่ยนไปของผู้ชายคนนั้น มีแว๊บหนึ่งที่ฉันรู้สึกผิดกับคำพูดของเขาเหมือนกัน ก็จริงของเขานะ ของสำคัญแต่ฉันทำมันหาย นี่ฉันกล้าพูดได้ยังไงนะว่ามันสำคัญกับฉันจริงๆ
“ฉัน...”
“อ้าว มาตรงเวลาดีจังเลยนะ”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะ ถ้าให้เดาจากท่าทางใจดีแบบนั้น นี่คงเป็นคุณพยาบาลแน่ๆ เลยล่ะ
“สวัสดีครับอาจารย์” หืม..เป็นอาจารย์หรอกหรอ
“เอ๊ะ หนูคนนี้ ใช่คนที่หมดสติไปเมื่อวานรึเปล่าจ๊ะ จะมาขอบคุณพายุสินะ ถึงจะดูดุแต่พายุเป็นคนใจดีมากจนไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ย ^_^”
พูดจบอาจารย์ท่านนั้นก็ส่งยิ้มมาให้ฉันอย่างเป็นมิตร แต่เดี๋ยวนะ...
“พายุ..งั้นหรอ?” ฉันทวนชื่อที่อาจารย์เรียกออกมาแทนที่จะสนใจคำพูดมากมายของเธอ ...พายุ? พา..ยุ
“ใช่จ้ะ คนที่อุ้มหนูมาส่งที่นี่ก็คือพายุคนนี้ไงจ๊ะ แต่เอ๊ะ น่าจะเรียกว่ารุ่นพี่พายุมากกว่าเพราะแถบเสื้อหนูเป็นเด็กปีหนึ่ง”
เดี๋ยวสิ พายุ.. รุ่นพี่พายุ.. ถ้างั้นหมอนี่ก็..
“มะ..ไม่ใช่สิคะ หมอนี่ นายคนนี้ อะ..ไอ้บ้านี่ นายคือคนที่ทำให้ฉัน..อุ๊บบบบ! OxO”
พอได้สติลิ้นฉันก็พันกันอลเวงไปหมด แต่ยังเรียบเรียงประโยคไม่ทันถูก ไอ้บ้าพายุอะไรนี่ก็เอามือมาปิดปากฉันจนพูดไม่รู้เรื่อง แถมยังลากฉันออกจากห้องพยาบาลทั้งที่ฉันยังดิ้นไปมาแล้วก็พยายามงัดมือหนาที่ปิดปากตัวเองอยู่ออกให้ได้
“ขอตัวนะครับอาจารย์”
“อื้อ ไอ้อ้าอาอุ๊ อ่อยอ๊ะ!” (อื้อ ไอ้บ้าพายุ ปล่อยนะ!)
“ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อยไง! ปล่อย!!!”
พลั่กกกกกก ตึง!
หลังจากโดนลากออกมาจากห้องพยาบาล ฉันก็ผลักพายุออกเต็มแรง แต่น่าจะเพราะหมอนั่นปล่อยฉันพอดีด้วยแหละมั้ง เขาเลยเสียหลักเซถอยไปกระแทกกับผนังซะเอง
“สมน้ำหน้า! ไอ้บ้ากาม! ไอ้หื่น! ไอ้คนไม่รู้กาลเทศะ! ไอ้คนไม่มีหัวคิด! นี่มันสถานศึกษานะเว้ย นายกล้ามีเซ็กส์ใน ม. ได้ไง แถมนายเกือบจะฆ่าฉันแล้วไอ้โรคจิ...”
“จิ๊! จะหยุดได้ยัง?!”
พายุสบถออกมาก่อนที่จะถามฉันกลับอย่างอารมณ์เสีย จะว่าไปฉันเองก็แอบงงตัวเองเหมือนกัน ทำไมถึงด่าหมอนั่นด้วยประโยคที่โคตรยาวแบบนั้นออกไปได้ แต่ก็ช่างเหอะ =_=^
“ยัง! ขอโทษมารอฟังอยู่” ฉันเงยหน้าท้าทายไอ้หน้าดุนี่อย่างไม่กลัวตาย คนทำผิดก็ต้องขอโทษดิ มีความเป็นสุภาพบุรุษบ้างรึเปล่าเนี่ยฮะ?!
“ไร้สาระ”
พูดจบเขาก็หันหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจ แถมยังหมุนตัวจะเดินออกไปซะงั้น ให้ตาย! ไม่ขอโทษแล้วยังเดินหนีเนี่ยนะ มารยาทดีใช้ได้ เหอะ!
“เดี๋ยว! ไม่ขอโทษก็ช่าง นายเห็นสร้อยฉันรึปละ...”
“แค่สร้อยมันสำคัญอะไรนักหนา?!”
ฉันยังพูดไม่ทันจบพายุก็ตะคอกสวนกลับมา นี่เขาเป็นอะไรกับสร้อยฉันนักเนี่ยถามหาแต่ความสำคัญอะไรนั่นอยู่ได้ ถ้าฉันบอกว่าไม่รู้นี่ได้รึเปล่าล่ะ ก็ความรู้สึกของฉันมันไม่รู้จริงๆ นี่นา
“ฉัน...”
“ตอบได้ค่อยมาเอา”
พายุตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แล้วเขาก็เริ่มก้าวขาเดินหนีฉันไปจริงๆ แผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไปนั่นชวนให้หงุดหงิดมากถึงมากที่สุด เพราะคำตอบนั้นมันชัดเจนแล้วว่าสร้อยฉันอยู่กับหมอนั่นยังไงล่ะ แต่กว่าฉันจะได้สติพายุก็เดินทิ้งระยะออกไปไกลพอสมควร ฉันเลยรีบก้าวขาวิ่งตามหลังเขาไป แต่หมอนี่ขายาวชะมัดกว่าจะตามให้ทันเล่นเอาเหนื่อย
“หยุดนะพายุ เอาคืนมา! นี่นาย..กลับมาก่อน!”
“เงียบ! รำคาญ! ตอบไม่ได้ก็รอไป”
กึก!
รอ..รองั้นหรอ?
พอได้ยินคำพูดนั้นอยู่ๆ ขาก็ฉันก็หมดแรงเอาดื้อๆ แล้วเสียงเดิมๆ ก็วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไอ้ประโยคพวกนั้นที่ฉันจำมันไม่ได้สักที
‘รอฉันนะ..นิลลา
นายจะกลับมาใช่ไหม...’
ฉันยืนนิ่งประมวลผลเสียงในความทรงจำที่แล่นเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว อีกแล้วหรอเนี่ย อะไรนักหนา -_-?! พอหันไปอีกทีพายุก็เดินหายไปไหนแล้วไม่รู้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาโฟกัสว่าเขาจะไปไหนไง ที่มันสำคัญคือตอนนี้..สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในหัวฉันมันดังขึ้นมาซ้ำๆ และเริ่มหนักกว่าเมื่อก่อนแล้วน่ะสิ
“ไอ้นิล นิลลา นิลโว้ยยย!”
“หะ..ห๊ะ ห๊ะว่าไง?” แล้วเสียงเรียกจากเจด้าก็ทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ รู้สึกตัวอีกทีคือเจด้ากำลังเขย่าตัวฉันอยู่ ยัยนี่มาตอนไหนกันล่ะเนี่ย
“เจอมั้ยสรุป? กูไปห้องพยาบาลมาไม่เห็นมีใคร”
“ก็เจอ..เจอมั้ง” ฉันตอบออกไปแบบงงๆ คือมันก็เจอไง ก็เจอแต่ไม่ได้คืนอะไรทำนองนั้นแหละ
“เจอมั้งอะไรของมึงวะ”
“ไอ้ด้า…” พอนึกอะไรขึ้นมาได้ ฉันก็ตัดบทเจด้าแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากมันทันที เรื่องนี้ถ้าจะมีใครพอช่วยได้ก็ยัยนี่นี่แหละ
“ว่า?”
“กูอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพายุ เอ่อหมายถึง..รุ่นพี่พายุ”
ไม่รู้ทำไมฉันถึงพูดออกไปแบบนั้น แต่ตอนนี้หมอนั่นเอาของรักของหวงของฉันไปยังไงก็ต้องทวงคืน เพราะงั้น..รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง เฮ้! เดี๋ยวนะว่าแต่ นี่ฉันจริงจังเกินไปรึเปล่า -.-?
“หืม? สรุปที่ยืนอึ้งคือปิ๊งผู้ว่างั้น” เจด้าเลิกคิ้วใส่ฉันอย่างงงๆ ฉันเลยใช้จังหวะนี้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้มันฟังซะเลย
“เปล่า คือ..... #%฿!&?@$€¥^>!”
เราเดินคุยกันมาเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนไอ้ด้ามันจะชิลมาก ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับฉันสักนิด ทั้งที่สำหรับฉันตอนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่า อุ้ม พัชรากาขี่ไม้กวาดบินอยู่บนฟ้าซะอีก
“ไม่เห็นยาก มึงก็หาคำตอบให้ได้เดี๋ยวรุ่นพี่เขาก็คืนให้”
“นั่นแหละที่ยาก” ฉันตอบไอ้ด้ากลับไปแบบไม่หยุดคิดเลยสักนิด ก็เพราะไม่รู้จะเอาคำตอบที่ไหนไปบอกหมอนั่นไงเล่า รู้แค่เคยชินที่ใส่มันทุกวัน..ก็แค่นั้น
“งั้นก็แต่งเรื่องเอา” เจด้าเสนอไอเดียออกมา แต่แค่ได้ฟังฉันก็ส่ายหัวรัวๆ ตอบกลับไปอีก
“มึงก็รู้กูไม่ชอบคนโกหก ให้ทำเองยิ่งไม่มีทางอ่ะ”
ก็นะ...คนเราถ้าโกหกก็ต้องจำเรื่องที่ตัวเองโกหกเอาไว้ให้ได้ตลอดเพื่อความเนียน ซึ่งมันยากกว่าพูดความจริงซะอีกแถมเปลืองแรมในสมองด้วย
“งั้นมึงก็ไปซื้อสร้อยใหม่”
“ไม่ได้! ต้องเป็นเส้นนี้เท่านั้นเว้ย!” ฉันค้านเสียงดังพอไอ้ด้าพูดเหมือนจะให้ฉันยอมทิ้งสร้อยเส้นนั้นให้คนแปลกหน้า
“ทำไมวะ นี่กูเริ่มคิดจริงละนะว่าสร้อยนี่มันมีเงื่อนงำเนี่ย”
“ก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ” โว้ยยย! ในหัวมีแต่คำว่าไม่รู้ๆ ไม่ว่ายัยนี่จะถามอะไรฉันก็ตอบได้แค่ไม่รู้อ่ะตอนนี้
“แล้วมึงได้มันมายังไงล่ะ” ยัง -_- ไอ้ด้ายังไม่หยุดยิงคำถามใส่ฉันทั้งที่มันน่าจะรู้คำตอบดี
“นั่นก็ไม่รู้ รู้แค่ไม่เคยถอด” ฉันตอบออกไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก รู้สึกวันนี้โง่ๆ ยังไงบอกไม่ถูก -_-^
“เออไม่รู้อะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้ขึ้นเรียนก่อนมั้ย สายไปครึ่งชั่วโมงละ” แล้วฉันก็เดินตามหลังเจด้าที่เดินนำขึ้นตึกไปแบบเซ็งๆ ไอ้บ้าพายุ เจอกันอีกทีฉันจะอัดนายให้น่วมเลย!
Line~ Line~ Line~
JEDA : ส่งรูปภาพถึงคุณ
JEDA : ส่งรูปภาพถึงคุณ
JEDA : ส่งรูปภาพถึงคุณ
“เอาไป โปรไฟล์รุ่นพี่พายุของมึงอ่ะ เท่าที่พอหาได้ก่อนนะ”
ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งหงุดหงิดเรื่องพายุและสงสัยกับเรื่องเสียงหลอนๆ ในหัวจนไม่เป็นอันเรียน เจด้ามันก็ใช้จังหวะนี้หาโปรไฟล์บางส่วนของหมอนั่นส่งมาให้
อืมมม..หนึ่งในหนุ่มสุดฮอตของมหาลัยเลยงั้นหรอ
หน้าดุอย่างกับโจรเนี่ยนะ o_O?
ภาสกร อัศวโภคิน (พายุ)
KING OF IST (Information Science and Technology)
กำลังศึกษา : คณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปี 2)
เรียนดี กีฬาเด่น เน้นกิจกรรม เป็นมือวางอันดับ 1 ด้าน IT :
บ้านรวยระดับอภิมหาเศรษฐี ดีกรีทายาทบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของประเทศ ...โอ้โห พูดจริงพูดเล่น?
สีที่ชอบ : ดำ ขาว เทา น้ำตาล
บุคลิก : นิ่งๆ ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย ไม่ชอบคนเยอะ ขี้รำคาญ เย็นชา เย็นยะเยือก ยิ่งกว่าเหยือกใส่น้ำแข็ง
What?! ลงโปรไฟล์แบบนี้ก็ได้หรอ =_=? ไหนดูรูปถัดไปดิ๊…
ถึงภายนอกจะนิ่งแค่ไหน แต่ภายในใจดีมากกกก ...ถามจริง?
รักเด็ก ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่หาตัวจับยากหน่อยแล้วแต่อารมณ์ตอนนั้นว่าจะไปอยู่ที่ไหน ...เอ๋ -_-?
หงุดหงิดอยู่มั้ยสังเกตได้จากการสูบบุหรี่
สังสรรค์ไม่เว้นวันผับประจำคือ ZTUDIO
หุ่น Sexy ขยี้ใจ สาวใน ม. ฟินกระจาย จะครางดังเท่าไหร่ก็ได้แต่ครางชื่อพี่เขาไม่ได้! …อันนี้เชื่อ =_=
เจ้าของเรือนร่างนี้ที่ทุกคนใฝ่ฝัน (แนบรูป...)
8 คลิ๊ก link เข้ากลุ่มลับ บลาๆๆ
สรุปเด็ก IST ปี 2 แค่นั้นแหละที่อยากรู้ …จะอ่านให้ยืดยาวเพื่อ???
ว่าแต่..ผับประจำคือ ZTUDIO งั้นหรอ?
อ่าหะ งั้นรู้ละว่าจะเจอหมอนี่ได้ที่ไหน :)
“มึง คืนนี้ว่างป้ะ?”
ฉันหันไปถามเจด้าที่นอนฟุบอยู่ที่โต๊ะเลคเชอร์ แล้วไอ้ด้ามันก็เงยหน้ามาตอบฉันอย่างงัวเงียแล้วนอนต่อ
“หึ.. บอกแล้วไม่ใช่ไงว่าจะบินไปสิงคโปร์วีคหนึ่ง’”
เออแฮะ ลืมไปว่ายัยนี่มีธุระที่สิงคโปร์ แต่นี่มันเพิ่งเปิดเทอมวันที่สองเองนะเฟ้ย ไอ้ด้ามันก็จะทิ้งให้ฉันโดดเดี่ยวแล้วหรอเนี่ย เยี่ยมมม!
“อยู่ได้แน่นะ?” เจด้ามันเงยหน้าขึ้นมาถามฉันซ้ำอีกครั้ง ถึงจะดูมึนๆ ง่วงๆ แต่มันก็เป็นห่วงนั่นแหละ
“ได้ดิ เดินทางปลอดภัย ของฝากด้วย”
“อืม”
เหอะๆ -_- อื้มมม! บอกว่าอยู่ได้ก็ต้องอยู่ได้! ไม่เป็นไรหรอกมั้งแค่ชีวิตที่ไม่มีเพื่อนเคียงข้างเอ๊งงง ปฏิบัติการทวงคืนของรักเริ่มขึ้นแล้วสินะ! ได้เจอกันแน่ ไอ้รุ่นพี่ หึ..
“อย่าคิดจะไป ZTUDIO คนเดียว”
เพล้งงงง~
เสียงเจด้าขัดขึ้นมาทำให้ฝันฉันดับสลาย แตกละเอียดไปในพริบตา
“แต่มึงก็รู้ว่ากูต้อง…”
“รู้ แต่มันไม่ปลอดภัย ที่นั่นยิ่งดึกยิ่งอันตราย” ฉันกำลังจะอธิบายแต่ไอ้ด้ามันก็ดูจะรู้ทันไปซะหมด
“กูไปแป๊บเดียวน่า แค่เอาของแล้วก็กลับ”
พอฉันตอบไปแบบนั้น ไอ้ด้ามันก็ทำหน้าเอือมๆ พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ แล้วบ่นอุบอิบออกมา
“มึงเนี่ยนะ -.-” แล้วมันก็คว้ามือถือตัวเองขึ้นมากดอะไรสองสามที ก่อนจะยื่นมาให้ฉันดู ซึ่งในหน้าจอมือถือตอนนี้ก็มีรูปสถานที่ที่หนึ่งที่ดูจะหรูหรามากกว่าผับทั่วๆ ไปเปิดค้างอยู่
“ไรอ่ะ?” ฉันรับมือถือมาดูแล้วถามออกไป
“VIP#9 รุ่นพี่พายุของมึงนั่งโซนนั้นกับแก๊งค์เพื่อนเขา”
“มึงรู้ได้ไง?” ได้ฟังเจด้าอธิบายฉันก็นึกสงสัยขึ้นมาเลยถามไปอีก แล้วมันก็ทำหน้าระรื่นตอบกลับมา แถมยังแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“กูเก่ง”
“เดี๋ยว แล้วทำไมทุกคำที่เรียกหมอนั่นต้องใช้คำว่า 'รุ่นพี่พายุของกู' ด้วย” เหอะๆ เอาตรงๆ ฟังแล้วขนลุกอย่างน่าประหลาดพูดจริง -.-
“ก็..ในโปรไฟล์ไม่เห็นมีบอก ว่าเขาเคยคุยกับใครเกินสามประโยคนอกจากมึง”
ไอ้ด้าทำหน้าเฉยๆ ตอบกลับมา แต่...ห๊ะ?! สามประโยคเนี่ยนะจะประหยัดคำไปไหน ฉันว่าฉันพูดน้อยแล้วนะกับคนที่ไม่สนิทอ่ะ
“โปรไฟล์มันเมคได้มั้ยล่ะ”
ฉันพูดออกไปตามที่คิดแล้วเจด้ามันก็สวนกลับมาทันที ก่อนจะพูดต่อ
“เอากันเสร็จไล่ออกจากห้อง เรียกชื่อยังห้าม ใครถามไม่อยากจะตอบ มึงว่าคนแบบนี้อยากทำความรู้จักกับใครบ้าง?”
ยิ่งฟังเจด้าพูดถึงพายุอย่างละเอียดยิบ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ายัยนี่รู้ลึกรู้จริงเรื่องหมอนั่นจนน่าสงสัย
“ทำไมมึงรู้จักเขาดีนักวะไอ้ด้า”
แล้วพอฉันถามออกไป เจด้ามันก็แอบมองบนเบาๆ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยสีหน้าเอือมๆ
“กูไม่ได้รู้ดีแต่มึงอ่ะไม่เคยรู้เลย รุ่นพี่พายุที่มึงพูดถึงกับแก๊งค์เพื่อนเขาซึ่งก็คือ Nightshade! ที่มีรุ่นพี่รันเวย์ของกูอยู่ในนั้น มี content เป็นของตัวเองแทบจะทุกเพจใน ม. เหลือแค่เพจสิ่งแวดล้อมที่วันๆ ถ่ายแต่ต้นไม้ดอกไม้ลงเพจแหละมั้งที่ไม่ลงเรื่องร้อนฉ่าของแก๊งค์นี้อ่ะ”
“อ๋อหรอ โทษทีพอดีกูไม่ใช่ติ่งพวกนั้น”
พอฟังไอ้ด้าร่ายออกมายาวเหยียดจนจบ ฉันก็ตอบไปแบบเชิดๆ บางทีก็รู้สึกเหมือนตกข่าว แต่ไม่ใช่หรอกเชื่อดิ แค่ไม่มีรสนิยมตามกรี๊ดบุคคลสาธารณะเฉยๆ ก็ไม่น่าจะผิดอะไรมั้ง
“อืม ระวังตัวด้วยล่ะ”
แล้วเจด้ามันก็ส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยแบบที่มีให้ฉันเสมอมาให้ ก่อนจะมุดหน้าหนี นอนต่อยาวไปจนหมดคาบ