“อืม!” ชายหนุ่มครางกระหึ่มในลำคอ หลังได้ลิ้มรสหวานจากริมฝีปากอวบอิ่ม ในขณะที่เจ้าของริมฝีปากก็กำลังดิ้นขลุกขลักพยายามต่อต้านสัมผัสจากเขา
“อื้อ!” พริมรตาพยายามเบี่ยงหน้าหลบ แต่ก็ยังถูกอีกฝ่ายรุกไร้ไล่ตามไม่ยอมห่าง ราวกับว่าติดอกติดใจสัมผัสหอมหวานที่เพิ่งลิ้มลอง กอปรกับสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยให้เธอหลบเลี่ยง จึงเปิดโอกาสให้เขาจู่โจมตะโบมจูบลึกซึ้งมากขึ้น
จากสัมผัสแปลกใหม่ที่เพิ่งพานพบ อา…มันช่างวาบหวาม วูบไหว ชวนให้สะท้านจนบอกไม่ถูก กระทั่งเผลอปล่อยตัวปล่อยใจให้เขาฉวยโอกาสตามใจชอบ และเพราะความพลั้งเผลอของเธอมันก็ทำให้ความเป็นชายของเขาฮึกเหิมจนแทบคลั่ง มือที่ประคองอยู่ที่ท้ายทอยสาวค่อยๆ เลื่อนลงมาลูบไล้ตามเนื้อตัว
“อืม…!” เขาครางกระหึ่มอีกครั้ง เมื่อการต่อต้านในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นคล้อยตาม ถึงแม้จะเป็นไปอย่างเงอะงะ แต่นั่นกลับยิ่งกระตุ้นให้เขากระสันซ่านจนลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง รับรู้เพียงสัมผัสของเธอที่กำลังปลุกกำหนัดของเขาให้พลุ่งพล่าน ในขณะที่เธอเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อตามแต่ที่เขาจะพาไป
มือไม้ที่ขยับลูบไล้ไปตามนวลเนื้อค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา กระทั่งสัมผัสกับสะโพกผายดีดเด้ง เขาไม่รอช้าที่จะบีบขยำและลูบไล้มันด้วยความปรารถนา กอปรกับเสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เธอสวมอยู่ ครั้นพอเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เนื้อผ้าบางเบาก็ยิ่งแนบเนื้อเผยส่วนสัดครัดเคร่งให้เขาสัมผัสลึกซึ้งมากขึ้น
ใบหน้าคมค่อยๆ เลื่อนลงมาซุกไซร้ที่ลำคอระหง อา…! กลิ่นกรุ่นๆ จากกายสาวที่สัมผัสได้ มันทำให้เขาราวกับตกอยู่ในภวังค์ มันเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ให้ตายสิ! มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก รู้แค่ว่ามันช่วยให้เขาผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม แล้วก็…หลงใหล ใช่! เขากำลังหลงใหลกลิ่นหอมเย้ายวนนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น และความหลงใหลก็ทำให้เขาซุกไซร้ดอมดมประหนึ่งกำลังคลั่งไคล้นักหนา
ครั้นเมื่อยิ่งซุกไซร้ ความต้องการส่วนลึกก็ยิ่งถูกปลุกให้ลุกฮือ มือที่ลูบไล้สัมผัสแค่ภายนอก ก็ค่อยๆ สอดเข้าไปสัมผัสภายใต้เสื้อแนบเนื้อตัวเล็ก ผิวเนียนนุ่มของแผ่นหลังที่สัมผัสได้ทำให้นึกอยากรู้ว่าด้านหน้าจะเนียนนุ่มกว่ากันสักแค่ไหน ไม่รอช้ามือที่กำลังลูบไล้อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ เลื่อนมาสัมผัสความเนียนนุ่มที่ด้านหน้า อา…! ไม่ใช่แค่เนียนนุ่ม แต่ยังอวบอัดครัดเคร่งและดึงดูดให้เขาลองบีบขยำดู ให้ตายสิ! ความนุ่มหยุ่นของก้อนเนื้อกลมกลึงทำให้เขานึกอยากเปลี่ยนธารน้ำตกแห่งนี้ให้เป็นเตียงนุ่มๆ ซะเหลือเกิน แต่เหมือนความปรารถนาของเขาจะไม่เป็นผล เพราะทันทีที่ทรวงสล้างถูกสัมผัส สติสัมปชัญญะที่เคยหลุดลอยก็คืนกลับมา
“อื้อ…!” เธอผลักอกเขาออกแรงๆ ด้วยความตกใจ ทำคนที่เผลอไผลไปกับความมัวเมาในกลิ่นกายสาวถึงกับหงายหลังล้มตึงโดยไม่ทันตั้งตัว เปิดโอกาสให้เธอรีบวิ่งหนีไป ในขณะที่เขายังนั่งสับสนกับความรู้สึกเบื้องลึกที่มันจู่โจมเข้ามา โดยเฉพาะกลิ่นหอมจางๆ ที่ยังตราตรึงอยู่ในความรู้สึก อา…! กลิ่นนั้นมันคืออะไร ทำไมเขาถึงได้รู้สึกโหยหามันมากขนาดนี้ แล้วเขาต้องทำยังไงถึงจะได้สัมผัสมันอีกครั้ง กระทั่งเขาหันไปเห็นบางอย่าง แน่นอนว่ามันทำให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกจุดขึ้นที่มุมปาก
“วา! แกหลอกฉัน ไหนบอกจะพามาเที่ยว ฉันอุตส่าห์ใช้วันลาทั้งหมดเพื่อมาเที่ยวกับแก แต่นอกจากจะไม่ได้เที่ยว แกยังให้ฉันมาทำอะไรพิเรนๆ อะไรก็ไม่รู้ วา! ฉันจะฆ่าแก” พริมรตาทำแสร้งจะเข้ามาบีบคอเพื่อนรักอย่างแววิวาห์ หลังถูกเพื่อนหลอกให้ลางานมาทำเรื่องบางอย่าง
“โธ่! พรีม แกก็ต้องเห็นใจฉันหน่อยสิ ฉันกำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานนะ แกไม่คิดจะช่วยฉันหน่อยเหรอ” แวววิวาห์เข้ามากอดออดอ้อน(จากเรื่อง “ท่านประธานขา พาหนูลงจากเตียง เอ๊ย! คานที)
“ช่วย? ด้วยการให้ฉันเข้าไปยั่วเกย์เนี่ยนะ แกใช้สมองส่วนไหนคิดเนี่ยวา เขาเป็นเกย์ เขาจะสนใจผู้หญิงอย่างฉันได้ยังไง ถ้าเป็นยั่วโมโหก็ว่าไปอย่าง” พริมรตาส่ายหน้าหวือ แค่คิดว่าตัวเองจะต้องยั่วเกย์ตามที่เพื่อนขอ เธอก็แทบนึกภาพไม่ออก
“นั่นแหละที่ฉันต้องการ ยั่วให้เขาโมโหแล้วก็เผยธาตุแท้ออกมา ฉันเชื่อว่าแกทำได้ เพื่อนฉันเก่งอยู่แล้ว” แวววิวาห์ชมพลางหยิกแก้มเพื่อนรักอย่างหยอกเอิน
“นี่แกชมฉันใช่ไหม” พริมรตาหรี่ตามองเพื่อน
“ชมสิ แกนี่”
“ชมว่าฉันยั่วประสาทคนเก่งเนี่ยนะ” พริมรตากลอกตาไปมา
“มันเป็นศิลปะขั้นสูงเลยนะแก ฮ่าๆๆ” ทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ฉันสงสัยอย่างนึง ทำไมแกไม่ทำเอง แกเองก็ยั่วประสาทเก่งไม่ต่างจากฉันหรอก” พริมรตาถามพร้อมกับแอบเหน็บเพื่อนไปด้วย
“ก็ถ้าฉันทำเอง เขาก็จะยิ่งระวังตัวแจ เพราะกลัวฉันจับได้น่ะสิ อีกอย่างถ้าแม่กับยายเห็นฉันไปวอแวกับเขามากๆ คิดว่าฉันชอบเขา แล้วหันมาเร่งวันแต่งให้เร็วขึ้นจะทำยังไง” พริมรตาได้ฟังก็พยักหน้าเออออเห็นตามเพื่อน แต่บางอย่างก็ย้อนแย้งอยู่ในความรู้สึกจนต้องพูดออกมาอีก
“แต่จากที่ดู ฉันไม่เห็นว่าเขาจะเหมือนเกย์ตรงไหนเลยนะแก ออกจะแข็งๆ ทื่อๆ ด้วยซ้ำไป ไม่เห็นเหมือนเกย์ที่ฉันเคยเจอเลย”
“ก็เพราะเขาแสดงเก่งไง แกไม่รู้อะไร คนเขาลือกันทั้งบางว่ามีผู้ชายชอบเข้าไปหาเขาที่ปางไม้ตอนดึกๆ แล้วรู้ไหมว่าผู้ชายพวกนั้นเป็นใคร ก็คู่ขาเขาไง โอ๊ย! แกลองคิดสภาพดู ถ้าฉันต้องแต่งงานไปกับเขา แล้วเขาพาผู้ชายคนอื่นมานอนด้วย แก…ฉันคงเหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยนะแก” ฟังเพื่อนพูดแล้ว เธอก็อดนึกภาพตามไม่ได้
“เออๆๆ ช่วยก็ช่วย แต่ไม่เอาแบบเมื่อวานแล้วนะ ไอ้แกล้งชนแกล้งล้มให้เขามาช่วยเนี่ย ดูจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าปลอมมาก” พริมรตาเบ้หน้ากลอกตากับแผนที่เพื่อนให้ตนลองเมื่อวานนี้
ย้อนกลับไปเมื่อวาน ที่พริมรตาได้เจอกับผู้ชายที่เพื่อนบอกว่าเป็นเกย์ เขาคือพ่อเลี้ยงพิมาย เจ้าของไร่ชื่อดังและใหญ่ที่สุดอย่างไร่พิมายรังสรรค์ ทีแรกที่แวววิวาห์พูดให้ฟังก็คิดว่าจะแก่แล้วซะอีก แต่ที่ไหนได้ นอกจะจะห่างไกลจากคำว่าแก่แล้ว หน้าตาท่าทางภูมิฐานของเขายังทำให้เธอเผลอมองซะเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คนถูกมองเดินตรงเข้ามา
“สวัสดีครับแม่อุ้ย น้าสาย ผมเอาผลไม้มาจ้วยงาน หื้อคนเอาไปไว้ตี้ใดดีครับ” พ่อเลี้ยงเข้ามาไหว้ทักทายแม่และยายของแวววิาห์ ในขณะที่สองสาวก็ยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ด้านหลัง
“คนนี้เนี่ยนะที่แกบอกว่าเขาเป็นเกย์” พริมรตากระซิบถามเพื่อนด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่! นี่แหละ ร้อยใช่ พันใช่ ยังไงๆ ก็ใช่” แวววิวาห์ยืนยันหนักแน่น ในขณะที่เธอกลับยังคงรู้สึกคลางแคลง
681
“ใช่เหรอ ดูยังไงก็ไม่เหมือนอะ” หลังจากได้ลอบมองผู้ชายหน้าตาดีตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง เธอก็แย้งขึ้นอีก
“สิ่งที่แกเห็นมันเป็นแค่ภาพลวงตา เป็นแค่ฉากหน้าที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้นแหละ อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ต้องเชื่อฉันนี่ ฉันนี่แหละเชื่อถือได้มากที่สุด” เห็นแวววิวาห์ยืนยันเสียงแข็งพลางชี้มาที่ตัวเอง พริมรตาก็เริ่มเอนเอียงอีก
“เสียดายของอะ” เธอพึมพำเบาๆ แต่เพื่อนก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน
“ยัยแม่ชีใจแตก เดี๋ยวนี้ริอาจเสียดายผู้ชายกับเขาด้วย เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนฉันเนี่ย” แวววิวาห์ล้อเลียน
“ใจแตกอะไรเล่า ฉันก็แค่…” เธอรีบแก้ต่าง แต่ก็ถูกเพื่อนแทรกขึ้นมาอีก
“แค่หวั่นไหวเพราะผู้ชายหน้าตาดีงี้เหรอ ไอ้พรีมฉันก็อยากจะดีใจอยู่หรอกนะที่เห็นแกใจสั่นกับผู้ชายเหมือนคนอื่นเขาบ้าง แต่นั่นมันเกย์นะแก ต่อให้แกใจสั่นให้ตาย เขาก็ไม่มองชะนีอย่างเราๆ หรอก ฉันควร…” เพราะใส่อารมณ์มากเกินไป เสียงของแวววิวาห์ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ดังจนผู้ใหญ่ที่ยืนคุยกันอยู่ต้องหันมาเอ็ด
“มัวแต่ซูบซาบกันอยู่ได้ ยะหยังตึงบ่ะเข้ามาตั๊กตายป้อเลี้ยงก๊ะ เด็กสองคนนี้นี่ไปอยู่ในเมืองเมิน บ่ะฮู้จักมารยาทแล้วก๋า (มัวแต่ซุบซิบกันอยู่ได้ ทำไมถึงไม่เข้ามาทักทายพ่อเลี้ยง เด็กสองคนนี้นี่ไปอยู่ในเมืองนาน ไม่รู้จักมารยาทแล้วรึไง)” สองสาวโดนแม่สายใจหันมาดุถึงกับทำหน้าแหย รีบเดินออกมายกมือไหว้เจ้าของไร่ชื่อดังทันที
“สวัสดีป้อเลี้ยงเจ้า (สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง)” แวววิวาห์ทักทายด้วยคำเมือง ในขณะที่พริมรตาเพียงยกมือไหว้ตามเพื่อน
“ป้อเลี้ยงเจ้าจำน้องได้ก่อ น้องวาเปิ้นไปทำงานอยู่กรุงเทพเมินละ ส่วนนี่กะน้องพรีมเพื่อนน้องวาฮั่นล่ะ ฮู้จักกั๋นไว้เน่อ เผื่อมีเรื่องอะหยังกะจะได้จ้วยกั๋น (พ่อเลี้ยงจำน้องได้ไหม น้องวาเขาไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพนานแล้ว ส่วนนี่ก็น้องพรีมเพื่อนของน้องวา รู้จักกันไว่สิ เผื่อมีเรื่องอะไรจะได้ช่วยกันได้) ” แม่อุ้ยที่ดูจะยิ้มกว้างกว่าใครเพื่อนบอก ด้วยอยากให้หลานสาวได้ดองกับคนดีที่หมายตาไว้
“จะอั้นกะอู้กันไปก่อนเน่อ แม้อุ้ยจะไปผ่องานตางโน้นก่อน (ถ้างั้นก็คุยกันไปก่อนนะ ยายจะไปดูงานทางโน้นก่อน)” แม่อุ้ยพยายามเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้คุยกัน ด้วยการลากแม่สายใจออกไปด้วย
“เชิญป้อเลี้ยงตางนั้นดีกว่าเจ้า (เชิญพ่อเลี้ยงทางนั้นดีกว่าค่ะ)” แวววิวาห์ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ด้วยการเดินนำอีกฝ่ายไปยังพื้นที่รับรองแขก แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงมันคือแผนการ
“ช่วยฉันหน่อยนะพรีม” พริมรตาหันมาทำหน้างง ยังไม่ทันจะถามว่าเพื่อนจะให้ช่วยอะไร เธอก็ต้องร้องเสียงหลงออกมา
“เฮ้ย!” พริมรตาถูกเพื่อนขัดขาจนเกือบเสียหลัก โชคดีที่คนที่เดินตามมาติดๆ อย่างพ่อเลี้ยงพิมายเข้ามารับไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ล้มหงายลงไปจนอายคนทั้งงานเป็นแน่
เธอตกอยู่ในอ้อมกอดเขา ในขณะที่เขาก็เหมือนจะชะงักนิ่งไปเพราะกลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาเตะจมูก กระทั่ง…
“ขะขอบคุณค่ะ” หลังรู้สึกว่าถูกกอดนานเกินไป เธอจึงพยายามดันตัวออกจากอ้อนแขนแข็งแกร่งนั่น ซึ่งเขาเองก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ก่อนจะเดินห่างออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“ไอ้วาแกทำบ้าอะไรของแกเนี่ย เกิดฉันล้มหัวฟาดพื้นขึ้นมาจะทำยังไง” ทันทีที่ได้อยู่กันตามลำพัง พริมรตาก็รีบเข้าไปเอ็ดเพื่อนเสียงเขียว
“โทษทีพรีม คือฉันแค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างน่ะ” แวววิวาห์บ่นงึมงำ
“พิสูจน์ด้วยการขัดขาฉันเนี่ยนะ เพื่อ?” ถ้าไม่เกรงใจที่วันนี้คนพลุกพล่านเต็มบ้าน พริมรตาคงเสียงดังยิ่งกว่านี้
“ก็เพื่อให้เขาร้องออกมาว่า ว้าย! ตายแล้วนังชะนีน้อย เดินระวังๆ หน่อยสิยะไง เสียดายเจ๊เขาระวังตัวแจเลย คนอะไร keep look เวอร์” แวววิวาห์บ่นงึมงำ ในขณะที่พริมรตากลับเพียงแค่เม้มปากแน่น แล้วเดินหนีไป
“เฮ้ย! นั่นมันมุกคลาสสิคเลยนะ ถึงจะเก่าแต่ก็ยังใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เอาน่าเมื่อวานถือว่าน้ำจิ้ม วันนี้สิของจริง” นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานแล้ว พริมรตาก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาทันใด อีกทั้งหน้าตาเจ้าเล่ห์ของเพื่อนมันก็ไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย
ขณะที่สองสาวกำลังคุยกันเพลิน จู่ๆ เสียงทุ้มๆ ของใครบางคนก็ดึงเอาความสนใจของคนทั้งคู่ให้หันไปมอง
“คุณหื้อคนไปฮ้องผมมา มีอะหยังก่อครับ (คุณให้คนไปตามผมมา มีอะไรรึเปล่าครับ)” พ่อเลี้ยงพิมายเข้ามาคุยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่นัยน์ตาคมกล้าที่หันมาสบตากับเธอ มันกลับไม่เฉยดังสีหน้า ถึงแม้จะเพียงแค่แวบเดียว แต่มันก็ทำให้ใจเธอเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะได้
“อ้อ! บ่ะได้มีอะหยัง เปิ้นกับเจ้าหมู่มาจากกรุงเทพ ไค่จะไปแอ่วน้ำตกกั๋น แต่บ่ค่อยคุ้นตาง หันแม่บอกว่าคุณไปบ่อย เลยอยากขอจ้วยหื้อคุณพาไป (อ้อ! ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีฉันกับเพื่อนมาจากกรุงเทพ แล้วอยากจะไปเที่ยวน้ำตกกัน แต่ไม่ค่อยคุ้นทาง เห็นแม่บอกว่าคุณไปบ่อย เลยอยากขอช่วยให้คุณพาไป)” พริมรตาได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย ว่าตัวเองอยากไปเที่ยวน้ำตกอย่างที่เพื่อนบอกตอนไหน
“ได้สิ ถ้าจะอั้นผมขอไปเตรียมของก่อน แหมสิบนาทีผมจะมาฮับ (ได้สิ ถ้างั้นผมขอไปเตรียมของก่อน อีกสิบนาทีจะมารับ)” สิ้นเสียงพ่อเลี้ยงหนุ่มก็เดินเลี่ยงออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“แข็งอย่างกับหินแบบนั้นเนี่ยนะเกย์ ใช่เกย์จริงๆ เหรอวะแก” ลับหลังพ่อเลี้ยงหนุ่ม พริมรตาก็โพล่งออกมา ด้วยอะไรหลายๆ อย่างมันทำให้เธอไม่อยากจะเชื่อตามเพื่อน
“อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นเด็ดขาดพรีม นี่อาจจะเป็นตัวตนที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเรา แกลองคิดดูนะ ผู้ชายที่เพอร์เฟคทุกกระเบียดนิ้วขนาดนี้ แต่กลับไม่มีข่าวเรื่องผู้หญิงเลย แกว่ามันไม่แปลกเหรอ” พริมรตาคิดตามพลางพยักหน้าให้ พลันอีกเรื่องก็แวบเข้ามาในหัวอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้
“ว่าแต่แกมีนัดกับน้องคำแปงว่าจะไปลองชุดกันไม่ใช่เหรอ” ใช่! เธอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเพื่อนต้องพาน้องสาวไปรับชุดแต่งงานในเมือง
“อื้อ! ใช่” แวววิวาห์พยักหน้า
“แล้วแกไปนัดเขาแบบนั้นเพื่อ?”
“เพื่อให้แกกับเขาไปกันสองคนไง”
“ไอ้วา ทำบ้าอะไรของแกเนี่ย เกิดฉันยั่วจนเขาโมโห จับฉันฆ่าปาดคอแล้วหมกป่าจะทำยังไง” เธอโวยลั่น เมื่อเพื่อนรักทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อน
“ฉันก็จะหาหมอผีที่ดีที่สุดมาสวดเรียกวิญญาณแกกลับบ้านไง ฮ่าๆๆ ล้อเล่น แกนี่ท่าจะดูหนังเยอะไปนะ ใครเขาจะทำแบบนั้นกันเล่า คนระดับพ่อเลี้ยงพิมายไม่เอาอนาคตมาทิ้งเพราะมีคดีฆ่าหมากระเป๋าหรอกน่า” คนถูกหาว่าเป็นหมากระเป๋าถึงกับหันขวับมามองตาขวางทันที
“โอเคๆ ไม่เล่นแล้วก็ได้ เอานี่ไว้ ในนี้มีทั้งสเปรย์พริกไทย มีด แล้วก็เครื่องช็อตไฟฟ้า ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล แกก็หยิบขึ้นมาใช้ทันที ส่วนนี่…เอาไว้เก็บหลักฐาน” แวววิวาห์ยื่นกระเป๋าผ้าใบเล็กมาตรงหน้า ก่อนจะหยิบกล้องตัวเล็กๆ มายื่นให้ด้วย
“แกจะให้ฉันตั้งกล้องแอบถ่ายเขาเนี่ยนะ โอ๊ย! ฉันคิดถูกคิดผิดเนี่ยที่ช่วยแก” เธอได้แต่รับของนั่นมาด้วยสีหน้าทดท้อ แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น
“ถูกสิ ชีวิตฉันทั้งชีวิตอยู่ในมือแกนะพรีม พยายามหาที่เหมาะๆ วางเจ้ากล้องนี่ไว้ แล้วก็ถ่ายทุกอย่างไว้เป็นหลักฐาน ทีนี้แหละถ้าแม่กับยายเห็น เขาจะได้เลิกบังคับฉันสักที ส่วนตอนนี้ แกต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”