เอวา....
"เอวา?? เธอมาได้ไง" เซย์ถามฉันด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจหรือฉันคิดมากไปเอง
"ก็จะมาเซอร์ไพรส์เซย์ไง^^" ฉันบอกพร้อมกับยิ้มให้เขาอย่างดีใจที่ได้เจอหน้า แต่ในเพียงเสี้ยววินาทีความดีใจของฉันก็หายไปเมื่อเห็นผู้หญิงคนนึงเดินออกมาจากห้องที่เขาเพิ่งเดินออกมา
"ใครมาคะเซย์" ฉันมองผู้หญิงตั้งแต่หัวจรดเท้าฉันยอมรับว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากซึ่งมากกว่าฉันอย่างแน่นอนเธออยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเธอรวบผมขึ้นทำให้ฉันเห็นรอยดูดที่คอของผู้หญิงคนนั้นอย่างชัดเจนก่อนที่ฉันจะหันมามองหน้าเซเดย์อีกรอบและที่คอของเขาก็มีรอยเหมือนที่ผู้หญิงคนนั้นมี ฉันไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่ารอยพวกนี้เกิดจากอะไรเพราะเซย์ก็เคยทำรอยแบบนี้กับฉัน ยอมรับว่าตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ถูกฉันเงยหน้ามองเซย์ที่มองฉันด้วยสายตาว่างเปล่า สายตาของเขาที่ไม่เหมือนเดิม
"นี่มันอะไรกันเซย์ ผู้หญิงคนนี้ทำไมถึงออกมาจากห้องของเซย์" ฉันถามเขาและพยายามทำเสียงให้ไม่สั่น
"เธอคิดว่ายังไงล่ะ"
"เซย์กับผู้หญิงคนนี้...มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดใช่ไหม" ฉันถามเขาแม้จะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบที่ได้มันคืออะไร
"เธอเป็นใครมีสิทธิ์อะไรถึงมาถามเซย์เค้าแบบนี้" ผู้หญิงคนนั้นถามฉันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจพร้อมกับกอดแขนเซย์ไว้แน่นโดยที่เซย์เองก็ไม่ได้สะบัดออก ราวกับบอกเป็นนัยๆว่าทั้งสองคนเป็นอะไรกันแต่ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจ
"แล้วเธอล่ะเป็นใคร" ฉันถามกลับผู้หญิงคนนั้น
"ฉันเป็นแฟนของเซย์" ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ เธอบอกว่าเป็นแฟนของเซย์แล้วเซย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของผู้หญิงคนนี้ด้วย
"หึ แฟนงั้นเหรอ เซย์ผู้หญิงคนนี้บอกว่าเธอเป็นแฟนของนายมันเรื่องจริงใช่ไหมหรือผู้หญิงคนนี้พูดโกหกนายบอกฉันมาบอกความจริงมาทั้งหมด" ฉันถามเซย์เสียงเข้มอย่างข่มอารมณ์ ฉันอยากฟังคำตอบจากเขาเพื่อตัดสินใจว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไป
"ใช่ผู้หญิงคนนี้คือแฟนของฉันเอง"
"ได้ยินแล้วนะยะ" ผู้หญิงคนนั้นหันมายิ้มเยาะใส่ฉันอย่างสะใจ
"ระหว่างเรามันไม่มีความหมายเลยสินะนายถึงทำกับฉันแบบนี้" ฉันพยายามที่จะไม่ร้องไห้ฉันไม่อยากอ่อนแอต่อหน้าเขาหรือใครที่อยู่ในห้องนี้ ฉันหยิบกล่องของขวัญที่ตั้งใจเอามาให้เขาแล้วโยนมันลงที่พื้นจนได้ยินเสียงแตกของกระจกกรอบรูป
เพล้ง!!!! ฉันเห็นเขามองกล่องของขวัญที่พื้นก่อนจะเงยหน้ามามองฉัน ฉันมองเขากลับไปไม่หลบสายตาก่อนจะพูดกับเขาซึ่งฉันคิดว่ามันจะเป็นคำพูดสุดท้ายของฉันที่จะได้พูดกับเขา
"happy birthdayนะเซเดย์ ฉันขอให้นายมีความสุขมากๆนะกับสิ่งที่นายเลือก ความสุขที่นายเคยบอกกับฉันว่าฉันคือความสุขของนาย แต่ตอนนี้ฉันคงไม่ใช่ความสุขของนายอีกต่อไปแล้ว และนี่คือของขวัญวันเกิดปีสุดท้ายที่ฉันจะให้นาย ลาก่อนนะ"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของฉันที่พูดกับเขาก่อนที่ฉันจะรีบเดินออกมาจากห้อง ฉันหลบมานั่งร้องไห้อยู่ตรงบันไดหนีไฟ ตอนนี้ฉันไม่มีแม้แรงจะยืนหรือเดินต่อไปแล้วฉันร้องไห้ออกมาอย่างหนักเพราะสิ่งที่ได้เจอและได้ยินมันเป็นอะไรที่ฉันรับไม่ไหว หมดแล้วความฝันของฉันความฝันความหวังและความรักมันไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงเชียงใหม่ได้ยังไง หลายวันมานี้ฉันไม่มีแรงที่จะทำอะไรเลยร้องไห้จนเพลียแล้วก็หลับพอตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้อีก วนอยู่แบบนี้จนไม่สบายแต่ฉันก็ต้องดูแลตัวเองเพราะฉันอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครดูแล แม้ฉันจะมีทั้งพ่อทั้งแม่ก็ตามแต่ก็เหมือนไม่มีใคร พ่อกับแม่ของฉันท่านเลิกกันไปนานหลายปีแล้วค่ะ พ่อแต่งงานใหม่ย้ายไปอยู่อีกอำเภอตอนนี้ก็มีลูกกับภรรยาใหม่แล้วคงมีความสุขจนลืมฉันไปแล้วเพราะตั้งแต่ภรรยาใหม่พอคลอดลูกพ่อก็ไม่เคยมาหาหรือโทรมาถามฉันเลยสักครั้ง ถามว่าฉันเคยไปหาพ่อที่บ้านภรรยาใหม่พ่อไหมฉันเคยไปแต่ก็เจอกับสายตาไม่พอใจของภรรยาใหม่ที่ไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมาอีกบอกว่าที่นี่ไม่ต้อนรับและไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี่อีก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เคยไปที่นั่นอีกเลยและพ่อก็ไม่โทรมาถามด้วย
ส่วนแม่ของฉันพอเลิกกับพ่อแม่ก็ไปทำงานเป็นแม่บ้านที่อเมริกาและส่งเงินมาให้ฉันใช้แม่บอกว่าแม่จะเก็บเงินให้ได้เยอะๆแล้วจะกลับมาหาฉันจนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนแม่โทรมาบอกว่าแม่กำลังจะแต่งงานใหม่กับเศรษฐีเจ้าของธุรกิจที่นั่นหลังจากที่แม่แต่งานแม่ก็มีชีวิตที่สุขสบายซึ่งฉันก็ดีใจกับแม่ที่แม่ไม่ต้องลำบากทำงานหนักอีก จนมาวันนึงแม่พาสามีใหม่แม่มาเที่ยวที่ไทยเพื่อให้เขาได้มารู้จักกับฉันและนั่นก็ทำให้ฉันรู้ว่าสามีใหม่แม่เป็นคนยังไง สามีใหม่แม่เขาคิดไม่ดีกับฉันเขาแอบเข้ามาในห้องนอนของฉันตอนแม่ไม่อยู่โชคดีที่เซย์มาหาฉันพอดีทำให้ฉันไม่ถูกพ่อเลี้ยงทำมิดีมิร้าย ฉันบอกกับแม่เรื่องนี้แต่แม่ก็ไม่เชื่อหาว่าฉันใส่ร้ายสามีใหม่ของแม่ หลังจากแม่กลับไปแม่ก็ไม่เคยกลับมาหาฉันอีกเลยแต่ทุกเดือนแม่จะส่งเงินมาให้ฉันใช้ไม่เคยขาดทำให้ทุกวันนี้ฉันไม่ต้องลำบากหางานทำหาเงินจ่ายค่าเทอม ถามว่าทุกวันนี้ฉันอยู่กับใครฉันอยู่คนเดียวค่ะอยู่คนเดียวมาตลอดตั้งแต่ครอบครัวแตกแยก ทำให้ที่ผ่านมาคนที่ฉันไว้ใจและมีอะไรก็เล่าให้ฟังคือเซเดย์เขารับรู้เรื่องราวของฉันทุกอย่างเวลาที่ฉันร้องไห้เขาก็จะเป็นคนปลอบ แต่ตอนนี้คงไม่มีแล้วฉันไม่เหลือใครแล้วทั้งครอบครัวทั้งคนรัก ฉันต้องอยู่คนเดียวให้ได้ ฉันต้องเข้มแข็งให้ได้ พอคิดได้แบบนั้นฉันก็ลุกจากที่นอนไปอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายสดชื่นจากนั้นก็ออกไปต้มมาม่ากินก่อนจะกินยาพาราเพราะรู้สึกปวดหัวเนื่องจากร้องไห้มาสองวันเต็มๆ
ตู๊ดดดด ตู๊ดดดด ตู๊ดดดด เสียงมือถือดังขึ้นทำให้ฉันต้องลุกจากโต๊ะกินข้าววิ่งไปหยิบมือถือที่ชาร์ตไว้ในห้องนอน
สายเรียกเข้า...แม่
"สวัสดีค่ะแม่"
"เมื่อวานฉันโทรหาแกทำไมโทรไม่ติดปิดเครื่องทำไม"
"หนูไม่ได้ปิดเครื่องค่ะคือเมื่อวานแบตหมดหนูเพิ่งมาชาร์จเมื่อเช้านี้เอง" ฉันบอกกับแม่ไปตามความจริงเพราะแบตมือถือฉันหมดตั้งแต่วันที่กลับมาจากกรุงเทพคือรู้แล่ะว่าแบตหมดแต่ฉันไม่มีกระจิตกระใจที่จะเสียบสายชาร์จแบตคือมันไม่มีแรงทำอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวก็เลยปล่อยมันไว้แบบนั้นเพราะคิดว่าคงไม่มีใครโทรมาและฉันก็ไม่ต้องโทรไปหาใครอีก
"เอาล่ะเข้าเรื่องเลยละกันที่ฉันโทรมาฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแก"
"แม่มีเรื่องอะไรเหรอคะ"
"ฉันจะขายบ้าน"
"ขายบ้าน??บ้านไหนคะ"
"ก็บ้านที่แกอยู่นั่นไง"
"ขายทำไมคะ"
"พ่อแกมันโทรมาหาฉันมันบอกว่ามันต้องการจะขายบ้านมันบอกว่าจะเอาเงินไปซื้อรถคันใหม่ให้เมียใหม่มันใช้มันก็เลยบังคับให้ฉันขายบ้านเพราะบ้านหลังนั้นฉันกับมันซื้อร่วมกัน เพราะฉะนั้นฉันก็เลยให้คนที่รู้จักประกาศขาย"
"ขายแล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหนคะ"
"อีกไม่กี่เดือนแกก็จะเรียนจบมอหกแล้วไม่ใช่เหรอฉันจะให้แกก็มาอยู่กับฉันที่อเมริกา"
"ไม่ไปค่ะหนูไม่ไป แม่ก็รู้ว่าสามีใหม่แม่เค้าเป็นคนยังไง"
"ถ้าแกไม่ยอมมาอยู่แกก็หาที่อยู่ของแกเองแล้วก็หาเงินใช้เองละกัน"
ตู๊ดดดดดดดดดดดดดด
เอวา...
หลายอาทิตย์ต่อมา...
ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่ห้องอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อมาฟังผลเรื่องที่ฉันขอทุนเรียนต่อมหาลัยจากอาจารย์ซึ่งผลการเรียนโดยรวมของฉันมันเข้าหลักเกณฑ์การขอทุนพอดีโดยฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้เรียนมหาลัยไหนเหมือนกันเพราะเห็นอาจารย์บอกว่าท่านส่งไปหลายมหาลัยทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ฉันหวังแค่ว่าให้ได้เรียนต่อเท่านั้นส่วนจะได้เรียนมหาลัยไหนฉันไม่เกี่ยง เรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆฉันค่อยทำงานเอาเพราะตอนนี้แม่ไม่ส่งเงินมาให้ฉันใช้แล้ว ยังดีที่ผ่านมาฉันไม่ได้ใช้อะไรเยอะก็เลยพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง และตอนนี้บ้านของฉันมีคนสนใจที่จะซื้อแล้วเพราะเมื่อหลายวันก่อนมีนายหน้าพาคนมาดูบ้าน ฉันทำได้แค่ยืนมองพวกเขาเดินเข้าออกห้องนั้นออกห้องนี้อย่างถือวิสาสะเพื่อดูสภาพบ้านและต่อรองราคากัน จากที่ฉันได้ยินคนซื้อพอใจบ้านหลังนี้มากเขาตกลงซื้อเรียบร้อยแล้ว วันต่อมาแม่ก็โทรมาบอกว่าแม่ทำการซื้อขายเรียบร้อยแล้ว เดือนหน้าฉันต้องย้ายออกซึ่งฉันคงจะต้องย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่แต่ก็ยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเพราะเหลืออีกสามเดือนกว่าฉันจะเรียนจบ
"นี่คือหนังสือตอบรับของทางมหาลัย เขาให้ทุนเธอเรียนฟรีจนกว่าจะจบหลักสูตร" อาจารย์ยื่นซองสีน้ำตาลมาให้ฉัน ฉันยกมือไหว้อาจารย์ก่อนจะรับมาเปิดออกดูด้วยมือสั่นเทาด้วยความดีใจเพราะที่อาจารย์พูดแปลว่ามีมหาลัยที่รับฉันเป็นนักศึกษาทุน
"มหาลัยK??"
"ใช่มหาลัยK เป็นมหาลัยที่ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดเพื่อนสนิทเธอก็เรียนอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอนายเซเดย์น่ะ เธอโชคดีมากเลยนะที่ทางนั้นเค้าให้ทุนเธอเพราะที่มหาลัยนี้เค้าไม่ให้ทุนใครง่ายๆต้องเรียนดีความประพฤติดีจริงๆถึงจะได้ทุนมีนักเรียนหลายคนที่อาจารย์ส่งไปขอทุนพร้อมกับเธอแต่เธอได้แค่คนเดียว" ฉันต้องดีใจไหมที่ได้รับทันจากมหาลัยแห่งนี้เพราะมหาลัยKมันคือมหาลัยที่เซเดย์เรียนอยู่ถ้าฉันไปเรียนที่นั่นก็เท่ากับว่าฉันต้องเจอเขาอีกใช่ไหมทั้งที่ฉันตั้งใจแล้วว่าจะไม่ขอเจอเขาอีกตลอดชีวิต
หลายเดือนต่อมา...
ตอนนี้ฉันอยู่ที่หอพัก ฉันหาเช่าหอพักที่มันใกล้มหาลัยมากที่สุดเพื่อประหยัดค่ารถโดยสารเเวลาไปเรียนและตอนนี้ฉันกำลังจะออกไปหางานทำเพราะเงินที่เก็บไว้มันแทบจะไม่เหลือแล้วเพราะฉันใช้ในการเดินทางและจ่ายค่าเช่าห้องค่ามัดจำไปเกือบจะหมดแล้วถ้าไม่หางานทำคงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องเดือนหน้าและไม่มีเงินซื้อข้าวกินด้วยแต่ก็ยังโชคดีที่ทางมหาลัยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนให้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าเทอมที่แพงมากๆรวมถึงอุปกรณ์การเรียนค่าหนังสือค่าชุดนักศึกษาที่ทางมหาลัยให้มาหมดยกเว้นค่ากินค่าอยู่เท่านั้นที่ฉันต้องหาเอง ฉันว่าจะไปเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไม่ก็ร้านกาแฟ แม้จะทำไม่เป็นแต่ฉันก็จะตั้งใจฝึกเอาฉันจะต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้เพราะตอนนี้ฉันไม่เหลือใครแล้วฉันต้องอยู่ให้ได้ฉันจะไม่ง้อใครทั้งนั้น เธอต้องเข้มแข็งนะเอวา เธอต้องอดทนนะ ฉันบอกกับตัวเองทุกวัน
"มาสมัครงานเหรอจ๊ะ" พี่เจ้าของร้านมานั่งคุยกับฉันหลังจากที่ลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกไปแล้วซึ่งร้านกาแฟที่ฉันเข้ามาสมัครตกแต่งได้น่ารักมากๆในสไตล์มินิมอลที่ฉันชอบตอนที่เดินเข้ามาฉันได้กลิ่นกาแฟตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้านไหนจะกลิ่นขนมหอมๆจนทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาจนต้องแอบกลืนน้ำลาย ใจจริงก็อยากจะลองซื้อชิมนะแต่ราคามันแพงเกินไปฉันสู้ไม่ไหว เค้กชิ้นนิดเดียวราคาร้อยกว่าไหนจะกาแฟที่ราคาแพงไม่แพ้กัน
"ค่ะพี่^^"
"ทำกาแฟหรือเครื่องดื่มเป็นไหม" พี่เจ้าของถามซึ่งฉันก็ตอบไปตามตรง
"ไม่เป็นเลยค่ะแต่หนูสัญญาว่าจะฝึกและทำมันให้ได้ค่ะ"
"บอกตามตรงนะจ๊ะพี่น่ะอยากได้คนที่ทำเครื่องดื่มเป็นเพราะตอนนี้พี่อยู่คนเดียวยุ่งมากเพราะพี่ต้องทำขนมเองด้วยพนักงานที่เคยอยู่เค้าลาออกกะทันหันถ้าพี่รับเราเข้ามาช่วยพี่ก็ต้องมาสอนเราอีก" ฉันเข้าใจพี่เจ้าของร้านนะเพราะถ้าพี่เขารับฉันพีเ่ขาก็ต้องเสียเวลาสอนฉันอีก
"หนูเข้าใจค่ะถ้าพี่ไม่รับก็ไม่เป็นไรค่ะหนูขอโทษด้วยนะคะที่มารบกวนพี่" ฉันยกมือไหว้เพื่อลาแต่ยังไม่ทันได้ออกไปพี่เค้าก็เรียกฉัน
"เดี๋ยวก่อนจ๊ะอย่าเพิ่งไป" พี่เจ้าของร้านเรียกโดยที่สายตาของเธอมองใบสมัครของฉันอีกครั้ง
"มีอะไรเหรอคะพี่"
"เรายังเรียนอยู่มหาลัยKเหรอ"
"ใช่ค่ะ"
"ปกติพี่ไม่เคยเห็นนักศึกษามหาลัยนี้มาสมัครงานเลยสักคนเราเป็นคนแรกเลยนะ"
"เหรอคะ"
"อื้มมม น้องชายพี่ก็เรียนอยู่ที่นั่นนะกำลังจะขึ้นปีสองที่นี่ค่าเทอมแพงมากๆพี่ก็เลยสงสัยว่าเราทำไมถึงมาสมัครงานคือพี่ไม่ได้ดูถูกเราหรอกนะจ๊ะ" ฉันเข้าใจที่พี่เจ้าของร้านพูดนะเธอคงจะหมายถึงว่านักศึกษามหาลัยนี้มีแต่ลูกผู้ดีมีเงินเพราะค่าเทอมที่แพงกว่ามหาลัยอื่นๆหลายเท่าไม่น่าจะมาหางานทำแบบนี้
"คือหนูมาจากเชียงใหม่ค่ะเป็นนักศึกษาทุนแต่ถึงจะได้ทุนเรียนฟรีแต่ค่ากินค่าอยู่ต้องหาเองอยู่ดี คือหนูไมไ่ด้เป็นลูกคุณหนูที่บ้านไม่ได้ร่ำรวยทุกอย่างหนูต้องดิ้นรนด้วยตัวเองค่ะถ้าไม่หาไม่ดิ้นรนก็ต้องอดไหนจะค่าหอพักอีก" ฉันพูดอย่างไม่อายเพราะมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสักนิด
"โถน่าสงสารจัง เอางี้พี่รับเราทำงานกับพี่ก็ได้ แต่เราต้องหัวไวนะพี่สอนอะไรก็ต้องจำให้ได้เข้าใจมั้ย" ฉันยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อพี่เจ้าของร้านยอมรับฉันเข้าทำงาน ฉันรีบยกมือไหว้พี่เจ้าของร้านที่ตอนนี้ฉันยังไม่รู้จักชื่อของพี่เขาเลย
"พี่ชื่อพี่แป้งนะจ๊ะ^^" เหมือนพี่เขาจะรู้พี่เขาก็เลยบอกชื่อของพี่เขาให้ฉันรู้
"ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่แป้งที่รับหนูเข้าทำงานหนูจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด^^"
แกร๊งงง แกร๊งงงง เสียงกระดิ่งที่ประตูหน้าร้านดังขึ้นทำให้ฉันหันหลังไปมองคนที่เข้ามาใหม่ซึ่งดูแจากการแต่งกายน่าจะเป็นผู้ชายเขาอยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบแต่เขาสวมหมวกกันน๊อคทำให้ฉันไม่เห็นหน้าเขาแต่พอเขาเข้ามาในร้านและเหมือนตอนนี้เขากำลังมองหน้าฉันอยู่จู่ๆเขาก็หันหลังกลับออกไปอย่างไวแต่พี่แป้งเรียกเขาเสียก่อน
"จะไปไหนปืน!!!" ผู้ชายคนนั้นคงจะชื่อปืนเพราะพอพี่แป้งเรียกชื่อเขาก็หยุดเดินทันที
"เอ่อคือผมลืมของไว้ที่มหาลัยจะรีบไปเอา" เสียงของผู้ชายคนนี้ทำไมฉันรู้สึกคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน
"ลืมอะไร"
"เอ่อออ ลืมมม ลืมมม ผมลืมหมวกกันน็อค" ฉันถึงกับงงเมื่อเขาบอกว่าลืมหมวกันน็อคแล้วที่หัวของเขาตอนนี้ล่ะมันไม่ใช่หมวกกันน็อคเหรอหรือเขามีหมวกหลายใบ
"หมวกกันน็อคเราสีอะไร"
"สีแดงไงพี่ก็ถามอะไรแปลกๆผมมีหมวกอยู่ใบเดียว" แต่ตอนนี้ฉันก็เห็นเข้าสวมหมวกกันน็อคสีแดงอยู่นะ และเมื่อกี๊ฉันได้ยินเขาเรียกพี่แป้งว่าพี่แปลว่าเขาน่าจะเป็นน้องชายของพี่แป้ง
"งั้นก็ไม่ต้องไป"
"ไม่ได้!!!หมวกผมใบละเป็นแสนเกิดหายทำไง" ฉันถึงกับอึ้งกับราคาที่ได้ยินฉันเพิ่งรู้ว่าหมวกกันน็อคเขาขายกันเป็นแสน
"มันไม่ได้หายไปไหนมันอยู่บนหัวของเรานั่นไงไม่เชื่อมองดูในกระจกสิ"
"เออนั่นดิ ผมลืมได้ไงวะ ใส่อยู่แท้ๆ ฮ่า ฮ่า" น้องชายพี่แป้งหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อหันไปส่องกระจกดูแล้วเห็นว่าตัวเองสวมหมวกกันน็อคอยุ่
"เรามาก็ดีละจะได้มาช่วยพี่เทรนพนักงานใหม่"
"พนักงานใหม่??"
"ใช่ พี่รับน้องเอาวาเข้ามาทำงานด้วยแต่เธอยังทำไม่เป็นเรามาก็ดีจะได้มาช่วยสอนเพราะพี่ต้องเข้าไปทำเค้กต่อข้างในลูกค้าสั่งไว้"
"เอ่อ คือว่า"
"มีปัญหาอะไรอีกช่วยพี่แค่นี้ไม่ได้หรือไง ถ้ามีปัญหามากนักพี่จะฟ้องป๊ากับม๊าว่าเราแอบไปแต่งรถเกือบล้านทั้งที่ป๊าสั่งห้าม"
"เห้ยพี่แป้งพี่อย่าบอกป๊านะไม่งั้นผมถูกยึดบัตรแน่"
"ถ้าไม่อยากให้ฟ้องป๊าก็มาช่วยพี่ เอาล่ะถอดหมวกแล้วมาช่วยสอนน้องเค้าทำกาแฟได้แล้ว"
"ไม่ถอดไม่ได้เหรอ"
"คนบ้าที่ไหนจะใส่หมวกกันน็อคชงกาแฟ ถอดออกเดี๋ยวนี้เลยนะถ้าไม่ถอดพี่โทรรายงานป๊าจริงๆนะ"
"ก็ได้ครับ แหมมขู่กันจัง"
และพอน้องชายพี่แป้งถอดหมวกกันน็อคออกฉันก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออกมองหน้าเขาตาค้างอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ว่าตื่นตะลึงที่เขาหล่อหรอกนะคือเขาหล่อจริงๆนั่นแล่ะแต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันสนใจแต่ฉันฉันมองเขาแบบนั้นก็เพราะว่าเขาคือเพื่อนของเซเดย์คือคนที่เปิดประตูห้องให้ฉันในวันนั้น
"นี่นาย!!!"
"เอ่อ สวัสดี^^"