โจรที่เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เมื่อครู่นี้ได้ถูกซูชิงซวู่กระชากคอเสื้อไป จากนั้นนางก็กัดเข้าที่คออย่างแรง
เลือดพุ่งออกมา แล้วโจรก็เอามือกุมคอที่มีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุดพลางล้มนอนลงไปด้วยความเจ็บปวด
ส่วนพวกโจรคนอื่น ๆ ตกตะลึงกับเลือดของซูชิงซวู่จนแน่นิ่งอยู่กับที่ไปเลย ซูชิงซวู่จึงฉวยโอกาสในตอนนี้รีบหยิบมีดจากพื้นขึ้นมาด้วยความคล่องแคล่วว่องไว
มีดยาวถูกโบกไปมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็ฟันไปที่คอของคนที่เหลือ ทำให้มีเลือดพุ่งขึ้นมากลางอากาศเป็นสายเลือด แสงของใบมีดที่คมกริบนั้นสะท้อนไปที่ใบหน้าอันเยือกเย็นของนาง
เห็นได้ชัดเลยว่านี่คือการฆ่าคน แต่มันกลับดูงดงามอย่างยิ่ง
เสี่ยวอู๋เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เวลานี้ร่างกายของซูชิงซวู่ได้ทรุดตัวนั่งลงไปกับพื้นอย่างหมดแรงแล้ว
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เมื่อกี้นี้แค่ชั่วครู่เดียวก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีไปหมดแล้ว
โจรตายไปแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่ถูกกัดคอก็ไม่สามารถทำอะไรได้
นางจึงนอนลงไปกับพื้นเพื่อพักเอาแรง ในขณะเดียวกันก็ประมวลผลถึงความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ไปด้วย
เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกสาวคนโตของฮูหยินเอก มีฐานะสูงศักดิ์ แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นดันเหมือนกับนวนิยายออนไลน์ที่หยาบโลนเหล่านั้นไม่มีผิดเลย ตอนที่นางเกิดมา ฮูหยินคนแรกของอันติ้งโหวก็เสียชีวิตจากภาวะคลอดบุตรยากในทันที
ซู่ชิงซู่จึงต้องโดนตราหน้าว่ามีความผิดที่ดวงแข็งกว่าจนแม่ตนเองต้องตายไปโดยปริยาย ทำให้นางไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อและคนในครอบครัว
ต่อมาอันติ้งโหวก็ได้แต่งงานใหม่กับนางสวี่ แล้วนางก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวมาหนึ่งคน นามว่าซูยวนเอ๋อร์ หลังจากนั้นก็ให้กำเนิดลูกชายอีกคนหนึ่งและลูกสาวอีกคนหนึ่ง ทำให้นางสามารถสร้างรากฐานอยู่ในจวนอันติ้งโหวได้อย่างมั่นคง
นางสวี่เป็นคนหน้าตาดีแต่มีจิตใจชั่วร้าย หากมองผิวเผินนางดูจะรักและเอ็นดูซูชิงซวู่มาก แต่ลับหลังนางกลับใช้กลอุบายชั่วร้ายสารพัดเพื่อทำให้ซูชิงซวู่กลายเป็นที่รังเกียจของอันติ้งโหวและฮูหยินใหญ่มากยิ่งขึ้น
เจ้าของร่างเดิมต้องใช้ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาตั้งแต่วัยเยาว์ โชคดีที่นางมีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นองค์ชายสี่ของราชวงศ์ปัจจุบัน
เพียงแต่องค์ชายสี่นั้นจะแตกต่างไปจากองค์ชายคนอื่น ๆ เพราะแม่แท้ ๆ ของเขาเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำที่สุดคนหนึ่งในวังเท่านั้น ด้วยเหตุนี้องค์ชายสี่จึงไม่เป็นที่โปรดปรายของฮ่องเต้ไปด้วย
แต่อย่างไรเขาก็ยังถือว่าเป็นองค์ชายคนหนึ่งอยู่ดี
เจ้าของร่างเดิมคิดว่า เพียงแค่นางได้แต่งงานกับเขา นางก็จะสามารถหนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้แล้ว ทว่าตอนที่กำลังจะหารือเรื่องการแต่งงานกัน จู่ ๆ นางสวี่ก็เกิดฝันร้ายต่อเนื่องหลายวันติดกัน
หลังจากที่ท่านอาจารย์ทำการคำนวณแล้วก็บอกว่า เป็นเพราะโดนความโชคร้ายของซูชิงซวู่เข้าครอบงำ
เพื่อที่จะขจัดเคราะห์ร้ายนี้ ซูชิงซวู่จะต้องไปที่วัดนอกเมืองด้วยตัวเอง แล้วก็คุกเข่าลงเพื่อขอขมาพระพุทธเจ้าเสีย ถึงจะสามารถขจัดเคราะห์ร้ายนี้ไปได้
แต่แล้วตอนที่กำลังกลับ นางดันไปเจอกับพวกโจรเข้าเสียก่อน ทำให้นางถูกโจรปล้นและข่มเหงรังแก.....
แล้วในช่วงเวลาสำคัญนี้ นางก็เดินทางข้ามเวลามา
ตอนที่ประมวลความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมเสร็จแล้ว สีหน้าของนางก็มืดมนลงทันที
เจ้าของร่างเดิมอาจจะมองไม่ออก แต่นางมองออกทุกอย่าง
ในความทรงจำ คู่หมั้นท่านนี้ของเจ้าของร่างเดิมมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับน้องสาวต่างมารดาของนาง
ยิ่งไปกว่านั้น นางสวี่ก็ดันบังเอิญมาปวดหัวกะทันก่อนถึงวันหมั้นหมายของเจ้าของร่างเดิมเสียอย่างนั้น แล้วนางก็ดันบังเอิญมาเจอโจรแถวพระราชวังจนเกือบจะเสียความบริสุทธิ์ของตนเองไปอีก
ซึ่งหากเจ้าของร่างเดิมสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว นางก็จะไม่สามารถแต่งงานเข้าราชวงศ์ได้
ซูชิงซวู่ใช้มีดพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง แล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ช่างน่าสนใจเสียจริงเชียว
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของนาง หัวหน้าโจรที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตกใจกลัวแทบตาย
สายตาที่เขามองซูชิงซวู่ ราวกับกำลังมองไปที่ยมบาลอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นซูชิงซวู่มองมา เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจกลัว แล้วก็รีบล้มลุกคลุกคลานถอยหลังไปโดยที่ไม่ได้สนใจคอที่บาดเจ็บอยู่เลย
“อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา แค่ก แค่ก!”
ทันใดนั้นเสียงของเขาแหบขึ้นมา เขาสำลักน้ำเลือดจนไอออกมาในทันที
ตอนนี้พละกำลังของซูชิงซวู่ฟื้นตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว นางจึงเดินตรงไปหาชายคนนั้น แล้วก็เหยียบลงไปที่หน้าอกของเขา จากนั้นก็ใช้มีดจ่อไปที่คอของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“บอกมา ใครส่งเจ้ามา?”
สีหน้าของโจรผู้นั้นดูหวาดกลัวมาก มันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า “ปล่อยข้าไปเถิด หากเจ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าจะบอก”
ซูชิงซวู่ไม่ได้ตอบ แต่กลับเพิ่มแรงเหยียบมากขึ้นและพูดว่า “ข้าจะนับถึงสาม ถ้าเจ้ามิยอมบอก เจ้าก็เตรียมลงไปบอกกับยมบาลที่นรกได้เลย”
รูม่านตาของโจรหดตัวลงอย่างฉับพลัน
ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนองอะไรกลับมา ซูชิงซวู่ก็เริ่มนับขึ้นมาแล้ว “หนึ่ง”
“ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะบอก”
เหงื่อเม็ดใหญ่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาตามแก้มของโจร แต่เขาก็ยังคงมีความหวังอยู่
เขาคิดว่าต่อให้ซูชิงซวู่จะอยากถามให้ได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่นางก็คงไม่ถึงขั้นที่ฆ่าเขาได้หรอก
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูชิงซวู่ก็หัวเราะเยาะออกมาและพูดต่อว่า “สอง”
“ฉึบ”
มีดถูกฟันลงมาตามเสียงของนาง
ตัดคอโจรเข้าอย่างจัง
เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ปากก็ยังคงพึมพำออกมาว่า “เจ้าบอกว่า...... จะนับถึงสาม.....”
“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอก แล้วเหตุใดข้าถึงต้องเสียเวลาด้วยเล่า?”
นางดึงมีดกลับมา การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วและดูช่ำชองอย่างยิ่ง
เอื้อก
เสียงเสี่ยวอู๋กลืนน้ำลายดังขึ้นมา
“ฆ่าเขาทิ้งเช่นนี้ แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าใครคิดจะปองร้ายเจ้า?”
ทันใดนั้น มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ซูชิงซวู่หันกลับไปด้วยความระแวดระวัง แล้วนางก็เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพประทานของใครคนหนึ่ง
บุรุษผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาและมีกิริยาท่าทางที่สง่างามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ขาทั้งสองข้างของเขาเหมือนจะมีความผิดปกติ เพราะเขานั่งอยู่บนรถเข็น
นางรีบรื้อฟื้นในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทันที จากนั้นไม่นานนางก็เจอข้อมูลที่เกี่ยวกับบุรุษที่อยู่ตรงหน้านาง
เขาคือเผ่ยเสวียนจู ผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ น้องชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน สมญานามเดิมที่ได้รับการพระราชทานคือ ‘จิ้น’ ต่อมาเนื่องจากเขามีคุณงามความดีด้านการรบ ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ เพื่อคอยช่วยเหลือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในสายตาของเหล่าขุนนางและประชาชน เขาก็เป็นคนทรยศที่ควบคุมทั้งราชสำนักและกองทัพอยู่ดี จะบอกว่าชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสียไปแล้วก็ว่าได้
หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาดันถูกวางยาพิษที่แปลกประหลาดเข้า ขาทั้งสองข้างของเขาจึงพิการ เพราะเหตุนี้เขาจึงแทบจะไม่เคยให้ความสนใจเรื่องราวของในราชสำนักอีกเลย
ซูชิงซวู่ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เจอกับเขา
โดยปกตินางก็มีความชอบในด้านทหารอยู่แล้ว จากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางก็รู้ได้ว่าบุรุษผู้นี้คือวีรบุรุษที่ไปอยู่ที่ชายแดนเพื่อปกป้องดินแดนให้กับราชวงศ์ แล้วก็ยังยึดดินแดนที่สูญเสียไปคืนกลับมาได้อีกด้วย ทำให้เขามีคุณงามความดีด้านการรบที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
หลังจากรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในตอนแรก ไม่นานนางก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง
“คนที่คิดจะปองร้ายข้าก็มิเว้นแต่คนพวกนั้นแหละ ในเมื่อมิรู้ว่าเป็นใคร เช่นนั้นก็ไล่คิดบัญชีไปทีละคนเลยก็สิ้นเรื่อง”
น้ำเสียงของนางฟังดูสบาย ๆ และไม่ได้เก็บซ่อนเจตนาฆ่าเอาไว้แต่อย่างใด
เสี่ยวอู๋ตัวสั่นระริก ไม่สามารถที่จะตัดสินสตรีจากรูปลักษณ์ได้เลยจริง ๆ ใครจะไปคิดเล่าว่าหญิงสาวที่ภายนอกดูบอบบาง ลับหลังจะสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น
บังเอิญว่าเวลานี้มีเสียงกีบม้าดังมาจากระยะไกลพอดี
นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย คนพวกนี้มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่
แต่นางยังไม่ทันได้จัดการกับศพเลย อีกอย่างการกระทำทุกอย่างของนางเมื่อกี้นี้ก็ถูกบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเห็นในทุกรายละเอียดไปแล้วด้วย
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ชีวิตไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง หากอยู่ในเมืองจิง จำเป็นที่จะต้องมีคนมีอำนาจคอยคุ้มกัน....... แล้วหลาย ๆ เรื่องก็จะได้จัดการได้อย่างง่ายดาย
ซูชิงซวู่มีแผนการในใจแล้ว ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าไปมองเผ่ยเสวียนจูและพูดว่า “ท่านอ๋องจิ้น สนพระทัยที่จะร่วมมือกับหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?”
เผ่ยเสวียนจูเคาะนิ้วที่เรียวยาวของเขาลงบนรถเข็นเบา ๆ และพูดว่า “เจ้ามีข้อดีอันใดหรือ?”
สายตาของซูชิงซวู่จ้องมองไปที่ขาของเป้ยเสวียนชู่ จากนั้นนางก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า “หม่อมฉันสามารถรักษาขาของท่านได้เพคะ”
ทันทีที่นางพูดจบ ใบหน้าของเสี่ยวอู๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เปลี่ยนไปทันที
เขามองไปที่ซูชิงซวู่ด้วยความระแวดระวัง แววตาแสดงอาการโกรธออกมาเล็กน้อย
แววตาของเผ่ยเสวียนจูก็มืดมนลงด้วยเช่นกัน เขาสูญเสียความสนใจไปทันที
เดิมทีเขาคิดว่าก็ดูน่าสนใจอยู่หรอก แต่ที่แท้ก็เป็นแค่แผนการที่จงใจให้เกิดขึ้น
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของนาง สรุปแล้วคือเสด็จพี่ตัวดีของเขา หรือว่าเป็นหลาน ๆ ตัวดีพวกนั้นกันแน่
ซูชิงซวู่ไม่ได้พูดจาไร้สาระแต่อย่างใด คนนอกต่างก็รู้กันดีว่านางเป็นสายลับระดับแนวหน้าของโลก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยเรียนแพทย์กับหมอผีมาก่อน ตอนที่นางเห็นขาของเผ่ยเสวียนจูในครั้งแรก นางก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ในทันที
เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูเอาแต่เงียบ
ซูชิงซวู่ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องไม่ไว้ใจนางเป็นแน่
นางจึงพูดออกไปตรง ๆ เลยว่า “ถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ขาของท่านอ๋องน่าจะเกิดจากพิษเย็นเป็นแน่ ทุกคืนจะมีอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับโดนแมลงนับพันตัวกัดใช่หรือไม่เพคะ?”
“บังอาจ!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ เสี่ยวอู๋ก็ต่อว่าขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดันทันที
เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูไม่เชื่อ นางก็ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า แล้วก็เอามือวางลงบนชีพจรของเผ่ยเสวียนจู
อากาศร้อนถึงเพียงนี้ แต่มือของเผ่ยเสวียนจูกลับเย็นเข้ากระดูกเสียอย่างนั้น