หัวของเจียงช่านขาวโพลนไปหมด
เธอรู้สึกว่าอกแกร่งที่ร้อนระอุกำลังแนบอยู่ที่หลังของเธอ ทำให้ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจที่แรงมาก ความเป็นชายของเขาโอบรัดเธอไว้แน่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แขนขาของเธอยังคงแข็งทื่อ และไม่สามารถขยับได้
มือของผู้ชายคนนั้นหยุดชะงักไป
“รู้ไหมว่าผมเป็นใคร?”
เจียงช่านถึงกับอึ้ง
สิ่งที่เขาต้องการจะพูดก็คือเขาเป็นสามีของเธอ นี่เป็นคืนเข้าหอของพวกเขา เรื่องแบบนี้ระหว่างสามีภรรยานั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่เจียงช่านกลับตอบคำถามของเขา อกมาอย่างกลัว ๆ ว่า “ฉันรู้... คุณคือกู้เหมิ่ง”
ตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย และมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
กู้เหมิ่ง... เฮอะ ขอบคุณที่เธอยังรู้จักชื่อนี้
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่กู้เหมิ่ง
เธอเองก็ไม่ใช่เจียงเหยา
จริง ๆ แล้วเขาสามารถบอกได้ตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินเข้ามาแล้วว่าเธอเป็นแค่ตัวแทน แม้ว่าจะไม่รู้เหตุผล แต่จากนิสัยของคุณหนูตระกูลเจียงแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแต่งงานกับคนบ้านนอกแบบนี้
แต่ไม่เป็นไร เธอแต่งงานแทน เขาเองก็แต่งงานแทน ถือซะว่าเจ๊ากันไป
“กู้เหมิ่ง...”
เขากลับมาได้สติอีกครั้ง และตอนที่เขาก้มหน้าลงสบตากับแววตาคู่สวยของเธอ เขาก็ได้เห็นแววตาที่อ่อนโยน ปนไปด้วยความอาย เหมือนมือที่มองไม่เห็น มาคว้าหัวใจของเขาไป
“ขอโทษค่ะ ฉันตื่นเต้นไปหน่อย” เธอกัดริมฝีปาก ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปโอบรอบคอเขาอย่างลองเชิง “คุณเป็นสามีของฉัน คุณจะทำอะไรกับฉันก็ได้... ง...งั้นเรามาเริ่มกันเถอะค่ะ”
เม็ดเหงื่อไหลออกมาจากปลายจมูกเล็ก ๆ ของเธอ เธอเขยิบเข้าไปใกล้เขาอย่างเงอะงะแต่ตัวของเธอนั้นสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ใจของกู้เหมิ่งเต้นรัว ตอนที่เธอทำอะไรไม่ถูก และกำลังจะจูบริมฝีปากเขานั้น จู่ ๆ เขาก็จับมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ และดันเธอให้ห่างออกไปจากเขา
เจียงช่านถึงกับชะงัก หน้านั้นยังคงแดงอยู่ ดวงตากลมโตของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง
“ช่างเถอะ” เขามองเธอ “วันนี้เธอเหนื่อยแล้ว รีบนอนเถอะ”
“กู้เหมิ่ง ฉัน...”
“ฉันว่าเธอต้องใช้เวลาสักพักถึงจะชินกับมัน ก่อนที่เธอจะชินกับการมีสามีนั้น ฉันจะไม่ทำให้เธอลำบากใจ”
เขาพูดพลางพลิกตัวกลับไป
เจียงช่านมองแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาอย่างเหม่อ ๆ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แล้วก็ได้ยินเสียงกรนเบา ๆ ดังขึ้นมา
เธอถึงได้สังเกตเขาอย่างละเอียด
เขาดูหล่อมากในยามที่เขาหลับ ใบหน้าคมคาย คิ้วคมนั้นดูมีเสน่ห์ในแบบฉบับของผู้ชาย แขนแกร่งที่วางอยู่ใต้หมอน หุ่นที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ทำให้เธอถึงกับหน้าแดงขึ้นมา
ใจของเจียงช่านเต้นไม่เป็นจังหวะ และรีบหันหน้าหนี
ขณะที่เธอเริ่มง่วง เธอก็นึกถึงคำดูถูกก่อนที่เธอจะแต่งงานของแม่เลี้ยง และเจียงเหยาขึ้นมา พวกเธอบอกเธอว่าเมื่อก่อนนั้นตระกูลกู้เป็นเพื่อนกับพวกเขา และเคยสัญญาว่าจะให้ลูก ๆ ของทั้งสองตระกูลแต่งงานกัน แต่หลังจากสิ้นเนื้อประดาตัว ตระกูลกู้ก็มาหลบอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาเล็ก ๆ ลูกชายของตระกูลกู้นั้นก็ไม่ได้เรื่อง เขาเป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียง และว่ากันว่ามักจะเข้าออกสถานพินิจอยู่เป็นประจำ...
“ฉันจะแต่งงานกับอันธพาลได้ยังไง?” เจียงเหยาพูดออกมาอย่างเย่อหยิ่ง “แกเหมาะสมกว่า ยังไงซะแม่ของแกก็มีผู้ชายมามากมายนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว น้องชายของแกก็เป็นลูกของผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้!”
“คนอย่างแก ก็เหมาะแค่กับอันธพาลบ้านนอกนั่น!”
“ช่านช่าน แกลองคิดให้ดีนะ” ท่าทางของพ่อของเธอก็เย็นชาเช่นกัน “ตราบใดที่แกยอมแต่งงานกับกู้เหมิ่งแทนเหยาเหยา ฉันจะให้เงินแกก้อนนึงเพื่อเอาไปรักษาแม่ของแก”
แม่เลี้ยงก็ด่าขึ้นมาว่า “การที่ให้อีตัวอย่างแกแต่งงานในฐานะคุณหนูรองของตระกูลเจียงนั้นก็ถือเป็นเกียรติมากแล้ว! รู้จักสถานะของตัวเองด้วย!”
เจียงช่านสะดุ้งตื่น และก็พบว่าฟ้าสว่างจ้าแล้ว และผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ เธอนั้นก็หายไปแล้วเช่นกัน
เธอสวมชุด ออกไปที่สนามหน้าบ้าน และเห็นกู้เหมิ่งกำลังออกกำลังกายยามเช้าอยู่
เขาเปลือยท่อนบน ถือดัมเบลสลับกันด้วยมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อของเขาเหมือนก้อนอิฐก้อนเล็ก ๆ พอแสงยามเช้าส่องมาทำให้เขาดูเหมือนเทพบุตรลงมาจากฟากฟ้า ใบหน้าเล็ก ๆ ของเจียงช่านร้อนผ่าวขึ้นมา เธอเอ่ยทักทายเขาอย่างนุ่มนวล “ตื่นเช้าจังนะคะ!”
กู้เหมิ่งหันหน้าไป และมองเธอนิ่ง ๆ
เจียงช่านมองไปรอบ ๆ สนามไม่ใหญ่ และค่อนข้างรก มีกระสอบทราย นวมชกมวย ไม้เบสบอล ดัมเบล และของอื่น ๆ กระจายอยู่ทั่ว เธอรู้สึกอึดอัดขึ้นมา เธอไม่กล้าพูดว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่กู้เหมิ่งคงจะไปชกต่อยอยู่เป็นประจำแน่ ๆ
ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้นิสัยเป็นยังไง?
ได้ยินมาว่าคนที่นี่นั้นถือว่าผู้ชายเป็นใหญ่ และเป็นเรื่องปกติที่จะทุบตีภรรยาเวลาที่พวกเขาเมา
เจียงช่านกัดริมฝีปากของเธอ ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว และกลั้นหายใจพลางถามเขาว่า “เอ่อ... ทานอาหารเช้ารึยังคะ?”
“ยัง” ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างเย็นชาสองสามคำ “คุณไปทำสิ”
เจียงช่านพยักหน้า ก่อนจะหันหลังกลับ และวิ่งเข้าไปในครัว
เธอทำอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาไม่นานในการทำโจ๊กข้าว ทอดไข่ และหั่นแฮมใส่จาก พลางเอาไปเสริ์ฟตรงหน้ากู้เหมิ่ง
กู้เหมิ่งเงยหน้าขึ้น และสบตาเข้ากับสายตาของเธอที่ยิ้มออกมาอย่างสดใส จู่ ๆ ใจเขาก็เต้นขึ้นมา เขาคีบแฮมชิ้นนึงแล้วยื่นใส่จานให้เธอ
เจียงช่านอึ้งไป และตอนที่กำลังจะปฏิเสธก็ได้ยินเสียงทุ้มของผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า “กินเยอะ ๆ ผอมมาก!”
“อ่อ...”
เธอเม้มปาก จริง ๆ แล้ว เธอมีเรื่องจะคุยกับกู้เหมิ่ง อย่างเช่น เธออยากจะขอโทษเรื่องเมื่อคืน จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติสำหรับคู่บ่าวสาว แต่เธอกลับทำเหมือนกับว่าเขาบังคับเธอ
และเธอต้องการถามเขาเกี่ยวกับเรื่องในอนาคต พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ดังนั้นพวกเขาควรจะมีแผนสำหรับชีวิตของพวกเขา
อีกทั้งเธอยังไม่รู้เลยว่าเขาทำอาชีพอะไร และทำอะไรเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว...
พวกเขายังต้องรู้จักกัน และกันให้มากขึ้นกว่านี้
แต่ก็เห็นว่ากู้เหมิ่งนั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน พอเขายกมือขึ้น เธอก็เห็นข้อนิ้วด้าน ๆ ของเขา ซึ่งมาจากการที่ต่อยกระสอบทรายนับครั้งไม่ถ้วน
เจียงช่านกำลังจะพูด แต่ก็ได้แต่กลืนมันลงไป
มื้อแรกของคู่บ่าวสาวนั้นเงียบ และยาวนาน เจียงช่านไม่ได้ไม่รู้สึกเศร้า ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็ไม่มีทางหันหลังกลับได้แล้ว
“ว่าแต่ วันนี้มีแพลนอะไรไหมคะ?” เจียงช่านถาม
กู้เหมิ่งชะงักไป “ทำไมเหรอ?”
“ฉันจะไปในเมืองเพื่อคืนชุดแต่งงานค่ะ” เธอพูดแล้วยิ้มออกมา
สายตาของกู้เหมิ่งแข็งทื่อ เขาไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งงานนี้เลย และเขาก็ไม่รู้ว่าชุดแต่งงานของเธอนั้นเช่ามา เวลาผู้หญิงคนอื่นแต่งงาน มันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ต้องซื้อชุดแต่งงานกลับบ้านกันทุกคนหรอกเหรอ? พอคิดแบบนี้ ใจของเขาก็มีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณไปกับฉัน!” พอเจียงช่านเห็นว่าเขาเงียบไป เลยรีบอธิบายขึ้นมา “ฉันเอาชุดแต่งงานไปคืนเองได้ ถ้าคุณมีธุระต้องทำก็ไปทำเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงฉัน”
“อืม” ผู้ชายคนนั้นตอบกลับมาเรียบ ๆ
ทั้งคู่ต่างก็เคารพซึ่งกันและกัน
เจียงช่านซักชุดแต่งงานให้สะอาด และเอามันใส่ถุงอย่างเดิม ต่อรถเมล์สองสามรอบก็มาถึงร้านชุดแต่งงานในเวลาเกือบจะเที่ยง
ตอนที่แต่งงานนั้น นอกจากสินสอดที่รับปากไว้ ตระกูลเจียงไม่ได้เตรียมอะไรให้เธอเลย เธอทำได้เพียงเสาะหาร้านเล็ก ๆ บนถนน แล้วมาพบร้านชุดแต่งงานที่มีราคาที่เธอพอใจร้านนี้ ร้านไม่ใหญ่ และพนักงานก็เคยชินกับการดูถูกคน โดยเฉพาะคนที่เช่าชุดแต่งงานอย่างเจียงช่านนั้นแทบจะไม่ได้รับการต้อนรับเลย
“คุณผู้หญิง คุณแน่ใจเหรอคะว่าเราจะให้คนเช่าชุดนี้ได้อีกน่ะ?” พนักงานร้านเค้นเสียง สีหน้าเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “คุณดูเอาเองละกันว่ามันอยู่ในสภาพไหน!”