คำขอร้องด้วยลมหายใจอันแผ่วเบาของผู้เป็นพ่อ ที่เวลานี้นอนติดเตียงเพราะอาการป่วยหนักที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ทุกเมื่อ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของญาตาวี
“แต่งงานกับเพื่อนพ่อเถอะดาหลา พ่อจะได้นอนตายตาหลับ นะลูก” ประโยคนี้มันตามหลอกหลอนจนเธอนอนไม่หลับมาหลายต่อหลายคืน
จู่ๆ พ่อก็ขอให้เธอแต่งงานทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แวว แถมคนที่เธอต้องไปแต่งด้วยคือผู้ชายแก่ๆ รุ่นพ่อ นอกจากแก่แล้วก็ยังหัวล้าน อ้วนลงพุง แถมปากเหม็นอีกต่างหาก แม้จะได้ชื่อว่าเพื่อนของพ่อก็เถอะ แต่เธอไม่ได้พิศวาสสักนิด แล้วผู้ชายแบบนั้นเหรอที่เธอควรจะมอบจิ้นให้ แค่คิดญาตาวีก็สยองจนขนลุกไปทั้งตัวแล้ว
เธอค้านเสียงแข็งว่าไม่ต้องการแบบนี้ เป็นตายร้ายดีเธอก็ไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด ผลที่ได้คือพ่อช็อกถึงกับโคม่าเป็นตายเท่ากัน ถ้าแม่อยู่ป่านนี้คงช่วยพูดกับพ่อ คงช่วยปลอบเธอได้ แต่ก็คงเป็นแค่ความฝัน นั่นเพราะแม่จากเธอไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
“แต่งงานกับลุงเถอะนะหนูดาหลา ลุงสัญญาว่าจะดูแลหนูเป็นอย่างดี” นี่คือคำมั่นสัญญาที่แสนหวานจากปากของผู้ชายตัณหากลับ ที่อายุอานามก็เจ็ดสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว แต่ยังหมายมั่นปั้นมืออยากแต่งงานกับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
“ไม่แต่งค่ะ”
“ถ้าไม่แต่ง หนูก็น่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อันที่จริงลุงเองก็ไม่อยากทำแบบนี้นักหรอก” อานนท์มองญาตาวีราวกับจะกลืนกิน แววตาแบบนี้ทำให้เธอขยะแขยง
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ”
“หนูรู้ใช่ไหมว่าทวยเทพเอาบ้านมาจำนองไว้กับลุง”
“ทราบค่ะ” แค่อานนท์เอ่ยประโยคนี้มาญาตาวีก็เห็นลิ้นไก่แล้ว มีหรือเธอจะไม่รู้เรื่องนี้ เพราะพ่อก็เคยบอกว่าเอาบ้านไปจำนองไว้กับเพื่อน เพื่อเอาเงินมาหมุนธุรกิจกับจ่ายค่าเทอมให้เธอ ซึ่งเธอเองก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าธุรกิจของพ่อที่สร้างมันเพื่อเธอถูกอานนท์ซื้อหุ้นไปจนหมด เวลานี้หากขาดพ่อ ญาตาวีก็เหมือนตัวคนเดียว
“ถ้าหนูต้องการยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่เอาเงินสดสิบล้านมาไถ่ถอนบ้านคืนจากลุง รวมทั้งเงินค่ารักษาทวยเทพที่ลุงจ่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งยอดมันก็ไม่ได้มากมายอะไรแค่ล้านต้นๆ เท่านั้นเอง ลุงขอเงินทั้งหมดภายในพรุ่งนี้”
“พะ…พรุ่งนี้เลยเหรอคะ” สีหน้าของญาตาวีนั้นเต็มไปด้วยความตกใจ
“ใช่…การหาเงินล้านกับแต่งงานกับลุง ดูเหมือนอย่างหลังจะง่ายกว่า จริงไหมหนูดาหลา”
“พ่อรู้ไหมคะ”
“รู้อะไร” อานนท์มองเด็กสาวด้วยความสงสัย
“รู้ว่าคนที่พ่อไว้ใจ ที่พ่อบอกว่าคือเพื่อนที่แสนดีลับหลังจะเป็นคนเจ้าเล่ห์แบบนี้” คำพูดเย้ยหยันของญาตาวีไม่ได้ทำให้คนฟังสะทกสะท้านใดๆ แม้แต่น้อย นั่นเพราะสำหรับอานนท์แล้วหากตัดสินใจทำอะไรลงไป มันต้องมีกำไรสิถึงคู่ควร แม้จะกับเพื่อนสนิทก็ตามที เพราะตนหลงชอบญาตาวีมานานหลายปี เฝ้ามองการเติบโตอย่างสวยงามมาโดยตลอดกระทั่งสบโอกาสมีหรือจะไม่รีบฮุบ
“นั่นก็เพราะหนูดื้อรั้นไม่ยอมทำตามคำสั่งของทวยเทพต่างหาก ถ้าหนูทำตัวน่ารักๆ กับลุง ทุกอย่างก็ไม่เป็นแบบนี้ เป็นเมียลุงสบายออกจะตายไป ไว้ลุงจะให้คนพาไปลองชุดเจ้าสาว”
“ไม่จำเป็นค่ะ”
“ตามใจ หนูอยากใส่ชุดอะไรลุงก็ไม่ว่า พรุ่งนี้เช้าลุงจะไปรับที่บ้านจากนั้นจะพาไปสำนักงานเขตเพื่อจดทะเบียนสมรส แล้วหลังจากนี้อีกหนึ่งอาทิตย์เราจะจัดงานแต่งงานกัน”
“เร็วไปค่ะ หนูยังไม่พร้อม”
“แต่ลุงพร้อม หลังจากจดทะเบียนสมรสเสร็จ หนูก็ต้องย้ายไปอยู่กับลุงที่บ้านทันที” ประโยคที่ได้ยินทำเอาคนฟังอึ้ง เวลานี้ญาตาวีรู้สึกราวกับว่ามีอะไรหนักๆ มาฟาดลงตรงศีรษะสุดแรง
“ไม่ไปค่ะ”
“ต้องไป เพราะลุงขายบ้านหนูให้คนอื่นไปแล้ว” ความรู้สึกก่อนหน้าที่ว่าอึ้งยังเทียบไม่ได้กับตอนนี้ เพราะมันทั้งอึ้งทั้งหายใจไม่ออกในเวลาเดียวกัน
“วะ…ว่าอะไรนะคะ”
“หนูฟังไม่ผิดหรอก”
“ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ด้วย ทำไม” น้ำเสียงสั่นเครือของคนที่ถูกมัดมือชกไร้ซึ่งทางออกเอ่ยถาม
“ลุงก็แค่อยากให้หนูดาหลาไปอยู่กับลุงเร็วๆ ตกลงตามนี้ ห้ามมีข้อแม้” เอ่ยจบอานนท์ก็กลับออกไป ทิ้งให้ญาตาวีจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
เวลานี้เธอมืดแปดด้านไปหมด ไร้ทางออกใดๆ ให้เลือกเดิน อยากจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการหนีไปให้ไกลๆ หรืออยากตายให้พ้นๆ แต่พอมองไปยังห้องที่ภายในมีพ่อซึ่งนอนป่วยหนักอยู่ก็ทำไม่ได้ แต่จะให้ยอมแต่งงานกับอานนท์ก็ยังทำไม่ได้อีก นั่นทำให้เธอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจะร้องไห้แต่กลับรู้สึกจุกอยู่ในอกจนร้องไม่ออก
1
“ฉิบหายแล้วแกเอ๊ย!” ทันทีที่ได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ พรพรรณก็ถึงกับถอนหายใจออกมาหนักๆ ตามด้วยคำสบถ พร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ
“มาก” ญาตาวีก้มหน้าก้มตาเอ่ย สีหน้าดูเศร้าหมองชนิดที่ว่าไม่เคยเศร้าอะไรขนาดนี้มาก่อน ขนาดพ่อป่วยหนักเธอก็บอกตัวเองให้สู้ แต่พอมาเจอเรื่องนี้เข้า เรี่ยวแรงที่จะบอกให้ตัวเองสู้กลับหดหาย
“ชีวิตแกนี่ โคตะระน่าสงสารโคตรๆ” พรพรรณถอนหายใจออกมาหนักๆ แม้ชีวิตเธอจะไม่ต่างไปจากญาตาวีสักเท่าไหร่นัก แต่จะว่าไปการที่ถูกครอบครัวตัดหางปล่อยวัดไม่ติดต่อหาเลยแบบนี้ ก็อาจเป็นเรื่องดีกว่าที่ญาตาวีกำลังเผชิญอยู่ก็เป็นได้
“เออดิ พ่อไปรับปากแบบนั้นได้ยังไง ทำไมไม่ถามฉันก่อนสักคำ”
“ก็ถ้าถาม เขาจะเรียกว่าคลุมถุงชนเหรอยะ”
“พ่อฉันถูกมัดมือชกมากกว่า อุตส่าห์ไว้ใจเพื่อน สุดท้ายเป็นไง” เอ่ยจบญาตาวีก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ ความรู้สึกที่ว่ามืดแปดด้านมันเป็นยังไง เธอก็กำลังเจอมากับตัวอยู่ในเวลานี้
“บอกความจริงพ่อแกดีไหม”
“ไม่…เพราะถ้าบอกไปแล้วเกิดพ่อฉันช็อกขึ้นมาอีก คราวนี้ฉันคงไม่โชคดี คงได้เสียพ่อไปจริงๆ แน่แก คิดแล้วก็อยากตายว่ะ” นั่นเพราะก่อนหน้านี้อาการป่วยของผู้เป็นพ่อนั้นโคม่ามาตลอด หากต้องมาฟังเรื่องนี้อาจช็อกจนเสียชีวิตได้ ซึ่งญาตาวีไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
“ตายทั้งๆ ที่ยังจิ้นไม่ได้นะเว้ยแก ยมบาลไม่รับ” ญาตาวีหันขวับมามองหน้าเพื่อนสนิทตาขวางที่ยังจะมาเล่นมุกอะไรตอนนี้
“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ให้ฉันไปนอนกับไอ้เฒ่าตัณหากลับคนนั้นอย่างนั้นเหรอ แค่คิดฉันก็ขยะแขยงจนขนลุกไปทั้งตัวแล้วเนี่ย” ไม่ใช่แค่พูดเพราะเวลานี้ญาตาวีขนลุกขนพองไปทั้งตัวแล้วจริงๆ
“งั้นแกก็จ้างใครสักคนไปเป็นแฟนปลอมๆ ดิ เหมือนในหนังในละครไง” พรพรรณเสนอทางเลือกให้ นั่นเพราะเวลานี้สมองเธอก็ตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยจะออกเหมือนกัน
“จ้างใคร หันซ้ายหันขวาข้างตัวฉันก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น”
“เอ่อ…เดี๋ยวฉันช่วยหาให้ รับรองมันต้องมีสิ”
“รีบหาให้ได้ก่อนพรุ่งนี้เลยนะแก”
“พรุ่งนี้เหรอ ใครจะหาทันวะนะ” สีหน้าของพรพรรณตกใจไม่น้อย นั่นเพราะคิดว่าคงมีเวลาให้เตรียมการมากกว่านี้
“เออน่ะดิ เพราะพรุ่งนี้ฉันต้องไปจดทะเบียนสมรสกับไอ้เฒ่านั่นแล้วต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านด้วยกันเลย อาทิตย์หน้าก็จะจัดงานแต่งงานให้ โอ๊ย...อยากตาย” ญาตาวีร้องโอดโอยออกมา รู้สึกหมดหนทางให้ไปแล้วจริงๆ
“จะเอาเงินให้แกยืมแต่ฉันก็เพิ่งโอนเงินซื้อที่ไปด้วย ตอนนี้เงินสดที่เหลืออยู่ในแบงก์เลยมีไม่มาก แกผลัดไปก่อนสักสองสามวันได้ไหมอ่ะ พอดีลูกค้านัดจ่ายค่าสินค้าช่วงนั้น รวมๆ กันก็น่าจะได้ครบ” พรพรรณเสนอทางออกให้
“คงไม่ทันว่ะแก”
“เอ้า!” หน้าตาคนข้างๆ ดูห่อเหี่ยว พรพรรณถอนหายใจออกมาหนักๆ เพราะไม่รู้จะช่วยญาตาวียังไงเช่นกัน
“อยากตายให้มันรู้แล้วรู้รอด” เสียงบ่นว่าอยากตายดังมาจากญาตาวีอีกครั้ง แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่ถ้าให้ทำจริง เธอก็ไม่กล้าอยู่ดี หนึ่งคือกลัวตาย สองคือไม่อยากตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการทิ้งพ่อไว้เพียงคนเดียว เพราะถ้าไม่มีเธอแล้ว พ่อก็ไม่เหลือใครอื่นอีก
“ก็บอกแล้วตายทั้งๆ ที่ยังจิ้นยมบาลท่านไม่รับ” แม้จะเครียดแสนเครียดแต่พรพรรณก็ยังมีอารมณ์ขัน อย่างน้อยๆ ก็ทำให้อารมณ์หน่วงๆ ของญาตาวีในเวลานี้ดีขึ้นมาแม้จะไม่มากก็ตาม
“ไม่รับก็ช่าง ฉันลอยเป็นสัมภเวสีขอส่วนบุญคนนั้นคนนี้เอาได้ ดีกว่าต้องไปเป็นเมียไอ้แก่บ้ากามตัณหากลับนั่น” ญาตาวีเรียกอานนท์ชนิดไม่หลงเหลือความเคารพใดๆ ให้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเธอเคารพอานนท์มาก เพราะคือเพื่อนสนิทของพ่อ แต่พอรู้ธาตุแท้เธอก็เคารพไม่ลง
แต่จะให้ไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาไถ่อิสรภาพเธอก็จนปัญญาเช่นเดียวกัน เพราะมองไปทางไหนก็ไร้ทางออก จะไปกู้เงินนอกระบบใครมันจะให้กู้ เพราะยอดมากมายตั้งสิบๆ ล้าน
“ใจเย็นๆ ไว้ก่อน”
“เย็นยังไงแก อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้วเนี่ย...ฮือๆ” ญาตาวีร้องไห้ออกมา แม้มันจะไม่มีน้ำตาก็ตาม
“ทุกปัญหามันย่อมมีทางออกเสมอ ไหนๆ แกก็จะต้องเสียจิ้นอยู่แล้ว แถมยังต้องมาเสียแบบที่แกเลือกและปฏิเสธไม่ได้ด้วย เอางี้ไหมฉันมีวิธีเสียจิ้นแบบแฟร์ๆ มานำเสนอ” พรพรรณยักคิ้วขึ้นลงสองสามครั้ง เพราะจู่ๆ ก็มีอะไรผุดเข้ามาในสมองและไอเดียบางอย่างก็บรรเจิดเข้ามาทันที
“ยังไง เสียจิ้นแบบแฟร์ๆ”
“ก็เสียจิ้นให้คนที่แกพึงใจไงยะ ไปๆ เดี๋ยวฉันพาไป” เอ่ยจบพรพรรณก็ลากแขนญาตาวีให้ลุกจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่แบบไม่รีรอให้เพื่อนได้ซักถามรายละเอียดใดๆ
“เดี๋ยวแกเดี๋ยว”
“ไม่ดงไม่เดี๋ยวมันแล้ว เพราะงานเขากำลังจะเริ่ม”
“งานอะไรของแก” ญาตาวีที่ถูกจับยัดเข้าไปในรถโดยพรพรรณยังคงถามต่อ
“ไปถึงก็รู้เองแหละ ไปๆ ขึ้นรถ เดี๋ยวฉันขับให้เอง” พรพรรณเอ่ยรวบรัด ก่อนจะเข้ามาทำหน้าที่คนขับรถ จากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นความลับเฉพาะสมาชิกเท่านั้น งานนี้ก็จะมีแค่สมาชิกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในสถานที่จัดงานได้ โดยสามารถพาเพื่อนสาวเข้างานเพิ่มได้อีกหนึ่ง แม้เธอปฏิเสธการเข้าร่วมงานไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจตอนนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร
ตลอดทางที่นั่งรถอยู่นั้น ญาตาวีก็ซักไซ้ถามพรพรรณว่าจะพาเธอไปที่ไหน ไปทำอะไร ยังไง แต่สุดท้ายพรพรรณก็เอาแต่ยิ้มแล้วบอกให้เพื่อนใจเย็นๆ รับรองว่ามันไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด
กระทั่งรถมาจอดหน้าเซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง ที่ภายนอกนั้นเหมือนโกดังร้างไม่มีผิด แต่ทันทีที่ขับรถเข้าไปข้างในทุกอย่างเปลี่ยนไปในทันที เพราะภายในตกแต่งอย่างหรูหราราวกับอยู่คนละโลก สวยเสียจน ญาตาวีมองตาค้าง เพราะไม่คิดว่าหลังประตูเก่าๆ จะถูกออกแบบและตกแต่งได้ลงตัวสวยขนาดนี้
“ที่นี่มันที่ไหนวะแก”
“เซฟเฮาส์ลับของเหล่าสาวโสด” คำตอบของพรพรรณทำเอาคนฟังหูผึ่ง
“หืม…อย่าบอกนะว่าแกเคยมาที่นี่”
“ก็แค่ครั้งสองครั้ง” พรพรรณหันมายักคิ้วให้คนข้างๆ นั่นเพราะเธอเคยมาปาร์ตี้อะไรทำนองนี้บ้าง ซึ่งครั้งแรกที่มาคือมากับลูกค้า ซึ่งเธอมองว่าสนุกดีและไม่ได้ทำอะไรเสียหายเกินขอบเขต แต่ถ้าต้องการอะไรที่เร้าใจก็สามารถเลือกได้ จะว่าไปเธอก็แค่แอบคิดแต่ยังไม่เคยทำจริงๆ จังๆ เหมือนกัน
“แค่ครั้งสองครั้งแต่ได้บัตรวีไอพี ฉันว่าแกไม่ธรรมดาแล้วนะ” เอ่ยจบญาตาวีก็ก้มมองบัตรวีไอพีในมือ เพราะแค่รถไปจอดเทียบหน้าประตู ก็จะมีการ์ดร่างยักษ์เข้ามาสอบถามบัตรสมาชิกทันที ถ้ามีก็ให้เข้าได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไล่กลับ
“เออน่ะ แกอย่าสงสัยอะไรมาก เข้าไปข้างในกัน งานจะเริ่มแล้ว” พรพรรณยักคิ้วให้เพื่อนรัก ก่อนจะพาไปยังห้องวีไอพีซึ่งมันก็มีความวีไอพีสมชื่อ ทั้งการตกแต่งห้องทั้งการบริการล้วนแล้วแต่มากกว่าสมาชิกธรรมดาทั่วไป แต่ก็ใช่ว่าในห้องจะมีเพียงญาตาวีกับพรพรรณแค่สองคนเท่านั้น เพราะมีแขกวีไอพีอีกสี่ห้าคนนั่งอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละคนดูจะกระเป๋าหนักพร้อมเปย์ทั้งนั้น
ในห้องนอกจากโต๊ะเก้าอี้แล้ว ยังเห็นเวทีอยู่ไม่ไกล ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ง่ายๆ ว่าเวทีที่เห็นนั่นไว้ทำอะไร บรรยากาศแบบนี้ อารมณ์แบบนี้เหมือนซีรีส์ญี่ปุ่นแบบมีโฮสต์ชอบกล
“นี่มันกึ่งๆ บาร์โฮสต์ป่ะ”
“อื้อ…ทำนองนั้น”
“แล้วแกจะให้ฉันหิ้วผู้ชายจากที่นี่ไป…อย่างว่าเหรอ” ถามไปแล้วญาตาวีก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แค่คิดว่าเธอต้องทำอะไร ยังไง หัวใจก็เต้นโครมคราม เหงื่อนี่ซึมไปทั้งตัว
“เออ…ขอบอกว่าผู้ที่นี่โปรไฟล์ดีๆ ทั้งนั้นนะแก แล้วที่สำคัญสะอาด โรคร้ายไม่มีด้วย”
“แต่ฉัน...” สีหน้าของญาตาวีนั้นเต็มไปด้วยความลังเล
“เลือกเอาระหว่างเสียจิ้นให้ผู้ชายล่ำๆ หล่อๆ แมนๆ ซิกแพคเป็นซิกแพค หรือตาแก่ตัณหากลับ หัวล้าน อ้วน ลงพุง ปากเหม็น” แม้นี่จะไม่ใช่ทางออกที่ดีนักก็ตาม แต่สำหรับพรพรรณแล้วเธอจะไม่ยอมมีอะไรกับตาเฒ่านั่นแน่ ไหนๆ ก็จะเสียจิ้นสู้เสียในแบบที่เธอเลือกเองไม่ดีกว่าเหรอ
“คนบ้าเท่านั้นแหละที่จะเลือกอย่างหลัง”
“ก็ใช่ไง ฉันถึงพาแกมาที่นี่ อยากได้ผู้คนไหนแกเลือกจิ้มเอาเลยตามสบาย ส่วนค่าตัวฉันเปย์ให้เอง”
“ไม่ได้” ญาตาวีรีบปฏิเสธ
“ต้องได้ ถือซะว่านี่เป็นของขวัญวันเกิดแกล่วงหน้าจากฉัน...โอเค้”
“แก…” มือเย็นเฉียบของญาตาวีคว้ามือของพรพรรณไปกุมไว้ นั่นเพราะเวลานี้เธอทั้งกลัวทั้งประหม่าไปหมด
“มันไม่มีอะไรน่ากลัวเลยแก คิดเสียว่ามันคือวันไนท์สแตนด์งี้ก็ได้...ชิลๆ”
“ชิลบ้าแกน่ะสิ ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด” เวลานี้ญาตาวีนั้นสองจิตสองใจ เธอลังเลว่าจะหยุดแค่นี้หรือไปต่อ
“อย่าไปเครียดสิ จิ้นนี้เป็นของแก แกมีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครทะลวง”
“ไอ้บ้า!”
“เดี๋ยวพองานเริ่ม บรรดาหนุ่มๆ ก็จะออกมาเดินตรงเวที แกก็แค่สบตาหนุ่มๆ พวกนั้น คนไหนใช่ก็เลือกได้เลย
เสร็จจากห้องวีไอพี หนุ่มๆ ถึงจะลงไปหาสาวๆ ที่ข้างล่าง”
“แล้วถ้าไม่ใช่สักคนอ่ะ”
“หลับตาจิ้มเหมือนทำข้อสอบก็ได้ งานเริ่มแล้วแก” ทันทีที่ไฟตรงเวทีดับลง พรพรรณก็รู้ว่างานเริ่มแล้ว เธอจับญาตาวีที่หน้าเหวอกับวิธีที่ได้ยินเมื่อครู่ให้หันหน้าไปยังเวทีทันที
ไม่นานบรรดาหนุ่มๆ ก็ทยอยกันเดินออกมาจากด้านหลัง แต่ละคนเรียกได้ว่าหล่อเหลาราวกับดารา นายแบบหรือไม่ก็นักร้องเกาหลี หุ่นดีมีซิกแพคกันแทบจะทุกคน ยิ่งใส่แค่กางเกงยีนส์ตัวเดียวแบบนี้ก็ยิ่งเรียกเลือดกำเดาจากบรรดาสาวโสดหรือแอบโสดภายในห้องวีไอพีได้เป็นอย่างดีทีเดียว
เพราะมีเหตุจำเป็นให้ต้องมองเพื่อเลือกใครก็ได้ ทำให้ญาตาวีมองสบตาหนุ่มๆ ทุกคนด้วยความใสซื่อ เธอไม่ได้มีจริตจะก้านหรือชั้นเชิงแพรวพราวแฝงความเชื้อเชิญเหมือนสายตาจากบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ ที่บางคนหรือเกือบทั้งหมดนี้อาจจะผ่านเรื่องเซ็กซ์มาแล้ว