บทนำ
รถยนต์คันหนึ่งแล่นอยู่บนถนน ภายในรถคือหลิวจิ้งหมิงเจ้าบริษัทผลิตสุราและส่งออกเยว่จิ่ว และ หลิวชิวเยว่ลูกสาวคนเดียวของเขา วันนี้เป็นวันครบรอบการก่อตั้งบริษัทผลิตสุราเยว่จิ่ว ลูกหลานทุกคนในตระกูลหลิวต้องไปสักการะศาลบรรพชน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเฟินหยางมณฑลซานซี เมื่อห้าสิบปีที่แล้วหลิวชิงบิดาของหลิวจิ้งหมิงได้ตั้งบริษัทผลิตสุราและส่งออกจำหน่ายทั้งภายในและนอกประเทศ กิจการสืบทอดมาจนถึงรุ่นของหลิวจิ้งหมิง
“เยว่เยว่ ไม่คิดจะมองใครสักคนหรือลูก”
หลิวจิ้งหมิงเปรยขึ้นระหว่างทางที่กำลังนั่งรถ เขามองลูกสาววัยยี่สิบห้าปีของตนเองด้วยสายตาห่วงใย ลูกสาวบ้านอื่นอายุเท่านี้มีหลานให้อุ้มสองสามคนแล้ว แต่ลูกสาวของเขายังไร้วี่แววชายข้างกาย
“หนูยังไม่รีบหรอกค่ะพ่อ ยังหาคนตรงสเปคไม่ได้”
หลิวชิวเยว่ตอบอย่างขอไปที หญิงสาวถือว่าตัวเองเก่งและยังหน้าตาดี มีฐานะมั่งคั่งเป็นทายาทคนเดียวของมหาเศรษฐี จึงหยิ่งทระนง ผู้ชายคนไหนก็ไม่เข้าตาสักคน
“เยว่เยว่ ลูกอายุยี่สิบห้าแล้วนะ ตอนแม่ของลูกอายุเท่านี้ก็มีหนูแล้ว พ่ออยากอุ้มหลานสักคน”
“พ่อคะ ถ้าพ่ออยากอุ้มหลานจริงๆ หนูจะปรึกษาหมอหาวิธีทางการแพทย์ เลือกสเปิร์มจากผู้ชายสักคนมาเป็นพ่อพันธุ์ ”
ความคิดของลูกสาว ทำเอาท่านประธานหลิวถึงกับถอนหายใจออกมา เขาส่งลูกสาวไปเรียนต่างแดนจนซึมซับแนวคิดของสตรีตะวันตกมาเต็มที่ การจับคลุมถุงชนแต่งงานคงไม่ใช่เรื่องง่าย
“เยว่เยว่ ผู้หญิงควรมีสามีไว้ดูแลปกป้องนะ ถ้าเกิดพ่อตายไปใครจะมาดูแลลูก”
“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ แค่มีเงินและมีสมอง ก็อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายแล้ว”
“ถึงยังไงลูกต้องแต่งงาน พ่อจะให้ลูกไปดูตัว”
“พ่อคะ หนูไม่...”
เอี๊ยด!
หลิวชิวเยว่ยังไม่ทันได้ปฏิเสธ คนขับรถก็เหยียบเบรกกระทันหัน สองพ่อลูกหันไปมองถนนก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นรถบรรทุกคันใหญ่จอดขวางทางอยู่
“นายท่านครับ ท่าทางไม่ดีแล้วครับ”
คนขับรถหันมาบอกเจ้านายแล้วถอยรถออกมา แต่ไม่ทันจะไปได้ไกลก็มีรถบรรทุกอีกคันจอดขวางปิดท้ายไว้ สองพ่อลูกมองหน้ากันรับรู้ถึงอันตราย พวกเขาทำธุรกิจใช่ว่าจะไม่เคยขัดแย้งกับใคร ครั้งนี้ไม่รู้ไปเหยียบตาปลาใครเข้า
“นายท่าน คุณหนู รีบลงจากรถก่อนครับ ไม่ไกลจากนี้มีหมู่บ้านอาจจะขอความช่วยเหลือได้”
“อาจง แกก็ระวังตัวด้วย”
หลิวจิ้งหมิงตบไหล่คนขับรถ แล้วจับแขนลูกสาวพาลงจากรถ วิ่งไปยังป่ารกข้างทางทันที
“พ่อคะ พวกมันเป็นใครกันคะ”
หลิวชิวเยว่หันมาถามบิดา ขณะซอยเท้าพากันหลบหนีการไล่ล่า เสียงปืนดังก้องขึ้นอยู่ด้านหลังอาจงคนขับรถไม่รู้จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ตอนนี้ไม่มีเวลาห่วงใครนอกจากความปลอดภัยของตัวเองกับบิดา
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน รีบวิ่งเถอะพวกมันใกล้เข้ามาแล้ว”
หลิวจิ้งหมิงจับมือลูกสาวไว้ พยายามเร่งฝีเท้าไปให้ไกลจากที่นั่นให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาบริเวณอกข้างซ้าย บ่งบอกว่าโรคหัวใจของเขากำลังจะกำเริบ ได้แต่ฝืนทนพาตัวเองวิ่งไป
เปรี้ยง!
เสียงปืนและเสียงฝีเท้าไล่ตามมาไม่ห่าง กระสุนร้อนๆ ถูกยิงมายังด้านหลังของสองพ่อลูก นัดหนึ่งแล่นไปเจาะเข้าตรงแผ่นหลังของหลิวจิ้งหมิงทำให้เขาเสียหลักล้มลง ฉุดให้ลูกสาวพลอยล้มตาม
โอ๊ย!
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
“พ่อคะ พ่อเป็นยังไงบ้าง”
หลิวชิวเยว่ประคองบิดาให้ลุกขึ้นนั่ง มือกดบาดแผลห้ามเลือดที่กำลังไหลออกมาไว้ หลิวจิ้งหมิงหอบหายใจแรงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“รีบหนีไป ไม่ต้องห่วงพ่อ หนูต้องรอด”
“ไม่นะคะ เราต้องไปด้วยกัน”
หลิวชิวเยว่ส่ายหน้า พยายามลากร่างหนักอึ้งของบิดาพาไปด้วย แต่ก็ไปได้ไม่กี่ก้าว คนร้ายก็ตามมาทัน พวกมันมีด้วยกันสี่คน เข้ามาล้อมทั้งสองไว้
“เอาตัวพวกมันไปที่หน้าผา!”
หัวหน้ามือสังหารสั่งการ ใบหน้าของเขามีผ้าปกปิดไว้ เห็นเพียงดวงตาเท่านั้น เสียงที่ได้ยินคุ้นหูสองพ่อลูกมาก หลิวชิวเยว่กับหลิวจิ้งหมิงถูกพามายังหน้าผา หลิวจิ้งหมิงเลือดไหลท่วมหอบหายใจใกล้จะหมดแรง ในขณะที่หลิวชิวเยว่พยายามสงบใจไม่ดิ้นรนให้เปลืองแรง
“แกเป็นใคร ทำไมถึงทำร้ายพวกเรา”
หลิวชิวเยว่เอ่ยถาม ต้องการรู้ว่าคนที่ทำร้ายพวกเธอสองพ่อลูกเป็นใคร หากตายไปจะได้ทวงแค้นได้ถูกคน ตอนนี้สภาพของเธอกับพ่อไร้หนทางรอดแล้ว
“อยากรู้นักใช่ไหม ได้สิ... ฉันจะให้รู้ก่อนตาย”
ผ้าปิดหน้าถูกดึงออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ หลิวชิวเยว่เบิกตากว้าง หลิวจิ้งหมิงเองแทบไม่เชื่อสายตา
“เป็นแก...”
หลิวชิวเยว่ครางในคอด้วยความผิดหวัง ไม่นึกว่าคนที่คิดฆ่าเธอกับพ่อจะเป็นคนคนนี้
“แกมันสารเลว ไอ้คนเนรคุณ!”
หลิวจิ้งหมิงด่าทอคนตรงหน้าด้วยความแค้นใจ เขาโง่เองที่เอางูพาตัวนี้มาไว้ใกล้ตัว จนมันมีโอกาสทำร้ายเขากับลูกในวันนี้
“คนสารเลว คนเนรคุณคนนี้ จะขอดูแลตระกูลหลิวและบริษัทเยว่จิ่วเอง หึ โยนมันลงไป!”
ชายสองคนลากตัวหลิวจิ้งหมิงไปยังขอบหน้าผา หลิวชิวเยว่เห็นแบบนั้นก็พยายามดิ้นรนสะบัดตัวจนหลุด แล้วยื่นมือไปจับมือของบิดาไว้ได้ทันก่อนจะร่วงลงไป ร่างของหลิวจิ้งหมิงห้อยอยู่ขอบหน้าผา
“เยว่เยว่ ปล่อยมือพ่อ”
คนเป็นพ่อร้องบอกลูกสาว เมื่อเห็นนรกรออยู่เบื้องล่าง ไม่ต้องการให้ลูกต้องหล่นร่วงลงไปพร้อมกัน แต่หลิวชิวเยว่ไม่ยอมปล่อย
“พ่อคะ จับไว้แน่นๆ นะคะ หนูจะช่วยพ่อ”
ด้านหลังกลุ่มคนร้ายมองดูฉากนี้ด้วยสายตาเย็นชา คนเป็นหัวหน้าหันไปสบตากับลูกสมุน ก่อนที่หนึ่งในสามคน จะขยับไปด้านหลังของหลิวชิวเยว่
เปรี้ยง!
เสียงปืนดังลั่นขึ้น หลิวชิวเยว่สะดุ้งเฮือก มือของเธอหลุดจากอุ้งมือของบิดา มีบางสิ่งกระชากร่างกายของเธอ พร้อมกับความมืดที่กำลังคลุมไปทั่วร่างกาย ความหวาดกลัววูบเข้ามาในหัว มีความรู้สึกว่าร่างกายของเธอกลายเป็นลูกข่างหมุนติ้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไป
...
ตอนที่2. เจ้าสาวของท่านแม่ทัพเสิ่น/1
แคว้นชิงเป่ย คฤหาสน์ตระกูลหลิว
“แต่งงาน! ... ข้าฟังไม่ผิดใช่ไหมท่านพ่อ”
เสียงหวานใสของสตรีร่างอวบอ้วนผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่าสองร้อยจินอุทานขึ้นมา ร่างเต็มไปด้วยไขมันสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น จนบิดาต้องรีบเอ่ยย้ำให้บุตรีเจ้าเนื้อฟังอีกรอบ
“ใช่เจ้าฟังไม่ผิดหรอก อีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ เจ้าจะต้องออกเรือนไปเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพเสิ่นมู่ฉือ”
หลิวกวานบอกบุตรสาว น้ำเสียงแสดงออกชัดเจนว่าดีใจยิ่งนัก เมื่อคนจากในวังหลวงได้นำพระราชโองการของฮ่องเต้แคว้นชิงเป่ยมาแจ้งให้ตนทราบว่า บุตรีได้รับคัดเลือกให้แต่งงานกับแม่ทัพเสิ่นมู่ฉือ
“คนผู้นี้ มิใช่เป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อหรือเจ้าคะท่านพ่อ”
ผู้เป็นบุตรีเอ่ยท้วงขึ้น ความดีใจลดฮวบลงเมื่อรู้ชื่อเจ้าบ่าว แม่ทัพหนุ่มผู้นี้เก่งกาจอาจหาญยิ่ง
ทว่า... เขากลับมีข่าวลือว่าชมชอบบุรุษด้วยกัน
“เจ้าไปฟังคำพูดพร่อยๆ เช่นนี้ มาจากผู้ใด”
หลิวกวานตำหนิบุตรสาว สายตามองไปรอบ ๆ ด้วยเกรงว่าจะมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของนางเข้า แม่ทัพหนุ่มผู้นี้ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้แคว้นชิงเป่ย จึงได้พระราชทานสมรสให้เขา
“ผู้คนมากมายล้วนเอ่ยถึงแม่ทัพเสิ่นเช่นนี้ ท่านพ่อไม่เคยได้ยินมาบ้างหรือเจ้าคะ”
นางพยายามจะอธิบายต่อ แต่ผู้เป็นบิดากลับยกมือห้าม มิให้นางเอ่ยคำพูดใดออกมา
“เหลวใหลทั้งเพ มิควรใส่ใจ เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รอเป็นเจ้าสาวของท่านแม่ทัพเสิ่นเถอะ”
สีหน้าของหลิวกวานยามนี้เคร่งขรึมนัก พูดจบผู้เป็นบิดาก็เดินออกจากห้องบุตรสาวทันที ปล่อยให้บุตรีมองตามหลังไป แววตามีรอยครุ่นคิด
...
ก่อนคืนแต่งงาน ในห้องนอนของว่าที่เจ้าสาว ร่างกลมนั่งอยู่หน้ากระจกให้สาวใช้ปรนนิบัติก่อนนอน
“พรุ่งนี้คุณหนูจะได้ออกเรือนแล้ว คุณหนูดีใจหรือไม่เจ้าคะ”
หลิงเอ๋อหญิงรับใช้คนสนิทเอ่ยขึ้น ขณะใช้หวีไม้จันทน์ สางผมยาวดำขลับราวขนกาน้ำให้คุณหนูของตน
“เหตุใดเจ้าถามข้าเช่นนี้ ผู้เป็นเจ้าสาวล้วนต้องยินดี”
น้ำเสียงนั้นช่างตรงกันข้ามกับคำตอบ ใบหน้าอวบอูมกลับมีแววตาหมองหม่น คิ้วขมวดนิ่วราวกับมีบางสิ่งอยู่ภายในใจ
“แต่สีหน้าคุณหนู ดูวิตกกังวลนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของบ่าวแล้ว ก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมา
“เจ้าดูข้าสิ เหตุใดน้ำหนักข้าถึงไม่ลดลงบ้างเลย ข้าไม่กินไม่ดื่มมาตั้งหลายมื้อแล้ว”
นางก้มลงดูร่างเจ้าเนื้อของตน มองตรงไหนก็อวบพองมีแต่ก้อนไขมัน สารรูปเช่นนี้หากเจ้าบ่าวเห็นเข้าคงจะ...
“คุณหนูอย่าได้วิตกไปเลยเจ้าค่ะ ไม่ว่าต้นหญ้าหรือดอกไม้ ย่อมมีความงดงามของตนเอง คุณหนูมีความงามในแบบของตนเองนะเจ้าคะ”
หลิงเอ๋อมองใบหน้ากลมอย่างชื่นชม หากไม่นับรูปร่างอันอวบอ้วน ใบหน้าของคุณหนูของนางนั้นเรียกว่างดงามไม่แพ้ผู้ใด ผิวขาวผุดผ่องเนียนใสนุ่มลื่นราวกับน้ำนม ดวงตาเรียวงามคล้ายผลซิ่งประดับด้วยแผงขนตางอนหนา คิ้วเรียวดังวงพระจันทร์ ริมฝีปากบางแดงเรื่อราวกับผลอิงเถา
“หลิงเอ๋อ ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อผิดหวังในตัวข้า”
“คุณหนูอย่าวิตกไปเลยเจ้าค่ะ รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้จะต้องเข้าพิธีแล้ว ควรพักผ่อนให้มากๆ นะเจ้าคะ”
หลิงเอ๋อประคองผู้เป็นนายพาไปยังเตียง จัดการห่มผ้าดับเทียนพาเข้านอน ร่างบนเตียงขยับไปมาคล้ายยังไม่อาจข่มตาลงได้ง่ายๆ แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปก็นิ่งสงบลง พร้อมกับมีเสียงกรนดังขึ้น
///
ในวันมงคลสมรสพระราชทาน ล้วนเป็นที่สนใจของผู้คนมากมาย ใครจะไปเชื่อว่าบุตรีของคหบดีหลิว จะได้รับเลือกเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ผู้เลื่องชื่อของแคว้นชิงเป่ย
เจ้าบ่าวในชุดสีแดงขี่อาชาสีขาวสง่างามราวกับเทพเซียนมารับเจ้าสาว แม่ทัพหนุ่มลงจากม้าก้าวผ่านเข้าไปในคฤหาสน์ โดยมีลูกน้องคนสนิททั้งสี่ตามไปด้วย แม่สื่อทำหน้าที่ของตัวเองในพิธีการต่างๆ ฝ่ายญาติเจ้าสาวก็เตรียมต้อนรับเขยขวัญให้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ
“ไปเชิญคุณหนู”
เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว หลิวกวานได้สั่งสาวใช้ให้พาบุตรสาวออกมาพบเจ้าบ่าวที่รออยู่
“เจ้าค่ะ นายท่าน”
ร่างเล็กของหลิงเอ๋อสาวใช้ต้นห้อง ลอบชำเลืองมองเจ้าบ่าวของคุณหนูของตนแล้วแอบอมยิ้ม
“ท่านแม่ทัพช่างองอาจ สง่างามยิ่งนัก”
รูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าอันหล่อเหลาของแม่ทัพหนุ่ม ทำให้หลิงเอ๋อคิดว่าคุณหนูของตนช่างโชคดี จึงรีบเดินเข้าไปในห้อง
“เจ้าบ่าวมาถึงแล้ว เชิญคุณหนู เจ้าค่ะ”
หญิงสาวในห้องสวมชุดแดงมีผ้าคลุมหน้า เดินออกมาโดยเกาะแขนสาวใช้คนสนิทและแม่นม หลิงเอ๋อถูกคัดเลือกให้ติดตามไปรับใช้คุณหนูหลิวพร้อมกับแม่นมฉี ทางฝ่ายเจ้าบ่าวอนุญาตให้มีคนติดตามเจ้าสาวเพียงสองคนเท่านั้น
“หลิงเอ๋อ ข้ารู้สึกแปลกๆ ข้า... ”
ร่างอ้วนกลมนั้นรู้สึกใจสั่นหวิว พยายามสูดลมหายใจเข้าออก แข็งใจฝืนก้าวเดินไปตามแรงจับจูงของแม่นมและสาวใช้
“คุณหนูคงจะตื่นเต้น ระงับอารมณ์เอาไว้เจ้าค่ะ”
หลิงเอ๋อปลอบใจคุณหนูของตน งานมงคลเช่นนี้เจ้าสาวย่อมตื่นเต้น ตัวนางเป็นแค่คนรับใช้ ยังอดตื่นเต้นมิได้
“คุณหนูของข้าช่างมีวาสนาสูงส่ง ได้เป็นถึงฮูหยินท่านแม่ทัพ”
แม่นมฉีปาดน้ำตาเอ่ยเสียงเครือ นางเลี้ยงดูคุณหนูหลิวมาตั้งแต่แรกคลอด ไม่ใช่มารดาก็เหมือนมารดา ยามนี้คุณหนูของนางออกเรือนแล้วยังให้นางตามไปดูแล จะไม่ให้นางปลื้มใจได้อย่างไร
“คุณหนูค่อยๆ เดินนะเจ้าคะ”
แม่นมฉีกับหลิงเอ๋อพากันประคองร่างเจ้าสาวเดินออกมาช้าๆ หลายวันมานี้คุณหนูของพวกตนไม่กินไม่ดื่ม พยายามอย่างหนักในการลดน้ำหนัก จนบางครั้งหมดแรงนอนนิ่งไปหลายชั่วยาม แม้ผู้ใดห้ามปรามก็มิได้ใส่ใจยังคงตั้งใจลดน้ำหนัก แต่เหมือนสวรรค์ไม่เห็นใจ ร่างอ้วนพีนั้นยังคงสมบูรณ์เจ้าเนื้อเช่นเดิม
เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงรอรับเจ้าสาวหน้าประตูคฤหาสน์ของคหบดีหลิว สินเดิมของเจ้าสาวถูกจัดเตรียมไว้มากมาย สมกับเป็นบุตรีของคหบดีพ่อค้าใหญ่ของแคว้นผู้มั่งคั่ง การแต่งงานครั้งนี้เจ้าบ่าวคือเสิ่นมู่ฉือแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ผู้คนพากันมายืนรอดูอยู่บริเวณโดยรอบ เจ้าบ่าวเดินนำเจ้าสาวมาขึ้นม้าด้วยท่าทีสง่างาม ในขณะที่เจ้าสาวถูกคนรับใช้สองคนประคองพามายังเกี้ยวเจ้าสาว ผู้คนพากันจดจ้องร่างอ้วนกลมนั้น
“คุณหนูดูสิเจ้าคะ ท่านแม่ทัพสง่างามราวกับเทพเซียน”
หลิงเอ๋อก้มลงกระซิบบอกคุณหนูของตน นางมองผ่านผ้าคลุมเห็นเพียงเงาของเจ้าบ่าวเลือนลาง ลมหายใจเริ่มหอบถี่จนเกิดเสียงดังฟืดฟาด พยายามฝืนทนพาร่างอันอ้วนกลมของตนก้าวเดินไปยังเกี้ยวเจ้าสาว แม่นมฉีกับหลิงเอ๋อประคองคุณหนูของตนมาถึงหน้าเกี้ยวแล้ว
“ถึงแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
คนหามเกี้ยวทั้งแปดเมื่อเห็นรูปร่างของเจ้าสาวก็แอบลอบถอนหายใจ สบตากันราวกับรู้ชะตาว่า วันนี้ต้องพบเจออุปสรรคอันใหญ่หลวง ระยะทางจากคฤหาสน์เจ้าสาวไปยังจวนของเจ้าบ่าวนั้นไม่ใกล้เลย
“เชิญเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว!”
แม่สื่อส่งเสียงดังขึ้น เจ้าสาวปล่อยมือจากคนรับใช้ทั้งสอง ขยับตัวก้าวเข้าไปในเกี้ยว
ทันใดนั้นเอง ! ก็รู้สึกหน้ามืด วิงเวียน โลกทั้งใบพลันมืดมน
ร่างเจ้าเนื้อหนักกว่าสองร้อยจินทิ้งตัวลงไปบนที่นั่ง เกิดเสียงดังคล้ายของหนักหล่นกระแทกพื้น เกี้ยวเจ้าสาวไหวโยกตามแรงสะเทือน คนแบกเกี้ยวทั้งแปดพยายามช่วยกันประคองเกี้ยวไว้เกรงว่าเกี้ยวจะเอียงล้มไป
หลิงเอ๋อรีบเปิดม่านเข้าไปดู ก่อนจะร้องอุทานขึ้นมา
“คุณหนู !”
ตอนที่ 3.เจ้าสาวของท่านแม่ทัพเสิ่น/2
เสียงร้องดังขึ้นด้วยความตกใจทำให้ผู้คนที่พากันมารอดูขบวนงานแต่ง พากันขยับเข้ามาใกล้ หลิงเอ๋อเปิดม่านกั้นเกี้ยวเจ้าสาวเข้าไปดูคุณหนูของตน ร่างอ้วนท้วนเอียงซบขอบด้านข้างของเกี้ยวนิ่งสงบในท่านั้น นางรีบเข้าไปจับแขนบีบนวดพร้อมเรียกชื่อคุณหนูด้วยความตกใจ
“คุณหนูเจ้าคะ เป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
“ให้ข้าดูนางก่อน เจ้ารีบไปบอกนายท่านให้ตามท่านหมอ”
แม่นมฉีรีบเข้าไปดูอาการของคนในเกี้ยว ความวุ่นวายนี้ทำให้ขบวนงานแต่งยังไม่สามารถเคลื่อนออกจากหน้าจวนบ้านเจ้าสาวได้ ผู้คนที่มุงอยู่โดยรอบต่างเริ่มซุบซิบถึงเจ้าสาว
“คุณหนูหลิวมีวาสนา หรือแม่ทัพเสิ่นตาบอดกันแน่ ถึงเลือกสตรีเช่นนางมาเป็นฮูหยิน”
หญิงคนหนึ่งมีไฝเม็ดเล็กใต้ริมฝีปากล่างด้านซ้ายเอ่ยขึ้น ทำให้คนที่มุงดูขยับมาลอบฟังใกล้ๆ เรื่องนินทานั้นผู้คนล้วนสนใจ
“ในปีนั้นภรรยาคหบดีหลิวให้กำเนิดบุตร ท้องฟ้าเกิดอาเพศสุนัขเทพกลืนจันทร์ ดวงจันทร์ถูกเงามืดดับแสง คุณหนูหลิวคลอดออกมาในเวลานั้นพร้อมกลืนกินชีวิตมารดา อีกทั้งยังร้องไห้เจ็ดวันเจ็ดคืนมิยอมหยุด ซินแสมีชื่อท่านหนึ่งได้ให้คำแนะนำท่านหลิวว่า ให้ยกบุตรีเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าอาวาสวัดกวนอิม ถึงได้เติบใหญ่ขึ้นมาได้”
คุณหนูหลิวนั้นถูกคนตั้งฉายาให้ว่าเป็นสตรีกาลกิณี ดวงชะตาของนางเกิดมาเพื่อสร้างเภทภัยให้คนใกล้ชิด
“ข้าได้ยินว่าคุณหนูหลิวมีคู่หมั้นถึงสองคน คนแรกนั้นพอหมั้นหมายกับคุณหนูหลิวก็ป่วยหนัก ซินแสทำนายดวงชะตาบอกว่าถูกดวงของฝ่ายหญิงข่มไว้ หากไม่ตายก็จะพบจุดจบในไม่ช้า พอถอนหมั้นไม่นานกลับแข็งแรงมีสุขภาพดี ซ้ำยังสอบติดเป็นซิ่วไฉ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ แล้วคู่หมั้นคนที่สองเล่า เหตุใดถึงมิได้แต่งงานกัน”
คนที่รายล้อมตั้งคำถามขึ้น คนเล่าเรื่องกระแอมพอเป็นพิธีคล้ายไม่อยากเล่า แต่ก็เล่าออกมาจนได้ว่า
“คู่หมั้นคนที่สองเคราะห์ร้ายหนัก ไม่ทันจะเข้าพิธีก็ประสบเหตุตกม้าตายไปเสียก่อน”
ผู้คนต่างส่งเสียงฮือฮาทำท่าตกใจ บางคนลูบแขนเส้นขนกำลังลุกชัน นึกถึงสตรีดาวเคราะห์ร้ายคนนี้ด้วยความหวาดหวั่น
“แล้วท่านแม่ทัพไม่ทราบเรื่องนี้หรือ เหตุใดถึงยังกล้าสู่ขอสตรีกาลกิณีเช่นนี้เป็นฮูหยิน”
“ถ้าทราบเรื่อง แล้วจะมีงานวันนี้ได้อย่างไร ดูเถิดข้าว่าดวงชะตานางอาจจะข่มดวงชะตาของท่านแม่ทัพไม่ลง ถึงได้มีเภทภัยเกิดขึ้นเช่นนี้...”
เสียงซุบซิบนินทานั้นไม่ดังแต่ก็ไม่เบานัก เจ้าบ่าวบนอาชาสีขาวเป็นผู้ฝึกยุทธย่อมมีโสตประสาทดีกว่าผู้คนทั่วไป เสียงติฉินนินทาเจ้าสาวจึงได้ยินเข้าหูทุกคำ
“ท่านหมอจิน ไปดูนาง”
เสิ่นมู่ฉือบอกหมอจินซีถิงที่ติดตามขบวนมา ให้ไปดูอาการของเจ้าสาวของเขา สายตามองกราดไปยังผู้คนเหล่านั้น ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาใดอีก
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
จินซีถิงเป็นคนสนิทและหมอประจำกองทัพที่เสิ่นมู่ฉือดูแล เขาเดินไปยังเกี้ยวของเจ้าสาวตามคำสั่งทันที พลางโบกมือให้คนที่มุงอยู่ขยับถอยออกไป
“ข้าเป็นหมอ ทุกท่านโปรดถอยออกไปก่อน ข้าจะดูอาการของนาง”
แม่นมฉีรีบเปิดทางให้หมอจินซีถิงมาดูอาการ หมอจินเป็นบุรุษหนุ่มมีรูปโฉมหล่อเหลาแลดูคล้ายบัญฑิตมากกว่าจะเป็นผู้รักษาคนป่วย เขามองดูร่างอวบอ้วนของเจ้าสาว จับข้อมือมาตรวจชีพจรของนางครู่หนึ่ง แล้วหันไปบอกแม่นมฉีว่า
“นางแค่เป็นลมไปเท่านั้น เอายานี่ละลายน้ำแล้วให้นางดื่ม สักพักจะฟื้นคืนสติ”
หมอจินซีถิงล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตน หยิบขวดยาขวดหนึ่งมาส่งให้แม่นมฉี หลิงเอ๋อรีบวิ่งกลับเข้าไปในจวนเพื่อนำน้ำดื่มมาผสมยา คหบดีหลิวพร้อมภรรยาและบุตรชาย รีบเข้ามาถามอาการของบุตรสาว
“ท่านหมอ ลูกสาวข้านางเป็นอย่างไรบ้าง”
“โปรดวางใจ คุณหนูมิได้มีอาการน่าวิตก นางเป็นลมไปเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านหมอมาก ลูกสาวของข้าร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่เล็กด้วยคลอดก่อนกำหนด ขออภัยท่านแม่ทัพที่ทำให้วุ่นวาย”
พ่อตาหันไปกล่าวกับบุตรเขยด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ นึกเป็นห่วงบุตรสาว เมื่อนางรู้ว่าได้แต่งงานจึงพยายามลดน้ำหนักไม่ยอมดื่มกินมาหลายมื้อ วันนี้ไม่ทันก้าวออกจากบ้านก็เป็นลมหมดสติไปก่อน หลิวกวานแอบภาวนาต่อฟ้าดิน ได้โปรดเมตตาบุตรสาวคนนี้ของตน ขอให้นางออกเรือนไปอย่างราบรื่นด้วยเถิด
“คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”
แม่นมฉีร้องขึ้นด้วยความยินดี ร่างเจ้าเนื้อเริ่มขยับตัว ส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา
“หิวน้ำ... คอแห้งจังเลย”
คนเพิ่งรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาจากความมืด มองภาพเบื้องหน้าเลือนลางด้วยอยู่ใต้ผ้าคลุมชุดเจ้าสาว จึงเลิกผ้าขึ้นมองไปรอบกายอย่างมึนงง ผู้คนแปลกหน้าแต่งกายแปลกตา ความวิงเวียนกลายเป็นความปวดหนึบขึ้นมาในหัว ไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกมา ก็เห็นเด็กสาวอายุราวสิบหกยื่นถ้วยชามาให้
“ดื่มนี่ก่อนเจ้าค่ะ”
มืออวบอูมยื่นไปรับถ้วยบรรจุน้ำสีน้ำตาลขุ่น แล้วก็มีมือของหญิงวัยกลางคนช่วยจับถ้วยนั้นยกจ่อปาก ทำให้ต้องกลืนน้ำรสชาติหวานแกมเฝื่อนลงคอไป ความรู้สึกแรกคือเย็นแล้วชุ่มคอ พลันความวิงเวียนก็สลายไป
“ขออีก...”
“ยาหมดแล้วเจ้าค่ะ ดื่มน้ำอีกถ้วยนะเจ้าคะ”
หลิงเอ๋อรีบรินน้ำใส่ถ้วยให้คุณหนูของตนดื่มอีกถ้วย หมอจินซีถิงขยับเข้ามาดูอาการ เขาจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าหันไปบอกคนที่รอฟังอาการว่า
“อาการของนางไม่น่าวิตกแล้ว อีกสักครู่ก็ออกเดินทางได้”
“จะไปไหน...”
หลังจากได้ดื่มน้ำสติเริ่มกลับคืนมา หลิวชิวเยว่จึงเอ่ยถามออกไป
ตอนแรกฟื้นขึ้นมาด้วยความมึนงงสมองยังไม่ทำงานเต็มที่ ตอนนี้สติกระจ่างแล้ว เริ่มรู้ตัวว่าทุกอย่างรอบตัวไม่คุ้นเคย ความจำสุดท้ายเป็นภาพตอนที่อยู่ริมหน้าผากับบิดา ก่อนที่ทุกอย่างรอบกายจะดับวูบลงไป
“นี่เราตายแล้วเหรอ...”
หลิวชิวเยว่ใจหายวาบ เอามือจับแขนตัวเอง สัมผัสถึงผิวนุ่มอวบหยุ่นของก้อนเนื้อและไขมัน ทำให้ต้องจ้องมองนิ้วของตัวเอง ตอนนี้กลายเป็นนิ้วป้อมๆ ยกแขนขึ้นดูกลับพบกับความหนักอึ้ง ก้มลงไปมองเนื้อตัวยิ่งตกใจ
เมื่อพบพุงกลมอุดมด้วยก้อนไขมันคล้ายมีห่วงยางรอบเอว ที่สำคัญนางสวมชุดสีแดงมือจับไปบนศีรษะพบเครื่องประดับและผ้าคลุม มองไปรอบกายก็ยิ่งตกใจ เมื่อพบว่าเป็นขบวนเจ้าสาว ตัวนางกำลังนั่งในเกี้ยวเจ้าสาว
“เยว่เอ๋อ พ่อจะรอเจ้ากลับมาเยี่ยมนะ”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ข้างกายของเขามีหญิงใบหน้างดงามและเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่ แววตาของพวกเขาทั้งสามมีรอยห่วงใย หญิงวัยกลางคนที่ช่วยดูแลเมื่อครู่ขยับลงจากเกี้ยว พร้อมกับเด็กสาวผู้นำถ้วยน้ำมาให้ดื่มก็ลงไปเช่นกัน เสียงตะโกนดังขึ้นว่า
“ออกเดินทางได้!”
เกี้ยวเจ้าสาวถูกแปดคนหามยกขึ้นจากพื้น เริ่มต้นเคลื่อนขบวนออกจากหน้าคฤหาสน์ หลิวชิวเยว่นั่งตัวแข็งอยู่ภายในเกี้ยว ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน...”