แสงตะวันส่องลงบนสนามเด็กเล่นในตอนเที่ยง เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นก็ต่างสนุกสนานกับการเล่นเครื่องเล่นต่างๆ หรือแม้กระทั่งวิ่งไล่จับกัน ทว่ามีเพียงเด็กชายคนหนึ่งอายุราวๆ เก้าขวบนั่งอยู่เพียงลำพัง ดวงตาคมเข้มสีน้ำตาลดำมองไปรอบๆ ด้วยความเบื่อในใจคิดอยู่เพียงว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเข้าเรียนสักที
“ไม่ไปเล่นกับเพื่อนๆ เหรอ” เสียงเล็กหวานเอ่ยทักขึ้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ เด็กชายที่นั่งอยู่หันไปมองเด็กหญิงวัยหกขวบที่ตัวเล็กกว่าก่อนจะหันไปมองทางอื่นโดยไม่สนใจ
“ไม่มีเพื่อนเล่นใช่ม้า” เด็กหญิงยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เดินมาตรงหน้าของเด็กชาย แต่ทว่าสายตาคู่ยังคงไม่คิดจะมองเด็กหญิงเลยสักนิด
เป็นเสียงที่น่ารำคาญหูที่สุด!
เด็กชายทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเป็นฝ่ายเดินลุกขึ้นหนีทันทีโดยที่เด็กหญิงกะพริบตามองอย่างงุนงงว่าทำอะไรผิด
แต่ดูเหมือนว่าเด็กชายก็จะไม่มีเพื่อนเล่นด้วยเช่นกัน เด็กหญิงจึงตัดสินใจวิ่งตามไปทันที
“มาเล่นกันเถอะ!” เสียงใสตะโกนขึ้นดังพร้อมกับวิ่งเข้ามาดักหน้าของเด็กชาย
“เล่นวิ่งไล่จับกันไหม?”
เด็กหญิงเสนอขึ้นด้วยท่าทางดีใจ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้สนใจเลยว่าอีกฝ่ายอยากจะเล่นด้วยหรือไม่
“ไม่” เด็กหนุ่มตัดสินใจเอ่ยขึ้นเป็นคำแรกหลังจากที่เงียบมานาน
“ไม่ชอบเหรอ?” เด็กหญิงส่งรอยยิ้มเศร้าให้พลางก้มหน้าสลดลง ถ้าหากมีเพื่อนๆ เข้ามาเล่นด้วยแล้วละก็คงไม่มาชวนเล่นด้วยหรอก แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เพิ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาและยังไม่มีเพื่อนเลยสักคนก็แค่อยากมีคนเล่นด้วยเท่านั้น
เด็กชายมองด้วยสายตานิ่งแล้วเดินต่อไปเพื่อหาที่เงียบๆ นั่งอยู่ตามลำพัง แต่ทว่า...
“งั้นเล่นซ่อนหาเอาไหม?” เด็กน้อยวิ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนถาม ทำให้เด็กชายถึงกับถอนหายใจออกมา ให้ตายสิ! ทำไมถึงตื๊อไม่เลิกแบบนี้!
เด็กชายหันกลับมามอง ดวงตากลมใสซื่อกะพริบมองรอคำตอบ
“ไม่”
เป็นคำตอบที่รอคอยทำให้เด็กหญิงถึงกับน้ำตาเริ่มคลอเบ้าทันที
เธอมองแล้วพูดขึ้น “ก็ได้ ไม่เล่นด้วยแล้ว!”
เมื่อพูดจบเด็กหญิงก็วิ่งหนีไปทันที ปล่อยให้แววตาคู่หนึ่งฉายแววรู้สึกผิดออกมา แต่ถึงยังไงก็แค่แวบเดียวเท่านั้น
...ความเงียบกลับมาสักที...
เด็กชายหาที่นั่งตามลำพังอีกครั้ง จนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียนต่อในช่วงบ่าย
ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ต่างขับรถมารับกันด้วยรอยยิ้มแต่เด็กหญิงก็ยังคงนั่งเหงาอยู่เช่นเดิม ครั้นเมื่อมองเห็นเพื่อนคนอื่นโบกมือทักทายกันก็รู้สึกหดหู่ใจ คงไม่มีใครอยากจะเป็นเพื่อนสักคนเลยสินะ!
ระหว่างรอคุณพ่อ คุณแม่ที่ยังไม่มารับแล้วนั่งอยู่คนเดียวมันก็น่าเบื่อ ยิ่งมาเห็นเด็กชายที่เดินเข้าไปทักเมื่อตอนเที่ยงแล้วไม่ยอมเล่นด้วยยิ่งน้อยใจเข้าไปอีก เชอะ! อยู่คนเดียวก็ได้
ถึงแม้ใจจะบอกแบบนั้น แต่ทว่าน้ำตามันก็คลอเบ้าเสียแล้ว
“ยัยขี้แง” เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูกล่าวว่าเด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มที่ทักเมื่อตอนเที่ยง เขาพูดต่อพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อส่งให้
“เช็ดซะ”
ดวงตากลมกะพริบมองก่อนจะเอื้อมมือไปรับอย่างงุนงง ทันทีที่เช็ดเสร็จแล้วก็หันไปมองเด็กชายอีกครั้งหนึ่งด้วยรอยยิ้มสดใส
“จะมาเล่นด้วยใช่ไหมล่ะ” เด็กหญิงพูดขึ้นแล้วส่งยิ้มให้
“เปล่า” ตอบสั้นๆ ก่อนนั่งลงข้างๆ แล้วถามต่อไปว่า
“รอพ่อมารับเหรอ?”
“อืม” เด็กหญิงพยักหน้า
“มาเล่นด้วยกันนะ! อยากเล่นอะไรดีล่ะ”
“ฉันอายุมากกว่านะ!” เด็กชายเอ็ดใส่ และอีกอย่างเขาก็จะสิบปีแล้ว โตมากพอที่จะไม่อยากเล่นอะไรแบบเด็กๆ แล้วด้วย อันที่จริงแล้วไม่ชอบเล่นอะไรแบบนี้มาตั้งนานแล้วต่างหาก
“อืม งั้นก็ต้องเรียกว่าพี่ชายใช่ไหม?” เธอยิ้มให้
“พี่ชายอยากจะเล่นอะไรดีคะ?” เด็กหญิงพูดต่อไปโดยที่ไม่สนใจเด็กชายเลยสักนิด
“ไม่เล่น” เด็กชายตอบพลางถอนหายใจออกมา
“เล่นเถอะนะคะ!” พูดพลางส่งสายตาอ้อน
“เล่นด้วยกันนะ! พี่ชายเล่นเป็นเจ้าบ่าว ส่วนหนูจะเล่นเป็นเจ้าสาวเอง!”
ว่าไงนะ!
เมื่อได้ยินแบบนี้แล้วเด็กชายถึงกับไปต่อไม่ถูก จะให้เล่นงานแต่งงานเนี่ยนะ ให้ตายสิ! ยัยเด็กแก่แดด!...
“ไม่เล่น!” ตอบปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เล่นๆ หนูอยากเล่นค่ะ!” เด็กหญิงบอก
“ฉันจะกลับแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กหญิงจึงหยุดนิ่งลงแล้วมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาบ้องแบ๊วทันที
“จะกลับแล้วเหรอ? ว้า เสียดายจังเลย วันนี้น่ะ หนูยังไม่มีเพื่อนสักคนเลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าพร้อมกับลุกขึ้นแล้วส่งยิ้มให้กับเด็กชายอย่างเศร้าๆ และสุดท้ายแล้ว...
“แค่วันนี้นะ!” เด็กชายตัดสินใจพูดขึ้นทั้งๆ ที่ปกติแล้วตัวเองไม่เคยเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้เลยสักครั้ง
“พี่ชายจะเล่นกับหนูเหรอคะ” ถามด้วยน้ำเสียงดีใจและตกใจ
“อืม” เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มพยักหน้าตอบตกลงแล้วจึงวิ่งหายไปทันที ไม่นานถึงนาทีก็กลับมาพร้อมกับดอกไม้ในมือแล้วส่งให้กับคนตรงหน้าที่ดูเหมือนว่าจะไม่เต็มใจรับเอาซะเลย สุดท้ายแล้วเด็กชายก็เอื้อมมือรับพร้อมกับบอกตัวเองในใจ ต่อไปนี้จะไม่เล่นอะไรแบบนี้อีกให้ตายสิ... ยัยเด็กแก่แดด!
ฉลอง! หญิงสาวยกแก้วไวน์ขึ้นชนกับเพื่อนอีกสามคนในกลุ่มพร้อมกัน ก่อนที่จะจิบด้วยท่าทางสบายใจ แน่นอนว่าคืนวันนี้มารวมตัวกันเพื่อฉลองสละโสดให้กับเพื่อนอีกคนในกลุ่ม ปิ่นกานต์ก็เคยมีงานเลี้ยงฉลองแบบนี้เหมือนกันเมื่อห้าปีก่อน และเป็นคนแรกที่เพื่อนๆ ตกใจว่าได้แต่งงานก่อนใคร แต่ก็กลายเป็นว่าว่าที่เจ้าบ่าวดันหนีหายตัวไปก่อนคืนวันแต่งงานซะได้
ถึงจะกลายเป็นเรื่องตลกในสายตาของเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ได้แคร์หรือสนใจอะไร มันดีเสียอีกที่ยังไม่ต้องแต่งงานตอนนั้น ที่ยอมแต่งด้วยก็เพราะคำสั่งของครอบครัว และตอนนั้นก็อายุเพียงยี่สิบสามปีอะไรหลายๆ อย่างมันยังไม่เข้าที่รวมถึงหน้าที่การงาน แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? โสดสนิทสุดๆ ไปเลย! และปีนี้ก็ยี่สิบแปดแล้ว ไม่สิ...อีกสองปีก็จะย่างก้าวเข้าเลขสามแล้วก็ยังไม่มีแฟนสักที!
“ยัยแก้วก็จะแต่งงานอีกสองเดือนข้างหน้าแล้ว ทีนี้ก็เหลือแกคนเดียวแล้วที่ยังไม่แต่งงาน” กานต์รวีพูดขึ้นพร้อมกับชี้หน้าเพื่อนรัก ถ้าไม่นับงานวันนั้นของปิ่นกานต์แล้ว กานต์รวีเป็นคนแรกที่แต่งงานในกลุ่ม
“ไร้สาระน่า!” หญิงสาวพูดขึ้น จริงๆ แล้วพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ อายุก็มาขึ้นทุกปี แต่ไม่มีท่าทีของความรักที่จะเดินเข้ามาหาสักนิด ทั้งที่ปิ่นกานต์ก็สวยไม่แพ้เพื่อนในกลุ่ม
อันที่จริงปิ่นกานต์จัดว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสวยเลยทีเดียว ใบหน้าสวย ดวงตากลมโตสีดำสนิท ผมสีน้ำตาลเข้มดัดลอน จมูกโด่งรับกับริมฝีปากอิ่ม พวงแก้มสีชมพูดูน่ารักและสวยเป็นธรรมชาติ จึงเป็นที่สนใจของผู้ชายมากพอสมควร แต่เจ้าตัวกลับเลือกมากจนเกินไปเลยโสดมาจนถึงตอนนี้
“แกจะรอให้ขึ้นเลขสี่ก่อนหรือไง ถึงเรียกว่าพร้อมมีลูก ฉันว่ามดลูกได้พังกันพอดี” ธยาดาเพื่อนอีกคนในกลุ่มพูดขึ้น ส่ายหน้ากับความคิดของเพื่อนสาว
หญิงสาวเบ้ปากใส่เพื่อนทั้งสามแล้วหันไปมองทางอื่น มือข้างหนึ่งถือแก้วไวน์ยกขึ้นจิบ ก่อนที่จะหันไปมองเพื่อนแล้ววางแก้วลง
“แล้วแก แต่งงานไปเป็นยังไงบ้างยัยดา” ปิ่นกานต์หันมาถามเพื่อนสาวที่เพิ่งเข้างานวิวาห์ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ทีแรกคิดเลยว่าคนอย่างธยาดาไม่สามารถแต่งงานได้แน่ๆ เพราะสาวขี้โวยวายและเรื่องมากจุกจิก แต่ก็มีชายหนุ่มราวกับเจ้าชายตกหลุมรักเข้าให้ คงเป็นเพราะบุพเพสันนิวาส อาจจะยังคงมีอยู่ และเดือนหน้านี้ที่จะถึงก็เป็นงานแต่งสายฟ้าแลบของนิรณาเพื่อนสาวอีกคน ทีนี้เหลือเธอคนเดียวจริงๆ แล้วสินะ!
“ก็ดีนะ” ธยาดากล่าวพร้อมกับยิ้มเขินๆ
“ฉันอยากมีลูกเร็วๆ น่ะ เลยต้องขยันทำการบ้านทุกคืน ความจริงก็หาหมอวางแผนครอบครัวเอาไว้แล้ว”
“จะว่าไป ยัยแก้วแต่งแล้วต้องรีบทำการบ้านหน่อยนะ เดี๋ยวลูกจะโตไม่ทันใช้กันพอดี” ธยาดาพูดพร้อมหัวเราะออกมา
“จริงสิพลอย แกยังคุมกำเนิดตอนที่มีอะไรกับสามีอยู่อีกเหรอ?” ธยาดาหันไปถามเพื่อนอีกคน เพราะแต่งงานมาก็หลายปีแต่ไม่มีลูกสักที
“อืม...สามีฉันยังไม่พร้อมมีลูก แต่ใจฉันอยากจะมีจนแก่แล้วนะ!”
“งั้นก็ทำการบ้านทุกวันเข้าสิ พอมีแล้วค่อยบอกแบบมัดมือชกไปเลย แบบนี้เป็นไง”
ทำการบ้าน! ปั๊มลูกเนี่ยนะ! โอ้พระเจ้า ผู้หญิงอย่างปิ่นกานต์ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
สีหน้าของหญิงสาวดูเปลี่ยนไปออกแนวรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้
“ไม่ๆ ฉันว่าเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า”
เพื่อนทุกคนได้ยินก็หัวเราะออกมา ใช่แล้วสาวมั่นแบบปิ่นกานต์ หากดูภายนอกเปรี้ยวและแสบซ่าถึงขนาดไหน แต่จริงๆ หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวนี่หัวโบราณขั้นสุดยอดเลย!
“อะไรกัน แกไม่คิดจะฟังเลยหรือไง ศึกษาไว้เป็นทฤษฎีก่อนลงมือปฏิบัติจริง” กานต์รวีพูดขึ้นพลางหัวเราะขำไปเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนสาวด้วยแล้ว “ดูสิ ยัยแก้วยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย แกนี้ทำเป็นขยะแขยงไปได้”
ชิ! หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ใครจะไปสนเรื่องพรรค์นั้นกันล่ะ!
“ฉันไม่อยากคุยกับพวกแกแล้ว”
ว่าแล้วปิ่นกานต์ก็ลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะไปในขณะที่เพื่อนๆ มองหน้ากันพร้อมยักไหล่ หญิงสาวหยิบกระเป๋าเดินออกมาจากโต๊ะ ทีแรกว่าจะกลับ แต่ขอมาปลดปล่อยเต้นตามจังหวะเสียงดนตรีสักหน่อยเพื่อระบายความเครียดออก
ก็แน่ละ จะสามสิบแล้ว แล้วทำไม! ทั้งที่มีพร้อมทุกอย่าง หน้าที่การงานความสวยและเงินทอง ผู้ชายที่ไหนก็ต่างเข้าหาทั้งนั้น...เพียงแต่ว่า ไม่มีใครจริงใจสักคน
“ยัยปิ่นหายไปไหนนะ นี่เกือบชั่วโมงแล้ว” ธยาดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“กลับไปแล้วมั้ง เมื่อกี้ลุกไปก็เอากระเป๋าไปด้วยนี่นา” กานต์รวีเอ่ยขึ้น แต่ในใจก็ยังอดห่วงเพื่อนหัวโบราณคนนี้ไม่ได้อยู่ดี
“เดี๋ยวฉันลองโทรหาดูก่อนแล้วกัน”
กานต์รวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋าก่อนที่จะกดเบอร์ โทร.ออกหาเพื่อนสาว แต่ปลายสายกลับไม่ยอมรับจึงหันมามองหน้าเพื่อนอีกสองคนแล้วส่ายหน้าไปมา
“ยัยปิ่นไม่รับสาย”
“อาจจะกลับไปแล้วก็ได้” นิรณากล่าว
“คงใช่แหละ งั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ” กานต์รวีเอ่ยขึ้นก่อนที่จะหยิบเงินจำนวนหนึ่งวางไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นออกไปพร้อมๆ กับเพื่อนอีกสองคน แต่หารู้ไม่ว่าเพื่อนหัวโบราณคนนี้เพิ่งจะเต้นระบายคลายเครียดเสร็จเอง