บ้านเดี่ยวในหมู่บ้านจัดสรรราคาไม่ต่ำกว่าเจ็ดหลักย่านปทุมธานี ‘กลิ่นหอม’ หญิงสาวที่ใช้ชีวิตแบบฟรีแลนซ์ที่เรียกว่านักเขียนมาตั้งแต่เรียนจบไม่คิดไม่ฝันว่าเงินยาไส้อันน้อยนิดแต่ละเดือนของเธอจะสามารถกู้เงินซื้อบ้านหลังนี้ได้ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะความพยายามและความตั้งใจ ตอนนี้เธอถึงได้มายืนจังก้าอ้าแขน ประกาศกร้าวว่า...
“มีบ้านเป็นของตัวเองแล้วโว้ย!”
เสียงนั้นดังพอที่ข้างบ้านจะได้ยิน ทำเอาเพื่อนสนิทชายแต่หัวใจสาวน้อยต้องรีบเปิดกระจกรถซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านมาร้องบอก
“ดีใจอะไรของแกหนักหนานังหอม ก็แค่ซื้อบ้านได้”
“เออ ฉันไม่ได้รวยเหมือนแกนี่ ถ้ารวยเหมือนแก พ่อแม่มีมรดกให้ คำว่า ‘ก็แค่ซื้อบ้านได้’ ฉันก็ไม่พูดหรอกย่ะนังมนตรี”
กลิ่นหอมยอกย้อนไม่จริงจังนัก ส่วนมนตรีก็ได้แต่ถอนหายใจพรืดที่ถูกเรียกด้วยชื่อจริง
“เรียกฉันมนตรีอีกที ฉันจะฟาดปากแกด้วยกระเป๋าเสื้อผ้านี่แหละ อุตส่าห์มานอนเอาฤกษ์เอาชัยที่บ้านใหม่เป็นเพื่อนแท้ๆ โปรดสัตว์ได้บาปจริงๆ”
พูดพลางทำท่าจะลงจากรถไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าที่อยู่กระโปรงท้ายรถมาฟาดหน้าเพื่อนสาวจริงๆ หากแต่กลิ่นหอมกลับหัวเราะคิกคัก ชอบเหลือเกินที่ได้หยอกเย้าเพื่อนให้หัวเสียแบบนี้
“ฉันก็แค่ล้อแกเล่นเอง”
“เออ ล้อเล่นให้ฉันด่า”
“ใช่ แกด่าตลกอะ เลยชอบให้ด่า”
“ฉันว่าแกต้องเป็นโรคแน่ๆ ยัยหอม ว่างๆ ไปหาหมอ ตรวจสุขภาพจิตบ้างนะ”
มนตรีบ่นพึมพำไปเรื่อย กระนั้นก็ทำหน้าที่ของตนตามที่กลิ่นหอมขอร้องเมื่อหลายวันก่อนว่าให้มานอนเป็นเพื่อนในวันเข้าบ้านวันแรก เพราะเธอยังไม่คุ้นชินกับบ้านหลังใหม่ ในฐานะเพื่อนที่ดี มนตรีจึงตกปากรับคำโดยไม่คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ชักจะคิดผิดแล้วที่ยอมรับคำ เพราะแทนที่จะได้มานอนอย่างอารมณ์ดี กลับโดนเพื่อนสาวขี้แกล้งหยอกเย้าจนหน้าบูดบึ้งเสียนี่
ทว่าก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากบ่นพึมพำเรื่อยเปื่อย พลันลงจากรถไปคว้าเอากระเป๋าเสื้อผ้าใบขนาดย่อมของทั้งคู่เข้ามาในตัวบ้าน กลิ่นหอมกวาดตามองไปรอบๆ ห้องรับแขกขนาดเล็กที่มีเฟอร์นิเจอร์บางส่วนมาลงและตกแต่งแล้ว และวันนี้ที่เธอตัดสินใจมานอนก็เพราะเธอเชื่อว่าวันนี้เป็นวันฤกษ์ดีนั่นเอง
จะไม่ให้ดีได้อย่างไรล่ะ เธอดูปฏิทินมา บอกว่าเป็นวันมงคลก็เท่ากับว่าเป็นวันมงคลอย่างแน่นอน
“แล้วจะเอายังไง คืนนี้นอนโซฟา?”
มนตรีถามเมื่อเอาข้าวของเข้ามาเก็บในบ้านเป็นที่เรียบร้อย พลันกวาดตามองไปยังโซฟาทรงตัวแอลซึ่งตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ขณะที่กลิ่นหอมพยักหน้า
“อือ สั่งเตียงไปแล้วแต่ยังไม่มาส่ง คืนนี้แกกับฉันนอนกันบนโซฟานี่แหละ”
“จะให้ฉันนอนใกล้ๆ กับแกว่างั้น?”
“หรือแกจะนอนบนพื้นก็ได้ ไม่มีปัญหา”
มนตรีถอนหายใจออกมาเต็มแรงกับท่าทางไม่ยี่หระของหญิงสาว สุดท้ายก็อดปากสอนออกไปไม่ได้
“ฟังนะยัยหอม ประเด็นที่ฉันถามมันไม่ได้เกี่ยวกับที่ว่านอนโซฟาหรืออะไร ปัญหาก็คือแกเป็นผู้หญิง แล้วฉันก็เป็นผู้ชาย มานอนด้วยกันแบบนี้มันไม่เวิร์กมั้ง”
“ไม่เวิร์กยังไง แกเป็นเพื่อนสนิทฉันนี่ สนิทมาตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัยด้วย เมื่อก่อนก็นอนด้วยกันออกจะบ่อย”
กลิ่นหอมพูดไปตามตรง นึกคิดสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอกับมนตรีและเพื่อนคนอื่นๆ ก็มักมานอนรวมกันที่ห้องพักของเพื่อนคนใดคนหนึ่งเป็นประจำ ทว่าสำหรับมนตรีในตอนนี้แล้ว การกระทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง ไม่สมควรสักเท่าไรนัก
“แกอย่าไว้ใจใครมากเลยไอ้หอม โดยเฉพาะพวกผู้ชาย เพื่อนนี่แหละตัวดีเลย ดีนะที่ฉันไม่ได้ชอบผู้หญิง ไม่อย่างนั้นได้แกเป็นเมียไปแล้ว”
พูดมาอย่างนี้ ทำไมกลิ่นหอมจะไม่เข้าใจ เธอไม่ได้โง่จนหัวทึบ แค่มนตรีเปิดปาก เธอก็เข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ว่าเธอไม่มีเพื่อนสนิทคนไหนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจเท่ากับมนตรี เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะทำหูทวนลม อีกอย่าง เธอมั่นใจว่าผู้ชาย...หัวใจสีชมพูอย่างมนตรีคงไม่ทำอะไรเธอแน่
ไม่มีวัน...ไม่มีทางทำอะไรล่วงเกินเธออย่างแน่นอน เพราะมนตรีก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน ถึงขนาดออกปากต่อท้าย
“และต่อให้ฉันชอบผู้หญิง ฉันก็ไม่เอาแกมาทำเมียหรอก รู้เช่นเห็นชาติกันแบบนี้ คิดว่าต้องเป็นผัวเมียกับแกแล้วก็ขยะแขยง”
สิ้นคำพูด กลิ่นหอมก็หัวเราะร่วน ไม่ยี่หระกับคำพูดของเพื่อนตัวเองเลยสักนิด ราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นสิ่งที่มนตรีพูดเป็นประจำอยู่แล้ว
“จ้า รู้แล้วจ้า แล้วนี่แกจะนอนตรงไหน ตรงฝั่งนั้นไหม มันยาว แกจะได้เหยียดขาได้ เดี๋ยวฉันนอนตรงนี้เอง”
และก่อนที่มนตรีจะได้บ่นต่อ จู่ๆ หญิงสาวก็เปลี่ยนเรื่อง ชี้นิ้วไปที่ส่วนที่เป็นตัวแอลของโซฟา มนตรีมองตามแล้วปฏิเสธลั่น
“ไม่เอาอะ มันหันเท้าออกนอกบ้าน ฉันถือว่าเวลานอนไม่ควรเอาเท้าออกประตูนอกบ้าน”
“โอเค งั้นฉันไปนอนตรงนั้นแทน”
เรื่องที่นอนไม่มีปัญหา กลิ่นหอมนอนตรงไหนก็ได้ เธอถือว่าบ้านหลังนี้เป็นของเธอแล้ว เรื่องสำคัญต่อหลังจากนั้นคือเรื่องของกินต่างหาก พอตกลงเรื่องที่นอนกันได้แล้ว กลิ่นหอมก็ชักชวนให้มนตรีไปขับรถตะลอนหาร้านอาหารอร่อยๆ ในละแวกบ้านกิน เพื่อจะได้รู้สำรวจบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้านด้วย มนตรีรับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนทั้งคู่จะพากันขึ้นรถและขับออกไป
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด ทั้งคู่เหนื่อยอ่อนกับการทำกิจกรรมในวันนี้ทั้งวัน เพราะนอกจากขับรถไปตระเวนหาของกินแล้ว ทั้งคู่ยังไปแวะเวียนร้านขายต้นไม้และอุปกรณ์ทำสวนสำหรับตกแต่งสวนในวันข้างหน้าอีกด้วย กว่าจะถึงบ้านก็หมดแรง แต่ฝีปากของมนตรีนั้นไม่หยุด ขนของจากกระโปรงท้ายรถที่กลิ่นหอมขนซื้อมาลงไปกองไว้ที่สวนหน้าบ้านได้ ปากก็เริ่มทำงานทันที
“แกจะรีบซื้ออะไรมาเยอะแยะหนักหนา ทำอย่างกับว่าจะทำวันพรุ่งนี้มะรืนนี้อย่างนั้นแหละ”
“เอาเถอะน่า ซื้อไว้ก่อน จะได้อุ่นใจ แล้วนี่แกจะอาบน้ำเลยไหม”
“ฉันก็ต้องนั่งพักก่อนสิยะ ถามมาได้ หายใจหอบเป็นหมาหอบแดดขนาดนี้ จะเอาอารมณ์ไหนไปอาบน้ำ”
กลิ่นหอมยักไหล่ ไม่ยี่หระกับคำพูดของเพื่อน พลันปล่อยให้เพื่อนได้นั่งเล่นอยู่ในสวนให้หายเหนื่อย
“งั้นฉันไปอาบก่อนแล้วกัน หายเหนื่อยแล้วก็เข้าบ้าน ยุงเยอะ”
“ฉันจะเข้าเดี๋ยวเข้าเอง โทรศัพท์กับเด็กก่อน”
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าหมายถึงแฟนของมนตรีที่เป็นผู้ชายด้วยกัน กลิ่นหอมไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของเพื่อนหรอก กับแฟนของมนตรีก็เคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง ทั้งอายุมากกว่า อีกทั้งยังเป็นคนไม่ค่อยพูด ใครจะไปกล้าคุยมาก จะมีก็แต่มนตรีนี่แหละที่เรียกแฟนตัวเองที่อายุมากกว่าว่าเป็นเด็กตามระดับความสนิทสนม
“ก็ตามนั้น ฉันไปอาบน้ำเข้านอนก่อนแล้วกัน แกเข้าบ้านแล้วล็อกประตูด้วยนะ”
มนตรีไม่สนใจแล้วเพราะปลายสายที่โทรออกเมื่อครู่นี้ตอบรับ หากแต่พอเห็นร่างบางของหญิงสาวผลุบเข้าไปในบ้าน เขาก็นึกอะไรออก
“เฮ้ย ไอ้หอม แกอย่าลืมไหว้...”
แกร๊ก...
ประตูปิดไปแล้ว กลิ่นหอมไม่ทันได้ยินหรือสนใจเพราะอ่อนล้ามาทั้งวัน มนตรีเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร กะว่าไว้คุยโทรศัพท์เสร็จจะเข้าไปบอกอีกที
ผ่านไปร่วมชั่วโมง มนตรีเดินเข้ามาในบ้าน ที่ตั้งใจจะบอกก็ไม่ได้บอกเสียแล้ว เพราะทันทีที่เข้ามาก็พบว่าเจ้าของร่างบางจองที่นอนบนโซฟาตำแหน่งที่ตกลงกันแล้วเป็นที่เรียบร้อย มิหนำซ้ำยังกรนคร่อกออกมาให้รู้ว่าหลับลึกไปแล้วอีก
“จะบอกให้ไหว้เจ้าที่สักหน่อย หลับซะงั้น”
มนตรีได้แต่บ่นพึมพำ แต่ก็ไม่ได้ปลุกอะไร นอกเสียจากไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วเตรียมเข้านอนเช่นกัน หากทว่าไม่รู้เลยว่าขณะที่เขาทำกิจกรรมส่วนตัวอยู่นั้น มีสายตาของใครบางคนจับจ้องอย่างนิ่งสงบ ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกจากริมฝีปากของใครคนนั้น มีเพียงการเดินช้าๆ ตรงมาหามนตรีที่กำลังจะล้มตัวลงนอน
และทันทีที่มนตรีเอนตัวลงนอน ไม่ทันจะได้หลับสนิทก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาทาบทับบนตัวไว้ พอพยายามพลิกกายก็ไม่สามารถทำได้ วินาทีนั้นเองที่สมองเริ่มสั่งการ
ผีอำ!
มนตรีรู้ดีว่ามีคำอธิบายอาการนี้ทางวิทยาศาสตร์ เลยพยายามบอกกับตัวเองว่ามันเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างที่กำลังเคลิ้มหลับ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นเพราะตัวเองเหนื่อยมากกว่าปกติถึงได้รู้สึกแบบนี้
หากแต่เมื่อเขาพยายามจะพลิกตัวอยู่หลายต่อหลายครั้ง ร่างกายก็แข็งนิ่งขยับไม่ได้ พานทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เชื่อว่ามีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้มันอาจอธิบายได้ด้วยไสยศาสตร์มากกว่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือการนอนนิ่งๆ บทสวดใดๆ ที่รู้จักทั้งชีวิตถูกเอามาสวดทั้งหมด ทว่าก็ไร้ผล ส่งผลให้เขาดิ้นรนอยู่ในสภาวะถูกผีอำอย่างนั้น กระทั่งผล็อยหลับไปเองด้วยความเหนื่อยอ่อน
พลิกตัวก็ไม่ได้ สู้อะไรก็ไม่ได้ สวดไล่ก็ไม่ไป นอนมันเสียเลยแล้วกัน!
ให้ตายเถอะ ไม่ทันไรก็เจอดีเสียแล้ว!
“บ้านแกมีผีว่ะ ไอ้กลิ่นหอม”
ทันทีที่ตื่นนอนในตอนเช้า มนตรีก็รีบผุดลุกและเดินมาหาเพื่อนสาวที่กำลังสาละวนกับการทำมื้อเช้าในครัว กลิ่นหอมวางมือจากห่อไส้กรอกสำเร็จรูป หันไปมองตามน้ำเสียงแหบห้าวด้วยความสงสัย
“อะไรคือบ้านฉันมีผียะ”
น้ำเสียงฟังดูเหมือนไม่ค่อยจะพอใจเท่าไร บ้านหลังนี้เธอซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จู่ๆ นังเพื่อนตัวดีมาหาว่ามีผีได้อย่างไร
“มันมีจริงๆ นะแก เมื่อคืนฉันเจอมา”
ทว่ามนตรีก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจังขึงขังจนกลิ่นหอมต้องวางมือจากห่อไส้กรอกแล้วถามเพื่อนกลับไป
“แล้วไปเจอยังไงล่ะ”
“ถูกอำ”
กลิ่นหอมกลอกตาเล็กน้อย จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ เอาไส้กรอกเข้าไมโครเวฟ ก่อนจะหันไปมองมนตรีเมื่ออีกฝ่ายย้ำมา
“จริงๆ นะแก ฉันถูกผีอำจริงๆ ขนลุกซู่เลยตอนถูกอำอะ” ว่าพลางลูบแขนทั้งสองข้างของตัวเองยกใหญ่ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้
กลิ่นหอมมองท่าทางนั้นแล้วก็ยกมือขึ้นกอดอก
“ในเมื่อแกบอกว่าบ้านมีผี แกคิดว่าจะให้ฉันทำอะไรไม่ทราบ ย้ายออกว่างั้น?”
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ฝันไปเลย เธอเพิ่งได้เข้ามานอนบ้านใหม่วันแรก จู่ๆ จะให้ย้ายออก ไม่มีทางแน่นอน
และท่าทางนั้นก็ทำให้มนตรีต้องกอดอกขึ้นมาบ้าง
“ใครจะบ้าบอกให้แกย้ายออกกันยะ ฉันไม่ได้จะให้ย้ายออก แค่อยากให้แกไหว้เจ้าที่หน่อย เมื่อคืนนี้จะบอกก็มัวคุยกับพี่ดนัยอยู่นาน เข้าบ้านมา แกก็หลับซะละ”
คนฟังพยักหน้ารับ นึกขึ้นมาได้ในตอนนี้ว่าเมื่อวานไม่ได้ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง อันที่จริงเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะปกติแล้ว กลิ่นหอมไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ ถ้าจะให้พูด ก็อาจจะบอกได้ว่าเธอเป็นคนไร้ศาสนาก็ได้ วัดวาอารามถ้าได้เข้าไปเมื่อไรนั่นหมายถึงการไปเที่ยว หาใช่การไปทำบุญแต่อย่างใด
ทว่านั่นก็หาได้สำคัญเท่ากับการที่หญิงสาวจะฉุกใจคิดขึ้นมา
“แล้วแกล่ะ ได้ไหว้เจ้าที่ไหม”
มนตรีส่ายหน้าพรืด “อาบน้ำเสร็จก็เหนื่อยจะเดินไปจุดธูปไหว้แล้ว เห็นแกนอน ฉันก็นอนเลยเหมือนกัน”
“สงสัยเจ้าที่บ้านฉันไม่ชอบแก”
หญิงสาวว่าพลางยกยิ้มใส่ พลันก็ถูกมนตรีคว้าเอาช้อนที่อยู่บนเคาน์เตอร์ขึ้นมาเคาะกะโหลกเพื่อนสาวทีหนึ่ง
“ถ้าเจ้าที่บ้านแกไม่ชอบฉัน ฉันไม่มานอนเป็นเพื่อนก็ได้ คืนนี้ก็ลาก่อน บาย”
พูดแล้วก็ทำท่าจะไปจริงๆ เสียด้วย กลิ่นหอมจึงต้องรีบรั้งเอาไว้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะไปจริงๆ ดังปากพูด
“ใจคอจะทิ้งเพื่อนได้เหรอ คุณมนตรี”
“เรียกฉันว่ามนตรีอีกที พ่อจะยกไมโครเวฟทุ่มใส่ละนะ”
“เรียกคุณมนตี้ก็ได้” กลิ่นหอมกลั้วหัวเราะ เพราะรู้ดีว่า ‘คุณมนตี้’ เป็นชื่อในวงการบันเทิงของมนตรี เขาเป็นผู้จัดการดาราและเจ้าของโมเดลลิ่งแห่งหนึ่ง ขณะที่กลิ่นหอมเป็นเพียงนักเขียน ความจริงอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงสักเท่าไรนัก แต่พอจับจุดในการขายงานเขียนได้ รายได้ก็เริ่มเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ ทำให้เธอสามารถซื้อบ้านหลังแรกในชีวิตได้ ทว่านั่นก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเท่ากับการที่มนตรีทำท่าสะบัดสะบิ้ง
“แต่ฉันพูดจริงๆ นะไอ้หอม ที่ว่าค้างกับแกไม่ได้น่ะ คืนนี้ยังนอนได้อีกวัน แต่พรุ่งนี้แกจะอยู่คนเดียวแล้วนะ”
“อืม”
กลิ่นหอมขานรับ ยิ้มหน้าแป้น เธอรู้อยู่แล้วล่ะด้วยมนตรีได้บอกเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่มนตรีกลับไม่ไว้ใจเอาเสียเลยเมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาว
“แน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้”
“อื้ม”
คราวนี้ส่งเสียงสูงหน่อย แต่มนตรีก็ยังลังเลใจอยู่ดี
“ไอ้หอม ถ้าแกอยู่ไม่ได้ก็ไปนอนค้างที่คอนโดฯ ฉันไหม ฉันเป็นห่วงแกจริงๆ ว่ะ”
“เป็นห่วงว่าฉันจะโดนผีอำน่ะเหรอ”
มนตรีพ่นลมหายใจพรืด “เออ นั่นก็อีกเรื่อง แต่เรื่องสำคัญกว่านั้นคือแกอยู่คนเดียวนะเว้ย เป็นผู้หญิงด้วย มันอันตราย”
ถ้ามองตามมุมมองของมนตรีก็อันตรายอย่างที่เขาว่า แต่มนตรีคงจะลืมไปล่ะมั้งว่าหมู่บ้านนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม คนนอกไม่ได้เข้ามาง่ายๆ จะต้องมีการตรวจสอบและแลกบัตรถึงจะเข้ามาได้ ทำให้หญิงสาวอดเตือนความจำไม่ได้
“รปภ.เข้มงวดขนาดนั้น บ้านก็ประตูแน่นหนา ฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันซื้อบ้านมา ก็อยากอยู่บ้านตัวเองนะคะคุณมนตี้ ไม่ใช่ไปอยู่คอนโดฯ แก แรกๆ อาจจะไม่ชินเพราะบ้านใหม่ แต่เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ”
เห็นเพื่อนดื้อแพ่งแล้ว มนตรีก็ไม่อยากจะเตือนอะไรอีก ก็จริงอย่างที่กลิ่นหอมว่า บ้านนี้เป็นบ้านของหญิงสาว ไม่อยู่ตอนนี้แล้วจะไปอยู่ตอนไหน ปล่อยให้หญิงสาวได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของบ้านไปตามใจแล้วกัน
“แล้วสวนนี่ แกจะลงมือจัดเมื่อไร”
พลันก็เปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างกลิ่นหอมถ้าตัดสินใจอะไรแล้วก็จะเปลี่ยนใจยาก
กลิ่นหอมเอาไส้กรอกออกจากไมโครเวฟ ปากพลางพูดไปด้วย
“ก็กะจะเริ่มทำวันนี้แหละ แกถามทำไม”
“ฉันจะอยู่ช่วยได้แค่วันนี้นะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้ว”
“ฉันรู้แล้ว ย้ำอยู่นั่น”
“เออ จะย้ำจนกว่าแกจะไหว้เจ้าที่นี่แหละ บ้านแกเองนะเว้ย ไหว้เจ้าที่หน่อย”
“รู้แล้วน่า ไส้กรอกสุกแล้ว จะกินไหม”
มนตรีย้ำเรื่องไหว้เจ้าที่มาอีกแล้ว ต่อให้เขารู้ว่ากลิ่นหอมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ แต่ตัวเขาเชื่อ ดังนั้นจึงอดที่จะย้ำไม่ได้ ขณะที่กลิ่นหอมกลับตัดบทเอาเสียอย่างนั้น คงเพราะไม่อยากให้มนตรีพูดบ่นเรื่องนี้แล้ว มนตรีรู้นิสัยของเพื่อนดี เลยคล้อยตามไป
“กิน เอาจัดใส่จาน ตกแต่งให้ดีแบบระดับมิชลินเลยนะ ฉันจะไปรอที่โต๊ะ”
กลิ่นหอมหัวเราะคิกคักกับท่าทางของเพื่อนชาย ก่อนจะจัดการยกจานไส้กรอกไปวางที่โต๊ะอาหาร แล้วกลับมาเตรียมอาหารเช้าอีกนิดหน่อยไปเสิร์ฟให้เพื่อนรักกิน
ดูท่าวันนี้คงต้องใช้แรงงานทั้งวัน เรื่องกินต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนล่ะ
และก็จริงอย่างที่คิดไว้ วันนี้ทั้งวัน หญิงสาวใช้เวลาไปกับการทำสวนหน้าบ้าน สนามหน้าบ้านของเดิมเป็นสนามหญ้าธรรมดา เธอก็จัดการแบ่งสรรปันส่วนให้มีพื้นที่สำหรับทำสวนหิน เพราะตั้งใจจะหาชุดโซฟาหวายสวยๆ มาตั้ง เอาไว้ออกมานั่งเล่นพักผ่อนหรือเขียนงานอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่การจับจอบจับเสียมขุดดินสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในเมื่อไม่สามารถทำวันเดียวเสร็จได้ กลิ่นหอมจึงตัดสินใจที่จะยุติกิจกรรมเพียงเท่านี้ก่อน เพราะถ้าไม่หยุด ลูกมืออย่างมนตรีก็คงจะบ่นกระปอดกระแปดด้วยความเหนื่อยอ่อนไม่หยุด
วันนี้มนตรีไม่ได้นอนด้วย เพราะแฟนหนุ่มโทรมาชวนไปทานดินเนอร์ด้วยกันอย่างกะทันหัน กลิ่นหอมเห็นทั้งคู่ถ่ายรูปพร้อมข้อความหวานๆ หลังจากที่มนตรีออกจากบ้านเธอไปได้ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ได้แต่ยิ้มระคนหมั่นไส้ที่เห็นคนรักกัน
ใช่สิ! เธอยังโสดนี่ วันๆ ทำแต่งาน แถมทำงานที่บ้านด้วย จะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟนกัน เรียกได้ว่าไม่ได้พบหน้าใครเลยจะดีกว่า ทำงานแบบนี้คงได้เป็นโสดไปจนตาย
กระนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ราวกับว่าเธอพร้อมที่จะใช้ชีวิตโสดอยู่แล้ว สิ่งที่เธอสนใจคือการที่วันนี้เป็นอีกวันที่เธอเหนื่อยล้ามากที่สุดมากกว่า ทั้งเหนื่อยจากการทำสวน ยังจะต้องมาเหนื่อยกับการปั่นงานเขียนเพื่อให้ทันเดดไลน์ของสำนักพิมพ์ที่เธอรับปากว่าจะส่งงานอีก
ตีสองแล้ว กลิ่นหอมยังไม่นอน ทำงานจนกระทั่งตาล้าถึงตัดสินใจเข้านอนได้ แต่ก่อนนอนก็คลายเครียดด้วยการหยิบโทรศัพท์มาเตรียมเล่นเกมสักหน่อย คืนนี้มนตรีไม่อยู่ เธอจึงไปนอนบนโซฟาฝั่งที่มนตรีนอนในคืนแรกแทน ทว่าพอปิดไฟและเริ่มเล่นเกมได้สักพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนปรากฏขึ้นยังหางตา และอยู่ห่างจากเธอไปเพียงไม่กี่ก้าว
เป็นผู้ชายวัยหนุ่มที่โผล่มาให้เห็นแวบหนึ่ง...
กลิ่นหอมสะดุ้งเฮือกเพราะสิ่งที่เห็นนั้นใกล้เสียจนขนลุก เธอลุกขึ้นนั่ง หันขวับไปมองก็ไม่พบใคร พลันขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอีกระลอกอย่างไม่มีเหตุผล ถึงจะเห็นไม่ชัด แต่เธอก็คิดเอาเองว่าหล่อแล้วกันเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง ประเด็นสำคัญคือเธอกำลังคิดว่าเห็นภาพหลอนจากการโหมทำงานที่ใช้สายตามาก
“ไม่มีอะไรหรอกไอ้หอม แค่ตาฝาด”
เธอปลอบใจตัวเองอย่างนั้นเพื่อไม่ให้กลัว ต่อให้ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับอะไร แต่การอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่และมืดอย่างนี้ มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เห็นอาจจะเป็น ‘ผี’ ก็เป็นได้
จากที่จะนอนก็ไม่นอนแล้ว หมดอารมณ์ กลิ่นหอมลุกขึ้นมาเปิดไฟ คว้าโน้ตบุ๊กตัวเก่งมาทำงานอีกครั้ง ปล่อยเวลาล่วงเลยไปถึงตอนตีสี่ เสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากหูฟังอินเอียร์ทำให้เธอปวดหนึบที่ใบหูเล็กน้อย หากแต่เมื่อเธอดึงมันออก ฉับพลันก็มีเสียงประหลาดเกิดขึ้นอีก
แอ๊ดดด...แกร๊ก...
เสียง...ประตูเปิดและปิดจากห้องด้านบน แวบแรกเธอคิดว่าเป็นเสียงของบ้านข้างๆ หากแต่ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้
ไอ้หอม...แกอยู่บ้านเดี่ยว จะเป็นเสียงประตูบ้านข้างๆ ได้ยังไง
คราวนี้ขนลุกอีกระลอก กระนั้นหญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะขึ้นไปดูหรือขยับตัวไปไหนทั้งนั้น ได้แต่กัดฟันทนรอกระทั่งถึงฟ้าสว่างทั้งที่ในใจบอกกับตัวเองว่า ‘ผีไม่มีจริง’
“มนตรี! ฉันถูกผีหลอก!”
นี่เป็นประโยคแรกที่บอกเพื่อสนิทหลังจากที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์ที่หญิงสาวโทรหาในตอนเช้าตรู่ อีกฝ่ายดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย พอมั่นใจว่ากลิ่นหอมไม่ได้โวยวายแล้ว ถึงได้แนบหูเหมือนเดิม
[ผีหลอกยังไงยะ ไหนพูดมา]
เท่านั้นกลิ่นหอมก็เล่าเสียละเอียดยิบว่าเธอเจอกับอะไรมาบ้าง พอบอกว่าย้ายไปนอนที่เดียวกับมนตรีที่มานอนเป็นเพื่อนวันแรก มนตรีก็กลอกตาฉับพลัน
[ถามจริงนะไอ้หอม แกไหว้เจ้าที่หรือยัง]
กลิ่นหอมชะงักงันไป ส่ายหน้าให้กับโทรศัพท์ทั้งที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น
[เอ้า ฉันถามเนี่ยว่าไหว้เจ้าที่ไปหรือยัง]
“ยัง”
[เออ เจริญ วันนี้ไปไหว้ซะ ท่านจะได้คุ้มครอง บ้านร่มเย็นเป็นสุข]
“แต่มันขัดกับตัวฉันมากเลยว่ะ”
[ขัดเรื่องอะไรยะ]
“ก็เรื่องเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอะไรแบบนี้น่ะ”
ได้ยินอย่างนั้น มนตรีก็ถอนหายใจมาให้ได้ยิน เขารู้ว่าหญิงสาวคิดอะไรอยู่ หากแต่ไม่ถาม เพราะถ้าถาม เธอก็จะอ้างเรื่องการไม่นับถือศาสนาของตัวเองออกมา ดังนั้นจึงได้แต่พูดออกไปแทน
[ไม่นับถือศาสนาก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่เชื่อซะทุกเรื่อง ไปทำซะ มาอยู่ที่ของเขาก็บอกกล่าวให้เจ้าของที่เดิมรู้หน่อย แต่ถ้าไม่ทำก็เรื่องของหล่อน เจอผีอีกก็เรื่องของหล่อนแล้วนะยะ]
กลิ่นหอมอยากจะเถียงว่ามันไม่มีจริงหรอกไอ้ของแบบนั้นน่ะ แต่พอถูกทักมาอย่างนี้ เธอก็อดที่จะปิดปากเงียบไม่ได้ มิหนำซ้ำพอมนตรีว่ามา
[มีไม่มีไม่รู้แหละ แต่ไหว้ไปก่อน จะได้สบายใจ ไม่งั้นเจอผีอีก เดี๋ยวจะอยู่ไม่ได้เอา]
คำว่า ‘อยู่ไม่ได้’ ทำให้กลิ่นหอมต้องถอนหายใจออกมา
เธอเพิ่งซื้อบ้านมาใหม่ เรื่องอะไรที่เธอจะย้ายออกไปด้วยเหตุผลว่าถูกผีหลอกกันล่ะ มันพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีหรือไม่มีจริงสักหน่อย เธอไม่เชื่อหรอกว่าสิ่งที่เห็นเมื่อวานจะเป็นเรื่องจริง ต่อให้เธอกลัวมากแค่ไหนก็ตาม
ไม่เชื่อ แต่ไม่ลบหลู่น่ะ เคยได้ยินไหม
“อืม รู้แล้ว ไหว้ก็ได้”
[ไม่ใช่ไหว้ก็ได้ ต้องไหว้]
ได้ยินอย่างนี้ กลิ่นหอมก็ทำปากยู่โดยไม่รู้ตัว
“ค่า คุณแม่ รับทราบแล้วค่า จะไปไหว้เดี๋ยวนี้แหละ”
[ย่ะ! ไปไหว้เลย เดี๋ยวก็ลืมอีก]
ถึงจะไม่เชื่อว่ามีจริงหรือไม่ศรัทธาอะไรอย่างไร สุดท้ายแล้วกลิ่นหอมก็ตัดสินใจไปซื้อของสำหรับไหว้เจ้าที่เจ้าทางจากตลาดละแวกบ้านกลับมา ทันทีที่ถึงที่หมาย หญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบจุดธูปไหว้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางจนได้
เจ้าที่เจ้าทางบ้านหลังนี้ หากเป็นผีก็ขอให้ออกไป แต่ถ้ามาดีก็ปกป้องคุ้มครองลูกด้วยเถ๊อะ
อธิษฐานอย่างตั้งใจ เมื่อจบก็ปักธูปเก้าดอกตามที่อินเทอร์เน็ตบอกว่าต้องใช้จำนวนนี้ลงบนสนามหน้าบ้าน
“เอาล่ะ เรียบร้อย”
ถึงจะไม่เชื่ออย่างไร แต่ก็เอาความสบายใจเป็นหลัก ก่อนที่ขาเรียวของเธอจะพาร่างบอบบางกลับเข้าไปในตัวบ้าน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาของใครบางคนจ้องมองอยู่ พลันริมฝีปากของใครคนนั้นจะขยับขึ้นพึมพำออกมาแผ่วเบาเมื่อหญิงสาวหายลับเข้าไป
‘แม่ซ่อนกลิ่น...’
ไหว้เจ้าที่ไปครั้งหนึ่งก็สบายใจขึ้นเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แต่ด้วยความเป็นนักโซเชียลตัวยง กลิ่นหอมก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องนี้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ที่เธอใช้ประจำ
‘ขอเล่าเรื่องเจ้าที่ที่บ้านหน่อย วันแรกที่มานอนเอาฤกษ์เอาชัย นังมนตี้บอกว่าถูกผีอำเพราะไม่มีใครไหว้เจ้าที่กันเลย ตอนแรกก็ไม่เชื่อ แต่พอหลังจากนั้นเจอกับตัวเอง เอาวะ เชื่อก็ได้จ้า ติดแฮชแท็กเจ้าที่อปป้าด้วย เพราะหล่อจริงๆ’
…หล่อจริงๆ แม้ว่าจะเป็นการคิดไปเองเพื่อปลอบใจตัวเองไม่ให้กลัวก็เถอะ
กลิ่นหอมเป็นนักเขียน จะเขียนอะไรก็ต้องให้เว่อร์วังเกินกว่าความเป็นจริงสักสองสามเท่า เรื่องนี้มีแค่มนตรีเท่านั้นที่รู้ แล้วก็ค่อนข้างจะชินแล้วเสียด้วยที่เพื่อนสาวชอบอัปเดตอะไรในโซเชียลอย่างนี้ และแน่นอนว่ากลิ่นหอมพอใจมากๆ ที่สิ่งที่เธอเขียนเล่าตามปกติเป็นที่สนใจ
นักโซเชียลตัวยงก็กินไลก์เป็นอาหารแบบนี้แหละ!
ยิ่งมีคนสนใจ เรื่องที่เล่าเกี่ยวกับ #เจ้าที่อปป้า ก็เริ่มมากขึ้นตามลำดับ โม้บ้าง จริงบ้าง ส่วนใหญ่คิดไปเองบ้าง กระทั่งดนัย แฟนหนุ่มของมนตรีซึ่งเป็นเพื่อนกันมาเห็นเข้าจึงอดไม่ได้ที่จะคอมเมนต์
กลิ่นหอมเลิกคิ้วสูงเล็กน้อยขณะที่มือกำลังเลื่อนไถหน้าจอโทรศัพท์ ประหลาดใจที่วันนี้จู่ๆ ดนัยก็มาคอมเมนต์เธอ เพราะโดยปกติแล้ว ดนัยไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนของแฟนสักเท่าไร เป็นเพื่อนในเครือข่าวโซเชียลเดียวกันก็แค่นั้น ไม่เคยคุยกันสักครั้งถ้าไม่ได้เจอกันต่อหน้า
ปลายนิ้วเรียวกดเข้าไปดูแจ้งเตือนคอมเมนต์ จากที่ประหลาดใจอยู่แล้วก็ต้องประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
‘น้ำใบเตย’
คอมเมนต์สั้นๆ แหวกทุกคอมเมนต์ที่อยากจะอ่านเรื่องเจ้าที่อปป้าอย่างสิ้นเชิง คราวแรกกลิ่นหอมก็ไม่สนใจหรอก จนดนัยมาคอมเมนต์อีกว่า...
‘อย่าลืมน้ำใบเตย’
ความฉงนบังเกิดขึ้นในใจของหญิงสาวทันควัน
ทำไมจะต้องเป็นน้ำใบเตย?
กลิ่นหอมอดรนทนไม่ไหว ด้วยความเป็นคนขี้สงสัยมากเป็นทุนเดิม เธอจึงรวบรวมความกล้าส่งข้อความส่วนตัวไปหาดนัย ทั้งๆ ที่รู้ว่าดนัยไม่ค่อยชอบคุยอะไรทางช่องทางนี้ แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะพิมพ์ลงไป
‘พี่ดนัย ถามหน่อยสิคะ’
‘ครับ?’
อีกฝ่ายตอบกลับมาเร็วเกินคาด หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอด พิมพ์กลับไปอีก
‘ทำไมต้องเป็นน้ำใบเตยเหรอคะ’
กับมนตรีจะคุยเล่นจิกหัวกันแค่ไหนก็ได้ แต่กับดนัยที่อายุมากกว่า และยังสุขุม วางตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดี กลิ่นหอมก็ไม่กล้าจะไปคุยเล่นหัวด้วยสักเท่าไร หากทว่าพอถามไปแล้ว คำตอบที่ได้กลับเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินเสียอย่างนั้น
‘ง่ายๆ เลยนะ’
‘คะ?’
‘เขาอยาก’
บอกแค่นั้นแล้วก็ไม่อธิบายอะไรต่อ เป็นอย่างนี้แล้วจะให้กลิ่นหอมถามต่อได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าที่ที่บ้านอยากดื่มน้ำใบเตย มิหนำซ้ำยังหล่อสุดลิ่มทิ่มประตูตามการมโน กลิ่นหอมก็พร้อมจะเป็นสายเปย์อยู่แล้ว เผื่อวันดีคืนดี ท่านเจ้าที่จะเมตตาให้หวยเลขที่บ้าน จะได้ถูกกับเขาบ้าง
ปากก็บอกว่าไม่เชื่อเรื่องผีสาง เป็นคนไม่มีศาสนา ทว่าเอาเข้าจริงก็กลับบอกให้มนตรีที่จะมานอนเป็นเพื่อนในคืนนี้วิ่งแจ้นไปซื้อน้ำใบเตยจากร้านสะดวกซื้อมาถวายเสียอย่างนั้น แน่นอนว่าเรื่องน้ำใบเตยอะไรนั่น มนตรีรู้อย่างละเอียดแล้วจากการบอกเล่าของแฟนหนุ่มตัวเอง และที่มนตรีไม่ได้สงสัยที่จะถามอะไร เป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าดนัยเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ อีกทั้งที่บ้านยังเป็นตำหนักทรง จึงไม่แปลกที่ดนัยจะคิดว่าตัวเองมีสัมผัสพิเศษอะไรเทือกนั้นด้วย
ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร นอกจากการเตรียมตัวไปเพ่นกบาลเพื่อนสาวที่ทำให้เขาต้องลำบากอย่างนี้ ขณะที่กลิ่นหอมได้น้ำใบเตยมา เธอก็รีบเปิดฝา จุดธูปสามดอก ตรงดิ่งไปที่หน้าบ้าน สองมือก็ยกขึ้นพนม อธิษฐานอัญเชิญเจ้าที่มารับเครื่องกราบไหว้บูชา พร้อมเอ่ยปาก
“ลูกถวายน้ำใบเตยแล้ว มีวุ้นมะพร้าวด้วย ขอบ้านเลขที่ถูกตรงๆ สักงวดเถ๊อะ”
เสียงนั้นเข้าหูมนตรีที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนเข้าอย่างจัง ทำเอาชายหนุ่มต้องตวัดสายตามองแข็งๆ
“นี่หล่อน ถ้าจะทำดีแล้วหวังผลอย่างนี้ ทีหลังก็ไม่ต้องถวายหรอกย่ะ”
“เอ้า คนเราก็ต้องอยู่อย่างมีความหวังหรือเปล่าวะ”
กลิ่นหอมหันมาเถียงหลังจากวางน้ำใบเตยลงบนเสาประตูรั้วหน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อย พอเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ก็ถูกมนตรีดุไปอีก
“ไอ้หอม แกฟังเอาไว้เลยนะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเอาไว้ให้เคารพบูชา ไม่ได้มีเอาไว้ให้ท้าทาย”
มนตรีว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ก่อนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรพวกนี้หรอก ทว่าตั้งแต่คบหากับดนัยก็พลันเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ไปโดยปริยาย ต่อให้พิสูจน์ไม่ได้ กระนั้นเชื่อไว้ก็ไม่ได้เสียหาย
หากแต่คำพูดนั้นทำให้กลิ่นหอมมุ่ยหน้า ก่อนถามกลับ
“แล้วฉันท้าทายตรงไหน”
“ก็ตรงนี้เมื่อกี้นี้นี่แหละ มีอย่างที่ไหน ไปขอหวยแบบนั้น”
กลิ่นหอมยู่คิ้ว เธอไม่เข้าใจหรอกว่าการขอหวยแบบนั้นเป็นการท้าทายตรงไหน และก็ไม่ใส่ใจเสียด้วย ทรุดตัวลงนั่ง คว้าน้ำอัดลมขึ้นมาดื่มพร้อมกับเตรียมตัวจะเขียนอัปเดตชีวิตอะไรลงในโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างเคย
“นี่แกจะฟังฉันก่อนไม่ได้เลยหรือไง”
ท่าทางเมินเฉยอย่างนั้นทำให้มนตรีหงุดหงิดน้อยๆ กลิ่นหอมเหยียดหลังตรง หันมามองเพื่อนสาวด้วยท่าทางหยอกล้อ
“ฟังก็ได้ค่ะคุณมนตรี ไหนจะพูดอะไร บอกมาค่ะ”
“ถ้าฉันไม่เห็นว่าแกเป็นเพื่อน ฉันถีบแกตกโซฟาไปแล้วนะจะบอกให้ กระแดะจริง”
เป็นคำพูดที่ไม่จริงจังนัก กลิ่นหอมกลั้วหัวเราะ เธอกับมนตรีก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบจิกกัดกัน บางครั้งก็รุนแรง ราวกับว่าเกลียดกันมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
“อะ ฉันฟังแล้วก็พูดมาสิว่ามีอะไร”
มนตรีสูดหายใจเต็มปอดเพื่อระงับความหงุดหงิดเล็กๆ กับท่าทางขี้เล่นตลอดเวลาของเพื่อนคนนี้ ก่อนจะอ้าปากพูด “เบบี๋ของฉันให้มาถามว่าแกจะตั้งศาลพระภูมิไหม”
กลิ่นหอมได้ยินก็ขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะคำว่าเบบี๋ เพราะเธอรู้ดีว่าคำนี้เป็นคำเรียกแทนตัวดนัยสำหรับมนตรีอยู่แล้ว แต่ที่ชวนให้ขมวดคิ้วก็คือเรื่องตั้งศาลพระภูมินี่แหละ
“พี่ดนัยให้มาถามเหรอ”
“เออ พี่เขาบอกว่ามีคนฝากถามมาอีกที”
“ใครอะ”
“ใครฉันก็ไม่รู้ ตอบมาเถอะว่าจะตั้งศาลไหม”
“ไม่” กลิ่นหอมตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “พื้นที่ในสวนก็มีแค่เท่าแมวดิ้นตาย จะเอาศาลพระภูมิมาตั้งตรงไหน อีกอย่างนะ ถ้าตั้งศาลแล้วก็ต้องมีหุ่นชุดไทยตัวเล็กๆ ด้วยใช่ไหมล่ะ ไม่เอาอะ ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้น”
เรื่องนี้ทำไมมนตรีจะไม่รู้ กลิ่นหอมไม่เชื่อเรื่องผีสาง และก็ไม่ชอบอะไรแนวนี้พอกับความไม่เชื่อ แต่เขาถูกกำชับให้มาถาม อย่างไรก็ต้องถามแหละนะ
“แล้วถ้าเป็นหิ้งล่ะ เหมือนหิ้งพระ หิ้งนางกวักในร้านอาหารตามสั่ง หรือเป็นศาลแบบตี่จู่เอี๊ยะ1ล่ะ”
“ไม่เอาอะ รกบ้าน มันไม่โมเดิร์น”
ยืนกรานเสียงแข็งอย่างนี้ แล้วมนตรีจะทำอะไรได้ เขารู้นิสัยของกลิ่นหอมดีว่าเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ มีความเป็นเฟมินิสต์ขั้นสูง มิหนำซ้ำยังจะเป็นพวกหัวเสรีอีก เรื่องอะไรที่คร่ำครึงมงาย เธอไม่เคยจะเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยสักครั้ง จะมีก็ครั้งนี้นี่แหละที่เธอยอมไหว้ ยอมทำตามที่มนตรีว่า เหตุผลน่ะหรือ?
ก็เพราะที่นี่เป็นบ้านหลังแรกในชีวิตของเธอ อะไรที่ทำแล้วดี เธอก็ยอมทำทั้งนั้น
“ก็แล้วแต่แกละกัน เรื่องของแก บ้านของแก ฉันแค่มาบอกแทนเบบี๋เฉยๆ”
กลิ่นหอมพยักหน้า คิดว่าจะไม่คุยเรื่องนี้แล้ว หากแต่ก็ฉุกใจขึ้นมา
“จะว่าไป ใครเป็นคนฝากพี่ดนัยมาบอกวะ”
มนตรียักไหล่ไม่ยี่หระ “ไม่รู้ เบบี๋ไม่ได้บอก ถามก็ไม่บอก ฉันจะไปถามใครได้ล่ะ”
“นี่ไง ฉันก็เลยอยากรู้”
“อยากรู้เรื่องอะไรยะ”
“อยากรู้ว่าใครมาบอกเบบี๋ของแกน่ะสิ ถามอยู่นั่น”
มนตรีเบะปากเล็กน้อย ก่อนที่หญิงสาวจะว่าทีเล่นทีจริง
“หรือว่า...เจ้าที่บ้านฉันจะเป็นคนไปบอกเบบี๋ของแกฮะ?”
“พูดบ้าอะไรของแกเนี่ย”
“เอ้า เผื่อจะใช่”
“นี่แก ถึงเบบี๋ของฉันจะโตขึ้นในตำหนักทรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสื่อสารกับเจ้าที่บ้านแกได้นะยะ”
“แล้วถ้าสื่อสารไม่ได้ ทำไมถึงมาบอกให้ฉันทำนั่นทำนี่ล่ะ”
“อย่าบอกนะว่าตอนนี้แกคิดว่าคนที่ฝากพี่ดนัยมาบอกจะเป็นเจ้าที่บ้านแก”
กลิ่นหอมแกล้งพยักหน้าให้ “ถ้าไม่ใช่เจ้าที่บ้านฉัน แล้วจะเป็นใครที่ไปบอกพี่ดนัยล่ะยะ”
เท่านั้นมนตรีก็ทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“แกนี่น้า เออๆ เจ้าที่ก็เจ้าที่ พอใจหรือยัง”
มนตรีทำหน้าทำตาเหนื่อยหน่าย แต่ก็เออออไปตามเพื่อน การพูดคุยเรื่องเจ้าที่เกือบจะจบลงแค่นั้น ถ้าหากว่าจู่ๆ กลิ่นหอมไม่พูดเล่นขึ้นมา
“เออ แล้วก็ฝากถามพี่ดนัยหน่อยสิ”
“ถามว่า?”
“เจ้าที่ที่บ้านฉันเนี่ย ดวงสมพงษ์กับฉันหรือเปล่า”
“หมายถึง?”
“แบบว่าชาติก่อนเคยเป็นอะไรกันอะไรแบบนี้”
“อะไรแบบนี้หมายความว่าอะไรยะ”
“ผัว”
เท่านั้นแขนขาวผ่องก็ถูกมนตรีฟาดลงมาไม่แรงนัก
“นี่ ไอ้หอม เดี๋ยวก็โดนผีเจ้าที่ตามรังควานหรอก พูดจาลบหลู่แบบนี้เนี่ย”
มนตรีว่าเสียงจริงจังเชียว หากแต่คนลบหลู่อย่างกลิ่นหอมกลับหัวเราะร่วน
“ฉันก็แค่ล้อเล่น แกจะจริงจังทำไม”
“ไม่ให้จริงจังได้ไง ผู้ชายบนโลกมีตั้งเยอะแยะ แกจะไปอยากได้เจ้าที่เป็นผัวทำไมล่ะยะ”
“ไม่ได้อยากได้เจ้าที่เป็นผัว แค่บอกว่าชาติก่อนเจ้าที่เป็นผัวฉันหรือเปล่า ถึงได้มาเป็นเจ้าที่ที่บ้านหลังนี้”
“อะไรดลใจให้แกคิดแบบนี้เนี่ย”
“เอ้า ก็เห็นเขาเชื่อกันว่าทุกการพบเจอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นกงเกวียนกำเกวียนที่ทำให้มาเจอกัน”
เรื่องความเชื่อของศาสนาพุทธในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนี้ มนตรีก็รู้ดี แต่ว่า...
“แต่แกจะให้เจ้าที่เคยเป็นผัวแกไม่ได้เว้ย ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ เดี๋ยวได้จับไข้หัวโกร๋นหรอก”
“ไม่ได้ลบหลู่ แค่สันนิษฐาน” กลิ่นหอมเถียง
“ถ้าแค่สันนิษฐาน เอาแค่เคยเป็นญาติพี่น้องกันก็พอย่ะ”
กลิ่นหอมหัวเราะร่วนทันควัน “จ้า ญาติพี่น้องก็ญาติพี่น้อง อะ ฉันไม่คุยเรื่องนี้กับแกละ เลิกขมวดคิ้วได้แล้ว”
จากนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร กดโทรศัพท์มือถือในมือ เขียนเล่าเรื่องที่คุยกับเพื่อนชายเมื่อครู่นี้ลงในโซเชียลให้กลายเป็นเรื่องตลกไปแทน ขณะที่มนตรีบ่นพึมพำไม่หยุดกับเรื่องการเล่นไม่รู้เรื่องของกลิ่นหอม โดยไม่มีใครรู้เลยว่าไม่ไกลจากตรงนั้น มีสายตาของใครบางคนจ้องมองมานิ่งๆ
ญาติพี่น้องอย่างนั้นหรือ...
ไม่...ไม่ใช่...
เป็นมากกว่านั้น...
แม่ซ่อนกลิ่น...
หลังจากวันนั้น มนตรีก็เริ่มติดงานและมานอนเป็นเพื่อนไม่ได้อีกเช่นเคย กลิ่นหอมเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากังวลแล้วก็เลยปล่อยให้เพื่อนได้จัดการธุระของตัวเองโดยที่ตนไม่ไปรบกวนอีก ส่วนเรื่องน้ำใบเตยนั้น ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุผลอะไร หญิงสาวถึงได้เอาไปไหว้ถวายที่เสาประตูรั้วหน้าบ้านทุกวัน