1
วันนี้เป็นวันวิปโยคของเขาก็ว่าได้ ตอนเช้าแต่งงานกับอีกคน พอตอนเย็นในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส กลับมีเจ้าสาวคนใหม่ หรือใช้คำว่า เจ้าสาวตัวแทนน่าจะเหมาะกว่า
อยากหัวเราะ...แต่หัวเราะไม่ออก
คนอย่างพายัพ เวชาอนุพงษ์ ผู้เพียบพร้อมในทุกด้าน ประสบความสำเร็จมากในเรื่องงาน แต่เรื่องความรักกลับสวนทางกัน ผู้หญิงที่คิดว่าเป็นรักแท้ เป็นภรรยาและแม่ของลูกในอนาคต จากตนไปอย่างไม่มีวันกลับ จากไปโดยไม่มีคำล่ำลา ไม่มีช่วงเวลาๆ ดีดีให้แก่กัน นำพาความทุกข์ ความโศกเศร้าในจิตใจพายัพมากนัก
จนถึงทุกวันนี้ หนึ่งปีสามเดือนยี่สิบวัน พายัพยังไม่เลิกใช้เหล้าย้อมใจ เขาคิดว่ามันคือที่พึ่งชั้นดี ตัวช่วยลืมความเจ็บปวด จากการสูญเสียได้ เมื่อทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ไม่เป็นผู้เป็นคน ยังดึงตัวเองออกจากหลุมดำไม่ได้ คนในครอบครัวจึงต้องหาทางออก ด้วยการหาเมียให้เขา
เมียที่พายัพไม่ต้องการ...
ครั้นจะไม่เข้าประตูวิวาห์กับสตรีที่ไม่ปรารถนาก็ไม่ได้ เป็นเพราะญาติผู้ใหญ่ของเขา คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และคุณพ่อคุณแม่ มากันครบทุกองค์ประชุม ชักแม่น้ำร้อยสายมาอ้าง สุดท้ายก็จำยอม
พายัพแทบไม่มีส่วนร่วมเรื่องวันวิวาห์ จะจัดที่ไหน อย่างไร เขาไม่รับรู้ เจ้าสาวหน้าตาเป็นเช่นไร ชื่ออะไร ไม่สนใจ วันไหนที่หล่อนมาบ้าน เขาไม่อยู่ดูหน้า ไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ นอนค้างคอนโดจิรายุภัทร์ ซึ่งไม่มีใครค้านหรือบังคับพายัพมากไปกว่านี้ เกรงว่าพายัพจะไม่ยอมเข้าประตูวิวาห์กับเจ้าสาวที่หาไว้ให้
เมื่อถึงวันแต่งงาน พายัพได้พบหน้าเจ้าสาวเป็นครั้งแรก หล่อนน่ารัก แต่ไม่ทำให้หัวใจพายัพสั่นไหว อาจเป็นเพราะพายัพดื่มเหล้าย้อมใจหนักมาก หนักชนิดที่ว่า ลุกไม่ขึ้น จนต้องไปปลุกด้วยการสาดน้ำเย็นบนใบหน้า ให้ผู้ชายในบ้านช่วยกันหิ้วปีกพายัพไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเจ้าบ่าว
งานตอนเช้าแทบล่ม เพราะเจ้าบ่าวยังไม่หายแฮงค์ นั่งไม่ตรง ยืนก็ไม่ได้ โอนไปเอนมา มิหนำซ้ำยังฟุบหน้าหลับระหว่างพิธีรดน้ำสังข์ เจ้าสาวภาวนาให้เจ้าบ่าวทำให้งานล่ม เพื่องานจะได้เดินต่อไม่ได้ ผลตรงกันข้าม แม้เจ้าบ่าวไม่อยู่ในสภาพไม่เป็นผู้เป็นคน มานะชัยกับคุณหญิงพัชรีให้แขกที่มาร่วมงาน ที่มีแต่ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย รดน้ำอวยพรเจ้าสาวเจ้าบ่าวต่อไป ละเว้นเรื่องการจดทะเบียนสมรส อยู่ช่วงต่อจากนี้ ต้องยกเลิกเพราะเจ้าบ่าวหลับ ช่วยกันหิ้วปีกขึ้นไปนอนบนห้อง
“คุณย่ายังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ให้ผมจดทะเบียนสมรสอีกหรือครับ ผมคิดว่าจะจบไปตั้งแต่ผมเมาหลับซะอีก” พายัพพูดกับคนเป็นย่า เมื่อพัชรีนำเอกสารมาให้ตนเซ็นในห้อง ก่อนเริ่มพิธีฉลองมงคลสมรสในตอนเย็น ซึ่งเหลือเวลาอีกสองชั่วโมง “แล้วมันจำเป็นมากหรือครับ ไอ้ทะเบียนสมรสเนี่ย ผมว่า แค่ผมยอมแต่งงานก็น่าจะพอแล้วนะครับ”
เมื่อสร่างเมาด้วยน้ำเย็นจัด พายัพก็อยากเมาต่อ เพื่อให้หลับยาวยันเช้า งานตอนเย็นจะได้ล่ม เพราะเอกสารตรงหน้า ทำให้อารมณ์เขาแปรปรวน อยากฉีกมันทิ้งเหลือเกิน
“สำหรับแกอาจไม่จำเป็น แต่สำหรับฉัน จำเป็นมาก เซ็นซะ ถ้าไม่เซ็นฉันจะยกมรดกในส่วนของแกให้เมียแกทั้งหมด”
พายัพมองหน้าพัชรี เขาไม่พอใจกับเรื่องนี้มาก ที่เอะอะก็จะยกสมบัติให้เจ้าสาว ที่เขาจำได้แต่หน้า ทว่าชื่อกลับจำไม่ได้ เท่ากับว่า พายัพถูกบีบบังคับจากญาติอันเคารพรัก เขาไม่สนใจสมบัติเหล่านี้ก็ได้ เพราะในส่วนของตนก็มีอยู่มาก ใช่แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ยังมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ทว่าที่ยอมเนื่องจาก ไม่อยากให้ใครมาชุบมือเปิบง่ายๆ อีกทั้งยังคิดว่า จดได้ก็หย่าได้ เขาจะทำทุกวิถีทางให้เจ้าสาว อยู่กับตนไม่ได้
“ก็แค่นี้แหละ” พัชรียิ้มพอใจ เมื่อเห็นหลานชายเซ็นชื่อลงไปในเอกสารสำคัญ “แล้วก็กรุณาอย่าเมาหัวราน้ำอีกนะ ฉันเสียเงินไปเยอะในงานเย็นนี้ แต่เสียเงินไม่ว่า ฉันไม่อยากเสียหน้ามากกว่า เชิญแขกมาเป็นร้อยเลย”
“คุณย่ากลัวผมเมา แล้วจัดงานตอนเย็นทำไมครับ แค่งานตอนเช้ากับทะเบียนสมรสก็น่าจะพอ จัดงานใหญ่งานโตให้สิ้นเปลืองทำไมก็ไม่รู้” คนเป็นหลานบ่น
“เพราะฉันอยากทำ มีอะไรไหม” พัชรีกวนกลับหลานชาย “ถ้าเห็นว่าฉันเป็นย่า ก็อย่าดื่ม งานจบแกจะดื่มหนัก ดื่มเหมือนหมายังไง ฉันจะไม่ว่าแกเลย เข้าใจไหม” คำตอบของพายัพคือความเงียบ “ฉันถามว่า แกเข้าใจที่ฉันสั่งไหม ก็ตอบมาสิ”
อารมณ์คนถามเริ่มไม่ดีบ้าง พายัพมองหน้าหญิงสูงวัย พรางถอนหายใจ
“ผมจะพยายามครับ” เขาตอบกึ่งรับกึ่งสู้
“พยายามให้มันมากๆ ด้วย ไม่อย่างนั้น เห็นดีกันแน่” พูดจบก็เดินออกไปจากห้อง พายัพลุกเดินไปยังตู้เย็นภายในห้อง หยิบเบียร์ออกมาหนึ่งกระป๋อง เปิดมันออกแล้วดื่มทีเดียวหมดกระป๋อง
มาถึงงานช่วงเย็น พายัพที่สติครบถ้วน เบียร์แค่กระป๋องเดียว ทำอะไรเขาไม่ได้ ถึงกับอึ้งเมื่อเจ้าสาวถูกเปลี่ยนตัว เป็นอีกคน ที่สำคัญชื่อจริงของหล่อน คล้ายชื่อคนรักเก่าของเขามาก
อังศุมาลินหรือหลิน คือชื่อคนรักที่จากโลกนี้ไป
อังศุมาลีหรือมาลี คือชื่อของภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
พายัพถึงกับนิ่งงัน มองหน้าเจ้าสาวที่ความสวยเข้าขั้นเทพ สวยแบบร้องตะโกน ตะโกนออกมาดังๆ ด้วย หล่อนสวยกว่าเจ้าสาวช่วงเช้าของตนเสียอีก ความที่ไม่ปรารถนาแต่งงาน เจ้าสาวก็ไม่ใช่คนที่เขารัก พายัพมองหล่อนในแง่ร้ายว่า ความสวยเกิดจากการทำศัลยกรรม ไม่ใช่สวยตามธรรมชาติเหมือนอังศุมาลิน ไหนจะเครื่องสำอางที่แต่งแต้มอีก พอล้างหน้ามา คงจะคนละภาพจำแน่นอน
2
อังศุมาลีมองหน้าพายัพ ที่คงมีความสงสัยไม่น้อยว่า เจ้าสาวตอนเย็นเป็นตนได้อย่างไร เหตุผลคือ อินทุสรณ์ น้องสาวของหล่อน ทนไม่ไหวจากการถูกบังคับ จึงหนีตามคนรักไปหลังจากเสร็จพิธีตอนเช้า ความยุ่งยากจึงเกิดขึ้น จนในที่สุดหน้าที่ภรรยาพายัพ มาตกที่อังศุมาลี ไม่เช่นนั้นข้อตกลงระหว่างพัชรีกับพวงแข ต้องมีอันยกเลิก เงินจำนวนเจ็ดล้านบาท ที่ครอบครัวหล่อนต้องการใช้ ก็คงหายวับไปกับตา
แม้เจ้าสาวสวย ทว่าพายัพไม่สนใจ ยังละเมิดคำสั่งพัชรีที่ว่า ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ แอบดื่มบ่อยครั้ง ซึ่งอังศุมาลีเห็น แต่ไม่พูดคำใด หล่อนได้แต่มอง แล้วฝืนยิ้มรับแขกอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง ต่างคนต่างทำหน้าที่ โดยทั้งสองไม่ได้พูดกันสักคำเดียว
“ไอ้โรม เมียมึงโคตรสวย รูปร่างก็ดี สวยกว่าคนเมื่อเช้าอีก” ธีรภพหรือภีมเอ่ยขึ้น ขณะเจ้าบ่าวแยกตัวมานั่งดื่มกับกลุ่มเพื่อนสนิท
“กูเห็นด้วยกับภีมที่ว่าเจ้าสาวสวยมาก แต่สงสัยอย่างนึง เปลี่ยนตัวเจ้าสาวทำไมวะ” จิรายุภัทร์ติดใจเรื่องนี้ไม่แพ้กัน คงพ้องกับคนที่ไปร่วมงานตอนเช้า หากมางานตอนเย็น ก็ต้องพากันสงสัยและแปลกในข้อนี้
“กูไม่รู้ แล้วไม่อยากรู้ด้วย” จบคำตอบ พายัพดื่มบรั่นดีหมดแก้ว ทำหน้าบอกบุญไม่รับ
“มึงเป็นเจ้าบ่าวนะเว้ย มึงต้องอยากรู้สิว่า ทำไมเจ้าสาวถึงเปลี่ยนตัว” จิรายุภัทร์ตอบกลับ “กูนี่สงสัยหนักมากเลย เปลี่ยนตัวทำไมวะ”
“กูไม่อยากรู้ หน้าที่กูแค่เป็นเจ้าบ่าวเท่านั้น แล้วพวกมึงก็เลิกพูดถึงเจ้าสาวเฮงซวยซะที รำคาญ ฟังแล้วหงุดหงิด” เพื่อนร่วมสนทนาพากันเงียบเสียง มองพายัพที่กระดกดื่มเหล้าสองแก้วติดแล้วส่ายหน้า
“คุณย่าบอกไม่ให้นายดื่มนะ ตั้งแต่ฉันมาถึงงาน นายดื่มไปเกือบสิบแก้วแล้ว กินอาหารดีกว่าไหม ฉันไปตักมาให้” กมลเนตรเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้น ด้วยความเป็นห่วง “เพลาๆ มั่งก็ดีนะโรม นายดื่มหนักขึ้นทุกวัน พวกฉันเป็นห่วง”
“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ฉันชอบดื่มเหล้ามากกว่ากินข้าว” พายัพหยิบขวดบรั่นดี ก่อนเทน้ำสีอำพันลงไปในแก้วครึ่งแก้ว มือใหญ่กำลังหยิบแก้วขึ้นเพื่อดื่ม ทว่ามือของใครคนหนึ่ง ชิงแก้วใบนั้นเสียก่อน
พายัพกับเพื่อนมองหน้าเจ้าของมือที่ฉวยแก้วไปซึ่งหน้า ทั้งสี่ตกใจ เมื่อเห็นเจ้าสาวดื่มบรั่นดีพรวดเดียวหมดแก้ว ก่อนวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ ใช้ลิ้นเลียคราบสุราบนริมฝีปาก การกระทำของหล่อน ชวนให้คนมองเห็นคิดว่า เป็นเรื่องปกติของการดื่มเหล้าของอังศุมาลี เหล้าเพรียวๆ ใครดื่มไม่เป็น หรือไม่เคยดื่ม จะรู้สึกบาดคอ รสชาติขม ทำหน้าทำตาไม่เป็นปกติ ทว่าภาพเจ้าสาวที่เห็นตรงกันข้าม
“คุณปู่ คุณย่าให้ฉันมาตามค่ะ อีกเดี๋ยวจะขึ้นเวทีไปตัดเค้กแล้ว หยุดดื่มสักครึ่งชั่วโมง คุณคงไม่ลงแดงนะคะ” อังศุมาลีบอกพายัพ มองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไปค่ะ ไปทำหน้าที่ของคุณ เหมือนกับฉัน ที่ทำหน้าที่ของฉัน แม้ฉันไม่เต็มใจทำก็ตาม”
พายัพมองเจ้าของเสียง ที่ไม่หลบสายตาเขา จ้องกลับอย่างท้าทาย ไม่มีความเกรงกลัวสักนิดเดียว เจ้าบ่าวกระตุกยิ้มมุมปาก หยิบขวดบรั่นดีกระดกดื่มไปหลายอึก ไม่สนใจคำพูดอังศุมาลี สตรีที่เขาไม่มีวันยอมให้มาสั่งโน่นสั่งนี่ ห้ามในสิ่งที่ทำทุกเมื่อเชื่อวัน พายัพลุกขึ้นยืนเทียบร่างเจ้าสาว
ยืนเผชิญหน้ากันแบบนี้ ทางกายภาพอังศุมาลีเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด พายัพสูงหนึ่งร้อยแปดสิบหกเซ็นติเมตร ขณะที่หล่อนสูงหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด รูปร่างไม่ต้องพูดถึง อาจเปรียบได้ว่าไม้ซุงกับไม้ซีก ทว่ามีอย่างหนึ่งที่เทียบกันได้คือ สายตาทั้งคู่ พร้อมห้ำหั่นกันอย่างเปิดเผย ไม่มีใครยอมใคร
เพื่อนพายัพทั้งสามชีวิต มองหน้ากัน ก่อนมองคู่บ่าวสาว มีความคิดตรงกันว่า เจ้าสาวของพายัพไม่ธรรมดา คงมีความร้ายกาจในตัวไม่น้อย คราแรกทั้งสามเตรียมตัวสงสารคู่สมรสพายัพไม่ล่วงหน้า เพราะพายัพบอกกับพวกตนว่า จะทำทุกอย่างให้เจ้าสาวอยู่บ้านเดียวกับตนไม่ได้ จนต้องยอมหย่าในเร็ววัน เห็นทีงานนี้พายัพคงพบเจอกับคำว่า ยาก เสียแล้ว
ช่วงเวลาเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นบนเวที เพื่อพูดความในใจและขอบคุณแขกเหรื่อมาถึง พายัพถูกคุมเข้มเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ก็มีหลายครั้งที่ละเมิดคำสั่ง กระดกดื่มไปเกือบสิบแก้ว ทว่าเพียงแค่นี้ไม่ทำให้เขาเกิดอาการมึน ยังเดินขึ้นเวทีด้วยสีหน้าเบื่อโลกได้สบาย เช่นเดียวกับอังศุมาลี แม้ดื่มบรั่นดีเพรียวๆ ไปครึ่งแก้ว หล่อนไม่มีทีท่าว่าจะเมา เดินต้อนรับแขก ส่งยิ้มให้ใครหลายคน
“แกอย่าทำให้ฉันขายหน้านะ อย่าพูดอะไรที่ไม่ดีล่ะ” มานะชัยกำชับหลานชาย ที่กรอกตาบน เซ็งสุดชีวิต
“ถ้าคุณปู่กลัวผมทำให้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ คุณปู่ก็ไม่ต้องให้ผมขึ้นไปพูดบนเวทีสิครับ” พายัพโต้เถียงกลับ “รับรองว่า คุณปู่หน้าไม่แตกแน่”
“มันก็จริงนะคะคุณพ่อ ไม่ต้องมีช่วงนี้ก็ได้ค่ะ แค่โรมยอมแต่งงานก็น่าจะพอแล้วนะคะ” วิมลมาศบอกแม่สามี “งานตอนเช้าก็ขายหน้าไปแล้ว วิมลไม่อยากขายหน้าตอนนี้อีกค่ะ”
มานะชัยลังเล สีหน้าครุ่นคิด ยังไม่ทันเอ่ยคำใด เสียงพายัพดังขึ้นเสียก่อน
“ผมชักอยากขึ้นบนเวทีซะแล้ว ขึ้นเลยดีกว่า” พูดจบก็ก้าวเท้าขึ้นบนเวที มานะชัยกับพัชรีใจหวั่นขึ้นมาทันทันใด เป็นเพราะพายัพหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะไปด้วย
“ตาโรม แล้วแกจะถือขวดเหล้าขึ้นไปด้วยทำไม”
พัชรีรีบถามหลานชาย
“ไม่ต้องห่วงคะคุณย่า มาลีจัดการเองค่ะ” หลานสะใภ้บอกพัชรี ที่ทำสีหน้าไม่มั่นใจนักว่า อังศุมาลีจะจัดการพายัพด้วยวิธีไหน และนางทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนลุ้นว่า พายัพแผลงฤทธิ์ใด
3
หลังจากพิธีกรกล่าวบนเวทีเสร็จก็ถึงเวลาเจ้าบ่าวเจ้าสาวพูดความในใจ ซึ่งทั้งสองพูดไม่กี่ประโยค กล่าวสั้นๆ ราวกับว่า อยากให้มันจบๆ ไป
“ดื่มครับ ดื่มสำหรับวันเส็งเคร็งของผม ดื่มให้เมียที่ผมไม่ต้องการ เอ้า ดื่ม”
คำพูดพายัพเรียกความตกใจให้ทุกคนในห้องจัดเลี้ยง จะมีเพียงอังศุมาลีคนเดียว ที่เข้าใจความรู้สึกพายัพ รู้ถึงเหตุผลการต่อต้านของเขา หล่อนได้แต่ยืนมองสามีกระดกดื่มบรั่นดีไปหลายอึก ก่อนเดินลงจากเวที ไม่สนใจใครทั้งสิ้น
เมื่องานแต่งจบ...พายัพไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่
สองชั่วโมงต่อมา
ประตูห้องนอนพายัพ ที่ตั้งใจไว้ว่า เป็นห้องหอเปิดออก สัมผัสแรกยามอังศุมาลีย่างเท้าเข้ามาในห้องคือ กลิ่นสุรา คละคลุ้งราวกับว่า ห้องนี้ฉีดน้ำหอมกลิ่นเหล้า หลังจากไฟในห้องเปิด อังศุมาลีถึงกับถอนหายใจกับสภาพพายัพ
เขานอนคว่ำหน้าบนเตียง แขนข้างขวาห้อยลงมาข้างเตียง บนพื้นตรงกับที่มือตก มีขวดบรั่นดีเหลือก้นขวดตกอยู่ พายัพคงดื่มเหล้าจนเมาหลับไป
ความเจ็บปวด เสียใจของพายัพ อังศุมาลีรู้ซึ้งดี เพราะหล่อนผ่านช่วงเวลานั้นมาเช่นกัน หล่อนดีกว่าตรงที่ว่า ความเข้มแข็งในตัวที่มีมาก ส่งผลให้อังศุมาลีก้าวผ่านประตูความรู้สึกนั้นได้ ทว่าผ่านมาหลายปี หญิงสาวก็ไม่ลืมความเสียใจนั้นเลย อาจพูดได้ว่า เป็นความเสียใจมากที่สุดในชีวิต
หล่อนเดินมาหยิบขวดเหล้าตั้งวางลงบนตู้ข้างเตียง อังศุมาลีมองกรอบรูปภาพวางอยู่บนตู้ ตอนเข้ามาในห้องนี้ครั้งแรก อังศุมาลีไม่ทันสังเกตเห็นภาพนี้ ตอนนี้เห็นเต็มสองตา คนในภาพคืออังศุมาลิน คนรักเก่าของพายัพ ที่จากเขาไปก่อนวัยอันควร ก่อนหันมองสามีเมาหลับบนเตียง พรางถอนหายใจอีกรอบ จากนั้นเดินไปหยิบชุดนอนออกจากตู้เสื้อผ้า ที่นอมจัดเสื้อผ้าตนไว้ในตู้ให้เรียบร้อย ก่อนเดินเข้าห้องน้ำ ไม่สนใจสามีเมาหัวลาน้ำ
ที่นอนของอังศุมาลีคือ โซฟาปลายเตียง หล่อนเล็งไว้ตั้งแต่เข้ามาห้องนี้ครั้งแรก หล่อนเดินไปหยิบหมอนมาวางบนโซฟา พร้อมกับผ้าห่มของตนที่นำมาด้วย วันนี้หล่อนเหนื่อยทั้งกายและใจ หัวถึงหมอนก็หลับทันที
วันนี้มีประชุมใหญ่ประจำปีของบริษัท ในฐานะที่พายัพนั่งตำแหน่งรองประธาน และกุมบังเหียนบริหารงานแทนบิดา ที่เข้าบริษัทสองถึงสามเดือนต่อครั้ง แม้เมาหนักมากแค่ไหน เมื่อมีหน้าที่รับผิดชอบ นาฬิกาปลุกสามเรือนคือตัวช่วยชั้นดี ส่งเสียงปลุกคนเมาให้ตื่นด้วยระดับอันแผดก้อง หากไม่ตื่นก็คงนึกว่า ไหลตาย
หลังจากอาบน้ำเสร็จ พายัพเดินมาหยุดยืนหน้าตู้เสื้อผ้า เขามองชุดทำงานที่แขวนไว้ตรงที่จับประตู นึกสงสัยว่า ใครกันที่นำมันออกมาเตรียมไว้ให้เขา ช่วงจังหวะนั้นพายัพหันมองดูโต๊ะเครื่องแป้ง เดิมทีมันมีแค่เครื่องโกนหนวด โฟมใช้ก่อนโกนหนวด และบาล์มทางบำรุงหลังโกนหนวดเสร็จ ครีมทาหน้า ทาตัวยามออกรอบกลับกลุ่มเพื่อนและลูกค้า ที่ระยะหลังนี้แทบไม่ได้ใช้ โต๊ะนี้ยังไว้สำหรับวางนาฬิการาคาแพงลิบลิ่ว ไม่ต่ำกว่าสามล้านต่อเรือน ที่มีกว่าห้าเรือน
ทว่าวันนี้ต่างไป กลับมีของใช้สำหรับผู้หญิงวางอยู่ด้วย พวกครีมบำรุงผิว แป้งเด็ก เครื่องสำอางอีกสามสี่อย่าง ตอนนี้พายัพเพิ่งนึกออกว่า ต่อจากนี้ไป เขาไม่ได้ใช้ห้องนี้คนเดียว มีสตรีอีกคนเข้ามาพักอาศัยด้วย พอนึกได้ความหงุดหงิดเข้ามาในจิตใจทันที พายัพไม่สนใจเสื้อผ้าถูกเตรียมไว้ให้ เขาเลือกชุดใหม่ในตู้ ผลัดเปลี่ยนให้เรียบร้อย จากนั้นเดินออกจากห้องนอน ไปยังห้องทานอาหาร
มื้อเช้าทุกวันคงเป็นมื้อเดียวที่คนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า แต่ไม่คิดว่าอยู่กับครบองค์ประชุมคือ คุณตากับคุณยายนั่งทานมือเช้าด้วย พายัพไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเมื่อคืนนี้ท่านทั้งสองอาจนอนค้างที่นี่
“มื้อนี้พิเศษมากเลยนะ เราอยู่กันพร้อมหน้าเลย” พัชรีเอ่ยขึ้น มองหลานชายนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับตน โดยเว้นเก้าอี้ไว้อีกตัว ถัดไปคือตายายของพายัพ “แล้วก็พิเศษมากๆ ที่มีแม่ครัวคนใหม่ ทำกับข้าวให้เรากิน”
พายัพมองหน้าคนพูด ยังไม่ทันถามว่า ใครคือแม่ครัวคนนี้ ป้ายุแม่บ้านใหญ่ของบ้านไปไหน แม่ครัวคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ในมือถือถาดอาหารมาด้วย โดยมีสองสาวใช้ช่วยกันถือสำรับของคนร่วมโต๊ะเดินตามมา
“ข้าวต้มกระดูกหมูทรงเครื่องค่ะ” อังศุมาลีบอกชื่อเมนู วางชามข้าวต้มให้มานะชัย ตามมาด้วยชามของพายัพ “รับรองว่าคุณโรมต้องชอบค่ะ มาลีเคี่ยวกระดูกหมูจนเปื่อยเลยนะคะ น้ำซุปก็เข้มข้นค่ะ ความหวานหอมอร่อยค่ะ”
พายัพมองหน้าภรรยาที่ไม่ต้องการ ก่อนหันมองชามข้าวต้ม ที่ดูแปลกตากว่าทุกครั้ง ยามเห็นเมนูนี้ น้ำข้าวต้มแทนที่จะค่อนข้างใส หรือไม่ก็ข้นจากน้ำเคี่ยวกระดูกหมู น้ำในชามนี้ออกสีเหลืองอำพัน เขาถึงกับมองนิ่งค้าง แถมกลิ่นยังแปลกอีกด้วย เหมือนกลิ่นเหล้าไม่มีผิด
เอ...หรือกินเหล้ามากเกินไป ได้กลิ่นอะไรเป็นเหล้าหมด
“ฝีมือเธองั้นเหรอ” พายัพยังไม่หยิบช้อน เขาเอ่ยถามคู่ชีวิต
“ใช่ค่ะ ตื่นแต่เช้ามาทำให้คุณกินเลยนะคะ เอาใจแบบสุดๆ” อังศุมาลีตอบกลับ
“งั้นฉันไม่กิน อีกอย่างมันคงไม่อร่อยด้วย เห็นหน้าตาอาหารก็รู้แล้ว” หน้าคนทำยังไม่อยากมอง พายัพคงไม่กินอาหารฝีมืออังศุมาลีแน่
“ไม่กล้าล่ะสิ” พายัพสนใจคำพูดเมียไม่ปรารถนาทันที หันมองคนพูด