“โอ๊ย พี่จุ๊บแจงจ๋า... หนูนาจะตายตามพี่จุ๊บแจงไปแล้ว ดูพี่เอกทำสิ” นรีรัตน์เอานิ้วตัวเองมาดูดจ๊วบๆ เมื่อเห็นเอกวัฒน์เลื่อนใบหน้าลงไปซุกที่กลางหว่างขาของจุ๊บแจง แล้วดูดเลียเหมือนคนอดอยากหิวโหย คนแอบมองหน้าห้องถึงกับเสียวท้องน้องวาบ
“อึ้ย... จั๊กจี้แทน แต่มันก็เสียวๆ แปลกๆ สองผัวเมียนี่รุนแรงใช่ย่อย ถ้าเตียงพังจะหัวเราะให้ฟังร่วงเลย” นรีรัตน์แอบปิดตา บางครั้งแต่ก็แอบมองลอดนิ้วที่เป็นช่องว่าง เหมือน อยากๆ ไม่อยากๆ สุดท้ายก็อยาก...ดู
“พี่เอกจ๋า... ตรงนั้น เสียวจัง” จุ๊บแจงร้องบอกเสียงสั่น
นรีรัตน์ตัวสั่นตามไปด้วย เธอรู้สึกเสียวปลาบแปลบไปทุกรูขุมขน แถมยังรู้สึกแปลกๆ ตรงซอกทางรักของตัวเอง พอเลื่อนมือลงไปสัมผัสโดยการสอดมือเข้าใต้กระโปรงตัวสั้นก็พบกับน้ำหวานเหนียวๆ ที่ไหลรินออกมาอย่างมิอาจหักห้าม
เอกวัฒน์ยกร่างภรรยาขึ้นคร่อมก่อนจะสลับหัวกันไปมา ให้ศีรษะของเขาตรงหว่างขาของเธอ และศีรษะของเธออยู่ตรงหว่างขาของเขา พร้อมด้วยการดูดกลืนกันและกันอย่างกระหายหิว
ลิ้นร้อนๆ ของทั้งคู่ทำงานได้อย่างดีเยี่ยมต่างกลืนกินกันด้วยความหื่นกระหาย นรีรัตน์หายใจหอบถี่ เธอเผลอลูบนิ้วไปกับกลีบกายสาวฉ่ำน้ำหวานบางเบา ลากไปลากมาแล้วสยิวก็เลยลากซ้ำๆ อยู่แบบนั้นจนเร็วถี่ขึ้น หายใจหอบขึ้น
“พี่เอกจ๋า... ไม่ไหวแล้ว”
“พี่ก็เหมือนกันจ้ะเมียจ๋า”
“โห... พี่เอกกับพี่จุ๊บเล่นท่ายากเลยแฮะ”
เด็กอยากรู้อยากเห็นตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อสองหนุ่มสาวหมุนกายกลับหัวกลับหาง ก่อนที่เอกวัฒน์จะพลิกร่างภรรยาสาวให้นอนตะแคงแล้วเสียบแทงเข้าไปในขณะที่เขาคุกเข่าอยู่
นรีรัตน์เช็ดน้ำลายติ่งๆ ของตัวเองไปมา นิ้วเล็กๆ ยังไม่หยุดลูบไล้กลีบดอกไม้ฉ่ำเยิ้มของตัวเอง ก่อนจะเห็นชายหนุ่มนอนตะแคงแนบร่างภรรยาในขณะที่ยังสอดประสานอยู่ โดยทั้งคู่หันหน้ามาทางเธอพอดี คนแอบมองโดยไม่ได้ตั้งใจตาโตยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นชิ้นเนื้อแกร่งรกไปด้วยดงไหมหยาบกระด้างวิ่งเข้าวิ่งออกในซอกทางรักของจุ๊บแจงที่ปกคลุมด้วยดงไหมเรียงตัวเป็นกระจุกดูอ่อนโยนกว่า
“แม่เจ้า... ไม่น่าเชื่อ” ไม่น่าเชื่อว่าอวบใหญ่แบบนั้นจะทะลุทะลวงเข้าไปในซอกเนื้อคับแคบของฝ่ายหญิงได้ เธอมองแทบไม่กะพริบตา ขยี้ตาอีกรอบ เช็ดน้ำลายไปด้วยความตื่นเต้นระคนเขินอายนิดๆ
“ผู้ชายทำไมมีขนเยอะขนาดนั้นนะ พี่หมอจะมีขนแบบนี้ด้วยหรือเปล่าหนอ” เธอส่ายหน้าไปมาเมื่อเริ่มคิดฟุ้งซ่าน เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้สองสามวันก็ได้ดูหนังสดเสียแล้ว เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน
หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเหมือนจะผิดปกติ หรือทะลุกระเด็นออกมาภายนอก เธอมองการกระทำของคนทั้งสองเพลินจนลืมเวลาว่าผ่านไปกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงเข้าไปแล้ว
นรีรัตน์เห็นเอกวัฒน์พลิกร่างภรรยาให้นั่งคุกเข่าแล้วเขาก็จับบ่าเธอเอาไว้แล้วควบขี่อย่างเมามัน เสียงเตียงลั่นเป็นจังหวะเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ คนแอบมองสอดนิ้วเข้าปากดูดเบาๆ ด้วยความเสียวแทนคนด้านใน
ให้ตายสิ! ทำไมขาแข็งขยับไม่ได้อย่างนี้นะ ถ้ายังขืนแอบมองแบบนี้สงสัยเป็นตากุ้งยิงแหง แต่มันก็ยังไม่จบกระบวนการนี่นา น่าจะหนีทันก่อนที่พี่สองคนจะเห็น ปักหลักอยู่อีกสักแป๊บหนึ่งคงไม่เป็นไร
ใจของนรีรัตน์แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายอธรรม อยากดูๆๆ จนไม่อยากขยับไปไหน ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคุณธรรม บอกตัวเองว่าแอบมองผัวเมียเล่นรักกันมันไม่ดีนะ ใครรู้เข้าอายเขาตาย คนที่จะอายคือคนแอบมอง แต่คนที่เขาทำอะไรกันข้างในอย่างคึกคักเป็นผัวเมียกัน ก็ธรรมดาของผัวเมีย อาจจะไม่อายด้วยซ้ำ ไม่งั้นคงไม่มาจ้ำจี้กันกลางวันแสกๆ แบบนี้
แต่... มันมีให้ดูก็ดูไปเถอะ ของดีๆ แบบนี้หาดูได้ยากนะ ในที่สุดอธรรมก็ชนะคุณธรรมจนได้ นรีรัตน์ลอบกลืนน้ำลายติดกันหลายครั้ง มือจิกขอบประตูเอาไว้แน่น อีกมือก็ยังลูบเล่นที่เนินสาวด้วยความเพลิดเพลิน
เธอเห็นจุ๊บแจงเกร็งร่างแล้วหวีดร้องเสียงระส่ำก็แทบจะกรีดร้องตาม ดีที่เอามืออุดปากตัวเองเอาไว้ทัน เสียงคร่ำครวญว่าใกล้แล้วๆ แทบจะขาดใจทำให้นรีรัตน์ถอนใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า เธอก็ใกล้แล้วเหมือนกัน ใกล้จะหมดแรงเพราะการแอบมองที่กินเวลายาวนานเกินไปแล้ว
“จุ๊บจ๋า... แยกขากว้างๆ เลยเมียยอดรักของผัว ผัวจะไม่ยั้งแรงแล้วนะ”
พอสามีสั่งปุ๊บ จุ๊บแจงก็รีบทำตามอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งส่งเธอไปสวรรค์ชั้นฟ้า แต่เมื่อเขาสอดประสานลงมาอย่างต่อเนื่อง อารมณ์ของเธอก็ค่อยๆ เพลิดขึ้นอีกตามอารมณ์พิศวาส
“พี่จุ๊บจะเป็นอะไรไหมนั่น พี่เอกตัวใหญ่ยังกับยักษ์ ดูกระแทกเข้า น่ากลัวชะมัด”
เสียงเนื้อกายของคนด้านในทำให้นรีรัตน์ปิดตาบ้างแอบเปิดตาบ้างอยู่แบบนั้น เพราะมันกระแทกรุนแรงเสียเหลือเกิน
“พี่เอกซาดิสก์เกินไปหรือเปล่านะ พี่จุ๊บแจงก็ครางเหมือนจะขาดใจ แต่ก็บอกให้ทำต่อ เออนะ... คนเรานี่แปลกจริง ผู้ชายกับผู้หญิงเค้าทำอะไรกันดุเดือดขนาดนี้เลยเหรอเวลานอนด้วยกันในห้องหับสองต่อสอง”
“หรือพี่จุ๊บแจงจะชอบแบบรุนแรง เห้อ...” ถอนใจแล้วค่อยๆ คลานหนีออกมาจากประตูเมื่อเห็นคนทั้งสองกำลังจะเสร็จกิจกรรมอันเร่าร้อน ปากก็บ่นไปไม่มีหยุด
“ฟัดกันยังกับเตียงจะพัง ทำเหมือนจะไปออกศึกที่ไหน กลัวไม่มีคนรู้หรือไงว่าทำอะไรกันอยู่ หนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ล่ะทำหนูนาเพลียจริงๆ” เธอส่ายหน้าไปมา โทษสองผัวเมียในห้อง ทั้งๆ ที่ตัวเองมาแอบมองเขา ก่อนถอนใจเฮือกๆ คลานไปอีกนิดก็เจอรองเท้าของใครคนหนึ่ง
“รองเท้าใครคุ้นๆ ขัดซะมันวาววับเชียว คุ้นจริงๆ นะ เหมือนของพี่หมอเลย” เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหงายหลัง
“พี่หมอ!!!”
“ทำอะไรหนูนา!!!”
“แอบมองพี่เอกกับพี่จุ๊บแจงขย่มกันบ่นเตียง เฮ้ย! ไม่ใช่ หนูนาหาของ ของหาย” นรีรัตน์เผลอสารภาพออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะตีเนียนก้มหน้าก้มตาหาของหน้าแดงจัดด้วยความอาย!!!
แต่หลังฐานคาตาแบบนี้ แล้วสองผัวเมียก็วิ่งออกมาทั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเพราะได้ยินเสียงคนคุยกัน ทุกอย่างเป็นอันจบเห่ เมื่อพยานก็ออกมายืนยันความจริงอันน่าสยิวกิ้ว
“ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่ๆ เลย ยายหนูนา เป็นลมหนีความผิดดีกว่า เฮือกๆๆๆ หนูนาเป็นลมแล้วค่า... คร่อกฟี้ๆๆ” นรีรัตน์เป็นลมคอพับคออ่อนหนีความผิดลงตรงนั้นแบบไม่ขยับเขยื้อน ภาคิมแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก... ให้มันได้อย่างนี้สิ ยายหนูหื่น!!!
หลายปีก่อน...
“คุณครูนีขา...” เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยนามว่านรีรัตน์รีบดิ้นลงจากอ้อมแขนของบิดา ก่อนจะวิ่งถลาเข้าไปหาคุณครูประจำชั้นอนุบาลที่เธอรักนักหนา
“อย่าวิ่งค่ะหนูนา เดี๋ยวหกล้มเอานะลูก” ภคินีรีบนั่งยองๆ ลงแล้วอ้าแขนออกรับร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยเอาไว้ ก่อนจะกอดหอมด้วยความเอ็นดู
“มีคุณครูนีอยู่ หนูนาไม่กลัวหรอกค่ะ” เด็กน้อยพูดอย่างน่ารัก กอดคอของคุณครูคนสวยเอาไว้
“หนูนาให้คุณครูอุ้มแบบนั้น หนักแย่เลยเลย” นนท์เอ่ยปรามบุตรสาวด้วยความเกรงใจคุณครูสาว
“ไม่เป็นไรค่ะ” ภคินีตอบรับเสียงนุ่ม เธอเอ็นดูนรีรัตน์มาก จึงไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไรหากจะอุ้มเด็กน้อยเพื่อแสดงความรักบ้าง
“เห็นไหมคะคุณพ่อ คุณครูนีใจดี๊ใจดีมากๆ เลยค่ะ” นรีรัตน์ซุกหน้าที่ซอกคอของคุณครูสาว นนท์เห็นแล้วอดไม่สบายใจ เพราะความอยากมีแม่มาเกินไปของบุตรสาว อาจทำให้คนอื่นลำบากใจ
“หนูนาไม่เอาครับ กวนคุณครูแบบนั้นได้ยังไง”
“ไม่กวนหรอกค่ะ จริงๆ หนูนาแกเป็นเด็กขี้อ้อน คุยจ้อเชียวค่ะ ช่างพูดช่างคุย อยู่ด้วยแล้วหายเหงาไปเลยค่ะ”
“ขอบคุณมากครับคุณครูที่เอ็นดูแก และต้องขอโทษด้วยถ้าแกจะทำให้คุณครูต้องลำบากอะไร หนูนาแกขาดแม่ตั้งแต่เด็กน่ะครับ” นนท์ยังพูดอย่างเกรงใจ
“น่าสงสารแกนะคะ คงอยากมีแม่เหมือนคนอื่นๆ เขา” ภคินีพูดด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร
“ครับ รบเร้าผมใหญ่เลย แต่ผมก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน” นนท์พูดติดตลก เพื่อสร้างความเป็นกันเองกับคุณครูสาว
“คุณแม่ของแกเสียนานแล้วเหรอคะ” ภคินีเอ่ยถาม ขณะที่ปล่อยให้เด็กน้อยวิ่งไปหาเพื่อนรักอีกด้านหนึ่ง
“ตั้งแต่แกคลอดน่ะครับ ผมเลี้ยงแกมาตลอด อีกอย่างนึง ถ้าจะหาคนมาเป็นแม่ของแก ผมก็อยากจะให้ผู้หญิงคนนั้นรักแกจากใจจริงด้วยครับ” เขาเป็นผู้ชายมีความต้องการก็จริง แต่เขาไม่ใช่พ่อหม้ายตัวเปล่าๆ ดังนั้นเรื่องความต้องการตามประสาผู้ชายเขาหาเอานอกบ้านได้ แต่กับบุตรสาวคนเดียว เขาต้องรักและดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หายากนะคะคุณพ่อที่น่ารักแบบคุณนนท์ แต่จริงๆ แล้วนีว่ามีผู้หญิงมากมายให้คุณนนท์เลือกนะคะ แต่คุณนนท์คงไม่สนพวกเธอเสียมากกว่า”
ภคินีพูดแล้วอมยิ้ม คนหน้าตาดี ฐานะดี แถมยังดูหนุ่มแน่นอย่างนนท์ ไม่น่าจะร้างหญิงสาวมาเคียงข้าง เขาคงต้องมีบ้าง แต่อาจจะชั่วครั้งชั่วคราวเพราะไม่อยากให้บุตรสาวมีปัญหาเรื่องแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง เธอคิดว่าเธอเดาถูกเพราะเขาดูดีมาก ทั้งสุภาพและอ่อนโยน ยิ่งเป็นพ่อหม้ายแถมร่ำรวย ไร้ภรรยา ใครๆ ก็อยากมาอยู่ในตำแหน่งนั้นแทนที่คนเก่าที่ตายจากไปแล้ว
“ไม่มีหรอกครับ ใครจะสนใจพ่อหม้ายลูกติดอย่างผมกัน”
“แหม... ถ่อมตนจังนะคะ ถึงจะเป็นพ่อหม้ายแต่คุณนนท์เป็นคนดี รักครอบครัว ขยันขันแข็งออกแบบนี้ มีคนอยากจะสมัครเป็นแม่ของหนูนาเยอะแน่ๆ เลยค่ะ” คุณครูสาวเอ่ยเสียงสุภาพด้วยรอยยิ้ม เมื่อเขาเป็นกันเองไม่ถือตัว
“ไม่มีจริงๆ ครับ วันๆ ผมทำแต่งาน แล้วก็ดูแลลูก ไม่ได้สนใจผู้หญิงที่ไหนเลย” นนท์ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยไปมา บอกด้วยน้ำเสียงอายๆ ซึ่งจริงๆ เขาก็เป็นแบบนั้นบางส่วน แต่บางส่วนก็มีปลดปล่อยกันบ้างตามประสาผู้ชาย แค่ไม่บ่อยจนกลายเป็นหมกมุ่นเท่านั้น
“สงสัยคุณนนท์จะรักเดียวใจเดียวกับแม่ของหนูนามากๆ นะคะ เลยไม่สนใจคนอื่นจริงๆ แบบนี้”
“ครับ แต่เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้จีบแม่ของยายหนูหรอกครับ ผู้ใหญ่จัดให้” เขาบอกตามจริง เพราะติดจะเป็นคนขี้อาย เรียบร้อยเด็กเรียน ขยันขันแข็งในการทำงาน เลยไม่ค่อยได้สนใจสาวๆ คนไหน อาจมีบ้างตามประสาคนโสด แต่เมื่อเขาแต่งงานก็ไม่เคยนอกลู่นอกทางเลยสักครั้ง
“เดี๋ยวนี้ยังมีคลุมถุงชนกันอีกเหรอคะ”
“ก็มีครับ พ่อกับแม่ของผมกับพ่อกับแม่ของแม่ยายหนูให้ลองศึกษากันก่อน ผมเป็นพวกขี้อายไม่กล้าจีบใคร พ่อแม่เป็นห่วงกลัวขึ้นคาน ก็เลยหาคู่ให้ แต่แม่ของยายหนูน่ารัก ผมเลยตกลงปลงใจกับผู้ใหญ่ อีกอย่างเธอเองก็ไม่ได้รังเกียจผม”
“แบบนี้คงกินแห้วสิคะ ถ้าจะจีบใครมาเป็นแม่ของหนูนาอีกคน”
“ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ” นนท์พูดแล้วหัวเราะ ภคินีจึงหัวเราะตาม
“จริงๆ นีล้อเล่นนะคะ” เธอรู้ว่าเขาถ่อมตน มีผู้หญิงทอดสะพานให้ เขาคงไม่สนต่างหาก
“ล้อเล่นเรื่องอะไรครับ” นนท์ถามอย่างงุนงง
“เรื่องกินแห้วน่ะสิคะ บางทีเนื้อคู่อีกคนของคุณนนท์อาจจะกำลังรออยู่ก็ได้นะคะ” เธอพูดยิ้มๆ ให้กำลังใจเขา
“เนื้อคู่ผมอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ครับ” เขาตอบกลับเสียงนุ่ม ค่อยๆ ทอดสายตามองคุณครูสาวที่บุตรสาวคลั่งไคล้หนักหนาเพื่อเก็บรายละเอียดอย่างเงียบเชียบ เธอดูดี วางตัวดี ยิ้มง่าย และดูใจดี
“เคยมีคนบอกว่าเนื้อคู่มีหลายคนค่ะ เพราะเกิดหลายชาติ” เธอพูดติดตลก เพราะตัวเองก็เป็นหม้ายสามีตาย ผู้ใหญ่ก็อยากให้ลองศึกษาดูใจคนใหม่ เผื่อจะได้ดูแลกันยามแก่เฒ่า เธอเองยังไม่คิดจะมีใครใหม่ เพราะยังรักฝังใจกับบิดาของบุตรชาย และยังหาคนที่ดีพอที่จะรับเธอและลูกไม่ได้
“คุณครูนีเชื่อเรื่องนี้ด้วยเหรอครับ” นนท์ถามอย่างแปลกใจ
“ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งค่ะ” เธอพูดเสียงนุ่ม ทำท่าคิดตาม
“แล้วคุณครูล่ะครับ ไม่คิดจะหาใครมาดูแลบ้างเหรอครับ” ภคินีหัวเราะเสียงสดใสเป็นประกายตามประสาคนอารมณ์ดี ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามนิสัยของเธอ
“คงไม่มีใครสนใจแม่หม้ายลูกติดอย่างนีหรอกค่ะ อีกอย่างนึงนีกับลูกก็โอเคดีค่ะ”
“ลูกของคุณครูอายุเท่าไหร่แล้วครับ โทษนะครับผมถามได้ไหม”
“โตแล้วค่ะ สิบแปดแล้ว ปีนี้แกเข้าเรียนมหาลัยปีหนึ่งค่ะ สอบได้คณะแพทย์ศาสตร์ค่ะ”
“เก่งจังเลยครับ ผมน่ะมีลูกตอนอายุเยอะแล้ว มัวแต่ทำงานไม่กล้าจีบสาว กว่ายายหนูจะโตผมคงแก่เป็นคุณตาแล้วครับ”
“คุณนนท์ไม่เห็นแก่เสียหน่อยนี่คะ พูดเสียตัวเองแก่มากขนาดนั้น”
“ปีนี้ผมสี่สิบแล้วนะครับ ตอนแต่งงานก็สามสิบสามสามสิบสี่แล้ว ตอนแม่ยายหนูท้องยายหนูผมก็สามสิบสี่ ยายหนูคลอดผมก็สามสิบห้าพอดี”
“แบบนี้ไม่เรียกแก่หรอกค่ะ”
“ให้กำลังใจผมจังเลยนะครับ”
“นีน่ะมีลูกเร็วมากค่ะ ยี่สิบได้มั้งคะ คบกับพ่อของตาคิม พอเรียนจบก็แต่งงานกัน แต่มีลูกก่อนแต่งค่ะ” เธอบอกตามตรง แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้คนตรงหน้าฟัง
“ดีสิครับมีลูกทันใช้” เขาพูดตามที่คนเฒ่าคนแก่เค้าพูดกัน ภคินีอมยิ้มไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องลูกศิษย์ตัวน้อยแสนน่ารักแทน
“หนูนาตื่นเช้าจังเลยนะคะ มาโรงเรียนก่อนเด็กคนอื่นๆ เลยค่ะ” ภคินีพูดเสียงอ่อนโยน เพราะเธอเองก็มาทำงานเช้าเหมือนกัน นรีรัตน์จะมาโรงเรียนก่อนเด็กคนอื่น โดยเฉพาะช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครมานอกจากครูเวรที่ยืนรอรับอยู่หน้าโรงเรียนเท่านั้น หรือไม่ก็จะมีเพื่อนสนิทของเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ใกล้โรงเรียนมาพร้อมๆ กัน หรือไล่เลี่ยกัน
“แกอยากมาเล่นกับเพื่อนรักของแกน่ะครับ” เขาหมายถึง รวิอร เพื่อนรักของบุตรสาวที่เข้าขากันดี ซนก็ซนเหมือนกัน คุยจ้อเหมือนกัน แถมยังชอบอะไรเหมือนๆ กัน
“รวิอรน่ะเหรอคะ ขานั้นก็มาเช้าค่ะ พ่อแม่เค้างานยุ่งเลยเอาลูกมาทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า” พูดด้วยความเอ็นดู
“แกพูดถึงแต่คุณครูนีบ่อยมากนะครับ ผมแทบอยากจะพูดว่าคลั่งน่ะครับ เหมือนคลั่งดาราที่ชอบสักคน พอตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวกินข้าว อยากจะมาโรงเรียนมาเจอคุณครูนี เวลาแกนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็บอกว่าครูนีสอนอย่างโน้นอย่างนี้ครับ” นนท์พูดตามจริง เขาเห็นบุตรสาวเอาแต่พูดถึงครูประจำชั้น เรียกว่าหายใจเข้าหายใจออกเป็นคุณครูนีก็ว่าได้
“จริงเหรอคะนี่” ภคินียิ้มกว้าง แม้จะคลั่งไคล้กับการที่ลูกศิษย์ตัวน้อยชอบเธอพอสมควร แต่เขาถึงกับใช้คำว่าคลั่งก็ทำให้เธอรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก
“จริงสิครับ แกรักคุณครูมาก คุณครูคนอื่นๆ แกไม่เคยเห็นพูดถึงเลย จนตอนนั้นผมอยากมาทำความรู้จักเลยครับ”
นนท์พูดตามจริง และมีจุดประสงค์อื่นในใจด้วยตามคำยุยงของบุตรสาว เลยอยากจะมาเห็นหน้าคุณครูสาวแสนสวยสักครั้ง เขาเองก็แทบไม่เชื่อว่าภคินีจะอายุ สามสิบแปดย่างสามสิบเก้าเข้าไปแล้ว เธอยังดูเด็กกว่าอายุจริงหลายปี น่าจะเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ เพราะยังสาวยังสวย แถมยังดูอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
“ก็รู้จักแล้วนี่คะ” เธอพูดยิ้มๆ นนท์ลูบท้ายทอยไปมา เขาคงรุกเพียงแค่นี้ เพราะจีบผู้หญิงไม่ค่อยเป็น กลับบ้านบุตรสาวรบเร้าแต่จะให้เขาจีบคุณครูประจำชั้นคนนี้ไปเป็นแม่ให้ได้