“ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ” คนที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยถามหน้ายุ่ง จะพูดกันตรง ๆ พายุเป็นลูกไล่ของพี่ ๆ จึงถูกใช้ให้ทำโน่นทำนี่อยู่บ่อยครั้ง
“แกเด็กที่สุด อายุน้อยที่สุด ต้องทำตามคำสั่งเฮีย ๆ” อัสนีพูดเช่นนั้นก่อนจะหยิบหนังสติ๊กส่งให้โยธินและพายุคนละอัน
“ว้าว... หนังสติ๊กอันใหม่แจ่มไปเลยเฮีย” พายุเห็นหนังสติ๊กอันใหม่แล้วนึกชอบใจอยู่ไม่น้อย เขายกมันขึ้นมาง้างแล้วก็ทำท่าเล็ง
“เข้าไปในไร่แล้วเจอไม้สวย ๆ ขนาดเหมาะมือเลยทำมาเผื่อ” หนังสติ๊กคืออุปกรณ์ที่ใช้ไม้เป็นง่ามนำมาตัดไม่ให้ยาวหรือสั้นจนเกินไป ก่อนจะนำไปผูกกับยางเส้น ส่วนกระสุนคือดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ตากแดดจนแห้งจนมีน้ำหนักเบา
“ไหนดินเหนียวล่ะไอ้พัน” โยธินเอ่ยถาม พายุล้วงดินเหนียวออกมาจากย่ามที่สะพายเอาไว้ให้ทั้งสองรับไปกำมือใหญ่ พายุกับอัสนีรับมาใส่ย่ามของตัวเอง ก่อนจะเล็งไปยังนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้
“แกว่าฉันจะยิงถูกไหมไอ้พัน” อัสนีเล็งแต่ยังไม่ยิง หันไปเอ่ยถามน้องเล็กสุดของก๊วน
“เฮียยิงแม่น ต้องยิงถูกแน่ ๆ แต่สงสารมันเหมือนกันนะเฮีย” คนขี้สงสารเอ่ยบอก อัสนีชะงัก แต่ก็กลับไปเล็งใหม่
“เดี๋ยวเฮียไปวางเบ็ดก่อน” โยธินวางเบ็ดตรงแม่น้ำด้านหน้า แถวนี้ปลาชุมยังไงก็ได้ปลาแน่นอน
“อ้าวไอ้เอส เป็นอะไร ทำไมไม่ยิง มันบินไปโน่นแล้ว” โยธินเลิกคิ้วเอ่ยถามขณะวางเบ็ดเรียบร้อยแล้ว
“เฮียว่าน้องจะตื่นหรือยัง” อัสนีเอ่ยถามโยธิน สีหน้าเป็นกังวลไม่น้อย ใจคิดถึงแต่น้องน้อยที่นอนหลับอยู่ในเปล
“ให้ไอ้พันมันวิ่งไปดูสิ” โยธินหัวเราะ เห็นท่าทางเป็นห่วงน้องของอัสนีแล้วนึกเอ็นดูไม่น้อย
“ไอ้พันแกวิ่งไปดูหน่อยซิ ว่าหนูมิตื่นหรือยัง”
“เราเพิ่งออกมาเมื่อกี้นี่เองนะเฮีย” พายุบ่นแล้วเกาหัวไปมา
“บอกให้ไปก็ไปสิ” พอได้ยินประโยคนั้น ถึงจะบ่นก็จำต้องวิ่งกลับไปดู ปรากฎว่ามิรินยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในเปล
“ว่าไงวะ” อัสนีเอ่ยถามคนที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ยังเลยเฮีย”
“อือ...” อัสนีรับคำ เดินไปจัดการก่อกองไฟต่อ วันนี้จะย่างนกและปลากินที่หามาได้ เป็นอาหารในมื้อกลางวัน เพราะตกปลาและยิงนกได้อีกหลายตัว
“ไปแป๊บเดียว ได้เยอะขนาดนี้เชียวเหรอเฮีย” พายุมองหน้าพี่ๆ ก่อนจะยกนิ้วให้ทั้งสอง
เด็กทั้งสามย่างปลาและนกนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย บิดามารดาเคยสอนว่าอย่ายิงนกตกปลา เพื่อความสนุกสนานเพราะไม่ว่าใครก็ย่อมรักชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าหากจำเป็นเพื่อนำมาเป็นอาหารน่ะไม่เป็นไร
พวกผู้ใหญ่ไม่ชอบให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ด้วยนิสัยของเด็กก็อดไม่ได้ที่จะประลองความแม่นยำกัน แต่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงหรือทารุณกรรมสัตว์
หลังเสร็จจากเที่ยวเล่นจนหนำใจ เด็กทั้งสามก็เดินกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะตาโตเมื่อน้องร้องไห้โยเย ฉี่ใส่เปลที่นอนอยู่ ไหลเป็นทางไปตามพื้น
“เวรแล้วไง เฮียบอกให้แกกลับมาดูน้องก่อนไอ้พัน มัวแต่ห่วงเล่นอยู่นั่นแหละ” อัสนีบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ทำท่าจะตบกะโหลกน้องสักทีสองที
“ก่อนหน้านี้ผมเห็นยังหลับปุ๋ยอยู่เลยนี่เฮีย” พายุรีบแก้ตัว ในขณะที่อัสนีตรงเข้าไปอุ้มน้องขึ้นจากเปล แต่มิรินยังฉี่ไม่หมด เด็กน้อยเลยฉี่ใส่อัสนีเต็ม ๆ
โยธินและพายุหัวเราะท้องคัดท้องแข็งเมื่ออัสนีโดนน้องฉี่ใส่ มิรินฉี่เสร็จก็มองหน้าพี่ ๆ ที่หัวเราะกันไปมา จึงหัวเราะเอิ้กอ้ากบ้างตามประสาเด็กอารมณ์ดี ก่อนจะทำหน้าเบ้เหมือนจะร้องไห้ คงเพราะเหนียวตัว เริ่มรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวนั่นเอง
“พาหนูมิไปอาบน้ำกันเถอะ” อัสนีเอ่ยขึ้น ทั้งสามจึงรีบพาน้องน้อยไปอาบน้ำ
สามหนุ่มน้อยไปอาบน้ำกันทางด้านหลังของบ้าน ที่นั่นมีตุ่มใส่น้ำ กะละมังขนาดใหญ่ เป็นลานโล่ง ๆ ที่เอาไว้ซักล้างและอาบน้ำไปในตัว ด้านหลังคือวิวภูเขาและธรรมชาติอันสวยงาม
สามหนุ่มน้อยต่างวัยช่วยกันถูสบู่ให้น้องน้อย แล้วก็เอาลูกเป็ดมาลอยไว้ในกะละมังใบเล็กให้มิรินนั่งแช่น้ำอยู่ เด็กน้อยหัวเราะอย่างมีความสุขกับการจับลูกเป็ดในน้ำเล่น จนแทบไม่อยากขึ้นจากน้ำ
“พอแล้วไอ้เอส เดี๋ยวหนูมิก็เป็นหวัดหรอก” โยธินเอ่ยบอกอัสนี อัสนีเลยยกร่างเด็กน้อยขึ้นจากน้ำเพราะกลัวน้องจะไม่สบายเอาได้ โยธินใช้ผ้าเช็ดตัวห่อตัวน้องเอาไว้ หนุ่มน้อยทั้งสามช่วยกันแต่งตัวให้น้อง โรยแป้งเด็กไปตามตัว ประแป้งน้องจนหน้าขาว หวีผมหย่อมน้อย ๆ ปาดไปด้านหนึ่งของศีรษะ แล้วต่างเพ่งมองน้องว่าดูดีหรือยัง เจ้าตัวเล็กทั้งยิ้มทั้งหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างมีความสุข พลางตบมือไปมาตามประสาเด็ก แต่ยังพูดไม่ได้ แค่ทำเสียงอ้อแอ้เท่านั้น
“เฮีย” พายุเรียกอัสนีที่กำลังขะมักเขม้นกับการแต่งตัวให้น้องน้อย
“อือ...” อัสนีขานรับในลำคอ สายตาไม่ได้ละไปจากมิรินเลยสักนิด
“หนูมิเหมือนผีเด็กตกในถังแป้งเลย ดูหน้าสิ” พายุหัวเราะลั่นบ้าน แทบลงไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นเมื่อพูดจบ
“ฝีมือแกไม่ใช่เหรอ ให้ทาแป้งน้องดี ๆ แกเล่นโปะแป้งจนหมดกระป๋อง” อัสนีอยากเขกกะโหลกพายุสักทีสองที แต่อีกฝ่ายรีบหลบเพราะรู้ทัน
อัสนีพาน้องนอนเล่นบนเบาะ มิรินก็มองพี่ ๆ แล้วยิ้ม จนสามหนุ่มต้องยิ้มตามอย่างอัตโนมัติ
“หนูมินี่เป็นเด็กอารมณ์ดีจริง ๆ เลย ดูสิ ยิ้มอยู่ตลอดเวลา” โยธินลูบผมน้อย ๆ กลางกระหม่อมของน้อง พลางเอ่ยชม
อัสนีทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ กับมิริน ก่อนจะเริ่มเล่นกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข ในขณะที่พายุหาของเล่นมานั่งเล่นกับน้องด้วย ส่วนโยธินนั้นเดินไปชงนมมาส่งให้เมื่อเห็นมิรินทำปากจุ๊บจั๊บเหมือนกำลังหิวนม
พอส่งจุกนมเข้าปากเจ้าตัวเล็ก มิรินก็ดูดนมในทันที ทั้งสามหนุ่มน้อยนอนเท้าคางมองน้องกินนมอย่างมีความสุข ปากเล็กแดงบางดูดกินจุกนมอย่างเอร็ดอร่อย
บิดามารดาของพวกเขายุ่งกับงานในไร่ กำลังบุกเบิกขยายไร่เพิ่ม จึงฝากน้องให้ทั้งสามช่วยกันเลี้ยงน้อง จริง ๆ มีพี่เลี้ยงอีกคน แต่พี่สร้อยนั้นชอบแอบไปจู๋จี๋กับคนงาน ทิ้งน้องเอาไว้ให้สามหนุ่มเลี้ยงดูกันเอาเอง
พายุกับโยธินหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย แต่อัสนียังนอนเท้าคางมองน้องตาไม่กะพริบ ไม่นานเด็กน้อยก็หลับปุ๋ยคาขวดนม เขาเอาจุกนมออกจากปากเล็ก ๆ ก่อนจะแอบจิ้มแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที เหลียวซ้ายแลขวาว่าทุกคนหลับกันหมดแล้ว จึงแอบจุ๊บแก้มเนียนใสนั้นเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูเหลือล้น
อัสนีแอบเบ้หน้าเล็กน้อย เพราะกลิ่นคาวของนม เขาจัดการนำมุ้งครอบมาครอบกันยุงกัดน้อง แล้วไปล้างขวดนม ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนอน
ผู้ใหญ่ที่กลับมาเห็นเด็ก ๆ นอนเรียงกันอยู่บนฟูกแล้วหลับอย่างแสนสบายถึงกับยิ้มเอ็นดู มิรินนอนอยู่ในมุ้งครอบสีชมพูขนาดเล็ก ถูกพี่ ๆ ประแป้งจนหน้าขาว
“สงสัยคงจะอาบน้ำอาบท่ากันแล้วค่ะ” เสียงผู้ใหญ่คุยกัน ทำอาหารด้วยกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็ก ๆ ตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน
พวกผู้ใหญ่ทำอาหารรับประทานกันเหมือนเคย เสียงของมิรินร้องไห้จ้า ก่อนที่อัสนีจะอุ้มน้องขึ้นตบก้น เด็กน้อยฉี่อีกครั้งหลังจากตื่นนอน เขาจึงต้องจัดการล้างก้นให้น้องแล้วซับจนแห้ง ก่อนจะอุ้มออกมาดูผู้ใหญ่ด้านนอก
“เมื่อไหร่น้องจะกินข้าวได้ครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย โยธินกับพายุกำลังช่วยกันปิ้งย่างบาร์บีคิวอยู่อีกด้าน
บาร์บีคิวเป็นอาหารโปรดของทุกคน เพราะซอสสูตรเด็ดรสชาติเข้มข้นทำให้เด็ก ๆ ติดอกติดใจเป็นอันมาก
สามครอบครัวเป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกคนรักธรรมชาติจึงมาซื้อที่ดินลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นี่ ทั้งสามทำเกษตรแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ อยู่ในที่อากาศดี ๆ และช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์แท้ของพืชทุกชนิดบนโลกใบนี้เอาไว้ ที่ดินที่นี่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนซึ่งช่วยกันดูแลและเป็นเจ้าของด้วยกัน ความมีน้ำใจและอัธยาศัยใจดีรวมถึงทัศนคติการใช้ชีวิตที่เหมือน ๆ กันทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เคยมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ทุกคนพยายามใจเย็นให้มากที่สุด หากมีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไข
“หลังจากหกเดือนจ้ะ ตอนนี้น้องต้องกินนมไปก่อน” ศิริกานต์ตอบลูกชายพลางอมยิ้ม
“เมื่อก่อนผมก็กินนมแบบนี้เหรอครับ” อัสนีเอ่ยถามมารดา
“ใช่จ้ะ” ศิริกานต์ตอบแล้วยิ้มกว้างมากกว่าเดิม หลังจากช่วยกันทำอาหารจนเสร็จ บรรดาแม่ ๆ ก็นำอัลบั้มรูปลูก ๆ มาเปิดดู เพื่อระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ในอดีต ว่าในช่วงหนึ่งของชีวิตครอบครัวต่างก็มีสมาชิกใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาลืมตาดูโลก
“ตอนเด็ก ๆ ผมตัวเล็กเหมือนน้องเลยครับ” พายุชี้รูปตัวเอง ด้วยท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย
“น้องยังเด็กต้องช่วยกันดูแลนะลูก” สามหนุ่มต่างวัยรับคำของคุณมัสลินมารดาของมิรินอย่างแข็งขัน
อัสนีค่อนข้างรักน้องหวงน้องและรับรู้โดยปริยายว่ามิรินคือคู่หมั้นตัวน้อยที่โตขึ้นจะต้องแต่งงานกัน ดังนั้นอัสนีจึงทำหน้าที่ปกป้องน้องอยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าจะมีกิจกรรมอะไรร่วมกันในบ้าน ก็จะเห็นมิรินนั่งอยู่บนตักของอัสนีเสมอ
หลังจากมิรินอายุได้หกเดือน เด็กน้อยก็เริ่มหัดกินข้าว อัสนีเป็นคนคอยป้อนข้าวและอาหารเสริมให้น้อง มันเป็นความเคยชินที่ถูกฝากฝังจากผู้ใหญ่ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องดูน้องเวลาผู้ใหญ่ไม่อยู่
พี่สร้อยพี่เลี้ยงของมิรินย้ายไปทำงานในไร่แทนเพราะอยากทำงานกับแฟนหนุ่ม อีกทั้งสร้อยเองก็เลี้ยงมิรินไม่ได้ เด็กน้อยจะงอแงเรียกหาแต่อัสนี อัสนีเลยกลายเป็นทั้งพี่ชายและพี่เลี้ยงของมิรินไปโดยปริยาย
งานในไร่ของผู้ใหญ่ค่อนข้างหนักเพราะอยู่ในช่วงการพัฒนาที่ดินและสร้างอาณาจักรของตัวเองที่ใฝ่ฝันเอาไว้ สามครอบครัวเป็นเพื่อนรักกันมานานและอีกนัยหนึ่งคือมีความเป็นเครือญาติกันอยู่ แม้สายเลือดจะห่างออกไปสักนิดแต่ก็รักใคร่ใส่ใจกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน
โยธินทำหน้าที่เป็นพี่คนโตที่คอยดูแลและควบคุมน้อง ๆ พายุซุกซนตามประสา เป็นลูกไล่ของพี่ ๆ โยธินกับอัสนีใช้ให้ทำอะไร พายุก็จะทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน เพราะยึดพี่ ๆ เป็นไอดอล
เข้าเดือนที่เจ็ด มิรินเริ่มคลานไปตามพื้น เล่นของเล่นต่าง ๆ พี่ ๆ คลานตามแทบไม่ทัน เพราะเจ้าตัวเล็กคลานเก่งมาก แต่พอได้หนึ่งปีนี่สิ คนติดพี่ชายข้างบ้านเริ่มเกาะหลังอัสนีเพื่อจะยืน