1
นิ้วเรียวกดปิดแผ่นเสียงที่เพิ่งจบไปได้ไม่กี่วินาที หลังจากที่เธอฟังเพลงระยะสุดท้ายซ้ำไปซ้ำมานับสิบครั้ง จนจำเนื้อเพลงได้ขึ้นใจทุกตัวอักษร ก่อนจะเอื้อมมือหยิบซองเอกสารที่วางไว้บนเตียงนอน เตียงที่เคยให้ความสุขและความอบอุ่นกับเธอ แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัส เจ็บอย่างที่ไม่เคยเจ็บ ทุกข์ทนและกล้ำกลืนอย่างสุดกำลัง ไม่มีคำพูดไหนที่จะสามารถถ่ายทอดความเศร้าโศกเสียใจนี้ได้ มีเพียงหยาดน้ำตาเท่านั้นที่เป็นเพื่อนเธอในยามทุกข์เช่นนี้
เธอตรวจดูเอกสารที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้งอย่างละเอียด ลายเซ็นของเธอกำกับไว้ในช่องของฝ่ายหญิง ส่วนอีกช่องที่เหลือเป็นของฝ่ายชาย รอให้เขามาเซ็นกำกับเท่านั้น แล้วเรื่องทุกอย่างก็จะจบเสียที เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอสอดกระดาษแผ่นนั้นลงในซองสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะนำมาวางที่เตียงนอนอีกครั้ง หมุนร่างเดินตรงไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่เธอจัดเตรียมไว้สองใบ ถือกระชับอยู่ในมือ สายตาหวานมองรอบๆ ห้องหอของเธออีกครั้ง บันทึกความทรงจำที่ดีงามไว้ในหัวใจ ตัดใจเดินออกไปจากห้องนั้นทั้งน้ำตา
หทัยชนกเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน เธอมองเห็นเพื่อนรักของเธอที่ยืนเคียงข้างเธอทุกครั้งที่มีความสุข ความทุกข์ หรือเสียใจเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องอย่างหมดเปลือก อัญญาณียืนยิ้มให้กับหทัยชนก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก ความเห็นใจระคนสงสาร ทุกสิ่งทุกอย่างที่อัญญาณีสามารถถ่ายทอดให้เพื่อนคนนี้ได้
“ตัดสินใจแน่แล้วใช่มั้ย?” อัญญาณีถามเพื่อนรักอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจสิ เกตุบอกรุ้งเองไม่ใช่เหรอว่าอยู่ก็เจ็บ ไปก็เจ็บ รุ้งต้องเลือกเองระหว่างเจ็บกับการมองเห็นคนที่เรารักมีคนอื่น กับเจ็บเมื่อไม่มีเขาอยู่ใกล้ นำความเจ็บปวดนี้มาเยียวยารักษาหัวใจของเราให้แข็งแรง รุ้งตัดสินใจอย่างหลัง ไปแบบเจ็บๆ ดีกว่าอยู่ที่นี่ที่เจ็บยิ่งกว่า”
หทัยชนกพูดเสียงหนักแน่น อัญญาณีไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่หนักแน่นเช่นนี้ แต่เธอรู้ว่าไม่ว่าจะอยู่หรือจะไปจากที่นี่ หทัยชนกไม่มีวันลืมผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าสามีได้ เพราะแววตาของหทัยชนกเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเต็มหัวใจ เธอจึงหวังให้เวลาเยียวยาทุกอย่าง
“ถ้าตัดสินใจดีแล้วก็ไป...ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เกตุบอกอย่างหนึ่งว่า หลอกใครก็หลอกได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่หลอกไม่ได้ คือหัวใจของตัวเอง เกตุไม่อยากให้รุ้งเสียใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้”
“มันไม่มีอะไรเสียใจมากกว่านี้หรอกเกตุ รุ้งผ่านการเสียใจที่สุดมาแล้ว ไปกันเถอะก่อนที่พวกเขาจะกลับมา” หทัยชนกพูดย้ำ อัญญาณีน้ำตารื้นกับคำพูดของเพื่อนคนนี้
“งั้นไปกัน” เพื่อนรักทั้งสองกุมมือกันแน่น ช่วยกันถือกระเป๋าคนละใบเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่ ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มีคนรับใช้หลายคนให้ชี้นิ้วสั่ง ทุกสิ่งอย่างเหล่านั้นไม่ได้ทำให้หทัยชนกมีความสุขอีกต่อไป เพราะหลังจากที่ตะวันผู้เป็นสามีได้พาหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตคู่ แล้วนับตั้งแต่วันนั้นหทัยชนกรู้จักแต่คำว่าเจ็บปวด ทุกข์ระทมหัวใจอย่างสุดแสน และมันจะไม่เจ็บมากไปกว่านี้
หากผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เพื่อนของเธอ...
ลมหนาวในช่วงค่ำคืน ณ อุทยานภูกระดึงในวันนี้ดูเหมือนว่าจะเย็นจัดกว่าทุกคืน นักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นมาเยี่ยมชมความสวยงามและต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายในช่วงปลายฤดูหนาว ต่างมานั่งมองดูทัศนียภาพยามค่ำคืน ดื่มด่ำกับราตรีท่ามกลางหมู่ดาวที่ขึ้นพราวระยับประดับฟ้ายามราตรี
ร่างของสามสาวเพื่อนซี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสุขอยู่กับธรรมชาติแสนบริสุทธิ์ มองดูดวงดาวอันไกลโพ้นพร้อมกับพูดคุยกันตามประสา โดยมีผ้าห่มผืนใหญ่คลุมกายร่างของทั้งสามชีวิต
“ท้องฟ้าคืนนี้สวยจังเลยนะ ดาวเต็มฟ้าเลย” หทัยชนกเอ่ยขึ้นขณะที่แหงนมองดูท้องฟ้า รอยยิ้มแห่งความสุขบังเกิดขึ้นบนดวงหน้าสวยของเธอ
“ใช่ สวยดี” อัญญาณีพูดเสริม “แต่ปวดคอชะมัด แหงนมองตั้งหลายนาทีแล้ว เกตุว่านอนดูดาวกันดีกว่า ไม่ต้องปวดคอด้วย” เธอเอ่ยบอกเพื่อนสนิทอีกสองคน ใช้ฝ่ามืออีกข้างบีบตรงท้ายทอยขับไล่อาการปวดเมื่อยที่เข้ามาเยือน
“ก็ได้ นอนก็ได้” เกวลินหรือเดียร์พูดขึ้น ก่อนจะดึงผ้าห่มออกแล้วล้มตัวลงนอนหงายเป็นคนแรก ทำให้อีกสองสาวล้มตัวลงนอนตาม แล้วใช้ผ้าห่มผืนเดิมคลุมกายเอาไว้ ปกป้องความหนาวจากแรงกดอากาศต่ำของค่ำคืน
“เดียร์ไปเรียนต่อเมืองนอก อย่าลืมโทรมาหารุ้งกับเกตุบ้างนะ เกตุไม่มีตังค์โทรไปหาเดียร์บ่อยๆ หรอก งบมันน้อยน่ะ”
อัญญาณีหันมาบอกเกวลินที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทยังประเทศสหรัฐอเมริกา หากจะพูดได้ว่ารายได้จากคนที่จบมัธยมศึกษาปีที่สามอย่างอัญญาณี คงไม่มีปัญญาจ่ายค่าโทรศัพท์ต่างประเทศที่ค่อนข้างแพงได้ คงจะมีทางเดียวก็คือ ต้องให้เกวลินเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเธอแทน
“รู้แล้วน่า เดียร์ก็ต้องโทรมาหาเกตุอยู่แล้ว” เกวลินเข้าใจฐานะของอัญญาณีดีว่าด้อยกว่าเธอมากแค่ไหน ลำพังหาเลี้ยงลูกๆ ทั้งสี่คนซึ่งเป็นภาระแสนหนักอึ้งก็มากพออยู่แล้ว หากจะเพิ่มภาระจ่ายค่าโทรศัพท์ต่างประเทศอีกก็คงไม่ไหว “หรือว่าเดียร์จะให้เงินเกตุไว้เป็นค่าโทรศัพท์หาเดียร์ดี” เกวลินมีความคิดใหม่
“ไม่ล่ะ เกตุกลัวว่าจะเอาเงินไปใช้อย่างอื่นน่ะสิ ตอนนี้ยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ เอาเป็นว่าถ้าเดียร์ว่างแล้วคิดถึงเกตุก็โทรมาหาเกตุก็แล้วกันนะ” อัญญาณีค้านตามเหตุผลที่เอ่ยออกไป
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวรุ้งโทรไปหาเดียร์เอง โทรไปตอนเกตุอยู่ด้วยจะได้คุยพร้อม ๆ กัน เอาอย่างนี้ดีกว่านะ” หทัยชนกลูกสาวเจ้าของร้านทองชื่อดังในตัวเมืองภูเก็ตหาทางออกให้กับเพื่อนทั้งสอง
“อืม...ก็ดีเหมือนกันนะ เอาเป็นว่าถ้าเดียร์ว่าง เดียร์จะโทรหา ถ้ารุ้งกับเกตุว่างก็โทรหาเดียร์ โอเคนะ”
“โอเค” เสียงของหทัยชนกกับอัญญาณีพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“เดียร์คงคิดถึงเกตุกับรุ้งมากๆ ไปตั้งสองปีกว่าจะกลับ”
เกวลินพูดเสียงเศร้า เมื่อนึกถึงระยะเวลาที่จะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปศึกษาต่างประเทศตามความต้องการของบิดา เกวลินเองไม่ต้องการไปเรียนต่อแม้แต่น้อย เนื่องจากเธอเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรีมาเกือบเจ็ดปีแล้ว ความรู้ก็ถูกกลืนหายไปตามเวลา ไปเรียนปริญญาโทคราวนี้เท่ากับว่าต้องเคาะสนิมใหม่
“แล้วเดียร์จะไม่กลับมาช่วงซัมเมอร์เหรอ?” คนที่ผ่านการเรียนเมืองนอกมาก่อนเอ่ยถาม
“คงไม่ล่ะ เพราะไม่รู้ว่าช่วงนั้นจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง พ่อบอกว่าให้กลับมาทีเดียวตอนที่เรียนจบ” คนที่ถูกบังคับให้ไปเรียนต่อตอบกลับยังคงมีน้ำเสียงเศร้าเช่นเดิม
“เอาน่า พ่อให้เรียนก็เรียนไปเถอะ เพื่ออนาคตที่ดีไง เพื่อพ่อด้วยไง”
อัญญาณีจับน้ำเสียงของเพื่อนได้ว่า ไม่มีความปรารถนาจะไปเรียนต่อเลย ถ้าไม่เป็นเพราะเกวลินมีปัญหากับภรรยาใหม่ของผู้เป็นพ่อ ถึงขั้นมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง คนกลางเช่นวิทยาจึงตัดสินใจให้ลูกสาวคนที่สองไปเรียนต่อต่างประเทศ ตัดปัญหาไปในตัว
2
พอเกวลินเรียนจบวิทยาตั้งใจว่าจะให้ลูกสาวคนนี้บริหารงานโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกต่อจากเขา ส่วนตัวเองกับภรรยาใหม่ก็จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไร่อัมพา ในจังหวัดราชบุรี ตัดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งแบบถาวร ต่างคนต่างอยู่
“ก็ทำเพื่อพ่อเนี่ยแหละถึงไป” เกวลินทำเสียงขึ้นจมูกคล้ายจะร้องไห้
“ไม่เอา ไม่เอาอย่าร้อง” อัญญาณีพูดปลอบเพื่อน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา “เรามาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ ไม่พูดเรื่องเครียดๆ แล้ว เรามาพูดเรื่องที่เราจะไปเที่ยวกันในวันพรุ่งนี้ดีกว่า ไม่รู้ว่าจะเจอหนุ่มเอ๊าะๆ สักกี่คน” อัญญาณีพูดไปตาเพ้อฝันไป เมื่อนึกถึงสถานที่ที่จะไปเที่ยวในวันพรุ่งนี้
“แหม พอคิดถึงผู้ชายทำตาปรอยเลยนะ เดี๋ยวเดียร์จะไปฟ้องพี่ชาติ ให้พี่ชาติสำเร็จโทษ” เกวลินพูดขึ้นทันควัน ทำหน้าตาขึงขัน พี่ชาติที่ว่านี้ก็คือสุชาติ สามีสุดหล่อของอัญญาณีนั่นเอง
“เชอะ กลัวตายล่ะ” คนตัวกลมๆ สะบัดเสียงพูด
“ฮ่าๆๆๆๆ ถ้าพี่ชาติรู้ว่าเกตุไปส่องผู้ชาย พี่ชาติจะว่ายังไงนะ อยากรู้จังเลย” หทัยชนกกลั้วหัวเราะเวลาพูด นึกถึงสีหน้าของสุชาติยามที่หึงภรรยาตัวกลมทีไร อดขำไม่ได้ทุกที
“จะทำยังไง ก็ไปส่องผู้หญิงเป็นการเอาคืนยังไงล่ะ” อัญญาณีกล่าวอย่างรู้เท่าทันสามี “เรามาเที่ยวกันเป็นการส่งท้ายก่อนที่เดียร์จะไปเมืองนอกไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นหัวข้อการสนทนาของเราน่าจะเป็นเรื่องของพวกเรามากกว่า เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่เราจะมีโอกาสแบบนี้อีก” สาวอ้วนที่สุดในกลุ่มรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ก็ได้ ว่าแต่พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้แล้วนะ เพราะอีกตั้งสองปีกว่าเดียร์จะกลับ เพราะฉะนั้นต้องให้สุดๆ เลย จะได้เก็บไว้ในความทรงจำของพวกเราไง”
คำพูดปนเศร้าขับออกมาจากปากของสาวนิสัยดีอย่างหทัยชนก หากได้ยินเพียงผิวเผินมันก็จะดูคล้ายกับว่าเป็นคำอาลัยอาวรณ์ แต่ทว่าในถ้อยคำนั้นมันเหมือนกับว่ามีลางบอกเหตุอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในประโยคนี้ ลางบอกเหตุที่ว่า...
มันจะเป็นวันสุดท้ายของเธอทั้งสามคนจริงๆ
“ไม่ต้องทำเสียงเศร้าไปหรอก สองปีเร็วจะตาย” เกวลินพูดให้เพื่อนสนิทมีรอยยิ้ม
“เดียร์ก็เอาผู้ชายมาฝากรุ้งซักคนสิ ประมาณว่าปลอบใจที่เราต้องห่างกันสองปีไง”
อัญญาณีพูดให้บรรยากาศดูคึกครื้นบ้าง หทัยชนกหน้าแดงก่ำ เขินอายเต็มกำลังเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนตัวอ้วน หทัยชนกไม่ได้สวยเฉี่ยวเหมือนเกวลิน เธอเป็นคนน่ารักมีเสน่ห์ตรงลักยิ้มที่ขึ้นกลางแก้มทุกครั้งยามขยับปากพูดหรือว่าแย้มยิ้มโสภา เป็นเสน่ห์ที่เธอไม่เคยรู้ตัว หทัยชนกมีชายหนุ่มหลายคนมาติดพันแต่ทว่าเจ้าของลักยิ้มเจ้าเสน่ห์ไม่เคยเปิดรับรักชายคนไหน เธอปิดกั้นความรักที่วิ่งเข้าใส่หลายครั้งหลายหนราวกับว่ากำลังรอความรักจากใครบางคนอยู่
“บ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้” หทัยชนกพูดอย่างเขินอาย แก้เขินด้วยการตีต้นแขนของอัญญาณีและเกวลินเบาๆ หน้าแดงก่ำจนถึงใบหู
“บ้าที่ไหน อุตส่าห์จะหาคู่ให้ไม่อยากให้รุ้งอยู่บนคานทองนิเวศน์นาน อายุก็จะเข้าเลขสามอยู่แล้วนะ ถ้าหลังจากนี้เดี๋ยวหยากไย่ขึ้นหมด”
อัญญาณีเย้าเจ้าของลักยิ้มสวย คราวนี้สาวอ้วนไม่ได้โดยตีเบาๆ แต่กลับโดนกำปั้นน้อยๆ ของหัยชนกทุบตรงต้นแขนหลายครั้ง สีเลือดขึ้นบนใบหน้ามากกว่าเดิม
“บ้าๆๆ เกตุบ้า” หทัยชนกว่าเพื่อตัวอ้วนไม่จริงจัง สะบัดบ๊อบใส่คล้ายอาการงอนที่ถูกแซวหลายครั้ง
“เห็นมั้ยเกตุ ไปแซวรุ้งมากรุ้งเลยงอนเลย แต่ไม่ต้องกลัวหยากไย่หรอกรุ้ง แค่ล้างออกหยากไย่หายวับไปกับตา ใช้งานได้ทันที แต่ก่อนที่จะล้างหยากไย่หาผู้ชายก่อนนะรุ้ง”
แรกๆ ก็ดูเหมือนหทัยชนกจะมีพวก แต่ที่ไหนได้เกวลินกับแซวทับ ก่อนจะหันหน้าไปหัวเราะกับอัญญาณีที่หัวเราะนำจนพุงกระเพื่อมไปก่อนหน้า คนที่เขินอายก็อายหนักเข้าไปใหญ่ กำปั้นน้อยๆ จึงทุบไปยังแขนของเพื่อนสนิททั้งสอง ที่หลบอุตลุดก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีไปยังบ้านพัก โดยมีร่างของหทัยชนกหญิงสาวจอมเขินอายวิ่งตามไป
ภูกระดึงเป็นสถานที่ที่สามสาวเพื่อนสนิทเลือกที่จะมาพักผ่อน ถือเป็นการเที่ยวสั่งลาก่อนที่เกวลินจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ กลิ่นอายความรัก มิตรภาพ ความผูกพันที่มีมานานสิบกว่าปี โอบล้อมรอบกายของพวกเธอ ทุกสิ่งอย่างที่บังเกิดขึ้นในความรู้สึกมันจะตราตรึงหัวใจของทั้งสามไปจนชั่วนิรันทร์
ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?
สามเดือนผ่านไป
ภายหลังจากที่หทัยชนกกับอัญญาณีไปส่งเกวลินที่สนามบินสุวรรณภูมิ หทัยชนกได้เดินทางกลับไปยังเชียงใหม่เพื่อดูแลกิจการร้านทองที่เปิดสาขาใหม่ที่นั่น ส่วนอัญญาณีก็วุ่นๆ อยู่กับการดูแลลูกๆ ส่งผลให้ทั้งสามสาวห่างกันโดยปริยาย ทว่าห่างแต่กายเท่านั้น ใจยังผูกพันเชื่อมโยง เพราะโทรศัพท์คือการสื่อสารที่ไม่ทำให้พวกเธอห่างกัน แม้ว่าจะอยู่ไกลกันคนละจังหวัด หรือคนละประเทศ
และวันนี้ก็เป็นวันแรกในรอบสามเดือนที่หทัยชนกกับอัญญาณีจะได้เจอกัน หทัยชนกเดินทางมากรุงเทพฯ พร้อมกับของขวัญกล่องใหญ่ สมกับร่างกายของเจ้าของวันเกิด เธอเดินเข้ามาในบ้านเช่าของอัญญาณีในเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม พอเข้ามาในบ้านก็พบว่ามีเพื่อนของเจ้าของบ้านที่เธอรู้จักและไม่รู้จักนั่งอยู่ในบ้าน
“สุขสันต์วันเกิดนะเกตุ ขอให้พี่ชาติรักเกตุมากๆ และขอให้มีความสุขที่สุดเลย”
หทัยชนกยื่นของขวัญกล่องพิเศษตรงหน้าอัญญาณีที่ยิ้มร่ากับของขวัญที่เพื่อนสนิทมอบให้ และคำอวยพรที่ถูกใจ
“ขอบใจนะรุ้ง ว่าแต่ทำไมปีนี้กล่องของขวัญมันใหญ่จัง”
ปกติทุกปีที่ได้รับของขวัญวันเกิดจากหทัยชนก กล่องของขวัญจะมีขนาดกะทัดรัด แต่ปีนี้ใหญ่กว่าทุกปี อัญญาณีจึงอดที่จะถามไม่ได้
“ก็เจ้าของวันเกิดตัวใหญ่ ของขวัญก็เลยต้องใหญ่ตามตัวไง”
หทัยชนกเย้าเพื่อนกลับด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่า ทำให้ชายคนหนึ่งเกิดอาการใจสั่นขึ้นมาในทันทีทันใด
“โห...เมื่อปีที่แล้วฉันก็ตัวใหญ่ย่ะ ไม่เห็นของขวัญจะใหญ่ตามตัวเลย แต่ช่างเถอะ...แค่รุ้งเอามาให้เกตุ เกตุก็ดีใจแล้ว ไปนั่งกินของอร่อยๆ กันดีกว่านะ”
อัญญาณีคว้ามือเพื่อนสาว แล้วพากันไปทรุดนั่งลงบนพื้นกระเบื้องของบ้าน ที่มีเพื่อนอีกหลายคนของสาวอ้วนนั่งล้อมวงอยู่
บุคคลหนึ่งที่ล้อมวงนั่งอยู่บนพื้นนั้น ได้มองหน้าหทัยชนกที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับตนเองนิ่ง ใบหน้าของเธอแม้จะไม่สวยโดดเด่น แต่ก็มองแล้วไม่น่าเบื่อเพราะมีลักยิ้มสองจุดที่ขึ้นกลางแก้ม เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตะวันถึงกับชะงัก หัวใจสั่น ลมหายใจเกือบสะดุด เขาผ่านผู้หญิงมามากแต่ไม่มีใครทำให้ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาเลย
3
คนที่มองก็มีทีท่าขวยเขินอย่างเห็นได้ชัด หทัยมองทุกคนที่นั่งล้อมวง แต่พยายามไม่มองหน้าของชายที่นั่งจ้องหน้าเธอตลอดเวลา และเป็นหนึ่งเดียวที่เธอไม่รู้จัก รูปหน้าของชายตรงหน้าคมเข้ม เป็นผิวสีแทน คิ้วดกดำ ดวงตาสีดำดูมีเสน่ห์ หัวใจของสาวน้อยที่ไม่เคยทักทายกับความรักเต้นระส่ำยามที่ได้สบตาเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นแล้วบีบเบาเพื่อบรรเทาอาการเขินอายของตนเอง
“ลืมแนะนำไปเลย รุ้งนี่ตะวัน ตะวันนี่รุ้งเพื่อนฉันเอง”
สาวอ้วนแนะนำตัวให้ตะวันเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเธอได้รู้จักกับสาวหน้าตาน่ารักอย่างหทัยชนก หลังจากที่เห็นตะวันจ้องมองเพื่อนสาวคนสนิทของเธออยู่นาน
“สวัสดีครับ” ตะวันกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการ
“สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงหวานทักทายกลับพร้อมกับรอยยิ้มละไม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการรู้จักของเขาและเธอ งานเลี้ยงฉลองคล้ายวันเกิดของอัญญาณีเป็นอย่างมีความสุข เสียงพูดคุย เสียงเอ่ยแซวตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังออกมาจากปากของทุกคน เช่นเดียวกับที่สายตาของตะวันไม่ละห่างจากดวงหน้าชวนมองของหทัยชนกเลย และการกระทำของตะวันก็อยู่ในสายตาของอัญญาณีเช่นกัน
“เดี๋ยวออกไปซื้อเบียร์ก่อนนะ หมดแล้ว”
เจ้าของวันเกิดพูดขึ้น เมื่อเห็นปริมาณของขวดเบียร์ที่ลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่ขวด เธอกลัวว่าอรรถรสในการดื่มกินของเพื่อนจะขาดตอนจึงต้องออกไปซื้อมาเพิ่ม
“ตะวันไปด้วย” ตะวันพูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืน
“เออดี จะได้เป็นคนจ่ายเงิน” สาวอ้วนพูดจบก็เดินออกไปจากตัวบ้าน โดยมีร่างสูงของตะวันเดินตามไป
“เกตุ รุ้งมีแฟนหรือยัง?” ตะวันถามอัญญาณีหลังจากที่เดินผ่านประตูรั้วบ้าน
“ถามทำไม แกจะจีบหรือไง?” อัญญาณีไม่ตอบ แต่ถามกลับ
“เออ…น่ารักดี” ตะวันตอบ
“ยังไม่มีหรอก” คำตอบที่เขาได้รับเรียกรอยยิ้มให้เกิดบนใบหน้าของคนที่ถามทันที งานนี้ก็มีลุ้น ตะวันคิดในใจ
“งั้นตะวันจีบ เกตุช่วยตะวันด้วยนะ” คนที่อยากมีแฟนรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท
“ไม่ช่วย อยากจีบก็จีบเองสิ” สาวอ้วนตัดความฝันของเพื่อนเอาดื้อๆ
“ทำไมล่ะ ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ?” ตะวันถามถึงเหตุผล
“ช่วยได้แต่ไม่อยากช่วย ถ้าเผื่อแกจีบรุ้งติดจริงๆ แล้วทำให้เพื่อนของฉันเสียใจ ฉันจะเป็นคนที่เสียใจมากที่สุด แล้วพาลจะโกรธแกด้วย”
อัญญาณีพูดตามความจริง ตะวันกับหทัยชนกเป็นเพื่อนเธอทั้งสองคน หากรักกันหวานชื่นก็ดีไป เธอเองก็มีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าหากวันหนึ่งวันใดความรักเกิดขมขึ้นมา คนที่จะเสียใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอัญญาณี เพราะเธอเป็นสื่อกลางให้ทั้งสองได้รักกัน
“ไม่หรอก คนนี้ตะวันชอบจริงๆ นะ รักจริงหวังแต่งด้วย”
คำพูดของตะวันทำให้อัญญาณีหันไปมองหน้าเพื่อนอย่างพิจารณา ตั้งแต่คบกับตะวันเป็นเพื่อนมาสิบกว่าปี เธอไม่เคยได้ยินน้ำเสียงและท่าทางของตะวันจริงจังเรื่องผู้หญิงเลยสักครั้ง จะมีครั้งนี้เป็นครั้งแรก
“จริงเหรอ แกแน่ใจเหรอตะวันว่ารักจริงหวังแต่ง?” สาวอ้วนถามกลับด้วยความสงสัย ยังไม่แน่ใจกับคำพูดของเพื่อนมากนัก
“จริงสิ เจอครั้งแรกก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเลย”
ตะวันตอบตามความเป็นจริง ตอบตามความรู้สึกของตนเอง เขาก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าความรู้สึกอยากสร้างครอบครัวจะเกิดขึ้นในใจ เขามีแฟนมาแล้วหลายคนแต่ไม่มีใครทำให้เขาเกิดความรู้สึกอย่างแต่งงานเลยสักคน หทัยชนกเป็นผู้หญิงคนแรก
อัญญาณีไม่เคยรู้จักรักแรกพบ เธอจึงไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นมีจริงหรือไม่ แต่เธอเชื่อในพรหมลิขิต เพราะการที่เธออยู่กินกับสามีมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก แต่เริ่มต้นมาจากพรหมลิขิตกำหนดไว้
เหมือนกับการพบเจอของตะวันกับหทัยชนกที่คลาดกันหลายครั้งในระยะเวลาหลายปี จะเจอก็ไม่เจอกันเสียที พอตะวันกลับ หทัยชนกจะมาสวนทางกันเสมอ แล้ววันนี้พรหมลิขิตก็ทำให้ทั้งสองเจอกัน อัญญาณีจึงคิดว่าการที่ทั้งสองพบเจอกันอาจจะเป็นคำสั่งของฟ้าเบื้องบน ซึ่งเธอเองก็ไม่อาจกางกั้นได้ เธอไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร อนาคตข้างหน้ามันจะสุขหรือเศร้า เหงาหรือทุกข์ รู้เพียงว่าตอนนี้เธอคงจะฝืนมนต์กามเทพไม่ได้
“ก็ได้ช่วยก็ได้ แต่แกต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ทำให้รุ้งเสียใจ”
อัญญาณีต้องการความมั่นใจ หทัยชนกไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องความรักหนาแน่นเหมือนใคร ๆ ไม่เคยรักใครมากก่อน ไม่เคยมีแฟน เธอกลัวว่าหากตะวันคบหากับหทัยชนกจริง ๆ แล้ววันข้างหน้าตะวันทำให้เพื่อนสาวของเธอคนนี้เสียใจ จากคนที่สดใสอาจจะตรอมตรมและเจ็บเจียนตาย
“สัญญาลูกผู้ชายเลย” ตะวันกล่าวคำสัญญาเสียงหนัก
“ฉันเชื่อในคำสัญญาของแก แต่แกจำไว้อย่างนึงว่า หากวันหนึ่งวันใดแกผิดสัญญา คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือฉัน เพราะแกกับรุ้งเป็นเพื่อนของฉัน ถ้าถึงเวลานั้นความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เรามีมาตลอดสิบกว่าปี มันอาจจะสั่นคลอนโดยไม่รู้ตัว ฉันไม่อยากให้มีวันนั้นนะตะวัน ถ้าแกไม่มั่นใจว่ารุ้งคือคนที่ใช่ก็อย่าจีบ ฉันไม่อยากเสียเพื่อน แล้วไม่อยากให้รุ้งเจ็บ”
อัญญาณีในฐานะคนกลาง หันซ้ายก็คือเพื่อน หันขวาก็คือเพื่อน เธอยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนทั้งสองคน ความลำบากใจ ความเสียใจ ความผิดหวังอาจจะมีมากกว่าใครๆ เพราะอัญญาณีคือสื่อกลางที่ทำให้คนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางใจที่ดีต่อกัน สาวอ้วนจึงอยากให้ตะวันถามหัวใจตัวเองก่อนว่าหทัยชนกคือคนที่ใช่หรือไม่
“รุ้งคือคนที่ใช่สำหรับตะวัน เพียงแค่มองครั้งแรกหัวใจของตะวันก็บอกอย่างนั้น” ตะวันพูดให้เพื่อนตัวอ้วนมั่นใจ
“กว่าจะถึงตอนนั้นจีบรุ้งให้ได้ก่อนดีกว่า รู้หรือเปล่าว่ามีผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาจีบรุ้งตั้งหลายคน แต่รุ้งไม่สนใจผู้ชายพวกนั้นเลย แกจะเข้าไปอยู่ในจำนวนผู้ชายเหล่านั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ตัวแกเองนะ ฉันก็ช่วยได้เท่าที่ฉันจะทำได้”
อัญญาณีพูดตามความเป็นจริง ทุกสิ่งอย่างมันขึ้นอยู่ความพยายามของตะวัน รวมทั้งตัวของหทัยชนกเองด้วย เธอเป็นเพียงสื่อกลางเท่านั้น
“ตะวันจะพยายาม” ตะวันพูดอย่างตั้งมั่น อัญญาณีไม่พูดอะไรต่อ ก้าวเดินไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อหาซื้อของบริโภคตามที่ตนเองต้องการ จากนั้นก็เดินกลับมายังบ้านเช่าพร้อมกับอาหารการกินหลายอย่าง
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังจากที่เครื่องดื่มและอาหารที่เจ้าของวันเกิดเดินออกไปซื้อเพิ่มเติม หมดลงในเวลาเกือบเที่ยงคืน และนั่นก็เป็นเวลาที่เพื่อนๆ ของอัญญาณีกลับบ้าน