เวลาค่อนข้างดึก ณ ร้านอาหารกึ่งผับย่านใจกลางเมือง สถานที่สังสรรค์ของเหล่านักธุรกิจและคนหนุ่มสาวที่ต้องการพบปะพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ เสมือนนั่งคุยกันอยู่ที่บ้าน มีอาหารเครื่องดื่มบริการ มีบทเพลงเบาๆ ให้นั่งเพลินฟังสบาย แต่บุคคลที่ก้าวเข้ามาใหม่กลับตกเป็นเป้าสายตา โดยเฉพาะสาวๆ ทั่วทั้งร้านแทบจะมองเขาเป็นจุดเดียว
ด้วยเจ้าของร่างสูงมีใบหน้าหล่อจัดแต่เรียบเฉยนั้นเป็นหนึ่งในหนุ่มโสดที่สาวๆ ทั้งอำเภอหมายปอง แต่เขาไม่เคยสนใจใครมากถึงขนาดที่จะสานต่อในวันรุ่งขึ้น
กิตติศัพท์ ‘One Night Stand’ รู้กันในหมู่นักเที่ยว แค่คืนเดียวที่เทพบุตรจะโฉบเหยื่อ จากนั้นจบกัน แม้สาวๆ จะไม่อยากจบก็ตาม แต่วันรุ่งขึ้นเมื่อเจ้าหล่อนกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยจดจำชื่อของพวกหล่อนได้ คนหน้าม้านก็จำต้องยอมเพราะนั่นคือเงื่อนไขตั้งแต่ก่อนขึ้นเตียง
ทว่านั้นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าลือและอวดอ้างกันในกลุ่มสาวๆ ว่าเขาแซ่บมาก แต่หากจะให้ยืนยันว่าใครเคยได้กินเขาบ้างก็ไม่มีใครกล้า นั่นเพราะสังคมในอำเภอไม่ได้กว้าง ใครลูกใครหลานใครย่อมรู้จักกันหมด หากจะป่าวประกาศว่าถูกเขากินไปแล้ว โอกาสที่จะสานสัมพันธ์กับชายคนอื่นย่อมทำได้ยาก เพราะรสนิยมกินข้ามคืนใครเล่าอยากเปิดเผย นั่นจึงทำให้เขายังฮอตในกลุ่มสาวๆ ไม่เลิก
เรือนร่างสูงใหญ่ในเครื่องแต่งกายเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าทั้งที่เป็นเวลาค่ำมากแล้ว ทว่าเสื้อเชิ้ตสีเทาเนื้อดีก็ยังเก็บชายไว้ในกางเกงสแล็คยี่ห้อดังแพทเทิร์นหรูอย่างเรียบร้อย เขาก้าวมาหยุดอยู่ด้านในของตัวร้าน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมองหาคนที่นัดก่อนจะหันตามเสียงเรียกของคนที่เข้ามาทัก
‘วงศวัฒน์’ พยักหน้าว่าเข้าใจกับสิ่งที่พนักงานของร้านพูด ก่อนจะพารูปโฉมดุจพระเอกฮ่องกงเดินตามไปยังทิศทางที่พนักงานเดินนำ ไม่มีสักนิดที่จะปรายมองสาวๆ ที่จ้องเขาตาเป็นมัน เพราะค่ำคืนนี้เขามีเรื่องต้องคิดและก็หนักหนาพอดู
แกร๊ก...
แค่ถึงโต๊ะ เจ้าของร่างสูงที่ทรุดลงนั่งก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางล้วงเอาพวงกุญแจรถยนต์ที่มีอู่ตี้เฉียนห้อยอยู่วางลงบนโต๊ะอย่างคนพยายามเก็บกลั้นอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดเต็มที่ ดวงตาคมมีแววขุ่นขึ้นเล็กน้อยตวัดมองเพื่อนๆ ที่มารออยู่ก่อนแล้ว และยังไม่ทันที่เพื่อนจะเอ่ยทักทาย วงศวัฒน์ก็คว้าแก้วเครื่องดื่มที่เพื่อนผสมไว้สาดใส่ลำคอทันที
“เฮ้ย! ไอ้หมี่เบาๆ หน่อย ร้านเขายังไม่ได้ปิดวันนี้หรอกว่ะ มีเหล้าให้มึงกินอีกหลายวัน เฮ้ย! ไอ้นี่ กูพูดแล้วยังไม่หยุดอีก”
‘คิงส์’ สบถห้ามเพื่อนด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง ออกจะแปลกใจด้วยซ้ำ เพราะวงศวัฒน์ไม่เคยมีอารมณ์กรุ่นแบบนี้มาก่อน เขาหันมองเพื่อนอีกสองคนที่มองวงศวัฒน์ด้วยอารมณ์เดียวกัน ก่อนจะสบสายตาพร้อมส่ายหน้า เป็นอันไม่รู้พอกันว่า ‘คุณชายเนี้ยบ’ อารมณ์ขึ้นเพราะเหตุใด เพราะปกติแล้วนั้นคุณชายเนี้ยบก็เนี้ยบสมฉายา
ตั้งแต่เครื่องแต่งกายจนถึงบุคลิก วงศวัฒน์แทบไม่เคยหลุดแอ็คฯ สักครั้ง หากไม่ใช่ตอนล่าเหยื่อเพราะเวลานั้นวงศวัฒน์ก็เสือดีๆ นี่แหละ แค่ปรายตามอง สาวๆ ก็พุ่งความสนใจไปที่พระเอกหน้าหยกกันหมด เพราะหล่อ รวย สะอาด ดูดีตั้งแต่หัวจดปลายเท้า หากวงศวัฒน์สนใจใครเป็นพิเศษก็ไม่เคยพลาด แต่วันนี้คุณชายเนี้ยบกลับหลุดแอ็คติ้ง
“เออว่ะ ไอ้หมี่... นี่ใจคอมึงจะเรียกพวกกูมานั่งดูมึงกินเหล้าเหรอ”
‘ไชโย’ ถามแต่วงศวัฒน์ก็ไม่ตอบ ดวงตาคมยังคงกรุ่นไปด้วยความโกรธ ไชโยจึงพยักหน้าให้ ‘นัท’ ถามบ้าง ในฐานะที่นัทเป็นเพื่อนกับวงศวัฒน์มายาวนานสุด น่าจะเข้าใจอารมณ์คุณชายเนี้ยบได้ดีกว่าเขาและคิงส์
“ไอ้หมี่ มึงเป็นอะไรของมึงวะ มึงเรียกพวกกูมา แล้วมึงไม่พูด เอาแต่แดกเหล้า พวกกูแก้ปัญหาอะไรให้มึงไม่ได้นะโว้ย! เดี๋ยวกูก็ต้องกลับแล้ว มีลงของตอนตีสอง”
นัทถามมองวงศวัฒน์หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า ‘ไอ้หมี่’ นิ่ง เขากล้าพูดคำแรงๆ ใส่วงศวัฒน์เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว เพราะว่าครอบครัวของเขาทำร้านขายของส่งรายใหญ่สุดของอำเภอ ส่วนครอบครัวของวงศวัฒน์เป็นโรงงานทำเส้นหมี่ก่อนจะขยายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแทบทุกชนิด เมื่อพ่อแม่ทำธุรกิจที่เอื้อกัน แถมบ้านยังอยู่ติดกันด้วย ลูกๆ ก็เลยได้วิ่งเล่นกันตั้งแต่เด็ก
พอเข้าเรียนอนุบาล พวกเขาถึงได้รู้จักคิงส์ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของเต็นท์รถมือสอง และไชโยลูกชายเจ้าของตลาดสด จากนั้นตั้งแต่เด็กจนโตพวกเขาก็สนิทกันเรื่อยมา เรียน กิน เที่ยว และซนบ้างบางคราว
แต่ที่ซนน้อยกว่าใครเพื่อนก็ไอ้คุณชายเนี้ยบนี่แหละ
“สรุปว่ามึงจะบอกไหม ถ้าไม่บอก พวกกูก็จะได้แดกเหล้าต่อ อีกเดี๋ยวค่อยแยกย้าย มาแดกเหล้าแล้วนั่งหน้าเป็นตูด พวกกูไม่มีอารมณ์ง้อมึงนะโว้ย”
วงศวัฒน์วางแก้วเหล้า ปรายตามองเพื่อนรักทั้งสามคนก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกหลายเฮือกใหญ่ จากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งจมลงในโซฟา นั่นทำให้เพื่อนๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะนี่ไม่ใช่กิริยาที่คุณชายเนี้ยบเคยทำสักครั้ง
“ไอ้หมี่... มึงเป็นอะไร หนักหนาแค่ไหน มึงบอกพวกกูสิวะ” นัทถามและเพื่อนอีกสองคนก็ตื่นตัวเต็มที่
“พวกมึง...” วงศวัฒน์พูดไม่ออก แต่เมื่อเห็นสีหน้าเพื่อนๆ ที่ตั้งใจฟังกันมากนั่นก็ทำให้เขายิ้มออก แม้จะจางมากก็ตามที เพราะเพื่อนเป็นที่พึ่งให้เขาได้เสมอ และเขาก็คาดหวังว่าเพื่อนๆ จะมีทางออกให้เขาแน่
“คลุมถุงชน!”
“เออ... กูถึงได้กลุ้มอยู่นี่ไง”
เพื่อนๆ พากันประสานเสียงพร้อมมองหน้ากันเลิ่กลั่กทันทีที่เขาบอกสาเหตุของความกลัดกลุ้มทำให้วงศวัฒน์ไม่แน่ใจ ดวงตาคมมองเพื่อนแต่ละคน ประเมินศักยภาพว่าใครกันจะให้คำปรึกษาเขาได้ดีที่สุด แต่ใครล่ะ ในเมื่อไอ้พวกนี้ยังไม่มีเมียสักคน รวมทั้งเขาด้วย ต่างหวงความโสด ไม่ใช่เพื่อรอใคร แต่เพื่อความสำราญในชีวิตหนุ่ม ทำงานแต่ละวันก็เหนื่อยหนัก ความสุขทางใจและอาจพ่วงทางกายให้กระชุ่มกระชวยคือสิ่งผ่อนคลายอย่างดีสุด สำหรับชายโฉดอย่างพวกเขา และสำหรับเขาเอง ‘โสด’ คือการปลดล็อกบางสิ่ง ดังนั้นเขาต้องหาทางดิ้นให้ได้
“อึ้งเลยสิพวกมึง ไหนใครเก่งวะ แก้ปัญหาให้กูทีสิ” วงศวัฒน์พูดน้ำเสียงเข่นเครียด จ้องหน้าเพื่อนเรียงตัว พลางยกแก้วดื่มไม่ยั้ง
“ไอ้หมี่ กูขอโทษว่ะ” คิงส์ยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนจะพูดต่อ “คุณแม่หงส์ของมึงดูซีรีย์มากไปหรือเปล่าวะ นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วนะโว้ย! ไอ้เรื่องแบบนี้ยังมีอยู่เหรอวะ แล้วคุณแม่ไม่รู้เหรอว่าลูกชายร่อนไปร่อนมาทั่วเมืองเนี่ย ได้ลูกสะใภ้เป็นโหลแล้ว”
“ไอ้ห่าคิงส์ มึงก็พูดเว่อร์ มันมีจริงๆ ไอ้เรื่องแบบเนี้ย ญาติๆ กูก็เป็นแบบนี้แหละ พ่อแม่ชักหากัน เงินต่อเงิน ทองต่อทอง อย่างเฮียเต๊กร้านขายยาไง ซ้อก้อยเมียแกอะ พ่อแม่ก็ดูให้นะโว้ย”
“เออใช่ ญาติกูก็มี ที่เพิ่งแต่งไปต้นปีไง น้องนุ่นร้านรองเท้าอะ แต่งกับพี่ชัยลูกร้านเสื้อผ้า”
ไชโยสนับสนุนคำพูดของนัท เพราะเรื่องคลุมถุงชนแม้จะเป็นสมัยปัจจุบันแต่ก็ยังมีให้เห็น โดยเฉพาะครอบครัวคนจีน หรือไม่ก็ครอบครัวคนรวยก็มักจะให้ลูกหลานแต่งงานกันเอง เพื่อให้เป็นเงินต่อเงิน ธุรกิจก็ยิ่งเจริญยิ่งขึ้น
“แต่มันไม่เหมือนของกูโว้ย!”
อีกครั้งที่วงศวัฒน์ถอนหายใจ อาจเป็นครั้งที่ 100 แล้วก็ได้ ตั้งแต่แม่เรียกเขาไปคุย
“คนอื่นน่ะ เขาได้ทำความคุ้นเคยกันก่อน พ่อแม่เขาถามความสมัครใจว่าอยากแต่งกันไหม ร้อยทั้งร้อย กูก็เห็นเขายอมแต่ง เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใคร แต่กูอะ แม่กูบังคับ พวกมึงเข้าใจไหม” วงศวัฒน์เน้นเสียงพร้อมกับคว้าขวดน้ำเมาเทไม่ยั้งใส่แก้ว
“อ้าว... ก็ไหนมึงว่า แม่มึงแค่จะไปทาบทามผู้หญิงให้ไง นี่สรุปว่าแม่มึงตกลงกับเขาแล้วเหรอ ถึงได้มามัดมือชกมึงแบบนี้”
“ไอ้ห่าโย มึงไม่เข้าใจกูเหรอ”
วงศวัฒน์หงุดหงิดมากขึ้นอีกเพราะไชโยทำหน้างงจริง จนนัทต้องยั้งให้ใจเย็นๆ ก่อนจะเท้าความให้ไชโยกับคิงส์เข้าใจในสิ่งที่ ‘เจ๊หงส์’ แม่ของวงศวัฒน์เป็นกังวลมากที่สุด นั่นก็คือเรื่องลูกสะใภ้
“แม่กูเขากลัวว่าเมียกูจะเป็นเหมือนเมียไอ้เล็ก”
วงศวัฒน์ยังจำได้ดีถึงสีหน้าของแม่เมื่อรู้ว่า ‘จีรนา’ ภรรยาของ ‘วรพรต’ หรือ ‘เส้นเล็ก’ น้องชายคนรองจากเขา เสียชีวิตหลังจากคลอดลูก แม่เครียดกับเรื่องนี้มาก พร้อมกับโทษตัวเองว่าไม่ได้เอาดวงของวรพรตกับจีรนาไปผูกกันไว้ จะได้ให้ซินแสทายทักหากมีสิ่งไม่ดีแม่จะได้แก้ไขทันและทำให้หนักเป็นเบา แต่แม่มาคิดได้ตอนทุกอย่างมันสายเสียแล้ว ทั้งเวลานั้นวรพรตก็ย่างเบญจเพสพอดี ทุกอย่างเลยประจวบเหมาะไปหมด
เวลานั้นแม่ถึงกับออกปากว่าหากเขาจะมีเมียแม่จะเป็นคนหาให้เองและจะหาดวงเมียที่สมพงษ์ที่สุดให้กับเขา เพราะเขามีหน้าที่สืบสกุล เขาต้องมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ซึ่งเขาก็รับปากไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากทำให้แม่สบายใจ แต่เวลานี้...
‘หมี่ มีเมียสักทีนะลูก แม่ไปถามซินแสมาแล้ว ท่านว่าปีนี้ถ้าหมี่มีเมียนะ ดวงเมียจะส่งเสริมให้กิจการบ้านเราเจริญก้าวหน้าขึ้นอีก และแม่นะก็คอยเมียงๆ มองๆ ไว้ให้หมี่แล้วด้วย’
‘แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมยังไม่อยากมีเมีย ผมอยากมีแค่แม่เท่านั้น’
‘หือ... จะพูดแบบนั้นได้ยังไง เป็นผู้ชายก็ต้องมีเมียสิ เมียจะได้คอยดูแลหมี่แทนแม่ไง’
‘แม่พูดเหมือนไม่อยากดูแลผมแล้ว’
‘แหม... บางเรื่องแม่ก็ดูแลให้ไม่ได้จริงๆ หมี่น่ะควรจะมีเพื่อนคู่คิด มีปัญหาอะไรจะได้มีคนคอยให้คำปรึกษา นะหมี่นะ มีเมียนะลูก เดี๋ยวแม่จะให้แม่สื่อเขาเป็นธุระนัดแนะให้’
‘แต่ผมยังไม่อยากมีตอนนี้นี่ครับ อยู่กับแม่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว แล้วแม่ไม่กลัวว่าผมจะรักเมียมากกว่าแม่เหรอ’
‘จะกลัวทำไม เมียหมี่ก็เหมือนลูกแม่ แล้วน้องก็จะมีหลานให้แม่ด้วย เอาหลานผู้ชายหลายๆ คนเลยนะ’
‘อ้าว... แล้วถ้าได้แต่หลานผู้หญิงล่ะครับ’
‘แม่ก็จะยิ่งรักน่ะสิ เพราะแม่ชอบเด็กผู้หญิง แต่แม่มั่นใจว่าหมี่ต้องได้ลูกชายสมชื่อที่เตี่ยตั้งให้แน่นอน’
เวลานั้นเขาได้แต่ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ไม่อยากให้แม่รู้ว่าเขาอึดอัดเต็มทนกับหน้าที่ผู้สืบสกุลที่ติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลา เพราะ ‘วงศวัฒน์ แปลว่า เพิ่มพูนผู้สืบสกุล’ ตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งพ่อแม่และญาติพี่น้อง หากได้เจอหน้ากันไม่มีใครเลยจะไม่ถามไถ่เรื่องนี้
คำว่า ‘ผู้สืบสกุล’ ราวจะเป็นโลโก้ติดอยู่บนหน้าผาก สิ่งที่อาจดีในมุมมองของญาติผู้ใหญ่ แต่สำหรับเขามันคือสิ่งเบื่อหน่าย ไม่อยากให้ใครทัก ไม่อยากให้ใครพูดถึง เขาจึงตั้งใจจะโสดให้นานที่สุด หากไม่พบคนที่ใช่ เขาจะไม่ยอมแต่งงานเพียงเพราะต้องทำหน้าที่สืบสกุลแน่นอน แต่ไม่ว่าจะปฏิเสธยังไง ก็ดูเหมือนว่าแม่จะต้อนให้เขาจนมุม ทางเดียวคือต้องยืดเวลาออกไป
‘แม่ครับ... ผมขอเวลาอีกสองปีนะครับ ให้เส้นใหญ่โตกว่านี้ก่อน ผมไม่อยากมีน้องมาให้เส้นใหญ่น้อยใจ’ เขาหมายถึงลูกสาววัย 4 ขวบกว่าของวรพรต ‘เส้นใหญ่’ เด็กหญิงตัวน้อยซึ่งเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัว
‘เรื่องนั้นหมี่ไม่ต้องกังวล’
แม่ยื่นโทรศัพท์ที่มีคลิปวิดีโอของเส้นใหญ่มาให้ เด็กหญิงผิวขาว ตาโต ผมหน้าม้าในชุดนักเรียนอนุบาลของโรงเรียนต่างอำเภอกำลังยิ้มแป้นพร้อมโบกมือทักทาย
‘สวัสดีค่ะลุงหมี่ขา ลุงหมี่มีน้องชายให้เส้นใหญ่เร็วๆ นะคะ เส้นใหญ่ตั้งชื่อน้องชายไว้แล้วด้วย คุณย่าบอกว่าต้องเป็นชื่อที่เป็นเส้นๆ และกินได้เหมือนกัน ที่บ้านเรามีลุงเส้นหมี่ พ่อเส้นเล็ก อาวุ้นเส้น มีเส้นใหญ่ งั้น... เส้นใหญ่ให้น้องชื่อว่า... อืม... นึกก่อน... พ่อขา... น้องชายชื่อเส้นอะไรนะคะ’
เส้นใหญ่ถามคนที่บันทึกภาพให้ และเมื่อเสียงวรพรตเอ่ยออกมา เส้นใหญ่ก็พูดต่อทันที ‘อ๋อ... ให้น้องชายชื่อว่าบะหมี่นะคะ เพราะน้องชายเป็นลูกของลุงหมี่ น้องก็เลยชื่อว่าน้องบะหมี่ ลุงหมี่ชอบไหมคะ แต่เส้นใหญ่ช้อบชอบ ลุงหมี่อย่าลืมนะคะ ต้องมีน้องชายให้เส้นใหญ่เร็วๆ ด้วย เส้นใหญ่อยากเล่นกับน้อง เส้นใหญ่จะเลี้ยงน้องเอง เส้นใหญ่อยากโอ๋น้อง โอ๋โอ๋โอ๋ กล่อมน้องนอนแบบเนี้ยค่ะ’
เด็กหญิงทำท่าโอ๋น้องนอนจากนั้นก็พูดเจื้อยแจ้วอีกมากมาย ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายพร้อมส่งจุ๊บน้อยๆ ให้กับเขา
แม่รับโทรศัพท์ไปพร้อมยิ้มกว้าง แต่เขากลับยิ้มแห้ง เพราะลางสังหรณ์ครั้งนี้รุนแรง รู้ว่าแม่คงไม่มีทางยอมแน่ แต่เขาต้องหาทางออกต้องยืนยันว่าไม่ไว้ก่อน
‘แม่ครับ เรื่องนี้มันละเอียดอ่อนนะครับ ผมยังไม่อยากมีเมียจริงๆ ผมอยากขยายกิจการ อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ผมยังไม่อยากรับผิดชอบใคร ไม่อยากให้ใครมาเป็นภาระด้วย ยายวุ้นเองก็ยังเรียนไม่จบ ผมมีอะไรต้องทำอีกหลายอย่าง ไม่อยากเสียเวลาเรื่องนี้ นะครับแม่ เอาไว้ก่อนเถอะครับ’
‘หมี่... แล้วหมี่ไม่เห็นใจแม่เหรอลูก แม่อยากได้หลานชายแล้วนะ เส้นใหญ่เองก็อยากได้น้องชาย อีกอย่างปีนี้หมี่ก็อายุยี่สิบเก้าแล้วนะลูก คนไทยเขาถือนะ’
เขาอยากเถียงว่า ‘อย่าถือ’ ให้วางซะ แต่สีหน้าอมทุกข์ของแม่ทำให้เขาไม่กล้าพูดออกไปเพราะรู้ในความกังวลใจนั้น
‘อย่างนั้น ผมขอเวลาแม่สองเดือน ผมจะหาเจ้าสาวเอง’
‘ได้... แม่ตกลง แต่แม่มีข้อแม้นะ หมี่ต้องเอาวันเดือนปีเกิดของเธอคนนั้นมาให้แม่ เพราะถ้าดวงไม่ถูกโฉลกกับหมี่ แม่ก็ไม่เอาด้วยหรอก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคบกันนาน’
‘แม่ครับ! จะทำอย่างนั้นได้ยังไง คนจะรักกันจะคบกัน ไม่มีใครเขาไปขอวันเดือนปีเกิดมาตรวจดวงก่อนหรอกครับ’
‘ก็หมี่ไงคนแรก’
‘แม่!’
‘เรื่องเมีย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่เถอะนะหมี่ แม่รับรองว่าแม่จะหาคนที่ดีที่สุดให้หมี่ให้ได้’
‘แต่ผมโตแล้วนะครับแม่ ผม...’ อยากบอกว่าหาเมียเองได้แต่ที่พูดออกไปคือ ‘แม่ครับ แม่บอกผมเองไม่ใช่เหรอ ว่าคนที่จะมาแต่งงานเป็นผัวเมียกันก็ต้องมีพื้นฐานรักกันมาก่อน แม่กับเตี่ยก็ยังรักกันตั้งหลายปี กว่าจะได้แต่งงาน’
‘แต่แม่จำได้ว่าแม่เคยบอกหมี่กับน้องๆ แล้วนะ ว่าแม่กับเตี่ยน่ะ ผู้ใหญ่แนะนำให้ และตอนนั้นแม่ก็ยังเด็กมาก อากงของหมี่ก็เลยบอกให้เตี่ยของหมี่รอไปก่อน ก็ประจวบเหมาะกับที่เตี่ยของหมี่สร้างเนื้อสร้างตัวพอดี แม่ก็คอยเป็นกำลังใจให้เตี่ยด้วยไง’
‘แม่ก็ยังได้ศึกษาดูใจกับเตี่ยนี่ครับ’
‘แล้วใครว่าแม่จะจับหมี่คลุมถุงล่ะ แม่ก็จะให้หมี่ทำความคุ้นเคยกับน้องเขาก่อน ถ้ารักชอบกันก็ค่อยแต่ง แต่ต้องเป็นในปีนี้เท่านั้นนะ เพราะดวงหมี่น่ะต้องได้คู่ปีนี้ถึงจะดี เมียจะมาส่งเสริมให้หมี่ก้าวพ้น’
วงศวัฒน์บอกเรื่องราวที่ทำให้เขากลัดกลุ้มตั้งแต่บ่ายจนถึงเดี๋ยวนี้ให้เพื่อนๆ ฟัง แม่มีทางออกทุกทางจนเขาหลีกหนีไปไหนไม่ได้เลย รวมทั้งมีเมียปีนี้จะทำให้เขาผ่านอายุ 29 ไปถึง 30 ได้ มันเรื่องไร้สาระชัดๆ
“อ้าวไอ้หมี่ แล้วมึงจะกลุ้มทำไมวะ ก็แม่เขาให้มึงดูใจแล้วไง มึงก็แค่บอกว่ามึงไม่ถูกใจน้องเขาก็เท่านั้นล่ะ กลุ้มตรงไหนวะ โอ๊ย! ไอ้นัท มึงผลักหัวกูทำไม” คิงส์หันไปฉุนเฉียวใส่นัทที่ผลักหัวเขา
“ไอ้คิงส์ ที่มึงควรต้องรู้ไว้ก็คือ ไม่มีอะไรที่คุณนายหงส์อยากได้แล้วไม่ได้ ถ้าอยากได้ใครเป็นสะใภ้สักคน คนอย่างเจ๊หงส์ เช็กมาหมดแล้วโว้ย แล้วถ้าเปิดช่องให้ไอ้หมี่แบบนี้ กูว่าไม่ดีแน่ ไอ้หมี่จมน้ำตายชัวร์”
“น้ำท่วมปากก็พอแล้วมึง กูยังไม่อยากตาย” วงศวัฒน์มองเพื่อนๆ สายตากร้าวแต่หน้าง้ำ
“แล้วทำไงกันดีวะ นี่ถ้าเจ๊หงส์ทำสำเร็จ มึง มึง แล้วก็กู เป็นรายต่อไปแน่ กูว่าพ่อแม่พวกเราคงมีเจ๊หงส์เป็นไอดอล” ไชโยทำท่าขนลุกขนพองใส่คิงส์กับนัท ในขณะที่วงศวัฒน์ยิ่งเครียดจัด
“แม่กูพูดถึงหน้าที่ผลิตทายาทกับกูทุกวัน จนกูเริ่มคิดแล้วว่ะ ถ้ากูไม่ถูกใจผู้หญิงที่แม่เลือกให้ หรือแต่งไปแล้ว กระสุนกูหมดน้ำ คงเป็นความผิดของกูแน่”