ภาพของหญิงสาวรูปร่างสมส่วนเต็มตึง ผิวขาวเนียนลออตา ริมฝีปากไม่หนาไม่บางแต่อิ่มเอิบกำลังดี เคลือบด้วยลิปกรอสสีชมพูอ่อนใส แก้มผ่องระเรื่อ หน้าสวยหวานออกหมวยนิดๆ และนัยน์ตาหวานเจือโศก ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ไม่ได้ทำให้อารมณ์ของชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามดีขึ้นมาได้ แต่เขาคงจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่กำลังเจรจาหมั้นหมายหรือพูดภาษาที่คนถูกบังคับเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การคลุมถุงชน จบการสนทนาอันแสนอึดอัดสำหรับเขาลงเสียที
ธันย์ธาดา บดินทร์ธรารักษ์ หรือธันย์ ลูกชายคนโตของคุณธินรัตน์และคุณหญิงลัดดา บดินทร์ธรารักษ์ นั่งนิ่งเหมือนคนที่ตั้งใจฟังการพูดคุยของผู้ใหญ่อย่างรู้หน้าที่ แต่ใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว ในใจกำลังคุกรุ่นจวนจะระเบิดอยู่มะรอมมะร่อ
ถ้าไม่ติดว่าจะเป็นการเสียหาย เขาจะตะโกนออกมา ณ บัดนี้ว่า ผมยังไม่อยากมีแฟน ให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะเคยได้ยินว่าพ่อกับแม่ได้จองตัวเด็กหญิงคนหนึ่งไว้ให้เขาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หนุ่มน้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรจึงไม่ได้ใส่ใจ แต่ทว่าวันนี้ ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่ไม่เคยต้องการเสียแล้ว
“ความจริงทางเราเองก็รู้จักสนิทสนมกันมานานหลายปี ทางดิฉันกับคุณพี่รู้สึกดีใจมากค่ะ ที่คุณธินกับคุณหญิงลัดให้ความเมตตากับยัยหนู แต่ว่ายัยหนูกับ เอ่อ.. น้องธันย์ เพิ่งจะเรียนจบมัธยมปลาย มันจะไม่เร็วเกินไปหรือคะ ที่เราจะจัดงานหมั้น” คุณอรนภา กฤตาอภินันท์ เอ่ยขึ้น หลังจากที่ได้ฟังการพูดคุยทาบทามขอหมั้นลูกสาวคนเดียวของเธอจากอีกฝ่าย
“นั่นน่ะสิ ผมว่ารอให้เด็กๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ คุณธิน คุณหญิง”
คุณอรรถพล กฤตาอภินันท์ เอ่ยสนับสนุนคำพูดของภรรยา เผื่อว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องที่จะให้ลูกสาวได้ลงเอยกับลูกชายของตระกูลบดินทร์ธรารักษ์ แต่ก็อยากจะรอเวลาที่ทั้งสองคนโตมากกว่านี้ อย่างน้อยก็พอจะรู้ ว่าลูกสาวของท่านเศร้าใจแค่ไหนกับเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ได้ตกลงกัน โดยที่เจ้าตัวมิได้รับรู้มาก่อน จึงเห็นควรว่าน่าจะรอเวลาอีกสักหน่อย แต่ดูท่าทางฝ่ายตรงข้ามจะไม่เออออด้วย
“ไหนๆ เราก็ตั้งใจจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน ดิฉันว่าหมั้นกันไว้เลย พอเรียนจบจะได้รีบแต่งดีกว่าค่ะ อย่าให้ต้องเสียความตั้งใจที่พวกเรามาในวันนี้เลยนะคะ คุณอรรถ นภา”
คุณหญิงลัดดาพูดเสียงจริงจัง จนทั้งคุณอรรถพลกับคุณอรนภาพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันอย่างไม่รู้จะเอ่ยต่อคำอย่างไรดี
สาวน้อยอิงอร กฤตาอภินันท์ หรือหนูอร นั่งก้มหน้าฟังคำของบิดามารดาและคุณลุงคุณป้าที่เธอรู้จักตั้งแต่เล็กๆ อย่างเศร้าใจ เธอคงจะไม่รู้สึกแย่มากไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มีสายตาเยาะเย้ยชิงชังจากอีกฝ่ายส่งมาให้อยู่เป็นระยะ เขาคิดว่าเขาไม่ชอบใจเรื่องนี้อยู่คนเดียวหรือไง เธอเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่หรอกนะ
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสบตาคมกล้าอย่างท้าทาย เมื่ออีกฝ่ายหมายจะใช้สายตาแผดเผาเธอให้ละลายด้วยความเกรี้ยวกราดที่ลุกโชนในดวงตาคู่นั้น ก่อนที่สงครามเงียบของทั้งคู่จะปะทุขึ้นมา ต่างก็ต้องหักเหสายตาออกจากดวงหน้าของอีกฝ่าย เมื่อได้ยินเสียงคุณ อรนภามารดาของอิงอรเอ่ยขึ้น
“หนูอรพาพ่อธันย์ออกไปเดินเล่นรอบๆ บ้านเราสิลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ขอคุยธุระกับคุณลุงคุณป้าก่อน”
“นั่นสิลูก มานั่งฟังคนแก่ๆ คุยกันเบื่อแย่ ไปสิธันย์ ไปเดินเล่นกับหนูอรก่อน” คุณหญิงลัดดาเอ่ยสมทบอีกคน พร้อมทั้งส่งสายตาจิกแกมบังคับ ให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำตามที่นางสั่งแต่โดยดี
“ครับ”
หนุ่มวัยรุ่นรับคำมารดาอย่างเสียมิได้ แต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงอาการไม่สบอารมณ์ใดๆ ออกมา จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนและเดินตามหลังหญิงสาวที่เดินนำหน้าออกไปก่อนแล้ว…
----------------
ซีรีส์ชุด คุณ...ยอดรัก (1-6)
1. คุณอา ยอดดวงใจ
2. คุณเพื่อน ยอดยาหยี (มิตรพิศวาส)
3. คุณพี่ ยอดชีวันต์
4. คุณชาย ยอดปรารถนา
5. คุณหญิง ยอดพธู
6. คุณหนู ยอดยาใจ
“ธันย์ จะทานของว่างอะไรหรือเปล่าคะ เดี๋ยวอรจะไปเอาน้ำมาให้” อิงอรยอมเปิดปากถามก่อนอย่างคนอัธยาศัยดี ไม่อยากจะคิดถึงเรื่องที่ชายหนุ่มแรกรุ่นซึ่งอายุเท่ากัน ทำท่าเหมือนจะเปิดศึกเมื่อตอนอยู่ในห้องรับแขก รังแต่จะทำให้รู้สึกแย่ต่อกันเปล่าๆ
“ไม่จำเป็น! จะไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ” เขาตะคอกดังลั่น ทำเอาหญิงสาวตกใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
“ฮึกๆ” ร่างบางถอยกายห่างออกมาจากคนตัวโต พร้อมๆ กับน้ำตาไหลอาบแก้มนวลอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรเสียงดัง โดยเฉพาะเวลาที่ใครตะโกนหรือพูดตวาดใส่จะรู้สึกกลัวมาก และเขาก็ทำมันกับเธอ
ธันย์ธาดาชะงักค้างไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นคนตรงหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ วูบหนึ่งอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ เมื่อคิดว่าไม่จำเป็นที่เขาจะต้องมาปลอบโยน เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิด อีกอย่างอิงอรก็ไม่ใช่เด็กน้อยๆ แล้ว ร้องไห้งอแงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเลยสักนิด
“นี่! หยุดร้องซะที น่ารำคาญ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ” หนุ่มน้อยพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง โดยที่น้ำเสียงไม่ได้เบาลงจากตอนแรกแม้แต่น้อย ทำให้สาวหน้าหวาน หุ่นบางแต่กลมกลึง ตกใจสะอื้นหนักเข้าไปอีก
“ฮือๆๆ”
“โว้ย! บอกให้หยุดร้อง หยุดร้อง หยุด” ธันย์ธาดาปราดเข้าไปจับแขนกลมกลึงทั้งสองข้างเอาไว้แน่น พร้อมกับเขย่าคนตัวเล็กไปมาจนหัวสั่นหัวคลอน
“หยุด!” เขาเอ่ยสั่งคำสั้นๆ เฉียบขาด พร้อมๆ กับจ้องหน้างามเขม็ง ตาคมเข้มวาววับอย่างข่มขู่ ทำให้คนที่กลัวอยู่แล้ว ยิ่งตัวสั่นเข้าไปใหญ่แต่ปากเล็กๆ นั้นก็หุบฉับเม้มเข้าหากันแน่น เพื่อกันไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา แต่น้ำตาเจ้ากรรมยังคงไหลบ่าออกมาเรื่อยๆ จากดวงตาคู่งามที่แดงก่ำ
ไม่รู้ว่าเพราะสายตาหวานเศร้าซึ้ง หรือเพราะหยดน้ำตาของคนตัวเล็กที่ยังคงพรั่งพรูไม่หยุดกันแน่ ที่ทำให้สติของธันย์ธาดาเผลอไผลไปชั่วขณะ มือหนาที่กำแน่นรอบแขนเรียวค่อยๆ คลายออกอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเกลี่ยไล้ปาดน้ำตาออกจากวงหน้าหวานอย่างแผ่วเบา เขากุมแก้มเนียนนุ่มมือนั้นไว้อย่างลืมตัว ก่อนที่ใบหน้าคมจะค่อยๆ โน้มเข้าไปหาใบหน้าหวานที่ห่างไม่ถึงคืบ ราวกับโดนดึงดูดจากมนต์สะกดของสายตาเศร้าหวานคู่นั้น
“ธะ…ธันย์ จะทำอะไรอรเหรอ” มือน้อยยกขึ้นดันอกกว้างไว้เมื่อรู้สึกตัว ก่อนที่ปากหยักและปากอิ่มจะชนกันได้ทันเวลาพอดี ทำให้ชายหนุ่มได้สติและถึงกับชะงัก รู้สึกฉุนกึก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเกือบทำอะไรลงไปกับว่าที่คู่หมั้นที่เขาไม่เคยปรารถนา และตั้งแง่ไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรกเห็น เพราะความไม่ชอบการถูกบีบบังคับ
“ฉันไม่มีวันยอมรับเธอเป็นคู่หมั้น และฉันก็จะไม่มีวันแต่งงานกับเธอ จำเอาไว้” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะผลักร่างบางออกห่างจากตัวอย่างแรงจนเธอเซถลา และโชคร้ายสะดุดขาตัวเองล้มจนก้นกระแทก ใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่คิดที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครบางคนได้สมเพช
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตัดพ้อ คิดว่าเธอรู้สึกยินดีปรีดานักเหรอ กับการถูกบังคับให้หมั้นหมายกับคนที่ไม่ได้รัก แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนั่นคือความประสงค์ของบุพการีที่เห็นว่าเหมาะสม แต่เขาทำเหมือนกับว่าเธอนั้นเป็นคนผิด
วูบหนึ่งของความรู้สึกอยากเอาชนะที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก ทำให้อิงอรเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้อีกฝ่ายจงเกลียดจงชังมากขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ว่ายังไง ธันย์ก็จะต้องหมั้นกับอร และอรจะแต่งงานกับธันย์ให้ได้ ไม่เชื่อก็คอยดู”
ชายหนุ่มกัดฟันดังกรอด ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันทีอย่างไม่เหลียวกลับมามองคนที่นั่งเจ็บจุกเอามือกุมข้อเท้าไว้เลยแม้แต่หางตา…
ธันย์ธาดาเดินลิ่วๆ เข้ามาในห้องรับแขก ก่อนจะรีบฝืนปรับสีหน้าที่บึ้งตึงให้ราบเรียบเป็นปกติ เมื่อพ่อแม่ของทั้งเขาและอิงอร หันมามองชายหนุ่มพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“อ้าวธันย์มาแล้วเหรอลูก ทำไมกลับมาไวจัง มาทานของว่างด้วยกันสิจ้ะ” คุณอรนภาเอ่ยชวนลูกชายของเพื่อนด้วยความเอ็นดู
“ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะลูก แล้วนี่หนูอรอยู่ไหน ทำไมไม่รอหนูอรด้วย” มารดาเขาเอ่ยถามพลางทำหน้าเหนื่อยใจ ที่ลูกชายคนดีมิวายทำตัวต่อต้านน้อยๆ ต่อการเชื่อมสัมพันธไมตรีจากรุ่นสู่รุ่นของสองครอบครัว
“เอ่อ คือ…” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก ไม่รู้จะตอบยังไงดี ถ้าบอกว่าเขาเดินหนีมา ก็ดูจะเสียมารยาทจนเกินไป แต่เขามันคนตรงไปตรงมาด้วยสิ จะโกหกก็ไม่สบายใจเท่าไหร่
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหญิงลัด หนูอรคงเดินเล่นในสวนเพลิน เดี๋ยวนภาให้เด็กไปตามมาดีกว่าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกนภา…ธันย์ไปดูหนูอรสิ ตามน้องมาทานของว่างด้วยกัน ไปสิ” คุณหญิงลัดดาเอ่ยห้ามขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นจึงหันไปสั่งบุตรชายจอมดื้อเงียบแทน
ร่างผอมสูงวัยใกล้เต็มหนุ่มจำต้องพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเดินเลี่ยงออกไป เพื่อตามหาคนตัวบางที่ทำให้เขาหงุดหงิดระคนรำคาญใจอยู่เรื่อย แม้แต่ตอนอยู่เฉยๆ ก็ตาม
ฮึ น้องอะไรที่ไหน รุ่นเดียวกันต่างหาก
คุณอรนภาหันไปมองหน้าสามีด้วยสายตาเป็นกังกล ก่อนที่จะยิ้มให้อีกฝ่ายเมื่อได้รับสายตาอบอุ่น และการพยักหน้าน้อยๆ จากคุณอรรถพลเป็นเชิงปลอบใจกลายๆ ว่า ไม่มีอะไรหรอกอย่าห่วงเลย…
อิงอรพยายามทรงกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เมื่อความเจ็บปวดที่ข้อเท้ากำลังรุมเร้าจนแทบไม่อยากจะขยับตัว แถมตอนนี้ที่ข้อเท้าของเธอยังปูดบวมแดงขึ้นมาจนน่ากลัวอีกต่างหาก
“อูย…เจ็บจัง” หญิงสาวครางออกมาอย่างแผ่วเบา กัดฟันฝืนกายลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อความเจ็บปวดแล่นจี๊ดเข้าไปถึงทรวงจนต้องทรุดกายลงที่เดิมอย่างหมดแรง
“เฮ้อ” อุทานออกมาอย่างเหนื่อยๆ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับร้องเท้าผ้าใบที่ดูก็รู้ว่าราคาสูง ที่มาหยุดอยู่ตรงหน้า หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังลดตัวลงนั่งยองๆ มือหนาเอื้อมไปจับที่ข้อเท้าบาง กดนวดวนเบาๆ บริเวณนั้น พร้อมกับหยุดมือเมื่อหญิงสาวครางออกมาเสียงอ่อย
“อยู่นิ่งๆ” เขาปรามเสียงเข้ม เมื่อเธอพยายามจะชักข้อเท้าออกจากมือแกร่ง ที่ยังคงจับคลึงอยู่อย่างนั้นเพราะรู้สึกเจ็บ
“ไปนวดยาก่อน จะได้หายปวด” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นหลังจากที่นวดคลึงข้อเท้าให้เธออีกพัก จนกะว่าหญิงสาวน่าจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ธันย์ธาดาค่อยๆ ประคองร่างบางที่นั่งมองเขาตาแป๋วให้ยืนขึ้นมา ก่อนจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระและทำท่าจะผละห่างไป ถ้าไม่บังเอิญต้องเอาแขนแกร่งโอบกระชับไว้รอบเอวเล็กซะก่อน เนื่องจากหญิงสาวยืนโซซัดโซเซจะล้มแหล่มิล้มแหล่
“อุ๊ย! ธันย์จะทำอะไร อรเดินเองได้” อิงอรอุทานออกมาอย่างตระหนก เมื่อเขาช้อนอุ้มเธอขึ้นแนบอก และด้วยความกลัวตก จึงต้องเอาแขนไปคล้องไว้รอบคอเขาโดยอัตโนมัติ
ซึ่งน่าแปลกทั้งๆ ที่เธอไม่เคยรู้สึกชอบหรืออยากให้คนต่างเพศคนใดเข้ามาแนบชิดใกล้ตัว แต่กับเขา ว่าที่คู่หมั้นคู่หมายมาตั้งแต่เด็ก คนที่เธอเพิ่งจะเคยเห็นหน้าในวันนี้เป็นวันแรก เพราะก่อนหน้านั้นเวลาเธอไปเยี่ยมครอบครัวเขา ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะหาทางหลบหลีกไม่มาเจอหรือเผชิญหน้าได้ทุกรอบไป เธอกลับไม่รู้สึกรังเกียจหรืออยากผลักไสเขาออกห่างเลยสักนิด
“เงียบเถอะน่า เจ็บจะตายแล้วยังจะอวดดีอีก” เขาก้มลงมาบ่นเสียงดุๆ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีก และหญิงสาวก็ไม่กล้าจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเช่นเดียวกัน…
ธันย์ธาดาหันไปมองคนที่อยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยพอดีตัว ไม่รัด ไม่โคร่ง และกระโปรงไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป ที่นั่งซุกเบาะอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเฉยชา
เปิดเทอมวันแรกของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทำเอาเซ็งตั้งแต่ออกจากบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาที่เป็นต้นเหตุให้หญิงสาวต้องเจ็บตัวเมื่อวาน ก็คงไม่ต้องรับปากพ่อกับแม่ให้มารับหญิงสาวไปเรียนพร้อมกันหรอก