ตอน 1

บทนำ

หน้าจอสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟนเครื่องบางปรากฏภาพของหนึ่งในไพ่ยิปซีอย่าง The Chariot หรือก็คือไพ่เทพแห่งสงคราม พร้อมการอ่านไพ่ที่ว่าด้วยหมวดหมู่ของความรักที่ตนเป็นคนกดเลือก

‘คุณจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งรอบตัวจนมิอาจสนใจเรื่องความรักได้ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีโอกาสพบรักเลย สำหรับคนโสดอาจทำให้พบรักได้ แต่หากว่าไปชอบใครอยู่ก็ต้องลุยเข้าไปจีบถึงจะมีลุ้น ถ้าไม่ทำอะไรรับรองว่าชวดแน่ๆ’

ชื่นพธูถอนหายใจพรืด พึมพำกับตัวเอง “ไม่สนแล้วฉันจะเลือกหมวดนี้ทำไมยะหล่อน”

นานแล้วที่เธอก้าวเข้าสู่วงการไพ่ยิปซี ในทุกๆ เช้าจะต้องเข้ามาเลือกไพ่ในเว็บไซต์ชื่อดังที่สามารถดูดวงได้ฟรี หลักๆ เพราะมันฟรี เพื่อที่จะได้รู้ว่าดวงวันนี้เป็นอย่างไร ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ปะปนกันไป แต่มันกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำไปเสียแล้ว

ช่วงเรียนเธอค่อนข้างหมกหมุ่นอยู่กับหมวดการเรียน ทว่าหลังจบมาก็เปลี่ยนมาเป็นการเงินและการงาน แต่ตั้งแต่หัวใจเริ่มไม่รักดี ปาทูคิดมีรัก รู้ตัวอีกทีมันก็เปิดเป็นแต่หมวดนี้

ชื่นพธู ชื่น หรือปาทู เรียกชื่อไหนเธอก็หัน เดิมทีชื่อชื่นเฉยๆ แต่ปาทูได้มาจากพธู หลายคนเรียกเธอเช่นนั้น ด้วยมองว่าน่ารักดีจึงนับเป็นอีกชื่อของเธอ

นัยน์ตากลมโตจดจ้องประโยคท้ายอย่างคิดไม่ตก เธอเข้าใจดีว่าควรทำอะไรสักอย่าง แต่อะไรสักอย่างที่ว่ามันเสี่ยงเกินไป ก็ถ้าคนที่เธอปันใจให้ไม่ได้คิดเหมือนกัน มันแปลได้ว่าเธอและเขาอาจจะเข้าหน้ากันไม่ติดอีกเลย

แบบนั้นมันก็แย่มิใช่หรือ

ก่อนจะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น หน้าจอพลันเปลี่ยนจากไพ่ยิปซีเป็นชื่อของเพื่อนสนิทที่โชว์หราพร้อมเสียงเรียกเข้าที่ดังกระทบโสตประสาท นิ้วเรียวแตะเพื่อกดรับสายอย่างไม่รอช้า

(อยู่หน้าหอแล้ว)

“โอเค เดี๋ยวลงไป”

เธอเลิกสนใจเรื่องไพ่ความรักประจำวันเพราะอย่างไรก็ไม่กล้าหาญมากพอที่จะเดินเกมรุก อาจจะเพราะเธอไม่ได้เก่งแบบพี่สาวคนสนิทที่จีบคนที่ตัวเองชอบจนตอนนี้เป็นว่าที่คุณแม่ไปแล้วอย่างพินรี ทว่าตอนนี้เจ้าหล่อนไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะกลับไปอยู่บ้านเกิดเนื่องจากมีอาการแพ้ท้อง หากจำไม่ผิดก็เข้าเดือนที่สองแล้วกระมังที่แม่ค้าน้ำหอมหายหน้าหายตาไป ไม่ต่างกับบาริสต้าสาวสวยอย่างอัปสรากับมือขวานามว่าสดายุ

หนึ่งเดือนแล้วที่ชื่นพธูต้องทำงานกับเจ้าของร้านเพียงสองคนเพราะอัปสราลาคลอด ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะเป็นเร็วๆ นี้ที่เธอจะได้เป็นคุณน้า

ขาเรียวก้าวออกจากห้องพักที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะหลังเรียนจบก็เลือกที่จะทำงานในร้านกาแฟใกล้ๆ กัน ทำให้ไม่ต้องหาที่พักใหม่ ทันทีที่เดินออกไปก็พบเข้ากับกัทลี ทั้งสองส่งยิ้มให้กัน

เป็นคนช่างจ้อที่เอ่ยทักทายก่อน “มาถึงนานยัง”

“ตอนโทร. ไปนั่นแหละ”

“งั้นไปกันเถอะ”

สองสาวจึงพากันไปยังห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองเพื่อใช้เวลาในวันหยุดไปด้วยกันอย่างที่มักทำเป็นประจำ แม้ว่าจะทำงานคนละที่ พักคนละหอ แต่ก็ไม่เคยขาดการติดต่อกัน ยังคงนัดเจอกันอยู่บ่อยครั้งด้วยพวกเธอก็มีกันอยู่แค่สองคน

ระหว่างทางชื่นพธูก็ชวนคุย “วันนี้ดวงฉันไม่ค่อยดีเลย”

“ดวงเธอมันเคยดีด้วยหรือไง”

คนบ้าดวงทำหน้าซังกะตายพร้อมส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “มันต้องมีสักวันที่เป็นวันของฉันแหละ แต่มาช้าโคตรๆ”

รถเมล์แล่นไปตามท้องถนน ชื่นพธูก็เบือนหน้าออกไปสนใจด้านนอก แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ผินหน้ากลับมาทางคนข้างกาย

“สรุปว่าเธอไม่เปลี่ยนใจจริงเหรอเกี๊ยะ”

เจ้าของชื่อครางรับสั้นๆ “เรื่อง?”

“ก็เรื่องที่จะไป Road Trip กับพวกพี่ใหญ่ตอนต้นเดือนหน้าไง”

กัทลีส่ายหน้าเบาๆ ประกอบคำพูด “เธอไปเถอะ ไม่สนิทอะ ไม่ค่อยอยากไปด้วย”

“ไม่มีเพื่อนไปคงเหงาแย่เลย” สิ้นคำนั้นชื่นพธูก็ได้รับสายตาเรียบสนิทของกัทลี เจ้าหล่อนเพียงปรายตามองนิ่งๆ เรียวคิ้วสวยเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “หือ มีไรเหรอ”

“เปล่า”

“เปล่าอะไร เธอมองฉันแปลกๆ นะเกี๊ยะ มันทำไมฮึ”

“ไม่มีอะไร”

“เดี๋ยวนี้หัดโกหกเพื่อนเหรอยะ”

เจ้าของผมยาวสลวยเพียงระบายยิ้มกลับไปให้เพื่อนสาวร่างเล็ก ผมสั้นระลำคอขาวผ่องที่เพิ่งไปตัดมาเมื่อเดือนที่แล้ว นัยน์ตากลมโตสีดำขลับ จมูกรั้นนิดๆ ปากบางหน่อยๆ เครื่องหน้าของชื่นพธูจัดว่าน่ารักแต่ไม่รู้ทำไมคนน่ารักคนนี้ถึงหาแฟนไม่ได้สักที

สาวระยองทอดสายตาออกนอกหน้าต่างพร้อมคิดถึงใครบางคนไปด้วย

หัวสมองก็เริ่มจินตนาการภาพตัวเองได้นั่งที่เบาะข้างคนขับโดยมีคนคนนั้นนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ขับรถไปเรื่อยๆ ตามท้องถนน เปิดเพลงคลอไปตลอดทาง นั่นคงจะเป็นการเดินทางที่แสนวิเศษ

เมื่อไรจะเดือนหน้านะ...?

หน้าปัดสีดำเข้มของ Rolex Yacht-Master 42 ราคาครึ่งล้านบอกเวลาสิบเอ็ดโมงนิดๆ ราวกับต้องการย้ำกับเจ้าของว่าใช้เวลาตรงนี้ไปมากเกินพอดีและควรจากไปได้แล้ว

ทว่าเสียงหวานเจือความหนักใจก็ดังกระทบโสตประสาทอีกครั้ง เรียกให้นัยน์ตาดำขลับคาดเดาได้ยากละจากข้อมือไปมองทางต้นเสียง

“เรารู้ว่าพี่ช่วยเราได้”

เขาเลือกที่จะไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

หญิงสาวย้ำ “พี่ตง”

“อือ ว่า”

“ช่วยเราอีกสักครั้งนะ ครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ”

ไตรทศระบายลมหายใจอย่างไม่ปิดบัง แววตาฉายชัดถึงความเบื่อหน่ายระคนเอือมระอาใจ “ครั้งที่แล้วก็บอกว่าครั้งสุดท้าย” ไม่วายยังถามแกมตำหนิ “เธอใช้เงินเป็นเบี้ยแบบนี้ได้ไง”

“มันจำเป็น”

“พ่อกับแม่ล่ะ”

“เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขา ให้เราแก้ปัญหาเอง”

“ก็ถูกแล้ว ปัญหาของเธอทำไมไม่หาทางแก้เอง”

สาวเจ้าสวนเสียงเจือสะอื้น โดยมีความขุ่นเคืองแฝงอยู่ทุกอณู “ไหนตอนนั้นพี่บอกว่าถ้ามีปัญหาอยากให้ช่วยก็ติดต่อได้ตลอด พี่เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ ก็ตอนนี้เรามีปัญหาพี่จะไม่ช่วยหรือไง”

ผู้ชำนาญการประจำตัวสส. ระดับประเทศได้แต่มองหน้า ‘แฟนเก่า’ ด้วยสายตาเรียบสนิทไร้คลื่นอารมณ์ ที่ผ่านมาเขารู้สึกติดค้างในใจอยู่เสมอว่าดูแลคนรักได้ไม่ดี ไม่มีเวลาให้เธอเพราะง่วนอยู่กับการทำงาน ตรงนี้เขายอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกทางกันไปจึงยังหวังดีอยู่เสมอ และอยากช่วยเหลือเพื่อชดใช้ความผิดของตัวเองตลอดเวลาที่คบหากัน

แต่มันมากเกินไป เธอมีเรื่องให้เขาช่วยมากเกินงามและเขาไม่อยากช่วยเหลืออีกแล้ว

ก่อนคนอายุน้อยกว่าจะลดเสียงลง “นะพี่ ครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ”

“ที่ผ่านมาพี่ช่วยเธอทุกครั้งนะเข็ม แต่มันไม่เคยพอเลย เงินที่พี่ให้ไปเพราะเห็นว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยรักกัน พี่เองก็อยากให้เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันถึงจะเลิกกันไปแล้วก็เลยให้ไป แต่แค่ไหนถึงจะพอ ที่สำคัญนะ...”

คู่สนทนาสบตากับเขานิ่งๆ

“เธอไม่เคยคืนพี่เลย นับๆ ดูแล้วพี่ให้ไปไม่ต่ำกว่าแสนแน่ๆ”

“ถ้าเรามีเราจะคืน เราคืนแน่นอน”

“ไม่จำเป็น ที่ให้ไปแล้วพี่ไม่คิดเอาคืน พี่คิดให้เธอตั้งแต่แรกเพราะรู้ว่าถ้ารอเธอคืนเงินเธอคงไม่คืน แต่มันเกินลิมิตจะให้แล้ว จากนี้มันไม่ได้แล้วเข็ม”

มือบางกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดเด่นชัด ถึงกระนั้นใบหน้างามก็ยังไร้แววขุ่นเคือง น้ำสีใสไหลมาคลอหน่วยอยู่ที่เบ้าตา มันเริ่มแดงก่ำและร้อนผ่าวแลดูน่าสงสาร

หล่อนเอ่ยเสียงอ่อยอย่างขอความเมตตา “พี่ตง”

แต่นัยน์ตากร้าวสีเข้มกลับมองมายังหญิงสาวอย่างไม่นึกแยแส “เธอก็ทำงานไม่ใช่รึ แฟนเธอก็ทำ”

“ก็มันไม่พอใช้”

“ใช้ไรเยอะแยะ ใช้เท่าที่หาได้สิ”

“พี่ไม่เข้าใจ” เจ้าหล่อนยกมือมากุมขมับอย่างเครียดจัด ก่อนสบสายตาเข้ากับชายหนุ่ม “แต่เศษเงินของพี่ช่วยชีวิตเราได้ ขอร้องเถอะนะพี่ตง”

เขาเอาแต่เงียบจนเขมจิราใจไม่ดี

“นะพี่ แค่ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”

หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องได้เงินห้าหมื่นจากไตรทศ ไม่อย่างนั้นเธอและแฟนหนุ่มแย่แน่ๆ

“ครั้งที่แล้วต่างหากสุดท้าย”

เธอเปลี่ยนมาตัดพ้อ “พี่เป็นคนใจร้ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

“เพราะไม่ช่วยครั้งหนึ่งเลยใจร้ายรึ นี่ถ้าพี่ช่วยเธออีกพี่ก็ยังเป็นคนใจดีอยู่ใช่ไหม”

ไตรทศรู้ดี สิบลบหนึ่งไม่เคยเหลือเก้า มันเหลือศูนย์ ต่อให้ทำดีมาสิบครั้งแต่ทำไม่ดีครั้งเดียว สิ่งที่หมั่นทำมาตลอดก็กลายเป็นไม่มีค่าให้ใครมองเห็น

หล่อนเอ่ยเจือสะอื้น รู้สึกว่าครั้งนี้ตึงมือกว่าครั้งไหนๆ “ไม่ใช่นะ พี่เป็นคนใจดี พี่ช่วยเราทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราก็แค่หวังว่าครั้งนี้พี่จะช่วยเราอีก เราสัญญานะพี่ตงว่าหลังจากนี้เราจะไม่ขอความช่วยเหลืออะไรจากพี่อีกแต่จะพยายามเก็บเงินมาคืนพี่ให้ครบทุกบาททุกสตางค์”

ขณะนั้นเองที่สายตาคู่คมมองออกไปนอกกระจกของร้านเครื่องดื่มภายในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ซึ่งเป็นที่นัดหมายของเขาและแฟนเก่า ก็ดันเห็นใครบางคนที่พอจะรู้จักอยู่ในครรลองจักษุ

เขาเหลือบสายตามายังโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ก่อนคว้ามาถือไว้แล้วลดมือลงไปอยู่ใต้โต๊ะ

เขมจิรายังคงพยายามหว่านล้อมให้ไตรทศเห็นใจและยอมโอนเงินครึ่งแสนให้กับตนเอง เพราะเจ้าหนี้ที่แฟนหนุ่มไปกู้เงินเพื่อไปเล่นพนันออนไลน์ขีดเส้นตายแค่พรุ่งนี้ ถึงเธอไม่อยากบากหน้ามาหาเขาแต่เขาก็ดันเป็นท่อน้ำเลี้ยงเดียวที่เธอมี คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครให้หยิบยืม และเงินมากมายขนาดนี้ถ้าไม่ใช่ไตรทศก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปหาเอาจากใคร

“เรารู้ว่าพี่คงไม่พอใจที่เราเอาแต่ขอเงิน แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากมาเจอพี่ในสภาพแบบนี้”

ไตรทศละสายตาจากช่องแชตของน้องชายคนสนิทไปมองคู่สนทนา เขมจิราในวันนั้นกับวันนี้ต่างกันมาก เธอซูบกว่าเดิม ขอบตาคล้ำเหมือนพวกอดหลับอดนอน แต่เท่าที่เขาได้เคยช่วยเหลือในฐานะคนเคยรักกันก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีอะไรบกพร่อง หรืออาจจะดีกว่าหลายๆ คู่ที่จากกันด้วยดีด้วยซ้ำ

หล่อนยังคงส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนไปให้เขา “เราไม่รู้จะพึ่งใครนอกจากพี่แล้ว มีแค่พี่คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเราได้ ตอนนี้เรามืดแปดด้าน แม้แต่ที่บ้านยังไม่คิดยื่นมือมาให้จับ แล้วเราจะทำยังไงถ้าไม่บากหน้ามาหาพี่ที่เป็นคนเดียวที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด”

ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ เลือกที่จะปฏิเสธออกไปตรงๆ โดยไม่คิดถึงความสัมพันธ์อันดีในอดีต เพราะเขาก็ไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มให้ใครมากดเงินตามใจชอบ “ไม่ได้หรอกเข็ม พี่ช่วยเธอไม่ได้อีกแล้ว”

“ทำไมล่ะ ที่ผ่านมาพี่ก็ช่วยเรามาตลอด ช่วยอีกครั้งไม่ได้เหรอ อีกอย่างเราสัญญาว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ”

“ไม่ได้ พี่ไม่อยากมีปัญหา”

“ปัญหาอะไร” หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็งกระด้าง “พี่ไม่ได้ขัดสน เรารู้ว่าพี่รวย” ก่อนสายตาผู้พูดจะเหลือบไปยังนาฬิกาหรูที่อยู่บนข้อมือซ้ายของอดีตคนรัก “พี่มีของแพงประโคมตัวเยอะแยะไปหมด เงินพี่มีเหลือใช้ขนาดนั้นจะมีปัญหาเรื่องอะไรอีกพี่ตง”

“แฟน”

หัวคิ้วคนฟังมุ่นจนจะผูกเป็นโบได้ “หมายถึง...?”

“แฟนพี่คงไม่พอใจแน่ๆ ถ้ารู้ว่าพี่ยังติดต่อกับแฟนเก่า”

เธอยิงคำถามใส่ทันที “พี่มีแฟน?”

“อาฮะ”

“ทำไมเราไม่รู้”

“แล้วทำไมเธอต้องรู้ด้วย มันเรื่องของพี่”

ก่อนไตรทศจะพิมพ์อะไรยิกๆ ลงไปในมือถือของตน

คุณตง: ยี่ ขอไลน์น้องปาทูหน่อย

ตอน 2

บทที่ 1

หนึ่งในผู้ชายต้องห้าม

.

.

.

สองสาวเพื่อนซี้แวะร้านโน้นเข้าร้านนี้ไปตามประสา ทั้งตั้งใจว่าจะมาซื้อเครื่องสำอางและดูหนังสักเรื่อง สมัยเรียนชื่นพธูและกัทลีมักหาเวลามาดูหนังอย่างน้อยเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง หลังเรียนจบก็ยังคงทำแบบเดิม

ขวดโทนเนอร์ถูกชูขึ้นต่อหน้าเพื่อนสาว “อันนี้ดี ราคาแรงหน่อยแต่เห็นผล”

กัทลีพยักหน้ารับ “เดี๋ยวลอง” ว่าพลางหยิบผลิตภัณฑ์ที่ว่ามาถือไว้ไม่ต่างกับเพื่อนสนิท

“อยากได้ลิปใหม่สักแท่ง เธอว่าฉันเหมาะกับสีอะไร” เอ่ยถามพร้อมสืบเท้าไปหยุดยังชั้นของลิปสติก

“ชมพู ยังไงก็ต้องชมพู”

“ก็คงงั้น พอทาสีแดงแล้วถูกทักว่าดูโตกว่าอายุ อดเป็นพี่สาวคนสวยเลย”

“สีแดงก็สวย แต่สีชมพูมันเหมาะกว่า”

เธอกับกัทลีก็อย่างนี้ ชมกันเองไปมา ดีอย่างนั้นสวยอย่างนี้ ฉีดยากันไม่หยุด แต่มีบ้างที่ชอบหยุมหัวกัน แต่ก็ทำเพราะหยอกเล่น ใจจริงกัทลีเป็นคนที่เชียร์อัพเธอเสมอ

ระหว่างเลือกลิปสติกที่ถูกใจอยู่นั้นโทรศัพท์ของชื่นพธูก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น เพื่อเรียกความสนใจให้ละไปจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เธอวางเครื่องสำอางในมือลงที่เดิม

คุณตง: น้องชื่น พี่ตงเองนะ

ชื่นพธูอ่านข้อความที่มีเพียงหกพยางค์ซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน แต่เธอไม่สามารถประมวลผลได้เลยว่าเหตุใดหนึ่งใน ‘ผู้ชายต้องห้าม’ ถึงได้ส่งข้อความมาหา

ผู้ชายกลุ่มนี้เธอรู้จักมักคุ้นแค่กับสดายุเพียงคนเดียวเพราะรายนั้นมีหน้าที่มาคอยดูแลเมียเจ้านายของเขาระหว่างทำงาน นอกจากนั้นเหมือนจะไม่เคยคุยกันเป็นกิจจะลักษณะ

ถึงกระนั้นชื่นพธูก็ทราบชื่อเสียงเรียงนามและจำพวกเขาได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มอย่างวสุที่เธอเองก็มีโอกาสได้ไปร่วมพิธีวิวาห์ของเจ้าตัวกับพี่สาวคนสนิทมาเมื่อต้นปี หนุ่มแว่นหนึ่งเดียวอย่างไมยราพ ผู้ช่วยทั้งสี่เช่นลิขิต คมชาญ อนันต์และเขมราฐ เธอก็จำหน้าและชื่อได้ครบทุกคน

รวมถึงผู้ชำนาญการประจำตัวสส. ที่ส่งข้อความมาหาเธอด้วย...ตง ไตรทศ!

ก็จับหัวนินทาพวกเขากับสดายุอยู่ทุกวี่วันจะเอาอะไรไปไม่รู้จักเล่า

PATU: ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ

คุณตง: ตอนนี้หนูอยู่ที่ห้างใช่ไหม

หนู...

ก่อนข้อความจะถูกส่งมาอีกรอบโดยที่ระบุชื่อห้างที่ตนอยู่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าหล่อนสาดส่องสายตาไปมารอบๆ เพื่อหาต้นตอ ทว่าก็ไม่พบเจอคนที่มองหาอยู่

ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรกลับไปข้อความจากอีกฝ่ายก็ถูกส่งเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เขาบอกที่อยู่ของเขาว่าเป็นร้านกาแฟที่เธอจำได้ว่าเพิ่งเดินผ่านก่อนจะมาที่ร้านเครื่องสำอางแห่งนี้

ไอ้ที่ผ่านมาน่ะก็ทำเธองงเป็นไก่ตาแตกแล้ว แต่คงไม่มีอะไรสู้กับประโยคล่าสุด

คุณตง: หนูพอจะสะดวกเดินกลับมาที่ร้านนี้ไหม มาช่วยแกล้งเป็นแฟนพี่ต่อหน้าแฟนเก่าหน่อยครับ พี่กำลังลำบากจริงๆ

คุณตง: นะครับ ช่วยพี่หน่อย

“ใครไลน์มา”

เสียงของเพื่อนสนิทดึงเธอออกจากภวังค์ ก่อนหันไปมองอีกฝ่ายตาปริบๆ “เธอ”

“ว่า”

โทนเนอร์ในมือถูกยื่นให้กัทลีที่เจ้าตัวก็รับมันไว้อย่างงงๆ “ถ้ามาไม่ทันเธอจ่ายเงินก็ออกให้ก่อนนะ เดี๋ยวคืน”

“แล้วนั่นจะไปไหน”

ชื่นพธูเหลียวไปมองเพื่อน ยกยิ้มอย่างวางท่าตามประสาคนขี้เล่น “ไปทำภารกิจของจักรวาล”

กัทลีแหย่กลับ “สมัครนางงามเหรอ”

“พูดเป็นเล่น ส่วนสูงไม่ถึง ถ้าถึงป่านนี้ประเทศไทยมงสามแล้ว” ก่อนปั้นหน้าจริงจัง “เดี๋ยวมานะ เหมือนเขาจะรีบ”

ว่าจบก็สืบเท้าออกจากร้านเครื่องสำอางเพื่อเดินกลับไปทางเดิม ระหว่างนั้นบาริสต้าสาวถามตัวเองซ้ำๆ ว่าจะไปตามคำขอของเขาทำไม ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเธอเลย เรื่องของคนอื่นแท้ๆ ชอบแส่หน้าเข้าไปรับให้เหนื่อย

อาจจะเพราะมันก็แต่ไหนแต่ไรแล้วที่เธอชอบใส่ใจเรื่องชาวบ้าน

อาจจะเพราะไม่คิดว่าคนระดับนั้นจะถึงกับเอ่ยปากขอร้องคนอย่างเธอ

หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะ ‘นะครับ ช่วยพี่หน่อย’ ของเขา ที่ทำเอาเธอพร้อมพาตัวเองไปสอดเรื่องของคนอื่นอย่างทันท่วงที

ในมุมมองของชื่นพธูนั้น พวกเขาทุกคนไม่ใช่คนอื่นคนไกล อาจจะไม่สนิทใจเท่าสดายุที่มีโอกาสได้พูดคุยเป็นเวลาหลายเดือน ผนวกกับพี่ชายคนนั้นเป็นพวกเป็นมิตร ต่างกับพรรคพวกของเขาที่หน้าตาไม่ค่อยน่าเข้าหาเท่าไรนัก ไม่รวมชีวประวัติของแต่ละท่านที่สดายุเล่าสู่กันฟัง

ชื่นพธูจัดพวกเขาทุกคนเป็นผู้ชายต้องห้าม ไม่ได้ห้ามรู้จักหรือพูดคุย เพราะก็เห็นหน้าค่าตากันอยู่เรื่อยๆ ตามแต่โอกาส แต่ห้ามคิดสานต่อความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเด็ดขาด เป็นพี่เป็นคนรู้จักน่ะได้ พวกเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่มากกว่านั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะแบบนั้นกระมังในตอนที่เขาขอความช่วยเหลือ เธอถึงได้ตัดสินใจได้อย่างง่ายดาย มันก็แค่แกล้งๆ ไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อยจะเป็นอะไรไป

เธอไม่สนิทกับทีมงานท่านสส. แต่ไม่ได้เกลียดพวกเขา ถ้าใครชวนคุยเธอก็คุยได้ ติดตรงที่ที่ผ่านมานอกจากสดายุก็ไม่มีใครชวนเธอคุย

หล่อนคิดเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อยกระทั่งเดินมาถึงที่หมาย จึงได้เห็นคนที่ตนรู้จักอยู่ในครรลองสายตา เขาหันหน้าออกมานอกร้าน ต่างกับหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม เจ้าตัวจึงไม่น่าจะรับรู้ถึงการมาของเธอ

ไตรทศพยักหน้าเบาๆ เพื่อสื่อสารกับบาริสต้าสาว ก่อนเขาจะดึงใบหน้ากลับไปทางผู้หญิงคนนั้น

ชื่นพธูสูดลมหายใจเข้าสุดออกสุดเพื่อจัดขบวนสติของตัวเอง พร้อมกับประเมินสถานการณ์ที่ชายหนุ่มไม่บอกอะไรให้ทราบเลย จึงไม่รู้ว่าควรเดินเข้าไปด้วยอารมณ์ใด แต่ในเมื่อถอยหลังไม่ได้แล้วก็มีแต่ต้องเดินหน้าเต็มสูบ

ก็เอาสิ มีอะไรที่ลูกพระเจ้าตากอย่างเธอต้องกลัวด้วยเรอะ

เห็นแฟนอยู่กับผู้หญิงคนอื่นไหนยังเป็นแฟนเก่ามันจะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่หึงจนหน้ามืด

ขาเสลาก้าวเข้าไปในร้านพร้อมเรียวคิ้วที่มุ่นจนเกิดรอยย่นที่หน้าผากมน ประกาศอย่างชัดเจนว่าตอนนี้ตนทั้งงุนงง สับสน และเจือความไม่พอใจอยู่ในทุกย่างก้าวที่เดินไปหาคนทั้งสอง

“พี่ตง?”

เสียงของบุคคลมาใหม่เรียกให้หนุ่มสาวทั้งสองผินหน้าไปหา ไตรทศแสร้งเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ต่างกับเขมจิราที่มองไปยังสาวผมสั้นด้วยความใคร่รู้

“น้องชื่น...?” เขาทำทีเป็นลนลาน “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ ไหนว่าวันนี้ไม่ได้ออกไปไหน” ก่อนหันซ้ายแลขวา “แล้วมากับใคร แล้วทำไมถึงมาที่นี่ได้”

เธอส่ง เขารับ ทำอย่างกับเป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ

“นั่นไม่ใช่ประเด็นค่ะ แล้วนี่ใคร” ท้ายประโยคหล่อนปรายสายตาไปทางผู้หญิงที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ โต๊ะใกล้เคียงหันมามองด้วยความสนใจแต่เธอหาได้สะทกสะท้าน โดยปกติแล้วผู้หญิงที่วีนแฟนก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เอาอารมณ์โมโหโกธราเข้าสู้ ถ้าเธอจะหลอกคนอื่นได้มันก็ต้องแนบเนียนเสมือนว่าหึงเขาจริงๆ “พี่บอกว่าจะออกมาทำธุระกับเพื่อน นี่เหรอธุระของพี่ นี่เหรอเพื่อนที่ว่า”

เขาอ้ำอึ้ง “เอ่อ”

“สรุปว่าใครคะ”

เขาโอดครวญ “ชื่น”

“พี่-ตง”

มือหนาถูกยกขึ้นมาเสยผมจนมันยุ่งไม่เป็นทรง ก่อนหันไปหาเขมจิรา “พี่ไปก่อนนะเข็ม อันนี้ค่าน้ำ” ว่าพร้อมวางธนบัตรสีม่วงลงไปบนโต๊ะหนึ่งใบ ก่อนร่างสูงจะผุดตัวลุกขึ้นยืนพลางคว้าข้อมือบางของสาวผมสั้นมาจับไว้

ทว่าชื่นพธูสะบัดออกอย่างไม่สบอารมณ์ “เข็ม? แฟนเก่าพี่อะนะ นี่พี่มาเจอแฟนเก่าเหรอ”

“มันไม่ใช่อย่างที่หนูคิด”

คนหัวร้อนกระแทกลมหายใจออกราวคับแน่นอยู่ในอกเสียเต็มประดา ก่อนคว้าธนบัตรที่ไตรทศเป็นคนส่งให้อีกฝ่ายมาถือไว้ “นัดแฟนคนอื่นมาเจอแล้วก็ออกเองสิ” แล้วตวัดสายตาขุ่นเคืองไปทางผู้ชำนาญการหนุ่ม “กลับบ้าน!”

สิ้นประกาศิตของคนตัวเล็กที่แฝงไปด้วยโทสะ ไตรทศก็เดินตามเธอต้อยๆ ออกไปจากร้านโดยไม่มีปากมีเสียง แม้จะมีเสียงเรียกดังไล่หลังมาจากเขมจิราเขาก็ไม่คิดจะหันไปมอง

กระทั่งคนทั้งสองเดินออกมาไกลสายตาของแฟนเก่าเจ้าปัญหา ถึงได้หยุดฝีเท้าลงแล้วหันไปมองหน้ากัน

เธอปั้นหน้าตึง เขาแสร้งทำหน้าสลด สองสายตาสบกันนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งแต่แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ไตรทศเจอชื่นพธูครั้งแรกที่งานแต่งงานของเจ้านาย หล่อนมาในฐานะแขกของฝ่ายเจ้าสาว เป็นคนช่างจ้อที่แลดูสดใสร่าเริงคนหนึ่ง ยังจำได้ดีว่าวันนั้นเธอพูดอะไรกับเพื่อนสนิท

‘อยากแต่งงานบ้างจัง ทำไมไม่มีผู้ชายรูปหล่อพ่อรวยมาหลงเสน่ห์ฉันบ้าง’

เพื่อนเธอว่า ‘เธอมีเสน่ห์ให้คนอื่นหลงตั้งแต่เมื่อไรกันปาทู’

เขาที่ได้ยินถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

เรื่องนั้นไม่ได้สลักสำคัญ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงจำได้ละเอียดนัก

เขาได้สบตากับเธอครั้งแรกหลังเสียมารยาทขำคำพูดของสองเพื่อนซี้ เหมือนที่กำลังสบตาเธออยู่ ณ เวลานี้ จะต่างก็ตรงตอนนั้นชื่นพธูผมยาวแต่ตอนนี้ผมสั้นแล้ว ต่างตรงที่ตอนนั้นแค่มองหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนแยกกันไปทางใครทางมัน แต่ที่ไม่ต่างเลยคือความรู้สึกเอ็นดูคนตรงหน้า

“ขอบคุณมากนะครับหนูชื่นที่อุตส่าห์มาช่วยพี่”

หญิงสาวรู้สึกจั๊กจี้อยู่ในใจที่อีกฝ่ายเอาแต่เรียกขานกันว่าหนู ไปจนถึงหนูชื่น ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยอะไรในประเด็นนี้

ชื่นพธูสำรวมกว่าเดิม เธอหยุดเสียงหัวเราะไว้เพียงเท่านั้น “ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเราไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกันหนูเลยคิดว่าการช่วยพี่ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง” เอ่ยพร้อมส่งเงินในมือคืนแก่เจ้าของ “ของพี่ค่ะ หนูเผลอหยิบมาเพราะอินบทบาทไปหน่อย เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นยังไงก็เลยมาเวย์ขี้หึง ซึ่งหนูก็คิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ ค่ะว่า ณ ตอนนั้นจะเข้าหาพี่กับแฟนเก่ายังไงให้แนบเนียนที่สุด หวังว่าที่ทำไปมันจะได้ผลนะคะ”

“ได้ผลครับ หนูทำได้ดีเลย” นัยน์ตาคมหลุบลงต่ำ “อันนี้พี่ให้ ถือว่าเป็นค่าเสียเวลา และในอนาคตพี่จะตอบแทนที่เป็นคนดึงหนูเข้ามาในเรื่องยุ่งเหยิงของตัวเอง ขอโทษจริงๆ นะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าหนูไม่เต็มใจช่วยหนูคงไม่ตกปากรับคำทำแต่แรก เพราะงั้นห้าร้อยนี่ถือว่าเป็นค่าตัวนักแสดงแล้วกัน ขอไม่เกรงใจนะคะ” หล่อนยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มที่สองแก้มนวล “หนูขอตัวก่อนนะคะ เพื่อนน่าจะรอนานแล้ว”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันครับ โชคดีนะครับ”

เจ้าหล่อนทำท่าตะเบ๊ะพร้อมพูดไปเรื่อยตามประสาคนช่างจ้อ “รับทราบค่ะคุณป๋าห้าร้อย!” ว่าแล้วก็หัวเราะน้อยๆ ก่อนหันหลังเดินออกไปจากบริเวณนี้

ทิ้งให้ ‘ป๋า’ มองตามด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นบนกรอบหน้าคมเข้ม

ตอน 3

ที่ผ่านมาชื่นพธูแทบจะไม่มีความลับกับกัทลี บางเรื่องเพื่อนไม่ได้ถามหรือมีท่าทีอยากรู้ เธอก็ยังใจดีเล่าให้ฟังหมดเปลือกเพราะเป็นพวกปากไม่มีหูรูด ไหนยังพูดเป็นต่อยหอย ทว่ากับเรื่องเมื่อวานเธอไม่ได้ปริปากบอกอะไรกับอีกฝ่ายมากนัก แค่ตอบเลี่ยงๆ ว่าธุระ

ด้านกัทลีก็ไม่ใช่พวกชอบเซ้าซี้ เรื่องนี้ถือเป็นอันจบลง

แต่แล้วเธอกลับคิดไม่ตกว่าเพราะเหตุใดถึงต้องทำตัวมีลับลมคมในกับเพื่อนสนิท ทำไมเธอถึงไม่ยอมพูดออกมาว่าไปแกล้งๆ เป็นแฟนให้ไตรทศเพื่อสลัดแฟนเก่าออกให้พ้นทาง

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเพื่อปลุกให้บาริสต้าสาวผินหน้าไปมอง หล่อนฉีกยิ้มกว้าง พนมมือแนบอก “สวัสดีค่ะพี่ใหญ่”

“หวัดดี เปิดร้านเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่พายมาส่งขนมแล้วด้วย หนูจัดการทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง พี่เช็กได้เลย”

เจ้าของร้านยิ้มรับก่อนสืบเท้าเดินเข้าไปในส่วนของเคาน์เตอร์ คว้าเสื้อกันเปื้อนมาสวมก่อนล้างไม้ล้างมือเพื่อทำงานของตน ตั้งแต่อัปสราลาคลอดเขาก็ไม่เคยทิ้งร้านให้ชื่นพธูดูแลคนเดียว คอยเข้ามาช่วยดูแลอยู่ทุกวี่วัน เว้นแค่วันที่มีธุระจริงๆ แต่พนักงานใหม่ของร้านก็สามารถดูแลได้ทุกอย่าง

เธอเก่งไม่ต่างจากอัปสรา จึงเป็นที่ไว้วางใจของเจ้าของร้าน

“กินข้าวยัง” เสียงทุ้มเอ่ยขณะจัดระเบียบเสื้อกันเปื้อนให้เข้าที่เข้าทาง ไม่รอให้คู่สนทนาตอบเขาก็บุ้ยหน้าไปทางโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์ ซึ่งเป็นโต๊ะประจำของพนักงานในร้านที่จะมานั่งพักเหนื่อยรวมไปถึงทานข้าว “พี่ซื้อข้าวกล่องมาฝาก ถ้าหิวก็ไปกินได้”

“ขอบคุณค่ะ แต่เดี๋ยวค่อยกินตอนเที่ยงดีกว่า”

หนุ่มตี๋พยักหน้ารับรู้ ระหว่างที่ไม่มีลูกค้าก็คว้าสมาร์ตโฟนมาเล่นฆ่าเวลา เขาว่า “อีกไม่กี่วันน้องเชยก็น่าจะคลอดแล้ว”

“เมื่อไม่กี่วันก่อนหนูก็เพิ่งทักไปคุย คุณแม่บ่นอึดอัดท้องใหญ่เลย ก็เก้าเดือนแล้วนิเนอะ”

“ยังไม่รู้เลยว่าจะซื้ออะไรรับขวัญหลานสาว”

“หนูก็ยังไม่ได้ซื้อ ไว้คลอดแล้วค่อยไปซื้อพร้อมกับยายเกี๊ยะ”

“เออ พี่ก็คงทำงั้น”

เจ้าหล่อนยังคงเอ่ยต่ออย่างชวนคุย “ถ้าหนูมีลูกก็อยากมีลูกสาวเหมือนกัน พี่ล่ะ”

นัยน์ตาเรียวเล็กละจากหน้าจอมือถือไปมองหญิงสาวข้างกาย ก่อนดึงใบหน้ากลับมาทางเดิม “ชายสิ”

เขาอยู่ในครอบครัวที่ให้ค่าลูกชายมากกว่าลูกสาว ถ้ามีลูกก็อยากมีลูกชาย อาม่าอากงรวมถึงป๊าม้าคงจะรักน่าดู

“อ้อ” มือบางถูกยกขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ เดจาวูจริงๆ ไม่ต่างอะไรกับเมื่อตอนงานแต่งของพินรีเลยสักนิด ความต้องการของเขาและเธอไม่เคยจะตรงกันสักเรื่อง

เธออยากแต่ง เขาไม่อยากแต่ง

เสียงเข้มดังมาอีกหน “ได้รับช่อดอกไม้จากเจ้าสาวถึงกับคิดเรื่องมีลูกเลยเหรอ”

คนถูกแซวอมยิ้มน้อยๆ “ก็คิดเผื่อไว้ค่ะ ไม่เสียหาย”

“นักวางแผน แต่แฟนยังหาไม่ได้เลยคุณปาทู”

เจ้าหล่อนแกล้งเท้าเอวมองนายจ้างอย่างคาดโทษ “เดี๋ยวก็หาได้ค่ะ สวยๆ แบบหนูใครๆ ก็ชอบ ใครไม่ชอบถือว่าตาไม่ถึง”

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้องของเธอกับชยินนั้นเหมือนพี่น้องที่สามารถคุยเล่นกันได้ ด้วยเธอเป็นพวกคุยเก่งและเจ้าของร้านไม่ค่อยถือตัว

“แล้วทำไมมันมีแต่คนตาไม่ถึงล่ะ”

นั่นสิ ทำไมกันนะ ทำไมอยู่ใกล้แค่นี้แต่เขากลับมองไม่เห็นเธอ

“ทำเป็นพูดไปเถอะ”

ชยินเก็บมือถือลงในกระเป๋ากางเกง เอ่ยปากแกล้งลูกน้องในปกครองต่อ “ดูทำหน้าเหมือนเด็กถูกขัดใจ แล้วไปตัดผมสั้นเท่าติ่งหูแบบนั้นอีก ป.ไหนแล้วลูก ผู้ปกครองมารับยังเอ่ย”

ชื่นพธูหน้ามุ่ยกว่าเดิม “พี่-ใหญ่”

“เรียกลุงเถอะครับเด็กป.สอง ลุงมันเข้าเลขสามแล้ว”

บาริสต้าสาวกระเง้ากระงอดปั้นหน้าง้ำงอที่ถูกแหย่โดยเจ้านาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากฮึดฮัดใส่ไปตามประสา ทว่าเสียงกริ่งที่ดังขึ้นจากหน้าร้านก็เรียกสายตาคนทั้งสองให้หันไปมองพร้อมกัน

ลูกค้าที่อยู่ในครรลองจักษุล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ทั้งคู่รู้จักเป็นอย่างดี

เจ้าของร้านเป็นฝ่ายเอ่ยอย่างเป็นมิตรยามคนทั้งสามก้าวเข้ามาภายในร้าน “ไอ้เราก็นึกว่าจะไม่ได้เห็นคุณน้องรักมาที่ร้านอีกแล้ว” ก่อนหันไปทางสองหนุ่มเพื่อนซี้ที่แม้จะไม่ค่อยได้คุยแต่ก็รู้จักมักคุ้นอยู่พอสมควร “สวัสดีครับคุณเมือง คุณตง”

ผู้ชำนาญการทั้งสองค้อมศีรษะแล้วเอ่ยทักทายเจ้าของร้านอย่างมีมารยาท โดยที่หนึ่งในนั้นได้ปรายสายตามาทางบาริสต้าตัวน้อยเจ้าของผมสั้นระลำคอ ริมฝีปากหยักบิดเป็นเส้นโค้ง เจ้าหล่อนจึงส่งยิ้มกลับไปให้อีกฝ่ายด้วยความเป็นมิตร

สองหนุ่มปลีกตัวไปนั่งยังโต๊ะที่อยู่มุมในสุด เว้นก็แต่สดายุที่ยังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์

“วันนี้มีงานแค่ช่วงเช้าน่ะครับ คนอื่นๆ ก็กลับคอนโดฯ กันหมดแต่รู้สึกหิวน้ำเลยชวนพวกเฮียมาอุดหนุนร้านพี่ใหญ่”

นับตั้งแต่เมียเจ้านายลาคลอด สดายุที่อยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยแผนกเบ็ดเตล็ดก็ได้ฤกษ์กลับไปทำงานกับท่านสส. โดยประจำตำแหน่งขับรถให้แก่ผู้ชำนาญการทั้งสอง ด้วยเหตุนั้นเขาจึงไม่ได้แวะมาที่ชาเฮาส์อีกเลย จนวันนี้ที่นึกครึ้มอยากดื่มกาแฟที่นี่ถึงได้เอ่ยปากชวนพี่ชายทั้งสอง

“ขอบใจมาก”

ชื่นพธูหาจังหวะโพล่งขึ้นกลางปล้อง “พี่ยี่จะกินอะไรคะ เอสเปรสโซ่เหมือนเดิมไหม”

“อาฮะ ของพี่กับเฮียเมืองเป็นเอสเปรสโซ่ ส่วนเฮียตงวันนี้เห็นว่าอยากดื่มอะไรที่มันชื่นใจเลยเอาชามะนาวน่ะ”

“โอเคค่ะ”

“เดี๋ยวพี่ชงกาแฟเอง เราไปชงชา” ผู้เป็นลูกน้องพยักหน้ารับคำ ระหว่างชงเอสเปรสโซ่เข้มๆ ให้พวกหนุ่มๆ คนที่มีเชื้อจีนไหลเวียนในเส้นเลือดก็เอ่ยอย่างชวนคุย “พี่สะใภ้เราเป็นไงบ้างนะยี่ ดีขึ้นหรือยัง”

“ดีขึ้นมากแล้วครับ ไม่ค่อยมีอาการแพ้ท้องอะไรแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาด น่าจะเดือนหน้าเลยมั้งกว่าเฮียสี่จะเลิกไปกลับกรุงเทพฯ - ปราจีนทุกสัปดาห์แบบนี้” ตอนนี้พี่ชายของเขาก็อยู่ที่บ้านเกิดของภรรยาที่หลังจากแพ้ท้องหนักจึงขอกลับไปอยู่ที่บ้าน เป็นเหตุให้คุณผู้เชี่ยวชาญต้องไปๆ มาๆ ทุกสัปดาห์เพื่อที่จะได้อยู่ดูแลเมียรัก และจะมาทำงานที่เมืองหลวงในเช้าตรู่ของวันจันทร์

หนุ่มตี๋ฟังไปยิ้มไป “ดีแล้ว ขอให้หายไวๆ”

“พี่พิเคยเล่าให้ฟังว่าอยากมีลูกสักสองคน แต่เป็นแบบนี้พ่อเขาจะยอมมีคนที่สองหรือเปล่าคะ”

คนฟังยิ้มเจื่อน “นั่นสิ เฮียสี่มันเครียดมากเลยที่น้องพิเป็นแบบนั้น บ่นลูกทุกวันว่าชอบแกล้งแม่”

“นั่นไง มีหวังพี่พิได้มีลูกคนเดียวแหงๆ เลยค่ะ”

บทสนทนาของทั้งสามยังไหลลื่นเพราะค่อนข้างสนิทด้วยใกล้ชิดกันมาพักใหญ่

หลังบาริสต้าสาวพูดจบเจ้าของร้านก็ว่าต่อ “เรื่องแพ้ท้องนี่มันปัจเจกบุคคลมากเลยนะ ในขณะที่น้องเชยท้องแล้วยังไงก็ไม่ยอมลางาน สส. เขาก็อยากให้อยู่เฉยๆ แต่รายนั้นฟังใครที่ไหนล่ะ นี่ถ้าไม่เข้าเดือนสุดท้ายก็ไม่ยอมลาหรอก แต่พิกลับแพ้ท้องจนกินอะไรแทบไม่ได้ เหมือนเสี่ยงดวงเลย”

สดายุพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย “แล้วเมื่อกี้คุยอะไรกันอยู่ครับ น้องชื่นทำหน้างออย่างกับปลาทูแม่กลอง”

คนอายุมากที่สุดในวงสนทนานี้หัวเราะเบาๆ อย่างนึกขบขัน “แกล้งไปเรื่อย ก็ดูเด็กนี่ไปตัดผมมาสิ เหมือนเด็กป.สองไหมล่ะ”

เสียงหวานแหวกอากาศขึ้นมา “พอเลย ป.สองอะไรจะสาวสะพรั่งแบบนี้คะ”

“งั้นป.สามก็ได้”

“เหอะ พี่นี่จริงๆ เลย”

ชามะนาวชงเสร็จได้ที่แล้ว ชื่นพธูจึงไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับคนขี้แกล้ง

เธอหันไปยิงคำถามใส่ลูกค้าร่างสูง “รับขนมเพิ่มไหมคะ”

“ของพี่เอาแต่กาแฟ ส่วนพวกเฮียเขาเราลองไปถามเองแล้วกัน เผื่อเขากิน”

“โอเคค่ะ”

บาริสต้าคนสวยจึงเดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มยังโต๊ะมุมในสุดของร้าน เจ้าหล่อนมีรอยยิ้มบางๆ เปื้อนอยู่บนกรอบหน้านวลสวยอยู่ตลอดเวลา กระทั่งเดินมาถึงที่หมาย ความกว้างของรอยยิ้มจึงเพิ่มขึ้นจนเห็นลักยิ้มที่บุ๋มลงไปในสองแก้มนุ่มนิ่ม

“ชามะนาวของพี่ตงค่ะ ส่วนเอสเปรสโซ่ของคุณเมืองรอสักครู่นะคะ”

ไมยราพยังคงตีสีหน้าเรียบสนิท เขาพยักหน้าขึ้นลงเพื่อสื่อว่ารับรู้

สาวผมสั้นหันไปทางเจ้าของแก้วชามะนาว “รับขนมเพิ่มไหมคะ”

เขามองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนหยั่งเชิง “อร่อยไหมครับ”

“อร่อยค่ะ” เธอตอบทันควันแล้วว่ายิ้มๆ “แต่ถามหนูที่เป็นคนขายหนูก็ต้องบอกว่าอร่อยอยู่แล้วสิคะ ถ้าตอบว่าไม่อร่อยมันจะขายไม่ออกเอาน่ะสิ”

ไตรทศยิ้มรับ “ถ้าอย่างนั้นพี่เอาหนึ่งชิ้นครับ”

ชื่นพธูจึงแนะนำเบเกอรี่ขึ้นชื่อของทางร้านให้ลูกค้าได้เลือก แล้วจึงเอ่ยถาม “รับเป็นอะไรดีคะ”

“อะไรก็ได้ที่หนูชื่นคิดว่าอร่อย พี่กินง่ายอยู่ง่ายครับ”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED