ตอน 1

เคยรักใครสักคนไหม

ผูกพัน... แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลคนละชาติภพ

หัวใจเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวัง...

ว่าสักวันเราสองจะมีโอกาสได้พบกัน

สักเพียงครั้งก็ยังดี

แผ่นดินจีนในสมัยโบราณ

ยุคชุนชิวและยุคจ้านกว๋อ

ยุคจ้านกว๋อหรือเลียดก๊ก (477 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 222 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นยุคสำคัญยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ยุคนี้เป็นยุคที่มีการต่อสู้อย่างดุเดือดและรุนแรงระหว่างแคว้นทั้งเจ็ดในแผ่นดินจีน ถ้าพูดถึงความดุเดือดแล้ว อาจจะเข้มข้นกว่ายุคสามก๊กเสียด้วยซ้ำไป ยุคนี้คือยุคก่อนการรวมแผ่นดินของจิ๋นซีฮ่องเต้ 

ต้นยุคชุนชิวแผ่นดินจีนมีประมาณสองร้อยนครรัฐ แต่สงครามแย่งชิงอำนาจหรือแผ่ขยายอิทธิพลต่างผนวกดินแดนต่างๆ เข้ากับรัฐผู้ชนะจนกระทั่งเหลือเพียงรัฐใหญ่เจ็ดรัฐมหาอำนาจในตอนปลายยุคชุนชิวนักประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า เจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจ้านกว๋อ ได้แก่ รัฐฉี รัฐฉู่ รัฐเยียน รัฐฉิน รัฐหาน รัฐเว่ย และรัฐจ้าว ยุคสมัยนี้มีสงครามดุเดือดระหว่างรัฐต่อเนื่อง รัฐฉินกับรัฐฉีได้รับการขนานนามเป็นสองรัฐมหาอำนาจฟากตะวันออกและฟากตะวันตก ซึ่งถือเป็นดุลอำนาจต่อกัน

ยุคนี้สิ้นสุดโดยการขึ้นครองอำนาจของ อิ๋งเจิ้ง แห่งรัฐฉิน หรือที่รู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ (พระเจ้าฉินสื่อหวงตี้) โดยถือเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีน

ซึ่งเจ็ดแคว้นใหญ่แห่งยุคจ้านกว๋อประกอบไปด้วย

           “รัฐจ้าวหรือแคว้นจ้าว” เป็นรัฐจีนโบราณหนึ่งในเจ็ดรัฐใหญ่แห่งยุครณรัฐ เกิดขึ้นเมื่อรัฐจิ้นแยกออกเป็นสามรัฐ คือ รัฐจ้าว, รัฐหาน, และรัฐเว่ย เมื่อศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาล จากนั้นรัฐจ้าวปฏิรูปทหารในรัชสมัยพระเจ้าจ้าวอู่หลิง ทำให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ภายหลังพ่ายแพ้ยับเยินให้แก่รัฐฉิน ในยุทธการที่ฉางผิง และถูกผนวกอาณาเขตของรัฐจ้าว ประกอบด้วยดินแดนซึ่งปัจจุบันเป็นมองโกเลียใน, เหอเป่ย์, ชานซี, และฉ่านซี รายล้อมด้วยดินแดนของรัฐฉิน, รัฐเว่ย์, ซยงหนูและหานตาน

รัฐจ้าวเป็นที่กำเนิดของเชิ่น เต้า นักนิติปรัชญา, กงซุนหลง นักตรรกวิทยา, และสวินข้วง ปรัชญาเมธีลัทธิขงจื๊อ

แค้วนจ้าวตั้งอยู่ตอนเหนือ ประเทศติดกับเขตอนารยชน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ฉลาดหลักแหลม แต่มักเจอกับปัญหาด้านการเมืองที่ไม่ค่อยมั่นคง มีการชิงอำนาจอยู่ตลอดเวลา เมืองหลวงของแค้วนจ้าวคือหานตาน ปัจจุบันคือเมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย

“รัฐฉีหรือแคว้นฉี” เป็นเมืองท่าติดกับทะเลเหลือง ถือเป็นเมืองที่มีความสงบสุขสูง วิถีชีวิตของชาวเมืองจะค่อนไปทางสบายๆ แต่เพราะไม่ค่อยระแวดระวังเกินไปจึงไม่ทันรับมือกับภัยสงครามที่ถูกเมืองอื่นบุกมาตี เมืองหลวงของแคว้นฉีคือหลินจือ ปัจจุบันคือเมืองจือป๋อมณฑลซานตง

“รัฐหานหรือแคว้นหาน” เป็นรัฐจีนโบราณในยุครณรัฐ ตั้งอยู่ในท้องที่ซึ่งปัจจุบันเป็นชานซีและเหอหนาน ที่ตั้งดังกล่าวกีดกันมิให้รัฐฉินเข้าถึงที่ราบจีนเหนือ ทำให้รัฐหานตกเป็นเป้าโจมตีของรัฐฉินบ่อยครั้ง ที่สุดแล้วรัฐหานก็กลับกลายเป็นรัฐแรกในกลุ่มเจ็ดรณรัฐที่ผนวกเข้ากับรัฐฉิน หลังจากการรบราจนเลือดนองแผ่นดินในยุทธการที่ฉางผิงเมื่อสองร้อยหกสิบปีก่อนคริสตกาล

 กล่าวกันว่าแค้วนหานถือเป็นเมืองที่น่าสงสารมากที่สุด เพราะตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของแคว้นใหญ่ๆ ทั้งฉิน ฉู่และเว่ย จึงเป็นเมืองที่ต้องเฝ้าระวังภัยตลอดเวลา แต่ก็ยังถือว่ามีข้อดีในแง่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบจงหยวนอันอุดมสมบูรณ์ เมืองหลวงของแคว้นหานคือ เจิ้ง ปัจจุบันคือเมืองซินเจิ้งมณฑลเหอหนาน

“รัฐเว่ยหรือแคว้นเว่ย” เป็นอีกเมืองที่ตั้งตรงกลางรัฐใหญ่ แคว้นเหว่ยเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐสำคัญในช่วงระยะเวลาต่อสู้ของจีนโบราณ ถูกสร้างขึ้นจาก Partition ของ Jin แบบสามทางพร้อมกับ Han และ Zhao ดินแดนตั้งอยู่ระหว่างรัฐฉินและฉีและรวมบางส่วนของเหอหนานสมัยใหม่เหอเป่ย์ชานซีและชานตง หลังจากเมืองหลวงถูกย้ายจาก Anyi ไปยัง Daliang ในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ Hui, Wei แค้วนเว่ยเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง อีกทั้งยังอยู่ในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีข้อด้อยเรื่องปัญหาขุนนางใหญ่แย่งชิงอำนาจกันจนบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายไปทั่ว เมืองหลวงของแคว้นเว่ยคือต้าเหลียง ปัจจุบันคือเมืองไคเฟิงมณฑทลเหอหนาน

“รัฐเหยี่ยนแคว้นเหยี่ยน” เป็นรัฐที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจีน ติดกับอ่าวปั่วไห่ เชื่อมต่อกับทะเลเหลือง ส่วนทิศใต้จะติดกับแคว้นฉี ทิศตะวันตกติดกับแคว้นจ้าว ส่วนทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับมองโกเลีย ทำให้แคว้นเหยี่ยนมีสภาพอากาศหนาวเย็น ห่างไกลจากแคว้นอื่นๆ เป็นเมืองที่ได้รับความยำเกรงจากรัฐอื่นบ้างเป็นพักๆ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นแคว้นที่ต้องพึ่งพาพวกพ้องเมืองพี่เมืองน้อง เมืองหลวงของแคว้นเหยี่ยนคือเมืองจี้ ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเป่ยจิง

รัฐฉู่หรือแคว้นฉู่ (1030 – 223 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นรัฐศักดินาโบราณของจีนในช่วงยุควสันตสารท – ยุครณรัฐ ทรงอำนาจและอิทธิพลอย่างมากทั้งทางด้านการทหารและการปกครองก่อนจะถูกรัฐฉินพิชิตเมื่อสองร้อยยี่สิบสามปีก่อนคริสตกาล เป็นแคว้นใหญ่ มีศักยภาพในการดำเนินการต่างๆ สูง แต่เจอปัญหาการฉ้อโกงภายในอยู่เสมอจนบ้านเมืองระส่ำระสาย เมืองหลวงของแค้วนฉู่คือหยิ่ง ปัจจุบันคือเขตเจียงหลิง เมืองจิงโจวมณฑลเหอเป่ย

ครั้นมาถึงในช่วงปลายราชวงศ์ฉินราวสองร้อยหกปีก่อนคริสตกาล ได้มีเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งของอดีตรัฐฉู่นามว่าเซี่ยงอวี่ ได้ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์แห่งรัฐฉู่ตะวันตก และสามารถโค่นล้มราชวงศ์ฉินลงได้สำเร็จ ขณะเดียวกันมีชาวนาซึ่งมาจากอดีตรัฐฉู่เช่นกันนามว่า หลิวปัง ได้ตั้งตนเป็นใหญ่และต่อสู้กับเซี่ยงอวี่หรือ ฌ้อปาอ๋อง นานถึงสี่ปีก็ได้ชัยชนะเหนือเซี่ยงอวี่อย่างเด็ดขาดและตั้งตนเองเป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ทรงมีพระนามว่าจักรพรรดิฮั่นเกาจู่

           รัฐฉินหรือแคว้นฉิน เป็นรัฐจีนโบราณในช่วงราชวงศ์โจว ถือกำเนิดจากการยึดดินแดนฟากตะวันตกที่เคยเสียให้แก่ชาวซีหรง ความที่ตั้งอยู่ชายขอบด้านตะวันตกของอารยธรรมจีนนี้เอง ทำให้รัฐฉินขยายพื้นที่และพัฒนาได้อย่างที่รัฐคู่แข่งทางที่ราบจีนเหนือไม่สามารถทำได้มาก่อน ครั้นเมื่อปฏิรูปกฎหมายขนานใหญ่ในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล รัฐฉินก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจที่โดดเด่นของกลุ่มเจ็ดรณรัฐ จนผนวกดินแดนจีนทั้งมวลได้ในปีที่สองร้อยยี่สิบเอ็ดก่อนคริสตกาลภายใต้การนำของฉินฉื่อหฺวังตี้ (“ปฐมจักรพรรดิฉิน”) ก่อตั้งเป็นจักรวรรดิฉิน ซึ่งแม้จะดำรงอยู่ไม่นานแต่ก็มีอิทธิพลมากยิ่งในประวัติศาสตร์จีนยุคหลัง

แคว้นฉินจัดเป็นสุดยอดแคว้นที่ยิ่งใหญ่ในยุคจ้านกั๋วตอนปลาย แคว้นนี้เต็มไปด้วยคนเก่ง มีความสามารถ มีการจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ดีจนก้าวกระโดด ทำให้ท้ายที่สุด เจ้าแคว้นอย่าง “จิ๋นซีฮ่องเต้” สามารถรวบแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ เมืองหลวงของแคว้นฉินในยุคโบราณคือ เสียนหยาง ในยุคปัจจุบันคือดินแดนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียนหยาง ซึ่งอยู่ในเขตของมณฑลส่านซี

ตอน 2

แคว้นฉิน

ณ เมืองหลวงเสียนหยาง

ตำหนักเฉี่ยนเก้อลากุง (ตำหนักจันทรา)

ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี ภายในพระราชวังหลวงกำลังอยู่ในระหว่างเปลี่ยนเวรยาม ทหารรักษาการณ์ผลัดใหม่ต่างเริ่มทยอยมาสับเปลี่ยนเวรยามเพื่อคอยถวายอารักขา เจ้าผู้ครองแคว้นและเชื้อพระวงศ์ซึ่งประทับอยู่ภายในพระราชวังหลวงเมืองเสียนหยาง ทหารยามต่างทยอยแยกย้ายไปตามแต่ละตำหนักทั้งด้านนอกและด้านใน

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโบตั๋นหลากสีส่งกลิ่นรัญจวนฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณตำหนักเฉี่ยนเก้อลากุงหรือตำหนักจันทรา ซึ่งเป็นที่ประทับขององค์ชายรอง พระนาม ฉินเสวี้ยนกง โอรสองค์ที่สองของฉินมู่กงซึ่งประสูติจากเหยี่ยนฮองเฮา ในยามนี้ทั่วพระตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกโบตั๋นกำลังส่งกลิ่นขจรกระจายไปทั่วบริเวณ

ประตูพระตำหนักปิดสนิทด้วยเวลานี้คือยามวิกาล ภายในห้องพระบรรทม องค์ชายรองซึ่งมีพระชันษาก้าวเข้าสู่ปีที่ยี่สิบ กำลังบรรทมอยู่ภายในตำหนักดังกล่าว

“กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!”

กระแสลมอ่อนๆ พัดพลิ้วไหวไปมาจนเหล่าดอกโบตั๋นเอนไหวลู่ลม และเสียงกระดิ่งลมที่ทำมาจากดินเผาถูกแขวนไว้ตรงหน้าพระตำหนักเพื่อใช้สังเกตทิศทางลมดังก้องกังวานอยู่เป็นระยะๆ ช่วงเวลาดังกล่าว องค์ชายรองเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝัน

ตำหนักจันทราที่ปิดสนิท บัดนี้กลับถูกมือเรียวสวยของอิสตรีปริศนากำลังเปิดประตูพระตำหนักจนร่างระหงดังกล่าวก้าวเดินเข้ามาภายใน ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปภายในห้องพระบรรทม

“จงหยุดเดี๋ยวนี้นะ! นั่นเจ้าเป็นใคร! เข้ามาในตำหนักของข้าทำไมกัน!” สุรเสียงตวาดก้องขึ้นมาทันที ครั้นเมื่อองค์ชายรองทอดพระเนตรร่างระหงของอิสตรีแปลกหน้า จู่ๆ ก็เดินเข้ามาภายในพระตำหนักส่วนพระองค์และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูที่ขวางกั้นด้วยผ้าม่านสีขาวขุ่น

หากแต่นางกลับเงียบงัน มิมีเสียงตอบใดๆ เล็ดลอดกลับมาสักเพียงคำ พระเนตรสีนิลคมกล้าทอดพระเนตรร่างงามระหงตรงหน้าพระพักตร์ พลางพยายามเพ่งพิจารณาใบหน้าของนาง ทว่ากลับมิสามารถทอดพระเนตรรูปโฉมได้อย่างชัดเจน จนต้องสะบัดพระเศียรไปมาอย่างแรงเพื่อขับไล่ความง่วงงุน

“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร! เป็นนางกำนัลใหม่อย่างนั้นรึ!” รับสั่งถามออกไปพร้อมปรับสายพระเนตรหลังหายจากอาการง่วงนอน

“ฉันไม่ใช่นางกำนัล” เสียงนั้นตอบกลับมาแผ่วเบา

พระขนงเข้มได้รูปสวยขมวดเข้าหากันเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น

“พูดจาพิกลนัก พูดอะไรของเจ้า! หากแม้นไม่ใช่นางกำนัลแล้วเข้ามาในตำหนักของข้าทำไม มิหนำซ้ำยังกล้าเดินเข้ามาจนถึงห้องส่วนตัวของข้าอีก มิกลัวหัวของเจ้าจะหลุดออกจากบ่าเช่นนั้นรึ!” รับสั่งตวาดถามกลับไป

ร่างระหงยืนนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ฉันไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แค่กำลังหาทางกลับบ้านเท่านั้น เอง” เสียงหวานนั้นตอบกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้านว่าจะได้รับโทษทัณฑ์ถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด

“ปัง!” พระหัตถ์หนาตบลงบนแท่นพระบรรทมด้วยทรงพิโรธเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“บังอาจ! เจ้าหาญกล้าเจรจากับข้าเยี่ยงนี้เชียวรึ! เห็นชัดว่าเข้ามาในตำหนักของข้าในยามวิกาล ยังจะมาบอกว่าหาทางกลับบ้าน นี่มันคือพระราชวังหลวงเสียนหยาง หาใช่บ้านของเจ้าแต่อย่างใดไม่” รับสั่งพร้อมทรงลุกยืน พร้อมเสด็จลงจากแท่นพระบรรทมอย่างรวดเร็ว

พระหัตถ์หนาคว้าดาบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างแท่นพระบรรทม กระชากออกจากฝักเผยให้เห็นคมดาบวาววับสะท้อนกับแสงไฟของตะเกียงที่จุดอยู่ พระวรกายสูงใหญ่เสด็จพระดำเนินตรงไปที่ร่างระหงของสตรีปริศนาที่ยืนอยู่หลังม่านสีขาวนั้นทันที ก่อนจะจ่อปลายดาบไปที่ลำคอของนาง

หากแต่เพียงครู่ดวงเนตรสีนิลกาฬกลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เมื่อสตรีตรงหน้าพระพักตร์กลับมิได้มีท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ปลายดาบของพระองค์กำลังจ่อไปที่คอหอยของนาง

“เจ้าเป็นใครกันแน่ จะบอกว่าเจ้าเป็นนักฆ่าที่แคว้นอื่นๆ ส่งมาหมายปองชีวิตข้าก็มิเห็นดาบคู่กายแม้แต่น้อย ครั้นดาบของข้าจดจ่ออยู่ที่คอของเจ้า หากแม้นออกแรงลงมือฟันเพียงครั้งเดียว หัวของเจ้าต้องหลุดกระเด็น แต่ดูเจ้ารึ มิตื่นตระหนกแต่อย่างใด นี่เจ้าเป็นใครจงบอกข้ามา! มีชื่อว่ากระไร เหตุใดจึงเข้ามาในตำหนักของข้า!” รับสั่งถามสุรเสียงเอ็ดอึง หากแต่คำตอบที่ได้รับยังคงมีแต่ความเงียบงันอยู่เช่นเดิม

“ว่ายังไง ไม่ได้ยินที่ข้าถามหรอกรึ! เป็นใบ้หรือไง! แต่ไม่ใช่สิ เมื่อครู่ที่ผ่านมาเจ้ายังตอบคำถามของข้าอยู่เลย” องค์ชายรองรับสั่งพึมพำ ก่อนจะได้ยินเสียงหวานนั้นเอ่ยตอบกลับมา

“ฉันก็เป็นคนเหมือนคุณนั่นแหละ และก็ไม่รู้ว่าเข้ามาในนี้ได้ยังไง แค่กำลังหาทางกลับบ้านก็เท่านั้นเอง” เสียงหวานนั้นยังคงพร่ำบอกอยู่เช่นเดิม

คำตอบอันแสนพิลึกและนางยังคงตอบพระองค์เหมือนเดิมทำให้องค์ชายฉินเสวี้ยนกงต้องขมวดพระขนงเข้าหากันอีกครา

“หาทางกลับบ้านอย่างนั้นเหรอ! นี่เจ้าพูดอะไรฟังไม่รู้เรื่องเลย ข้าบอกแล้วไงว่านี่คือตำหนักของข้า และเจ้ากำลังบุกรุกตำหนักส่วนตัวของข้าอยู่ในขณะนี้ แล้วนี่เจ้าชื่ออะไร!” รับสั่งถามกลับไปอีกครั้ง

ใบหน้าที่อยู่หลังม่านสีขาวเงยหน้ามองพระองค์ผ่านม่านบังตาดังกล่าวก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

“ข้าแซ่ฟ่าน ชื่อว่าชิงเชียง เรียกข้าว่าชิงเชียงจ๋าก็ได้” โฉมงามตอบกลับไปสั้นๆ

“ฟ่านชิงเชียง อย่างนั้นเหรอ นี่เจ้ามาจากตระกูลฟ่าน อย่างนั้นหรือนี่” รับสั่งถึงหนึ่งในตระกูลใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นฟ่าน อยู่ทางตะวันออกของแคว้นฉิน พระขนงเข้มขมวดเข้าหากันครั้นทรงทบทวนชื่อของหญิงปริศนาตรงพระพักตร์

“แต่เหตุใดชื่อของเจ้าจึงฟังแลดูพิลึกชอบกลนัก... ชิงเชียงจ๋า” รับสั่งถามกลับไปด้วยความสงสัย หากแต่เพียงครู่กลับทรงยืนชะงักงันเมื่อรับสั่งชื่อของนางด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด

“ฉันชอบให้คุณเรียกชื่อของฉันแบบนี้” เสียงหวานบอกความต้อง การจากส่วนลึกภายในใจ

องค์ชายฉินเสวี้ยนกงหรี่พระเนตรลงพร้อมหันกลับไปทอดพระเนตรสตรีปริศนาที่อยู่หลังม่านสีขาวดังกล่าว ภายในพระทัยทรงต้องการทอดพระเนตรโฉมหน้าของนางให้ชัดเจน

ทันใดนั้นเองพระหัตถ์หนายกดาบยาวคมกริบตวัดฟันผ้าม่านบางเบาตรงหน้าจนขาดออกจากกันทันที ด้วยความรำคาญพระทัยอย่างยิ่งยวด

“ฉัวะ!” ผ้าม่านสีขาวลออตาขาดออกจากกันทันใด จนเผยให้เห็นร่างงามระหงยืนอยู่หลังม่านนั้น

ใบหน้าสวยคม ขับกับเส้นผมสีดำเงางามยาวสลวยเผยให้พระองค์เห็นเพียงแวบเดียวก่อนจะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา รอยยิ้มละไมส่งยิ้มหวานให้จนองค์ชายรองถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ มีเพียงเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกคมของปลายดาบตวัดออกมาจนร่วงหล่นตกอยู่ที่พื้น

พระวรกายสูงใหญ่ ทรงยืนนิ่งงันไม่ไหวติงราวกับว่าถูกสาป เมื่อได้ทอดพระเนตรรอยยิ้มหวานของหญิงปริศนา ใบหน้างามทอดพระเนตรได้เพียงเลือนราง ก่อนจะทอดพระเนตรพบปอยเส้นผมสีดำสนิทของโฉมงามที่ถูกตัดขาดทิ้งเอาไว้ พระหัตถ์หยิบปอยผมดังกล่าวขึ้นมาทอดพระเนตร

“ฟ่านชิงเชียง! ชิงเชียง!”

“เฮือก!” พระวรกายสะดุ้งจนสุดพระองค์ จนหลุดจากภวังค์แห่งความฝัน

พระเนตรดำใหญ่กลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะลุกประทับนั่ง

“ฝันไปอย่างนั้นรึ นี่ข้าฝันเห็นนางในฝันอีกแล้วหรือนี่” รับสั่งพึมพำพร้อมลุกประทับจากแท่นพระบรรทมเสด็จออกจากห้องตรงไปยังประตูพระตำหนัก พร้อมเปิดออกทันที

กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงกระดิ่งลมยังคงดังอยู่เป็นระยะๆ วรองค์งามสง่าพระดำเนินไปหยุดยืนทอดพระเนตรเหล่าดอกโบตั๋นหลากสีมากมาย ก่อนจะเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรพระจันทร์เบื้องบนที่กำลังลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้า

“เจ้าเป็นใครกันเล่าชิงเชียง เหตุใดข้าจึงฝันถึงแต่เจ้าเช่นนี้มาช้านาน ได้ยินเพียงเสียงหวานที่เอื้อนเอ่ยคำเจรจา หากแต่มิเคยเห็นใบหน้าอันแท้จริงของเจ้าแต่อย่างใด มีเพียงรอยยิ้มหวานที่ตราตรึงทิ้งเอาไว้ให้ข้าในความฝันเท่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฝันเห็นเจ้าเช่นนี้อยู่ทุกค่ำคืน รู้บ้างไหมว่าข้าทรมานมากแค่ไหน เจ้าล่วงรู้บ้างหรือไม่ชิงเชียง” องค์ชายรองจากแคว้นฉินอันยิ่งใหญ่ รำพึงรำพันด้วยความทุกข์ทรมานที่อัดอั้นอยู่ภายในพระทัย

“ขอเทพจันทราได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด ข้าทรมานเหลือเกินยิ่งแล้ว หากแม้นฝันนี้นางในฝันของข้าหาได้มีตัวตนถือกำเนิดอยู่จริงก็ขออย่าให้ข้าได้ฝันถึงนางอีกเลย จงลบเลือนนางออกไปจากหัวใจและความคิดของข้าด้วยเถิด แต่ถ้าหากนางมีตัวตนจริงแล้วไซร้ ก็ขอให้ข้ามีโอกาสได้พบนางสักเพียงครั้งก็ยังดี และขอฝากความคิดถึงของข้านี้ไปให้นางด้วยเถิด ชิงเชียงจ๋า มาหาข้าเถิด ข้ารอคอยเจ้ามานานแสนนานแล้วรู้หรือไม่” รับสั่งสุรเสียงแผ่วเบา

ถ้อยรับสั่งฝากแรงรักและแรงคิดถึงไปกับเทพจันทรา หวังไว้ในหทัยว่าความคิดถึงนั้นจะส่งถึงโฉมงามให้ได้ล่วงรู้

แรงคิดถึงช่างรุนแรงเสียนี่กระไร เมื่อฉินเสวี้ยนกง องค์ชายรองแห่งแคว้นฉินอันยิ่งใหญ่ มีพระทัยรักผูกพันและมั่นคงต่อนางในฝันมาเป็นเวลานานหลายปี องค์ชายหนุ่มรูปงามฝันถึงนางในฝันตั้งแต่มีพระชนม์มายุเพียงเก้าชันษา

จวบจนกระทั่งในเวลานี้ทรงเจริญชันษาเข้าสู่ปีที่ยี่สิบนางในฝันนามว่าฟ่านชิงเชียงยังตรึงอยู่ภายในหทัยมาเป็นเวลาถึงสิบเอ็ดปี เวลาอันยาวนานแห่งการรอคอยที่ต้องทนทุกข์ทรมาน เฝ้าคิดถึงแต่นางในฝันมาโดยตลอด

แม้ว่าฉินอ๋องและพระมารดาเหยี่ยนฮองเฮาจะจัดหาพระสนมและพระชายาให้แก่พระองค์มากมายเพื่อสืบสายพระโลหิต แต่องค์ชายรองก็มิยอมเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับสตรีที่ถูกเลือกเฟ้นมาให้กับพระองค์ ทรงรับไว้เป็นเพียงพระสนมเท่านั้นแต่ไม่เคยเสด็จประทับและเสพสังวาสพระสนมเหล่านั้น

           จนทำให้องค์ชายฉินเสวี้ยนกงถูกกล่าวขานว่าทรงเย็นชาและไร้หัวใจ ชื่นชมบุรุษมากกว่าอิสตรีเพราะไม่เคยมีรับสั่งให้พระสนมใดถวายงานใกล้ชิดเลยสักคน

ทว่าหามีผู้ใดล่วงรู้หัวใจอันแข็งแกร่งขององค์ชายรองนี้แม้แต่น้อย ท่วงท่าที่แลดูเย็นชาจนกล่าวขานว่าทรงไร้หัวใจ กลับเต็มไปด้วยความรักที่มั่นคงมอบให้นางในฝันแต่เพียงผู้เดียว ความคิดถึงเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลให้แรงแห่งปรารถนาของหัวใจมอบให้กับหญิงงามที่มีนามว่า ฟ่านชิงเชียง ข้ามกาลเวลานับหลายพันปีเพื่อให้จอมนางนั้นได้ยิน

ตอน 3

คริสต์ศักราช 2015

ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

“กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!” เสียงกระดิ่งลมพัดพลิ้วต้องกับกระแสลมแรง พร้อมกลิ่นหอมรัญจวนจิตของหมู่มวลดอกไม้หอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

ท่ามกลางดอกไม้หลากสี รูปร่างแลให้ชวนมองน่าหลงใหล มองเลยไปปรากฏประตูที่มีลวดลายสะท้อนอารยธรรมของชนชาติจีน ทว่าสถาปัตย-กรรมดังกล่าวกลับมิใช่สมัยใหม่แต่แลดูคล้ายสมัยโบราณเสียนี่กระไร ประตูตรงหน้าปิดสนิทถูกฉาบด้วยสีแดง พร้อมแผ่นป้ายชื่อขนาดใหญ่วางตั้งเหนือไว้บนขอบประตูเบื้องบน เขียนด้วยตัวอักษรจีนโบราณระบุว่า เฉี่ยนเก้อลากุง แปลว่า “ตำหนักจันทรา”

“ชิงเชียง! ชิงเชียงจ๋า” เสียงทุ้มละมุนกระซิบแผ่วเพรียกหาเจ้าของนามดังกล่าว

ใบหน้าละมุนสวยคมเซ็กซี่รับกับผมสีดำขลับขึ้นเป็นมันเงางดงามประดุจดั่งเช่นชาวเอเชียหากแต่มีเลือดผสมสองชาติคือไทยและจีน ดวงหน้าเริ่มส่ายไปมาเมื่อได้ยินเสียงเพรียกหานั้นราวกับว่าเสียงดังกล่าวอยู่แนบชิดริมหูของเธอก็ว่าได้

“จ๋า!” เสียงหวานตอบเสียงเพรียกหาปริศนานั้นกลับไปทั้งๆ ที่กำลังหลับสนิท

“ชิงเชียงจ๋า มาหาข้าเถิด ข้ารอคอยเจ้ามานานแสนนานแล้วรู้หรือไม่” เสียงเพรียกหานั้นยังคงกล่าวกับเธอ

“ไม่รู้” เธอตอบกลับไปเสียงแผ่วเบาทั้งๆ ที่ยังคงหลับสนิทอยู่เช่นเดิม

ทันใดนั้นเอง

“พรึ่บ!” ดวงตากลมโตคู่สวยพลันเปิดขึ้นมาทันใดครั้นเมื่อรู้สึกตัว ร่างระหงลุกพรวดพราดมาอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิจากที่นอนอันหนานุ่มพลางสังเกตไปรอบๆ ห้องของเธออย่างละเอียด

“โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็ฝันไปนี่เอง” หญิงสาวเกิดอาการเซ็งขึ้นมาทันทีเมื่อล่วงรู้ว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นมาจากความฝันของเธออีกแล้ว

“เฮ้อ!” เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ทำไมเราถึงฝันว่าได้ยินคนเรียกชื่อบ่อยจังเลยนะ ได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เคยฝันเห็นตัวตนคนเรียกสักที ฝันซ้ำๆ กันแบบนี้มาไม่รู้กี่ปีแล้ว จนจำเสียงคนเรียกได้ดีเลย” หญิงสาวนั่งครุ่นคิดอยู่ภายในใจ

“กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!” เสียงโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดเสียงกึกก้องขึ้นมาทันที เล่นเอาร่างระหงที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในขณะนั้นสะดุ้งจนสุดตัว

“โอ๊ย! ตกใจหมดเลย เที่ยงคืนกว่าแล้วใครกันนะโทรมาป่านนี้” สาวเจ้าบ่นพึมพำพร้อมมือเรียวสวยเอื้อมหยิบโทรศัพท์ออกจากแป้นตัวเครื่องนำมาแนบหูของเธอ

“ริณรนีย์พูดสายค่ะ” เสียงหวานตอบกลับไป

“ยายหนู” ปลายสายตอบกลับมาและนั่นทำให้หญิงสาวดีใจอย่างยิ่งยวดที่ได้ยินเสียงดังกล่าว

“คุณแม่! ดีใจจังเลยค่ะที่คุณแม่โทรมา ริณคิดถึงคุณแม่กับคุณพ่อจังเลยค่ะ” หญิงสาวบอกตามความรู้สึกของเธอกลับไปทำให้เสียงปลายสายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“อะไรกันจ๊ะยายหนู แม่กับพ่อเพิ่งจะบินกลับมาจากเยี่ยมหนูนะลูก เพิ่งห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง แล้วนี่แม่กวนหนูหรือเปล่า ทางนั้นคงดึกมากแล้วกระมัง แต่ก็อยากบอกหนูว่าพ่อกับแม่เดินทางถึงบ้านเราที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว จะได้ไม่ต้องห่วง”

ใบหน้าสวยยิ้มหวานออกมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ถ้าคุณแม่ไม่โทรมาริณก็จะเป็นฝ่ายโทรไปเองค่ะ คุณวิลาสินีเจ้าขา” หญิงสาวบอกกลับไปตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักเป็นการใหญ่ พร้อมนึกอะไรบางอย่างที่อยากจะถามมารดาของเธอ

“เอ่อ คุณแม่คะ ริณขอถามอะไรหน่อยจะได้ไหม”

“จะถามอะไรแม่อย่างนั้นเหรอลูก... มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เสียงของคนเป็นแม่เอ่ยตอบปลายสายกลับมาแฝงเร้นความสงสัย

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ แค่เพียงความสงสัยเรื่องชื่อจีนของริณเท่านั้นค่ะ”

“อ่อ... นึกว่าเรื่องอะไร ทำไมถึงสงสัยชื่อจีนของลูกขึ้นมาล่ะ”

“คุณพ่อคุณแม่บอกว่า ริณมีชื่อในภาษาจีนว่า ชิงเชียง ชื่อนี้คุณชวดสั่งเอาไว้ว่าให้ตั้งชื่อสำหรับลูกหลานที่เกิดเป็นผู้หญิง แล้วตระกูลฟ่านของคุณพ่อที่จีนแผ่นดินใหญ่มีใครใช้ชื่อนี้เหมือนริณบ้างคะคุณแม่” หญิงสาวบอกรายละเอียดในสิ่งที่เธอต้องการรู้และสงสัยมานาน

“ไม่มีจ้ะ” คำตอบสั้นๆ กระชับรวบรัดของมารดาทำให้ดวงตากลมโตของเจ้าหล่อนเบิกกว้างขึ้นมาโดยพลัน

“อะไรนะคะ! ไม่เคยมีใครใช้ชื่อนี้เลยอย่างนั้นเลยเหรอ... เป็นไปได้ยังไง” หญิงสาวพึมพำไปตามสายโทรศัพท์

“เป็นไปแล้วจ้ะยายหนู ตระกูลฟ่านของคุณพ่อมีแต่ลูกชายสืบเชื้อสายมาแต่โบราณนับรุ่นต่อรุ่น และไม่เคยมีลูกสาวเกิดขึ้นภายในตระกูลแม้แต่คนเดียว เพราะในสมัยโบราณส่วนใหญ่จะอายุไม่ยืน สงครามในสมัยก่อนทำให้ผู้ชายต้องออกรบทำศึกสงคราม จนกระทั่งมาถึงรุ่นคุณพ่อ คุณย่าท่านก็มีแต่ลูกชายถึงเก้าคน พี่น้องแต่ละคนก็มีแต่ลูกชายจนกระทั่งคุณพ่อแต่งงานกับแม่และมีหนูเกิดมานี่แหละจ้ะ” เสียงของคุณวิลาสินีอธิบายกลับมา

หญิงสาวนั่งทำตาปริบๆ เมื่อได้ยินที่มาซึ่งเป็นชื่อจีนของเธอ

“ถ้าเช่นนั้นชื่อจีนบวกกับแซ่ของคุณพ่อ ริณก็จะมีชื่อในภาษาจีนว่า ฟ่านชิงเชียง... อือหือ ฟังแล้วเพราะจังเลยค่ะคุณแม่” หญิงสาวทบทวนชื่อภาษาจีนของเธอด้วยความภาคภูมิใจ

“ไม่ได้เพราะอย่างเดียว ความหมายของชื่อก็ลงตัวและดีมากด้วยนะลูก” คุณวิลาสินีบอกลูกสาว

“อย่างนั้นเหรอคะ แล้วแปลออกมาหมายความว่าอะไรคะคุณแม่” หญิงสาวถามกลับไปด้วยความอยากรู้

“แปลว่า งดงามและสง่างามจ้ะ ชื่อนี้ใช้สำหรับผู้หญิงที่มีรูปโฉมงดงาม และริณของแม่ก็เหมาะสมกับชื่อนี้จริงๆ” คนเป็นแม่กล่าวชื่นชมบุตรสาวของเธอ

“แต่ถ้าจะให้ดีอย่าปล่อยให้ตัวเองต้องขึ้นคานนะลูก เรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษตั้งแต่เด็กจนตอนนี้เรียนจะจบปริญญาตรีแล้วก็ยังจะเรียนต่อระดับปริญญาโทและเอกอีก อายุก็จะเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะลูก เมื่อไรจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนพามาให้แม่กับพ่อได้รู้จักบ้าง เอาแต่เรียนหนังสืออย่างเดียวจากสาวจะกลายเป็นป้าแล้ว พอถึงตอนนั้นพอแก่ก็ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้ลูกแม่อีกแล้วตอนนั้น” คุณวิลาสินีบ่นกระปอดกระแปดกับการบ้าเรียนของลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ

ริณรณีย์ยิ้มแห้งๆ ออกมาเพราะเธอล่วงรู้แก่ใจดีว่าสาเหตุการบ้าเรียนของเธอก็เพราะไม่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่หาคู่ตามประเพณีจีนซึ่งเธอไม่พึงประสงค์เอาเสียเลย

“คุณแม่ไม่ดีใจเหรอคะที่ริณได้เรียนในคณะสถาปัตยจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตอนนี้มีบริษัทมาติดต่อลูกสาวของคุณแม่ให้ไปทำงานกับพวกเขาแล้วนะคะ ดูสิ ยังเรียนไม่ทันจบเลยมีงานมารอตรง หน้าแล้ว”

“ย่ะ... แม่คนเก่ง... รู้แล้วล่ะว่ามหาวิทยาลัยที่อุตส่าห์ไปเรียนมีชื่อ เสียงและไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน แต่คุณพ่อก็เป็นห่วงเพราะท่านเจ้าสัวแห่งตระกูลฟ่านมีลูกสาวเพียงคนเดียว ยังไงเสียรีบเรียนให้จบจะได้กลับมาหาพ่อกับแม่นะลูก” คุณวิลาสินีไม่วายย้ำกับลูกสาวคนเดียวของนาง

“เจ้าค่ะคุณแม่ขา ริณจะรีบเรียนให้จบเร็วๆ ค่ะ อีกห้าปีก็จบแล้วทั้งโทและเอกเลย ทันทีที่จบจะรีบบินกลับเมืองไทยเลยค่ะ” หญิงสาวทำเสียงล้อเลียน

“โอ๊ย อีกตั้งห้าปีเลยเหรอยายหนู มาเรียนต่อที่เมืองไทยหรือไม่ก็ไปเรียนต่อที่เมืองจีนก็ได้ กิจการที่จีนแผ่นดินใหญ่ก็ตั้งมากมาย พ่อกับแม่ก็บินไปบินมาแทบทุกเดือนระหว่างเมืองไทยกับเมืองจีน นี่อะไรไปเรียนอยู่ถึงอังกฤษไกลเสียเหลือเกิน” คนเป็นแม่บ่นเป็นหมีกินผึ้งมิรู้วาย

“ก็คุณแม่อย่านั่งนับเดือนนับปีสิคะ ห้าปีแป๊บเดียวเอง อีกอย่างริณไม่อยากให้ใครมาว่าคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกสาวเพียงคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่จากแผ่นดินจีน ท่านเจ้าสัวตฤณ หรืออีกชื่อคือท่านเจ้าสัวฟ่านเต๋อหมิงกับคุณวิลาสินี มีความรู้แค่หางอึ่งสังคมไฮโซของคุณแม่จะเอาไปเม้าท์มอย จนสนุกปากว่าริณเป็นพวกประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สวยแบบไม่มีสมอง มีดีแค่มีเงินและเกิดมาเป็นลูกของท่านเจ้าสัวค่ะ” หญิงสาวอธิบายเหตุผลกลับไป และนั่นทำให้คุณวิลาสินีไม่เซ้าซี้ลูกสาวของเธออีกต่อไป

“เฮ้อ! ยกเหตุผลมาอธิบายแบบนี้ แม่ก็ต้องยอมแพ้สินะ เอาเถอะแม่กับคุณพ่อจะรอ คิดถึงนะคนดีของแม่ ดึกแล้วนอนเถอะจ้ะ แม่ไม่กวนแล้ว รักริณมากนะลูก” เสียงของคนเป็นแม่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและหวงลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอเป็นยิ่งนัก

“ริณรักคุณพ่อคุณแม่มากค่ะ ฝันดีนะคะ” เสียงหวานตอบกลับไปแผ่วเบาก่อนจะค่อยๆ วางโทรศัพท์ลงบนแป้นเครื่องรับดั่งเดิม

ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างของคอนโด ซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเทมส์ ภายนอกอากาศเย็นยะเยืยกเพราะกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวและอีกไม่นานหิมะก็กำลังจะตก ร่างระหงลุกขึ้นจากเตียงนอนช้าๆ ก้าวเดินไปที่หน้าต่างก่อนจะยืนเอนหลังพิงไปกับกำแพง หญิงสาวเหม่อมองสายน้ำตรงหน้าที่สะท้อนเงาของดวงจันทร์อยู่บนเหนือสายน้ำนั่น

“อยากรู้จังเลยว่าเสียงของเขาคนนั้นมาจากไหน เป็นใครกันนะ ได้ยินตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ อายุของฉันก็ยี่สิบแล้วยังได้ยินเสียงเรียกนั้นอยู่เลย และทำไมจะต้องได้ยินเพียงคนเดียวอยากรู้จัง” สาวน้อยคนงามยืนพึมพำและเฝ้าครุ่นคิดถึงเสียงเพรียกหาดังกล่าว พลางเหม่อมองพระจันทร์อยู่เช่นนั้นนิ่งนาน

ดวงตากลมโตได้แต่เหม่อมองพระจันทร์ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้าด้วยความหวัง ว่าสักวันเธอคงจะมีโอกาสได้พบกับเจ้าของเสียงเพรียกหานั้น โดยหารู้ไม่ว่า ณ กาลเวลาอันไกลโพ้นในอดีตกาล บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็กำลังแหงนหน้าเหม่อมองพระจันทร์อยู่ในขณะนี้เช่นเดียวกัน ภายในใจของทั้งสองรำพึงออกมาอย่างพร้อมเพรียง

“จะมีสักวันไหมที่เราสองคนจะมีโอกาสได้พบกัน สักเพียงครั้งก็ยังดี” เสียงร่ำร้องจากหัวใจในอดีตกาลเปล่งออกมาพร้อมกันกับเสียงเพรียกหาจากหัวใจในยุคปัจจุบันอย่างมิได้นัดหมาย

ความรักของทั้งสองถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ภายในหัวใจของคนทั้งคู่ หากแต่รักนั้นข้ามชาติภพอย่างอัศจรรย์ จะมีสักวันหรือไม่นั้นที่ทั้งสองจะได้มีโอกาสพบกัน หัวใจของทั้งสองได้แต่เฝ้ารอคอยว่าวันนั้นคงเป็นจริงไม่วันใดก็วันหนึ่ง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED