บทที่1.
คนแปลกหน้า?
“มุก...เป็นไปไม่ได้... เธอๆ”
มิลินขมวดคิ้ว ลดแก้วกาแฟในมือวางลงบนโต๊ะ เงยหน้ามองผู้หญิงหน้าตาตื่นตรงหน้างงๆ
“เอะ!! ไม่ใช่นี่นา...ขอโทษนะคะคุณ คุณคล้ายเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งมากเลยค่ะ” ก่อนที่มิลินจะเอ่ยปากถาม หล่อนผู้นั้นก็เฉลยสิ่งที่มิลินอยากรู้ออกมาเสียก่อน เธอค้อมศีรษะลงต่ำ เหมือนเป็นการขอโทษซ้ำ แล้วจึงเดินพึมพำจากไป
“อีกแล้วเหรอแก...”
กิ่งเกศถามพร้อมกับยิ้มจนตาหยี
มิลินไหวไหล่...นับตั้งแต่มาเริ่มงานในเชียงใหม่ มีคนแปลกหน้าเข้ามาทักทายเธอเกือบห้าครั้ง โดยที่เขาเหล่านั้นกับเธอไม่ได้รู้จักกันสักนิดเลย
“ฉันชักอยากเห็น ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เสียแล้วซิเกศ เหมือนฉันขนาดไหนเชียว คนรู้จักเธอถึงกับทักผิดเลยเหรอ?”
หญิงสาวยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ละเลียดชิมฟองนมอย่างเอร็ดอร่อย
“ที่สำคัญ หล่อนต้องสวยด้วยล่ะ เพราะเพื่อนคนนี้ของฉันสวยหยาดฟ้าไม่แพ้นางงามบนเวทีขาอ่อนเลยสักนิด”
กิ่งเกศพูดยิ้มๆ หากเป็นเพศตรงข้ามเข้ามาทักมิลินแบบนี้ สิ่งแรกที่กิ่งเกศเดา เขาเหล่านั้นอาจจะอยากทำความรู้จักกับเพื่อนของเธอก็ได้ แต่ที่ผ่านมา... ผู้คนที่เขามาทักมิลินแบบเข้าใจผิด ไม่สามารถทำให้เธอคิดเช่นนั้นได้ เมื่อแต่ละคนนั้นหลากหลาย มีทั้งหญิงและชายแต่ไม่ได้เข้ามาเพราะอยากรู้จักเพื่อนของเธอสักคน คนเหล่านั้นคิดว่ามิลินเป็น ‘ใครอีกคน’ ที่อาจจะละม้าย คล้ายเสียจนจำคนผิด
“ถ้าฉันไม่ได้รู้จักแกมาตั้งแต่สมัยเรียนประถมนะ...ฉันคงจะเข้าใจว่า ‘นายแม่’ ของแกมีลูกสาวสองคนที่บังเอิญพลัดพรากกันตั้งแต่แรกเกิด...เหมือนในละครหลังข่าวที่ฉันดูบ่อยๆ”
กิ่งเกศจีบปากพูด มิลินกับตนเองเติบโตมาพร้อมๆ กัน บ้านที่อาศัยก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่มิลินจะมีพี่น้อง...
“บ้าซิ...อย่าได้พูดแบบนี้ให้นายแม่ฉันได้ยินนะ แกโดนบิดเนื้อเขียวแน่ๆ” มิลินเบ้ปาก ขึงตาใส่เพื่อนรัก แต่ก็อดขำไม่ได้
เธอเป็นบุตรสาวคนเดียวของเศรษฐินีเมืองเชียงราย เจ้าของสวนลำไยขนาดใหญ่ แต่สถานะเป็นหม้าย เมื่อสามีของคุณนายคำฟองเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มๆ มิลินเองก็แทบจะจำเค้าหน้าบิดาไม่ได้ ตอนที่ท่านจากไป... เธอเด็กมากและยังไม่รู้ความ มีเพียงภาพถ่ายสีขาวดำแขวนอยู่ในห้องโถงกลางบ้าน แทนตัวท่านผู้วายชนม์
“แต่แปลกนะว่าไหม ต้องเหมือนขนาดไหนคนใกล้ชิดยังทักผิด?”
กิ่งเกศเปรยพร้อมกับยิ้ม คนที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา ไม่รู้จักหน้าตา แต่เหมือนจนคนสนิทยังแยกไม่ออก
“ฉันก็อยากเห็น ‘หล่อน’ เหมือนกัน” มิลินเปรย
“เดือนหน้าแกว่างมั้ยลิน?” กิ่งเกศถามต่อ หลังจากก้มดูโบชัวร์ในมือจนปวดต้นคอ ภาพวิวตอนเช้าตรู่ กับบรรยากาศที่สดชื่นจนอยากจะไปเยือนรีสอร์ตแห่งนั้นสักครั้ง
“ทำไมเหรอ?” มิลินย้อนถาม
กิ่งเกศเลยส่งโบชัวร์ที่ตนเองสนใจให้เพื่อน “ถ้าแกว่าง เราไปเที่ยวกันมั้ย แกควรพักผ่อนได้แล้ว โหมทำงานเหมือนคนบ้า แกไม่ใช่โรบอร์ทนะยะ”
มิลินไม่ใช่คนยากไร้ เพื่อนของเธอไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำงานหนักหนักเพื่อให้มีสตางค์มากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ครอบครัวมิลินค่อนไปทางมีฐานะร่ำรวย แต่เพราะเป็นคนไฟแรง มิลินเลยไม่อยากเก็บความรู้ที่อุตส่าห์เล่าเรียนมาไว้กับตัว เธอส่งใบปริญญาให้คำฟองแขวนโชว์ที่ฝาบ้าน แล้วตัวเองก็ออกมาหาประสบการณ์ข้างนอก มารดาที่รักลูก แต่ไม่เคยปลูกฝังให้มิลินเป็นคนไร้ค่า เลยปล่อยให้มิลินออกมาหาประสบการณ์ข้างนอก คำฟองสอนลูกไม่เสียเปล่าหรอก อย่างไรเสีย วันหนึ่งมิลินก็ต้องกลับมารับช่วงต่อจากเธอ
“คิดถึงนายแม่เหมือนกันนะ”
สามเดือนที่โหมทำงานเพราะต้องการลบคำสบประมาทจากเพื่อนร่วมงานรอบตัว วันนี้ทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว ฝีมือและผลงานของตนเองเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นเธอควรให้รางวัลตัวเอง
“สนมั้ยล่ะ” กิ่งเกศถามย้ำ
“อืมน่าสนใจดี ขากลับจะได้แวะหานายแม่ด้วย”
มิลินตกลงใจ เธอควรใช้วันหยุดให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง แทนการหมกมุ่นอยู่กับงานประจำ มารดาเองก็คงคิดถึงเธอไม่น้อยเหมือนกัน
“ฉันจองรีสอร์ตเลยนะ แกเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วนะลิน”
สาวสุดแอคทีฟล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์หน้าจอ ค้นหารีสอร์ตในโบชัวร์ โดยที่เพื่อนไม่ได้ท้วง กิ่งเกศใช้เวลาไม่นานก็จัดการจองห้องเรียบร้อย เธอยื่นโทรศัพท์ของตนเองให้เพื่อนแ ล้วก็ชวนคุยเสียงระรื่น
“เจ้าของรีสอร์ตงานดีด้วยนะยะ”
มิลินชำเลืองมอง เธอไม่ได้รับโทรศัพท์ของเพื่อนมาดู เพราะไม่ได้สนใจจริงจัง
“แกไม่สนเหรอลิน แกควรหาแฟนได้แล้วนะ” กิ่งเกศท้วง มิลินสวย เก่ง ฉลาด แต่กลับไม่มีคนข้างกาย เนื่องจากเพื่อนของเธอตั้งใจเรียน จนไม่มีเวลาให้กับเรื่องส่วนตัว ทั้งที่มีผู้ชายตามมาขายขนมจีบไม่ขาดสาย
“ฉันยังไม่รีบ” มิลินตอบ หยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาหาเว็บไซน์รีสอร์ตนั้น แต่ไม่ใช่เพราะสนใจตัวเจ้าของตามคำชักนำของกิ่งเกศ เธอชอบบรรยากาศ และการตกแต่งห้องพัก ท่าทางเจ้าของรีสอร์ตจะกระเป๋าหนักพอตัว รสนิยมของเขาจึงหรูหราไฮโซ ทำให้รีสอร์ตบนดอยดูน่าสนใจขึ้น
“พ่อเลี้ยงชาวีโสด แล้วก็หล่อด้วยนะ”
กิ่งเกศยังพรรณนาเรื่องของชายผู้นั้นไม่หยุด
“ที่อยากไปนี่ เพราะแรงดึงดูดของผู้ชายคนนี้เหรอไง” มิลินถามผสมความหมั่นไส้
“อืม...ก็มีส่วนนะ บรรยากาศดี อาหารตาก็เลิศ ฉันก็อยากสนองความอยากให้ตัวเองบ้าง” กิ่งเกศยอมรับหน้าตาเฉย
“ฉันจะฟ้องไอ้ภู” ภูวิตคือเพื่อนชายคนสนิทของตนเองและกิ่งเกศ สถานะความเป็นเพื่อนของชายผู้นั้นกับเพื่อนของเธอเพิ่งเปลี่ยนหลังเรียนจบไม่นาน ตอนนี้กิ่งเกศคบกับภูวิตในฐานะแฟน แต่ก็ยังไม่วายแว๊บอยู่บ่อยๆ
“เชิญเลยยะ กว่าภูจะกลับ แกกับฉันก็กลับมาจากรีสอร์ตชาวีแล้ว ผู้ชายคนนั้นเป็นแค่อาหารตาที่ทำให้แกกับฉันกระชุ่มกระชวย ส่วนภู ยังไงก็เป็นตัวจริงของฉันอยู่ดี”
กิ่งเกศลอยหน้าตอบ มิลินส่ายหน้า “อย่าลากฉันเข้าไปเอี่ยวด้วยเลย ฉันไม่สนหมอนั่นหรอก”
“ทำไมล่ะ ผู้ชายลักษณะแบบนี้แกเคยชอบนี่ลิน”
มิลินชื่นชอบผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้นำ และสมบุกสมบันหน่อยๆ
“คิดหน่อยสิยะ งานดีแบบนั้น ผู้หญิงแถวนั้นปล่อยให้รอดมาได้ยังไง” มิลินท้วง สมัยนี้ผู้ชายดีๆ เป็นเหมือนน้ำหวาน ที่ฝูงแมลงบินตอมเป็นฝูงใหญ่ๆ และหากผู้ชายที่กิ่งเกศชื่นชมอยู่นั่นมีข้อดีเยอะขนาดนั้น เขาไม่น่าอยู่เป็นโสดมาถึงตอนนี้ได้
“เขาอาจจะรอเพื่อเจอแกก็ได้นะลิน” กิ่งแกศพูดติดตลก แต่ไม่มีใครรู้อนาคต บางทีการที่ชาวีครองตัวเป็นโสด เขาอาจจะอยู่เพื่อรอมิลิน เหมือนที่กิ่งเกศพูดก็ได้...
บทที่2.
บ้านไร่ชาวี!!
อากาศยามเช้าในต้นฤดูหนาวเย็นกำลังดี ไอเย็นลอยขึ้นเกาะยอดหญ้า มีเกล็ดน้ำค้างบางๆ กระจายเป็นหย่อมๆ ชวนให้บรรยากาศยามเช้าน่าสนใจมากขึ้น ชาวีทุ่มเทกำลังทั้งหมด เนรมิตรีสอร์ตชวนฝันแห่งนี้ขึ้นมา เขาต้องการให้รีสอร์ตเป็นฐานในอนาคต เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า ลูก หลานจะได้มีที่ทำกินไม่ต้องดิ้นรนเข้าไปในเมืองเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง
ลำไยนับพันต้นยืนต้นทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แซมด้วยบ้านขนาดกะทัดรัด และการตบแต่งภายในที่สวยงาม ชาวีพยายามที่จะรักษาบรรยากาศเดิมๆ เอาไว้ เขาสร้างงาน สร้างรายได้ก็เพื่อให้คนใกล้ชิดได้มีงานทำ หลายร้อยชีวิตที่เกี่ยวข้องมีรายได้จุนเจือครอบครัว หลายครอบครัวปลดหนี้สิน และมีเงินเก็บได้ เพราะคำแนะนำของพ่อเลี้ยงหนุ่มคนนี้
พนักงานในรีสอร์ตส่วนใหญ่เป็นคนพื้นที่เกือบทั้งนั้น
วัยรุ่นหนุ่มสาวไม่จำเป็นต้องทิ้งถิ่นเกิด เพื่อออกไปหางานทำ เมื่อรายได้ที่ได้รับจากการเป็นลูกจ้างในสวน หรือรีสอร์ตก็ทำให้พวกเขามีกินมีใช้
“ทำอะไรอยู่คะที่รัก?” เสียงหวานๆ มาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูก
ชาวีเหลียวกลับไปมอง เขายิ้มกว้าง กางแขนออกเพื่อกอดภรรยาคนสวยที่โผเข้ามาหา “ผมกำลังมองอนาคตของเราอยู่ครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่ว เขาโยกตัวไปมาเหมือนกำลังกล่อมคนในอ้อมกอด
ม่านมุกแอบเบ้ปาก เธอเบื่อธรรมชาติและความสงบเงียบรอบตัวแทบอาเจียน แต่หากยังอยากรักความสบายเธอก็ต้องเกาะชายผู้นี้ไว้ให้แน่นๆ ชาวีมีคุณสมบัติครบ เขาเหมาะที่จะเป็นสามีและพ่อที่ดีของลูก ข้อเสียของชาวีมีข้อเดียว เขายึดมั่นในอุดมการณ์มากจนเกินไป
เธออยากใช้ชีวิตในเมือง มีความเจริญรอบตัว
แต่ชาวีชอบความสงบและธรรมชาติสวยๆ ม่านมุกเองไม่เคยยอมแพ้ เธอคิดว่าความรักที่ชาวีมีให้เธอคงมากพอที่จะเปลี่ยนความคิดของเขาได้ ที่ไหนได้ เธอเข้าใจผิด ชาวีรักเธอไม่มากพอที่จะยอมตามใจเธอ
“มุกไม่เห็นมีอะไรเลยค่ะ มีแต่ต้นไม้สีเขียวเต็มไปหมด” หญิงสาวแย้งเสียงงอดแง๊ด มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า หาความสบายตาไม่มีเลย เธออยากไปช็อปปิ้งก็ต้องนั่งรถนานเป็นชั่วโมง อยากจะเสริมสวยก็ต้องท่อสังขารเข้าไปในเมือง
“ต้นไม้พวกนั้นคืออนาคตของเราไงครับ”
ชาวีอธิบายเสียงนุ่ม เขามองภรรยาสาวตาฉ่ำ เขาหวังว่าสักวันม่านมุกจะคล้อยตาม และพร้อมที่จะสานฝันไปกับเขา
“เชิญคุณมีความสุขกับต้นไม้พวกนี้ไปเถอะค่ะ มุกเบื่อ ขอมุกเข้าไปในเมืองได้ไหมคะ”
ม่านมุกผละออกห่างอกสามี เขาควรใส่ใจเธอมากกว่านี้ แทนที่การสนใจต้นไม้พวกนั้น
“แย่จัง วันนี้ผมติดธุระด้วย ผมคงไปกับมุกไม่ได้” ชาวีบ่นอุบ วันนี้เขาติดนัดกับชาวบ้าน คงไปเป็นเพื่อนภรรยาไม่ได้
หญิงสาวไหวไหล่ “ไม่เป็นไรค่ะ มุกชินกับการเดินคนเดียวแล้วล่ะค่ะ” ม่านมุกไม่ได้ประชด ชาวีทุ่มเทให้กับชาวบ้าน มากกว่าเธอที่เป็นภรรยาหลายเท่านัก หากไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน เธอคงไม่ได้เจอหน้าเขา เมื่อสามีของเธอในเวลาส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนจำนวนมาก เขาใส่ใจคนเหล่านั้น จนเกือบลืมหน้าที่สามีที่ดี
“มีเหตุผลหน่อยสิคะ” ชายหนุ่มพูดเสียงเหนื่อยหน่าย
ม่านมุกฝืนยิ้มทั้งที่ในใจของเธอเดือดปุดๆ “มุกเข้าใจค่ะ มุกไม่ได้ประชด มุกชินกับการเดินคนเดียวโดยไม่มีคุณจริงๆ นะคะ”
“ผมจะพยายามหาเวลาไปเป็นเพื่อนคุณนะมุก”
ชาวีพยายามประนีประนอมแม้เขาจะเริ่มระอา ภรรยาของเขาชอบเดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้า เธอแทบจะใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการช็อปปิ้ง คงเป็นเพราะช่วงนี้เขายุ่งจนไม่มีเวลาปลีกตัวไปเป็นเพื่อนม่านมุกเหมือนเก่า ชาวีเองก็รู้สึกแย่ เขาเลยเลือกที่จะซัปพอร์ตภรรยาด้วยสิ่งที่เขามี
“ผมให้นี่เพื่อชดเชยสิ่งที่ผมให้มุกไม่ได้นะครับ”
หญิงสาวยื่นมือไปรับ เธอรู้ดีว่าสิ่งที่สามีให้มาคืออะไร ม่านมุกแอบอมยิ้ม ข้อดีของชาวีคือเขาไม่เคยขี้เหนียว ชายผู้นี้กระเป๋าหนักตัวจริง แต่ละครั้งที่เธอได้ของกำนัลจากเขา มูลค่าไม่เคยต่ำกว่าหกหลักสักที
“มุกกำลังอยากได้กระเป๋าใบใหม่พอดีเลยค่ะ”
เธอเปรยลอยๆ รู้แก่ใจดี ชาวีไม่เคยปฏิเสธความต้องการของเธอ เขาไม่มีเวลา แต่เงินเขามีไม่อั้น
ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าส่งบัตรเครดิตของตนเองให้ “ใช้บัตรผมรูดก็ได้ครับ ผมหวังว่า นี่คงชดเชยให้กับมุกได้”
ม่านมุกยิ้มร่า รับบัตรเครดิตมาหย่อนใส่กระเป๋ากระโปรง เธอเขย่งปลายเท้าจูบใต้คางของชายหนุ่มแล้วก็พึมพำเสียงหวาน “มุกรักคุณค่ะชาวี”
“ผมก็รักคุณครับ ม่านมุก” มือแข็งแรงตวัดรวบภรรยาคนสวยมากอด ก่อนจะประทับจูบลงบนกลีบปากอิ่ม เขาและเธอดื่มด่ำกับความหอมหวาน กลิ่นอายความรักลอยฟุ้ง ท่ามกลางไอเย็นตามธรรมชาติ
“คุณนายนี่เกิดมาเพื่อผลาญพ่อเลี้ยง กะให้หมดเนื้อหมดตัวเลยใช่มั้ยป้า”
เวียงบ่นพึมพำ ก่อนจะกระแทกตะกร้าผักในมือลงบนแคร่ตัวใหญ่ สาวบ้านป่าเดินผ่านไปช่วงที่ชาวีกำลังพลอดรักกับภรรยาของเขาพอดี หลายครั้งที่คนในรีสอร์ตจะเห็นฉากสวีทหวานของพ่อเลี้ยงหนุ่มกับภรรยาตีทะเบียน ที่ยังไม่ได้จัดงานแต่งเป็นทางการ เพราะชาวียังหาเวลาว่างไม่ลงตัว แต่คนในระยะหนึ่งกิโลเมตรรู้กันหมด ม่านมุกคือสาวสวยที่สามารถพิชิตหัวใจพ่อเลี้ยงหนุ่มไว้ได้
มีทั้งคนชื่นชมและเห็นด้วย แต่หากถามความรู้สึกของคนเก่าคนแก่ที่เห็นชาวีมาตั้งแต่เด็กไม่มีคนในรีสอร์ตชาวีเห็นด้วยสักคน เพราะพฤติกรรมของม่านมุก ไม่ได้มาเพื่อสนับสนุนสามี หล่อนมาเพื่อกอบโกยต่างหาก
“มึงก็เพลาๆ บ้างเถอะเวียงเอ๋ย ยังไงเสียเขาก็เป็นผัวเมียกัน แค่นั้นขนหน้าแข็งพ่อเลี้ยงไม่ร่วงหรอก”
สายไหมปรามหลานสาว พร้อมกับทอดมองด้วยความเวทนา เวียงก็เหมือนกับสาวรุ่นหลายๆ คนในหมู่บ้านที่หลงรักชาวี เทิดทูนเขาประหนึ่งเทพเจ้า ครั้งที่ชายหนุ่มพาม่านมุกมาแนะนำตัว สาวๆ ครึ่งหมู่บ้านร้องไห้ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่สิ้นใจ พอทำใจได้หลังจากนั้นไม่นาน ก็เพราะชาวีไม่เคยลดตัวลงมาเกือกกลั้วด้วย เขาเป็นเจ้านายที่ดีของทุกคน