ข่าวด่วน!
เมื่อกลางดึก เวลา ตีหนึ่งกว่า ตามเวลากล้องวงจรปิดของผับชื่อดังย่านไฮโซแห่งหนึ่ง มีคนพบร่างผู้บาดเจ็บนอนจมกองเลือดอยู่ในซอยข้างผับ ซึ่งปกติในซอยบริเวณตรงนี้จะเป็นสถานที่ลับสำหรับพรอดรักหรือมายืนสูบบุหรี่และจับกลุ่มมั่วสุมกัน ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาดึกมากแล้วผู้ที่พบเห็นร่างผู้บาดเจ็บให้การว่า เขาและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะเดินมาสูบบุหรี่ แต่เพื่อนของเขาคนนึงดันเตะเข้ากับร่างของผู้ที่คิดว่าเสียชีวิตที่นอนคว่ำหน้าอยู่ ในคราแรกไม่กล้าแตะต้อง แต่พอเห็นว่ามือเขายังกระดิกและมีเสียงครวญครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดร้องขอความช่วยเหลือพวกเขาจึงได้แจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัย ขณะนี้ระบุตัวตนผู้บาดเจ็บได้แล้วคือนักธุรกิจหนุ่มเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้
นายอนวัช สุธรธารา นักธุรกิจหนุ่มวัย 27 ปีที่มีข่าวว่าเพิ่งจะประมูลงานยักษ์ระดับประเทศได้ ขณะนี้หมอและครอบครัวยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บขนาดไหนและใครเป็น
ผู้ก่อเหตุ
จบการรายงานข่าว
โรงพยาบาล
อิงฟ้า คุณหนูที่เพียบพร้อมไปหมดทุกสิ่งอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะคิดจะฝันว่าอยากได้อะไรขอแค่เธอเอ่ยปากก็ไม่เคยต้องรอนาน ทั้งพ่อแม่และพี่ชายต่างประเคนทุกสิ่งให้เธออย่างเต็มที่ แต่ชีวิตเธอกลับตาลปัตรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในตอนนี้ เธอที่เป็นเพียงเด็กมหาลัยปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ รอยยิ้มสดใสที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ตอนนี้มันหายไป เหลือเพียงรอยน้ำตาและความเศร้าหมอง เธอมองภาพพี่ชายจากห้องกระจกอีกด้านของโรงพยาบาล เพราะเขาถูกสั่งงดเยี่ยม อาการของอนวัชสาหัสมากกว่าที่ใครจะคิด เขาถูกแทงและเสียเลือดมากเกินไป อีกทั้งบาดแผลจากการโดนแทงหลายจุดนั้นโดนทั้งจุดสำคัญและรอบตัวประปรายแม้จะไม่ใช่จุดสำคัญแต่ก็เป็นรูพรุนไปหมด ชนิดที่บอกได้เลยว่าคนร้ายนั้นต้องอำมหิตและโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่โจรกระจอกธรรมดา เธอและพ่อแม่ได้แต่ยืนมองที่กระจกกั้นไม่สามารถเข้าไปในห้องปลอดเชื้อนั้นได้จนกว่าคุณหมอจะอนุญาต
“คุณหมอ ผมจ่ายให้ไม่อั้นไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน ค่าใช้จ่ายจะแพงขนาดไหน ผมยินดีจ่าย ขอเพียงแต่ลูกชายของผมหายดี ได้โปรด”
“หมอพยายามอย่างเต็มที่แล้วค่ะ แต่ว่ากว่าคนไข้จะมาถึงที่นี่การรักษาบางอย่างก็ยากเกินไป เส้นประสาทเสียหายหลายจุดและเลยเวลาที่จะต่อกลับได้ ถ้าคนไข้ลืมตาขึ้นมาได้นั่นก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้วค่ะ”
“คุณหมอคะ พี่ชายหนูมีโอกาสจะหายไหม เขาจะพิการไปตลอดชีวิตจริงๆหรอคะ”
“โอกาสหายมีค่ะ แต่เรียกได้ว่าริบหรี่ มันน้อยมากเสียจนหมอเองยังมองไม่เห็นทาง เราต้องพึ่งปาฏิหาริย์แล้วล่ะค่ะ หมอบอกได้เท่านี้”
“โถ่คุณหมอ ลูกชายของฉัน…ฮื้อออ เอิ้ก!”
อิงฟ้าเกือบจะรับร่างของมารดาไม่ทัน เพราะจู่ๆผู้เป็นมารดานั้นก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างเสียใจและสลบไปในเวลาไม่กี่วินาทีถัดมา ผู้เป็นพ่อรีบรับร่างของภรรยาคู่ชีวิตและพาไปนอนที่เตียง หมอก็เร่งรีบเดินไปตรวจอาการแล้วเรียกพยาบาลให้เอายามาฉีด และให้น้ำเกลือคนไข้ด้วย เพราะดูแล้วคนเป็นแม่นั้นหัวใจสลาย ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการ shutdown เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจ อีกทั้งยังอ่อนเพลียมากเพราะไม่ได้นอนมาเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมงแล้ว
“คุณพ่อคะ เรียกอิงมามีอะไรหรอคะ”
“ลูกเห็นแล้วใช่ไหม ว่าพี่ชายของลูกสภาพตอนนี้เป็นยังไง”
“เห็นแล้วค่ะ คุณพ่ออย่าคิดมากเลยนะคะ หนูเอาตัวรอดได้”
“อิงฟ้า พ่อว่าหนูอย่าดื้อดีกว่านะ ขนาดพี่ชายลูกเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ อีกทั้งยังมีบอดี้การ์ดรอบตัว เขายังพลาดท่าเสียทีให้กับโจรกระจอก ไม่สิคงเป็นนักฆ่าที่ถูกจ้างมาอย่างดีมากกว่า พ่อไม่วางใจให้ลูกไปไหนมาไหนคนเดียวอีกแล้ว”
“นักฆ่าเลยหรือคะ พี่ชายมีปัญหากับใครงั้นหรอคะ ทำไมมันดูเลวร้ายจังเลยถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือแบบนี้มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือคะ”
“คนเรามีเหตุผลในการทำเพื่อบางอย่างโดยเฉพาะผลประโยชน์ไม่เหมือนกัน คนบางคนจัดการอารมณ์ความรู้สึกอยากได้อยากมี แต่ไม่สามารถทำได้ เลยระบายออกด้วยวิธีแบบนี้”
“แล้วคุณพ่อจะให้อิงทำยังไงคะ ในเมื่ออิงไม่ได้รักในงานธุรกิจของคุณพ่อ ยังไม่ต้องการบอดี้การ์ดหรือใครทั้งนั้นที่จะมาดูแล”
“งั้นพ่อจะขอสั่ง ในฐานะที่พ่อเป็นพ่อของหนู เป็นพ่อที่ห่วงใยลูกสาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นพ่อจะให้หนูมีบอดี้การ์ดส่วนตัวไปไหนมาไหนด้วยอย่างน้อย 1-2 คนแล้วแต่สถานที่ที่จะต้องไป”
“ใครจะไปทำอะไรแบบนั้นได้คะ นี่มันในชีวิตจริง ชีวิตปกติประจำวันคงไม่มีใครหรอกที่เดินไปเรียนแล้วก็มีคนมาเดินตามหลังหรือว่าใส่แว่นดำชุดสูทยืนรอหน้าตึงอยู่หน้าคลาสเรียน”
“แต่ต้องมี ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องมี พ่อจ่ายตังค์บริษัทนายหน้าไปแล้ว”
“งั้นหนูไม่เอาบอดี้การ์ดผู้ชาย ไม่เอาเด็ดขาด!”
อิงฟ้า หลังจากที่ได้รับข่าวร้ายว่าพี่ชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากคนเป็นแม่ที่โทรมาบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เธอกำลังเรียนอยู่ก็ต้องลุกออกกลางคันและขออนุญาตอาจารย์จะทำงานส่งในภายหลังแล้วบึ่งรถออกมาที่โรงพยาบาลทันที เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองขับมาจนถึงที่นี่ได้ยังไงประคองสติมาได้ยังไงขนาดนี้ แต่เธอก็ไม่มัวมาคิดหาคำตอบหรอกนะเธอวิ่ง แล้วก็วิ่ง เพื่อไปทางห้องฉุกเฉินที่กำลังรักษาตัวพี่ชายเธออยู่อย่างขะมักเขม้น พี่ชายที่แสนดีเพียงคนเดียวของเธอ เธอก็ได้แต่ภาวนาขอให้เขาไม่เป็นอะไร ในตอนนี้เธออยากให้เขาฟื้นกลับขึ้นมามากที่สุด อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เพื่อขอให้พี่ชายกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้งจะต้องแลกด้วยอะไรเธอก็ยอม หรือแม้แต่ชีวิตที่สั้นลงก็ได้นั่นคือคำอธิษฐานของเธอ
นับจากวันที่ปฏิเสธพ่อไป เวลานี้ผ่านมา 7 วันแล้วแต่ผู้เป็นพ่อก็ยังไม่ได้พาใครมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอแม้จะมีแอบสะกดรอยตามบ้าง จนกระทั่งวันนี้ผู้เป็นพ่อ ได้พาผู้หญิงร่างสูงและมีมัดกล้ามสวยจนขึ้นรูปติดเสื้อที่สวมใส่มาอย่างพอดีตัวทำให้เห็นกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน เธอดูเท่ห์ สง่าและน่าจับตามอง ดูมีเสน่ห์ที่สุด ถ้าให้เดาน่าจะต้องเป็นสาวหล่อ เป็นไบ หรือไม่ก็เป็นเลสเบี้ยน อิงฟ้ามองตาไม่กระพริบ เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาที่ทรงเสน่ห์ของอีกคนที่เดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับผู้เป็นพ่อ ใบหน้าที่ดูหล่อเหลามากกว่าที่จะเรียกว่าสวย มันเงียบขรึมซะจนเธอขนหัวลุก และวินาทีถัดมาเธอก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวจริงๆ
“อิงฟ้า นี่คือองศา ต่อไปนี้เธอจะมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของลูก ไปไหนมาไหนก็จะไปพร้อมกับลูกยกเว้นแค่เวลานอนหลังจากที่ส่งลูกถึงคฤหาสน์ของเราแล้ว องศาจะต้องกลับบ้านไปและก็จะกลับมาในเช้าวันใหม่เพื่อรอรับลูกไปโรงเรียนแล้วเรียนรู้ธุรกิจ ทำกิจกรรม activity อะไรต่างๆ ก็จะต้องมีเขาไปด้วยตลอด”
“แต่พ่อคะ อิงบอกแล้วไงว่าไม่เอาบอดี้การ์ด”
“ลูกบอกแค่ว่ายังไงก็ไม่เอาบอดี้การ์ดผู้ชายเด็ดขาด ก็นี่ไงองศา ไม่ใช่ผู้ชาย ก็ตรงตามเงื่อนไขที่เราตกลงกันแบบนี้จะมาโวยวายไม่ได้นะอิงฟ้า”
เด็กสาววัย 21 ปีถึงกับฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ แต่ก็เถียงหรือพูดอะไรไม่ได้อีกเมื่อนึกได้ว่าตนเองพูดไปแบบนั้นจริงๆ แล้วใครจะไปคิดล่ะว่าตระกูลของเธอที่เป็นเพียงนักธุรกิจอสังหาธรรมดานอกจากจะมีบอดี้การ์ดผู้ชายร่างล่ำบึกแล้วก็ยังมีบอดี้การ์ดผู้หญิงอีกด้วย ไม่ได้ล่ำเท่าผู้ชายแต่ก็ล่ำกว่าเธอแล้วกัน
“ไม่ต้องเดินตามติดขนาดนั้นก็ได้ ที่นี่โรงพยาบาล มันคงไม่มีโจรหรือคนโง่ที่ไหนเข้ามาทำอันตรายคนไข้หรือผู้ใช้บริการที่นี่หรอก อีกอย่างตำรวจก็อยู่เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นเดินถอยห่างๆ ฉัน”
“รับทราบค่ะคุณหนู”
น้ำเสียงเรียบนิ่งกับใบหน้าที่แสนเย็นชานั่น ทำเอาอิงฟ้าหมั่นไส้จนอยากจะกางนิ้วแล้วข่วนหน้า ให้เหมือนกับเวลาที่แมวข่วนทาสของมันเลย อิงฟ้ามองสีหน้าแววตาก็พอจะเดาออก ใครที่เจอเธอครั้งแรกไม่ประสาทแดกก็ให้รู้ไปสิ เย็นชาเสียขนาดนี้ รู้ตัวดีแต่ก็ปรับปรุงตรงนี้ไม่ได้หรอก การเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดทั้งที่อายุยังน้อยนำมาซึ่งความสุขุมและเยือกเย็น เธอจะต้องนิ่งรักษาภาพลักษณ์ ทำทุกอย่างให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือการเดินตามคุณหนูของเธอไปทุกที่ ตอนนี้มันคือหน้าที่หลักของเธอแล้ว….
“กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยไหมวันนี้ ทำไมพักนี้กลับดึกกว่าปกติล่ะลูก ทำโอทีเหรอ”
แก้วตาผู้เป็นมารดารีบตรงดิ่งเข้ามาหาลูกสาวทันที เพราะหลายๆครั้งลูกสาวกลับดึกเสียจนเธอหลับไปก่อนทำให้ไม่ได้พูดคุยกัน วันนี้เธอจึงยังไม่นอนตั้งใจดักรอเพื่อที่จะสอบถามว่าเหตุใดถึงได้กลับบ้านช้ากว่าปกติบ่อยครั้ง
องศา หรืออินทิรา ลูกสาวคนโตของแก้วตา เมื่อเห็นว่ามารดาพุ่งตรงเข้ามาถามแบบนั้น ด้วยความที่เป็นคนโกหกไม่เก่ง แม้จะเป็นคนที่รักษาสีหน้าและท่าทีสงบเสงี่ยมเอาไว้ได้ แต่ทุกครั้งที่โกหกเขาจะต้องเอามือขึ้นเกาจมูกวันนี้เขาจึงเอามือไพล่หลังและบีบมือตัวเองไว้ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
“พักนี้ที่บริษัทมีปัญหานิดหน่อยค่ะแม่ ที่จริงแล้วมีการเปลี่ยนผู้บริหาร การทำงานก็เลยเปลี่ยนไปด้วย ต่อให้ทำงานดึกเดี๋ยวนี้ค่าโอทีก็ได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะหนูไม่ไปทำอะไรที่มันเสี่ยงๆหรอก”
“แม่ก็อดห่วงไม่ได้ เห็นกลับบ้านดึกดื่น กลัวจะแอบไปทำงานพิเศษอีกน่ะสิ ไม่ได้มีอะไรปิดบังแม่ใช่ไหมองศา”
“ไม่มีหรอกค่ะ เหนื่อยมากเลยขอขึ้นไปอาบน้ำนอนนะคะ”
แก้วตามองดูลูกสาวคนโตที่นับวันยิ่งจะเงียบขรึมแล้วพูดน้อยลงไปทุกที เรียกมาคุยทีไรก็ได้แค่ประโยคสองประโยคแล้วก็หาทางเลี่ยงขึ้นห้อง เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนจบ เธอรู้ว่าลูกผิดหวังที่เธอไม่ให้ไปสอบตำรวจอีก แต่เธอก็ทำใจไม่ได้เหมือนกันถ้าลูกเดินทางสายนี้แล้วต้องตายเหมือนกับพ่อของเขา
องศาทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา บนที่นอนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอไม่อยากโกหกหรือปิดบังครอบครัว แต่ทว่าการเสียพ่อไปแบบนั้นค่าใช้จ่ายในบ้านจึงตกเป็นภาระของเธอ แม้ว่าแม่แก้วตาของเธอจะขายของอยู่ที่บ้านแต่เงินมันไม่ได้มากขนาดนั้นเพราะน้องสาวของเธอกำลังเรียนอยู่ระดับชั้นมหาวิทยาลัยต้องใช้เงินมาก อีกอย่างตั้งแต่พ่อตายแม่ก็ตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคหัวใจ แล้วก็อาการแย่ลงเรื่อยๆหมอบอกว่าทางเดียวที่จะต้องทำให้ได้ในตอนนี้ก็คือผ่าตัดเปลี่ยนใส่หัวใจเทียมให้แม่ เธอโกหกแม่ว่าไปทำงานบริษัทอสังหาแต่ทว่าที่จริงแล้วเธอนั้นแอบไปสมัครเป็นบอดี้การ์ดนานแล้ว นานจนได้รับตำแหน่งหัวหน้ามา
ก๊อก ๆ ๆ
“หนูเข้าไปได้ไหมคะพี่อง”
“อื้อ เข้ามาสิ”
“พี่อง พอดีอินจะต้องออกไปฝึกสอนในเทอมหน้า มันมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่าเดิมอีก ตอนนี้ พี่หางานพิเศษให้อินทำได้ไหม”
“แค่เรียนก็หนักแล้ว เรียนครูน่ะงานเยอะจะตายไป ตั้งใจเรียนไปเถอะเดี๋ยวเรื่องเงินพี่จัดการเอง”
“แต่พี่จะไหวหรอ ช่วงนี้แม่ก็เข้าโรงพยาบาลถี่เลยแบบนี้พี่คนเดียวก็จะแย่นะ”
“อิน อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะว่าอินน่ะแอบรับงานวาดรูป ไหนจะทำงานจัดหน้าไฟล์หนังสืออีก แล้วก็รับทำรายงานอีกด้วย แค่นั้นก็แทบจะไม่ได้นอนแล้วไม่ใช่หรอ จะเอางานพิเศษอะไรอีกล่ะ”
“นี่พี่องรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ขนาดอินใช้นามแฝงพี่ยังรู้อีกหรอ”
“พี่ก็ไม่ได้โง่นี่นา ทำไปเถอะถ้ารักถ้าชอบแล้วไม่เหนื่อยเกินไป แต่อย่ามากเกินจนเสียการเรียนก็แล้วกันทำความฝันในการที่จะเป็นครูให้สำเร็จ พี่ขอแค่นั้น”
“ขอบคุณนะคะ รักพี่ที่สุดเลย”
อิน หรืออินทุอร น้องสาวเพียงคนเดียวขององศา เธอเรียนครูตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย อายุ 22 ปีแล้ว อินทุอร มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นครูมาตลอด และเธอเก่งศิลปะ แล้วก็รักในงานศิลปะมากจึงเลือกเรียนครูศิลปะ เธอชอบสอนเด็กข้างบ้านมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว สีก็ชอบเอาไปแบ่งปันกับคนอื่นเล่น แต่หลังจากที่พ่อตายไปเธอก็เริ่มเก็บตัวเงียบ แล้วรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์เพราะตอนนี้มีแค่องศาเพียงคนเดียวที่หาเงินเข้าบ้านได้และแม่ก็ปิดร้านบ่อยครั้ง เงินที่หามาได้ก็ไม่เคยพอใช้ มีเธอคนเดียวที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลยจนกระทั่งไปรู้จักกับโลกออนไลน์และงานศิลปะที่จะสามารถทำเงินได้ง่ายๆเธอจึงแอบทำมันมาตลอดแต่ก็ไม่คิดว่าพี่สาวจะรู้ แต่เธอก็ไม่เคยบอกพี่สาวเช่นกันว่าเธอรู้ว่างานบริษัทที่พี่สาวไปทำนั้นมันไม่ใช่อย่างที่บอก ครั้งหนึ่งเธอบังเอิญผ่านไปแถวนั้น จึงแวะหาพี่สาวที่บริษัท แต่คนที่บริษัทกลับบอกว่าพี่สาวเธอไม่ได้ทำงานอยู่ที่นั่น กว่าจะสืบรู้ก็ใช้เวลาอยู่เป็นปีเพราะสงสัยว่าพี่สาวทำอะไร อยู่ที่ไหน ทำไมจึงมีเงินมาคอย support ที่บ้านอยู่เสมอ การเป็นบอดี้การ์ดเสี่ยงอันตรายแต่เธอรู้ว่าพี่สาวของเธอรักงานแบบนี้จึงไม่เคยคิดขัดขวางและไม่คิดจะบอกมารดาด้วย นั่นเป็นหนทางที่เลวร้ายที่สุดเพราะว่ามารดาอาจจะช็อคได้
มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง
เสียงแห่งความวุ่นวายดังอยู่ภายในโรงอาหาร ลิลลี่หรือคุณหนูอิงฟ้า กำลังเดินหน้าตาไม่สบอารมณ์เข้าไปภายในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ซึ่งปกติแล้วเธอแทบจะไม่มาเหยียบที่นี่เพราะเกลียดความวุ่นวายนี่แหละ คนเยอะจอแจกลิ่นอาหารก็เหม็นคละคลุ้งแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังก็ตามที แต่ว่าการบริหารจัดการของที่นี่ก็ใช่ว่าจะดีแตกต่างจากที่อื่นสักเท่าไหร่ แต่วันนี้เพราะว่ามีองศาคอยตามติดมาด้วย เธอจึงต้องมากินอาหารที่โรงอาหารอีกครั้ง เรียกได้ว่าตั้งแต่มีองศาเข้ามาในชีวิตเธอก็แทบจะไม่ได้ก้าวเท้าออกจากมหาวิทยาลัยในเวลาที่ไม่มีเรียนเลย เธอต้องรอเรียนคาบต่อไปด้วยความเหนื่อยหน่าย จะออกไปเดินช็อปปิ้งหรืออะไรให้ผู้คนเห็นเหมือนปกติก็ไม่ได้ ทำตัวราวกับว่าเธอเป็นนักโทษของเขาอย่างนั้นแหละ
“นี่ คิดจะเดินตามติดอย่างนี้อีกนานไหม ไปไกลๆไปเหม็นขี้หน้า”
“ฉันจะทำตามหน้าที่ของฉัน คุณจะรับประทานอาหารก็เชิญฉันจะยืนรอตรงนี้”
“แล้วกรุณาอย่าจ้องฉัน เห็นแล้วมันกินไม่ลง”
“หน้าที่ของฉันคือตามดูแลคุณไม่ให้คราดสายตาถ้าไม่ให้จ้องเห็นทีว่าคงจะไม่ได้ ถ้าคุณไม่อยากเห็นว่าฉันจ้อง คุณก็แค่ก้มหน้าลงไปรับประทานอาหาร อย่าเงยหน้าขึ้นมาก็แค่นั้นเองค่ะ”
คำพูดคำจาที่ดูเหมือนจะยียวนแต่ออกมาจากปากของคนที่หน้านิ่งและแววตาเย็นชาเช่นนี้มันยิ่งดูน่าโมโหเพราะไม่รู้ว่าเขาจงใจกวนหรือว่าพูดด้วยความใสซื่อกันแน่ คนอะไรพูดจายาวเหยียดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแบบนี้กับคนที่เป็นเจ้านายเนี่ยนะ เห็นแบบนี้อิงฟ้ายิ่งไม่พอใจ ไปหยิบเงินส่งให้เพื่อนแล้วไหว้วานให้ไปซื้ออาหารมาให้แทน มีความรู้สึกว่ายิ่งเดินก็ยิ่งถูกจับจ้องไปทางไหนก็ถูกมองมันรู้สึกอึดอัดไปหมด ไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายของเธอทนได้ยังไงเวลาที่ไปไหนมาไหนแล้วมีคนเดินตามเป็นโขยง
“วันนี้แฟนมาเฝ้าอีกแล้วเหรอจ๊ะคุณหนูลิลลี่”
“โอ๊ยพวกแก ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ใช่แฟน”
“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ หล่อขนาดนี้ไม่สนเลยหรอ แกไม่เอาฉันเอานะ”
“ดูหน้าเขาด้วยเขาจะเอาแกไหม คนอะไรยิ้มไม่เป็นเลยหรือไง ทำหน้าบึ้งตลอดเวลา น่าเบื่อ!”
อิงฟ้าบ่นอุบ เธอไม่พอใจตั้งแต่พ่อสั่งให้มีบอดี้การ์ดคอยตามเฝ้า ในช่วงวันแรก ๆ ที่เจอหน้าก็ไม่พอใจแล้ว แล้วพออยู่ด้วยกันมาเกือบ 2 อาทิตย์ก็ยิ่งหมั่นไส้เข้าไปใหญ่ เพราะองศาไม่ยิ้มเลยแม้แต่นิดเดียว พูดจากับเธอก็ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่คนเป็นลูกน้องควรจะเป็น ก็เข้าใจได้ว่าเขานั้นโตกว่าและเป็นถึงหัวหน้าบอดี้การ์ดตามที่พ่อบอก แต่ว่า การจะพูดจากับเจ้านายต่อให้เด็กกว่ามันก็ไม่ควรจะเป็นแบบนี้ไหม อย่างน้อยแววตาอ่อนโยนลงนิดนึงก็ยังดี นี่อะไรแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ยิ่งคิดยิ่งโมโห เธอกำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว พอเงยหน้ามาเจอสายตาที่จ้องมองมายังเธออยู่แบบนั้นใครมันจะไปกินลง อิงฟ้ารวบช้อนยกน้ำขึ้นดื่มและคว้ากระเป๋าเดินออกตรงนั้นทันที ซึ่งก็เป็นไปตามคาดองศาหันขวับแล้วก้าวเดินตามมาติดๆ มันไม่ได้ติดขนาดนั้นแต่มันก็อึดอัดอยู่ดี อิงฟ้าไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ว่าอย่างไรแต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เธอไม่ชอบเลย
โรงพยาบาล
“อิงฟ้ามาแล้วเหรอลูก”
“สวัสดีค่ะคุณแม่ สวัสดีค่ะคุณพ่อ วันนี้คุณหมอให้เยี่ยมได้แล้วใช่ไหมคะคุณพ่อคุณแม่ได้เข้าไปเยี่ยมพี่วัชหรือยังคะ”
“พ่อกับแม่เข้าไปแล้ว หมอจะให้เข้าได้อีกทีหลัง 6 โมงเย็น แต่ก็เข้าได้แค่แป๊บเดียวนะ 10 นาทีเท่านั้น หนูก็เตรียมตัวให้พร้อมนี่ก็ใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้ว”
“ค่ะคุณพ่อ แล้วที่คุณพ่อทักมาบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับหนู เรื่องอะไรหรอคะ จะคุยเลยไหมหรือรอให้หนูออกมาก่อน”
“คุณ จะเอาแบบนี้จริงๆหรอ ฉันสงสารลูก ลูกยังเด็กเกินกว่าจะมาแบกรับภาระอะไรตรงนี้นะ”
“แต่สักวัน ทั้งบริษัททรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีก็จะต้องถูกส่งต่อให้ลูก ในเมื่ออนวัชลูกชายเพียงคนเดียวของเรานอนเป็นผักอยู่แบบนั้น คนเดียวที่เราจะหวังพึ่งพาได้ก็มีแค่อิงฟ้าเท่านั้นนะคุณ”
พ่อและแม่หันไปคุยกันต่อหน้าอิงฟ้านั่นแหละ แม้จะอยากคุยกัน 2 คนแต่สถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทุกสิ่งทุกอย่างดูบีบคั้น เกิดปัญหาขึ้นที่บริษัททันทีที่อนวัชได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่ได้สติแบบนี้ เหล่าผู้บริหารที่บริษัทต่างอยากจะขึ้นครองอำนาจแทนเขา หลายคนที่อยู่เคียงข้างเขาก็ยังพอมี คนเหล่านั้นไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะหยุดยั้งผู้บริหารระดับสูงที่จ้องจะฮุบกิจการทุกอย่างไปเป็นของตน
“พ่อเข้าใจว่าลูกยังเด็กและยังเรียนไม่จบ อีกทั้งยังเรียนไม่ตรงสายอีกด้วย แต่ว่าอิงฟ้า ธุรกิจทุกอย่างที่พี่ชายของลูกรับช่วงต่อและพัฒนามันต่อจากพ่อ มันควรจะเป็นของใครถ้าไม่ใช่ของลูก ถ้าไม่ใช่ของพี่ชายลูกและครอบครัวเรา พวกนั้นกะจะชุบมือเปิบเอาง่ายๆหนูจะยอมจริงๆหรอ”
หลังจากที่เล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้ลูกสาวฟังแล้ว คมกฤษมีสีหน้าที่เคร่งเครียดและตั้งคำถามให้ลูกสาวคิดตามเพราะเขารู้ดีว่าอิงฟ้านั้นแน่วแน่ในทางเดินของตัวเองมาตลอด ลูกสาวอยากจะเรียนนิเทศศาสตร์และเข้าวงการบันเทิงทำงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังนั่นคือความใฝ่ฝันสูงสุดโดยที่ไม่มีความคิดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือรับช่วงต่ออะไรใดๆทั้งสิ้น การที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของลูกไปกลางคันแบบนี้มันเป็นอะไรที่ตัดสินใจยากเขารู้ดี อิงฟ้ามีสีหน้าที่ยุ่งยากใจ แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของครอบครัวและพี่ชายสุดที่รักที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ มีหรือที่เธอจะยอมให้ใครมาชุบมือเปิบเอาไปโดยที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจรับปากพ่อและแม่ของตนว่าจะพยายามรักษาทุกอย่างเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
บริษัท a&a
“หมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามที่ได้ยินนั่นแหละค่ะ ผู้บริหารทุกท่าน ดิฉันนางสาวอิงฟ้า สุธรธารา นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปจะเข้ามาควบคุมอำนาจทั้งหมดแทนพี่ชายที่กำลังรักษาตัวอยู่ ใครมีอะไรสงสัยก็ส่งเรื่องเข้ามาได้เลยฉันพร้อมจะชี้แจง แล้วถ้าใครมีปัญหาก็เข้ามาคุยกับดิฉันได้โดยตรงไม่ต้องผ่านเลขานะคะ”
คำพูดที่แสนเด็ดเดี่ยวและมาดมั่นจากใบหน้าสวยใสของเด็กที่ยังไม่จบมหาวิทยาลัยทำเอาผู้อาวุโสและผู้บริหารระดับสูงหลายท่านไม่พอใจ แต่ด้วยอำนาจเงินและหุ้นส่วนที่น้อยกว่ามากทำให้พวกเขาได้แต่ฮึดฮัดแล้วเดินกลับออกไปโดยไม่พูดอะไรเลย
หลังจากวันนั้น อิงฟ้าก็ต้องเข้ามาทำงานที่บริษัททุกวันหลังเลิกเรียน แต่ถ้ามีงานด่วนเธอก็จะต้องเลือกที่จะมาทำงานก่อน แม้จะไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลย แต่ทว่าอิงฟ้านั้นมีความเฉลียวฉลาด เธอสามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่องศาสอนได้ และเลขาหน้าห้องของอนวัชเองก็ทำงานดี สามารถสอนคุณหนูอย่างเธอให้ใจเย็นลงได้ วันนี้ก็เป็นอีก 1 วันที่เธอเลิกเรียนแล้วจะต้องรีบเดินทางไปที่บริษัท
“แก คิดเหมือนฉันไหมว่าคุณหนูอิงฟ้าน่ะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานบริษัทคนปัจจุบันหรอกนะ เรียนก็ยังไม่จบ แถมลุคดูคุณหนูขนาดนั้น จะทำอะไรเป็น”
“นั่นน่ะสิแก ไม่ใช่ว่าพอเข้ามาบริหารแล้วหุ่นดิ่งลงเหวกำไรหดลงหมดนะ”
“ใช่ เป็นลูกคุณหนูผู้ดีมีเงิน จะเอาอะไรมาเก่งกาจเท่ากับพี่ชายที่เป็นสายลุย”
“คุณหนูแล้วมันยังไง?”
“!!!”
เมื่อเสียงที่แสนเยือกเย็นและคุ้นหูดังขึ้นอยู่ด้านหลัง พนักงานที่กำลังนินทาทั้งหลายแหล่ก็แตกฮือ ราวกับผึ้งแตกรัง ไม่รู้ว่าใครเป็นใครรีบวิ่งหนีไปก่อนเพื่อที่จะได้หลบหน้าหลบตาคุณหนูให้ทัน ถ้าเกิดว่าโดนเห็นหน้าขึ้นมามีแววว่าจะถูกไล่ออกกันหมด อิงฟ้าเดินกลับเข้าห้องประธานบริษัทอย่างหัวเสีย
“นี่องศา”
“คะ? คุณหนู”
“เธอว่าเราดูเป็นยังไง”
“คุณหนูก็ดูเป็นคุณหนูแบบนี้ จะให้ดูเป็นยังไงล่ะคะ ก็ปกติไม่มีอะไรแปลก”
“โอ๊ย นี่ฉันเลือกถามผิดคนใช่ไหมเนี่ย?”
“….”
องศานิ่งไปไม่ตอบเพราะรู้ว่านั่นเป็นแค่คำสบถและคำบ่นของคนหนูของเขา องศาไปยืนนิ่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของคุณหนูอิงฟ้าตามปกติ แต่วันนี้อิงฟ้าหงุดหงิดมากก็เลยหมุนเก้าอี้ไปหาองศาแล้วมองด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง
“เธอว่า เป็นคุณหนูแล้วมันยังไง?”
“ไม่ยังไงคะ”
องศาก็ยังคงเป็นองศา ตอบด้วยความใสซื่อและบริสุทธิ์ใจไม่ได้จงใจจะยียวนแต่อย่างใด แต่ทว่าอิงฟ้ากลับมองว่านั่นคือความกวนตีนของอีกฝ่าย เลยยิ่งขัดเคืองใจเข้าไปใหญ่ เธอโทรเรียกแผนกบุคคล และรปภ.
“คุณหนูมีอะไรคะ”
“นั่นสิครับมีอะไรด่วนหรอครับคุณหนูหรือว่ามีเหตุร้ายอะไร”
“เรียกฉันว่าประธานบริษัท ตอนนี้ฉันไม่ใช่คุณหนูอีกแล้ว”
“อ๋อค่ะ จะให้แจ้งทุกคนด้วยไหมคะ พนักงานทุกคนจะได้ทราบว่าควรจะเรียกคุณหนูว่ายังไง”
“ดีค่ะ จัดการให้เร็วๆ นะคะ ถ้าใครยังเรียกฉันว่าคุณหนูอีกคำเดียวฉันจะหักเงินเดือน แต่ถ้าหากฉันเดินไปได้ยินด้วยตัวเองฉันจะไล่ออก”
“ค่ะๆ รับทราบค่ะคุณหนู เอ้ย ท่านประธาน”
“ส่วนคุณลุงรปภ.ช่วยไปเช็คที่กล้องวงจรปิดตรงมุมทางเดินก่อนที่จะถึงห้องประธานหน่อย เอารูปและคลิปมาให้ฉันอย่างละเอียดว่ามีใครอยู่ตรงนั้นบ้างตอนที่ฉันเดินเข้ามาเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว”
“คุณหนู เอ๊ย ท่านประธานจะเอาไปทำอะไรครับ”
“ฉันสั่งอะไรก็ไปทำตามนั้นเถอะลุง”
องศาแอบกลั้นยิ้มกับความเจ้าคิดเจ้าแค้นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้จักโต ต่อให้อยู่มหาวิทยาลัยแล้ว และยังเป็นถึงประธานบริษัท แต่การที่จะทำอะไรแบบนี้นั้น บ่งบอกได้ว่าอีกคนยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอ องศาคอยสังเกตและนำมันไปบอกผู้นำแก๊งอย่างคมกฤษ ว่าคุณหนูของบ้านยังคงไม่พร้อมที่จะขึ้นรับตำแหน่งรองหัวหน้ามาเฟียแน่นอน ต้องใช้เวลาฝึกฝนกันอีกยาวนาน ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายเทคนิคการต่อสู้ ตลอดไปจนถึงการบริหารและการควบคุมอารมณ์ อิงฟ้าไม่รู้ตัวเลยว่าการที่องศามาอยู่ใกล้ชิดแบบนี้ก็เพื่อเตรียมเธอให้พร้อมสำหรับการเข้าแก๊งมาเฟีย นั่นเพราะแก๊งนี้คมกฤษผู้เป็นพ่อของเธอดูแลมาเป็นอย่างดี เมื่ออนวัชทายาทอันดับ 1 ล้มเจ็บลง ตำแหน่งก็ว่าง เกิดการระส่ำระสายภายในแก๊ง ถึงตอนนี้ผู้เป็นพ่อจะยังเอาอยู่แต่สักวันเมื่อเขาแก่ตัวลงก็อาจจะมีคนมาโค่นล้มอำนาจ เรื่องตรงนี้เขายังไม่พร้อมที่จะบอกลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา เพราะเขาเลี้ยงดูเธอมาอย่างลูกคุณหนูลิ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ตั้งใจว่าจะไม่ให้พบเจอกับความลำบากและใช้ชีวิตได้ตามสบาย ไม่ต้องถูกบังคับให้เข้าแก๊งและใช้ชีวิตอยู่บนความเป็นความตายแบบนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
คฤหาสน์สุธรธารา
“สวัสดีค่ะคุณแม่ ทำไมยังไม่นอนคะ”
“แม่รอเจอลูก วันนี้กลับดึกเชียวเหนื่อยไหมจ๊ะ”
“หนูเหนื่อยจะตายอยู่แล้วค่ะแม่”
อิงฟ้าได้ทีก็ออดอ้อนผู้เป็นแม่ เธอเข้าไปกอดซบเอวและขออนุญาตนอนหนุนตัก ซึ่งอิงอรผู้เป็นมารดาก็ไม่ได้อิดออดในการที่จะให้ลูกนอนตัก เธอคิดถึงลูกสาวมาก ปกติแล้วเวลาเลิกเรียนทั้งคู่จะไปช้อปปิ้งหรือนั่งกินไอศกรีมหรือไม่ก็ไปนั่งร้านอาหารแพงๆ สักแห่ง ใช้ชีวิตหรูหรากันทั้งแม่ทั้งลูก ปล่อยให้พ่อกับลูกชายเขาทำงานกันไป พอมาตอนนี้ลูกสาวต้องเข้าไปบริหารงานแทน อีกทั้งผู้เป็นสามีของเธอยังบอกอีกว่าลูกสาวจะต้องเข้าแก๊งในเร็วๆ นี้
“อิงฟ้า ไหวไหมลูก”
“ถ้าบอกว่าไม่ไหวจะทำยังไงล่ะคะ”
“แม่ก็ไม่รู้จะช่วยหนูยังไงเลยลูก สู้ๆ นะ แล้วแม่จะหมั่นทำบุญภาวนาขอให้พี่ชายลูกฟื้นไวๆ”
อิงฟ้าอ้อนผู้เป็นแม่ และคำว่าลูกคุณหนู ก็ยังติดอยู่ในใจเธอแบบนั้น เธอเข้าใจมาตลอดว่าทุกคนต่างก็ยกย่องเทิดทูนเธอ เรียกเธอว่าคุณหนูอย่างนั้นคุณหนูอย่างนี้ไม่เคยมองในความหมายแฝงว่ามันอาจจะอยู่ในเชิงดูถูกหรือเปล่า ว่าเกิดมาเป็นลูกคุณหนูอาจจะหยิบโหย่งเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่เธอก็ไม่กล้าถามกับแม่ว่าการเกิดมาเป็นลูกคุณหนูนั้นดีไหม เธอที่เคยภูมิใจในตัวเองกับลังเลเสียแล้วในวันนี้ แม้จะรู้ว่ามันเป็นแค่คำพูดลอยๆของคนขี้นินทาเท่านั้น
หลังจากอ้อนแม่จนพอใจแล้ว อิงฟ้าก็ขึ้นไปบนห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เลิกจากที่บริษัทมาก็มีที่นี่แหละที่เธอจะต้องเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติม ผู้เป็นพ่ออ้างว่าอยากให้เธอมีวิชาการต่อสู้ติดตัว ตอนเด็กเธอก็เล่นบ้างกับพี่ชายแล้วก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เก่งกาจมากเพราะว่ามาเลิกเอาตอนมัธยมต้นที่เริ่มติดเพื่อนและชอบไปช้อปปิ้งตามห้างมากกว่า เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่พร้อมสำหรับการเรียนต่อสู้แล้วเธอก็เดินไปที่โรงยิมด้านหลัง ใช่ บ้านเธอมีอาณาเขตกว้างขวางและใหญ่โตพอที่จะสร้างโรงยิมเอาไว้ ที่นี่เหล่าบอดี้การ์ดมักจะมาออกกำลังกายและฝึกการต่อสู้ที่โรงยิมแห่งนี้ เธอเห็นเป็นประจำ เธอยังคงสงสัยจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมที่บ้านจะต้องมีบอดี้การ์ดและคนที่เก่งด้านการต่อสู้มากขนาดนี้ แค่ทำธุรกิจอสังหามันจะอะไรกันนักกันหนา แต่พอเห็นพี่ชายถูกลอบทำร้ายปางตายขนาดนั้น เธอก็พอจะเข้าใจแล้วว่าในแง่ของธุรกิจคนเรามีหลายรูปแบบ เรื่องคอขาดบาดตายพร้อมที่จะเกิดกับเราได้ทุกเมื่อ เมื่อเธอเดินมาถึงโรงยิมแล้วเปิดประตูเข้าไปก็มองเห็นว่าองศาอยู่ในชุดที่เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
“คุณหนูมาช้านะคะ”
“ฉันแวะคุยกับแม่น่ะ เริ่มเลยไหม”
“คุณหนูพร้อมแล้วใช่ไหมคะ วันนี้เราจะปรับพื้นฐานกันต่อ แต่ก็จะเริ่มขั้นตอนต่อไปให้ไวขึ้น วันนี้ 2 ชั่วโมงเต็มไม่มีพักห้ามงอแงนะคะ”
“ได้เลย”
องศาพูดย้ำเอาไว้ เพราะเรียนมาแล้ว 2 อาทิตย์เข้าอาทิตย์ที่ 3 ทุกครั้งก็รับปากแบบนี้นั่นแหละ บอกว่าจะไม่งอแง จะไม่ขอพัก จะทุ่มแรงกายแรงใจฝึกเต็มที่ ให้องศาใส่เต็มร้อยได้เลย แถมท้าทายเธอในหลายๆครั้ง พอเอาเข้าจริงนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำก็ลงไปนอนกองหอบหายใจหมดแรงแล้ว
แล้ววันนี้ก็เช่นเคย
แฮ่ก ๆ ๆ
“พักก่อน เราขอพักแป๊บนึง”
“ลุกขึ้นมาค่ะคุณหนู อยากให้คนดูถูกว่าเป็นแค่คุณหนูอ่อนด้อยอีกหรอ”
“เอ๊ะ เราชักจะเกลียดคำนี้จริงๆ แล้วนะ ทำไมเป็นคุณหนูแล้วมันทำไม เป็นคุณหนูแล้วมันหนักหัวใคร เกิดบนกองเงินกองทองก็ผิดเหรอ อิจฉาก็พูดมาสิ เดี๋ยวก็คุณหนูอย่างนั้น คุณหนูอย่างนี้ ชิ!”
“มีแรงบ่นขนาดนี้ ลุกค่ะ อย่าให้ฉันต้องลงมือ”
องศาพูดด้วยสีหน้าและแววตาเคร่งขรึม คำพูดคำจา พร้อมทั้งใบหน้าที่เรียบสนิทแบบนั้นขององศา ก็ทำให้เธอเกิดขนลุกซู่ขึ้นมา ไม่รู้หรอกว่า ไอ้คำว่า อย่าให้ฉันต้องลงมือนั้น มันหมายถึงลงมือทำอะไร แต่ขอไม่เสี่ยงดีกว่า พอคิดได้ดังนั้น อิงฟ้าก็รีบกลิ้ง 3 ตลบแล้วลุกพรวดขึ้นมา ตั้งการ์ดรอรับการโจมตี ทั้งสองตกลงกันเอาไว้แล้วว่าจะฝึกขั้นต่ำอย่างน้อยก็ต้อง 2 ชั่วโมงขึ้นไป ยังไงเสียอิงฟ้าก็เคยมีพื้นฐานการเรียนต่อสู้มาก่อนตั้งแต่เด็ก การกลับมารื้อฟื้นแล้วต่อยอดเอาตอนโต ก็น่าจะทำได้ไม่ยากหากมีความตั้งใจ อิงฟ้าทำเป็นเหยาะแหยะเหมือนคุณหนูเอาแต่ใจไปอย่างนั้นเอง พอเอาเข้าจริงๆ เธอก็ไม่เคยเลิกก่อนเวลา จะมีงอแงขอพักบ้าง แต่ก็ไม่เคยพักถึง 5 นาทีสักครั้ง
“อึ่ก!!”
แล้วผลแห่งความพยายามก็ประสบผลสำเร็จในวันนี้ องศามัวแต่คิดชื่นชมคุณหนูอยู่ในใจถึงได้พลาดโดนเตะตัดขาและจับทุ่มได้ อิงฟ้ากรีดร้องเสียงดังด้วยความดีใจ เธอไม่เคยนึกมาก่อนว่าตัวเองจะทุ่มบอดี้การ์ดมือหนึ่งของคุณพ่อลงได้ องศาแอบอมยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง องศาเก็บซ่อนความพึงพอใจเอาไว้ให้ลึกลงไป กลบเกลือนด้วยใบหน้านิ่งๆ แสนเย็นชานั้น อิงฟ้ารู้สึกดีใจแต่ไม่สุดเพราะองศาดูไร้ความรู้สึก ไม่ยินดียินร้ายกับชัยชนะเล็ก ๆ ของเธอเลย
“เย้ๆๆ ไงล่ะแม่หัวหน้าบอดี้การ์ด เจอลูกคุณหนูตัดขาเปรี้ยงเข้าไปถึงกับล้มคว่ำไม่เป็นท่าเลยนะ”
“สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง นับประสาอะไรกับหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างฉันล่ะค่ะ คุณหนูเก่งมาก ฝึกเยอะๆ ก็จะเก่งขึ้นกว่านี้แน่นอนค่ะ”
องศาชื่นชมเพื่อให้กำลังใจ และมีความรู้สึกว่าคุณหนูนั้นเก่งจริง ๆ และผลตอบแทนก็คือคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละ
“อะไรนะ นี่ดิฉันหูฝาดไปหรือเปล่าคะเนี่ย คุณหัวหน้าบอดี้การ์ด คุณชมดิฉันเหรอคะ”
อิงฟ้าเอามือไพล่หลังเอียงคอมองและทำตาใสใส่อย่างน่ารัก ยิ้มหวานจนแก้มปริล้อเลียนหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างองศา จนเกือบจะเสียอาการทำให้องศาเบือนหน้าหนี เขาซุกซ่อนใบหน้าที่กลั้นยิ้มเอาไว้ด้วยการหันหลัง และรีบเดินไปหยิบน้ำมายื่นให้ ก่อนจะเดินหนีออกไปจากโรงยิมแล้วตะโกนกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าวันนี้ให้เลิกก่อนเวลาเพราะว่าคุณหนูของเราเก่งแล้ว
“วันนี้อนุญาตให้พักเร็วได้ 1 วันนะคะ เก่งแล้วค่ะ”
“ใช่หรอ ให้พักได้ไว 1 วันเพราะฉันเก่งหรือว่าเธออ่อนกันแน่ แพ้ให้กับลูกคุณหนูแบบนี้ กิ้วๆ หน้าไม่อาย”
ถูกล้อเลียนแบบนั้นแทนที่องศาจะรู้สึกอับอาย หรือขัดเขินในเชิงไม่พอใจ แต่ทว่าเธอกลับรู้สึกนุ่มฟูในหัวใจราวกับเดินแล้วตัวลอยๆยังไงอย่างนั้น องศาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองมีความรู้สึกพิเศษให้กับคุณหนูของบ้าน เธอไม่เคยคิดจะห้ามความรู้สึกนั้น เรื่องของความรู้สึกเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป แต่สิ่งที่เขาห้ามได้คือการกระทำ เขาจะไม่ทำให้คุณหนูของบ้านต้องเสื่อมเสียอย่างเด็ดขาด