ท่ามกลางเสียงร้องไห้ดังระงม และผู้คนนับพันที่มาร่วมไว้อาลัยให้กับการสูญเสียบุคคลที่ยิ่งใหญ่มากอำนาจอันดับต้น ๆ ของวงการมาเฟียแห่งแดนมาเก๊า
ร่างโปร่งแสงยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสงบ เธอกวาดตาไปยังบุคคลที่รู้จักก่อนมองไปยังกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ อันเป็นภาพของผู้เสียชีวิต
รูปภาพนั้นสะท้อนภาพใบหน้าของหญิงสาวผู้งดงาม ดวงตากลมโตนัยน์ตาดำขลับมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวและอนาทรต่อสิ่งใด ทำให้คนที่พบเห็นยำเกรงและเคารพ แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพที่ตั้งอยู่ก็ตาม
หญิงสาวเข้าไปใกล้ภาพนั้นเรื่อย ๆ จนยืนชิดกับกรอบรูปหากไม่มีใครเห็นเธอสักคน เพราะคนที่เสียชีวิตและเจ้าของรูปภาพที่ตั้งอยู่คือตัวเธอเอง... เว่ยซือหง ทายาทอันดับสองของตระกูลเว่ย ตระกูลมาเฟียเก่าแก่ของแดนมังกร
จากบุคคลสำคัญของวงการมาเฟีย เจ๊ใหญ่ตระกูลเว่ยที่ขยับตัวทำอะไรมีแต่คนให้ความสนใจ กลับกลายเป็นดวงวิญญาณธรรมดา แม้ยืนตรงหน้าก็ไร้ผู้คนมองเห็น
‘หึ! ร่ำรวยมากอำนาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ตายอยู่ดีไม่ใช่หรือ?’ เว่ยซือหงคิดพลางยกยิ้มหยันให้กับสัจธรรมชีวิตที่เธอกำลังเผชิญ
หญิงสาวส่ายหน้าไปมาพลางมองคนที่มาแสดงความอาลัยต่อเธอคนแล้วคนเล่าด้วยแววตาเฉยเมย กระทั่งสั่นไหวเมื่อตรงหน้าคือคนสำคัญในชีวิต
เว่ยซือหงมองภาพครอบครัวที่กอดกันร้องไห้นั้นด้วยความเศร้าและเสียใจ ถ้าเลือกได้เธอก็ไม่ได้อยากจากไปโดยไม่ทันร่ำลาด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์แบบนี้ ทว่าขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุใช่สิ่งที่จะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้ ต่อให้ระมัดระวังมากแค่ไหน สุดท้ายถ้ามันจะเกิด มันก็เกิดอยู่ดี เจ๊ใหญ่ตระกูลเว่ยจึงจากไปด้วยประการฉะนี้
คำอำลาจากปากของคนในครอบครัวทำเจ๊ใหญ่น้ำตานองหน้า แม้เป็นเพียงวิญญาณก็สามารถร่ำไห้ได้ ความเศร้าโศกอาดูรที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับคนเหล่านั้นได้อีกต่อไปทำหญิงสาวเสียใจสุดพรรณนา
มีพบก็ต้องมีจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นของคู่กัน ถึงตัวจากไปแต่ใจผูกพัน เรายังอยู่ในห้วงความทรงจำของคนเป็นเสมอ เว่ยซือหงเข้าใจดี
ร่างโปร่งแสงแย้มยิ้มบางพร้อมพิธีศพประจำตระกูลสิ้นสุดลง
“โชคดีนะทุกคน ฉันก็คงไปตามทางของฉันเหมือนกัน”
แต่... เป็นวิญญาณแล้วต้องไปไหนอะ? ไหนยมทูตขาวดำ? ไหนแม่น้ำลืมเลือน? ไหนน้ำแกงยายเมิ่ง? ไม่เห็นมี!
ขณะที่หญิงสาวขบคิดด้วยความมึนงง จู่ ๆ ชั้นบรรยากาศโดยรอบก็หมุนวนดูดดวงวิญญาณของเธอเข้าไป กระทั่งแรงดูดของชั้นบรรยากาศหายไปหญิงสาวจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“ที่ไหนวะเนี่ย!” เสียงอุทานที่ออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปดังขึ้น เมื่อจู่ ๆ ก็มาโผล่ยังสถานที่ว่างเปล่า ทุกอย่างล้วนขาวโพลน ไม่มีผู้คน ไร้สิ่งก่อสร้าง
กลุ่มหมอกสีขาวยังลอยเอื่อย ก้มมองเท้าตัวเองพบว่าตัวเธอกำลังลอยเช่นกัน หากกลับสัมผัสได้ว่ายืนอยู่ ความรู้ย้อนแย้งนี้คืออะไร?
ความคิดภายในหัวหมุนวน เชื่อว่าคำถามยอดฮิตของเหล่าดวงวิญญาณคงเป็นประโยคที่ว่า ‘ตายแล้วไปไหน’ แน่ เพราะเธอก็ถามตัวเองแบบนี้เช่นเดียวกัน!
คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ เว่ยซือหงตัดสินใจเดินไปข้างหน้า โดยระหว่างเดินก็สอดส่ายสายตามองรอบตัวเองไปด้วย น่าแปลกที่เดินมาร่วม 2 ชั่วโมง เธอก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดของสถานที่นี้เสียที กลับกันกลุ่มหมอกที่แน่นขนัดในตอนแรกกลับจางลงเรื่อย ๆ พร้อมอากาศบริสุทธิ์
“เดี๋ยวนะ อากาศบริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ?”
“เป็นวิญญาณหายใจได้ด้วย?”
“หรือที่นี่จะเป็นสวรรค์? เป็นไปไม่ได้หรอก”
เจ๊ใหญ่แห่งวงการมาเฟียอย่างเธอ แม้ไม่ได้เข่นฆ่าคนไปทั่ว ใช่ว่ามือจะไม่เปื้อนเลือด แน่ละ ในเมื่อศัตรูบางคนมันต้องการเอาชีวิตเธอ เธอก็ต้องเอาชีวิตมันคืนสิ จะให้เป็นนางเอกยอมคนมองโลกในแง่ดี ทั้งที่สถานะของตัวเองและตระกูลเป็นมาเฟียก็ไม่ใช่เรื่อง ในเมื่อศัตรูหันปืนใส่เธอก่อน เธอก็ต้องหันปืนใส่มันกลับสิถึงจะถูก
เว่ยซือหงสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดไร้สาระออกไป ก่อนพิจารณาสถานที่ที่เธออยู่ตอนนี้อีกครั้ง หญิงสาวยกมือกอดอก ก่อนแขนขวายกขึ้นตั้งฉากแล้วทำมือคล้ายป้องปาก แต่ที่จริงใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้สลับไปมาเพื่อเกลี่ยริมฝีปากตนเอง
อันเป็นท่าประจำเวลาที่เว่ยซือหงใช้ความคิดมาก ๆ
“แม้เราจะไม่ได้ฆ่าคนไปทั่วเป็นผักปลา แต่มือเราก็เปื้อนเลือดเพราะเข่นฆ่าศัตรู ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้ขึ้นสวรรค์ หากสถานที่นี้ก็ไม่ใช่นรก… สรุปที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่” หญิงสาวครุ่นคิดก่อนแววตาสะท้อนความไม่เชื่อออกมา
“เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง จะเป็นไปได้เหรอที่มันจะเหมือนนิยายแนวทะลุมิติอะไรเทือกนั้น ที่พอตายวิญญาณก็ถูกพามายังมิติของเหล่าเทพเซียน... บ้าบอไปกันใหญ่แล้วยายหง นี่มันบ้ามาก เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เป็นไปได้สิ” ขณะที่หญิงสาวตบตีกับความคิดตัวเองอยู่นั้น เสียงทุ้มเจือแววอ่อนโยนของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นเบื้องหลัง
เว่ยซือหงสะดุ้งก่อนหันกลับมามองข้างหลังของตนอย่างว่องไว สายตาหญิงสาวสำรวจคนที่จู่ ๆ ก็โผล่มาอย่างไม่เก็บกิริยา ดวงตาหงกวาดมองขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่หลายรอบ ใบหน้าสวยฉายแววฉงน แววตาเจือความสงสัยเด่นชัด
บุรุษวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ สวมชุดจีนโบราณค่อนข้างจะ... คร่ำครึไปหน่อยหรือไม่ แต่งองค์ทรงเครื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า อาภรณ์หรูหราสีทองปักด้วยดิ้นทอง เอาจริงดิ?
คนที่ถูกมองสำรวจนอกจากจะไม่ว่าอันใดแล้ว ยังยิ้มและมองหญิงสาวด้วยสายตาอ่อนโยนเจือเอ็นดู จนทำให้เว่ยซือหงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย หญิงสาวยิ้มแห้งที่เผลอเสียมารยาท
“ขอโทษค่ะ คุณเป็นใครคะ” พอรวบรวมสติได้ก็ถามทันที
“เจ้ากำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่เล่า” ไม่ตอบแต่ถามกลับ
“เทพเซียน?” เอียงคอถามอย่างไม่มั่นใจ หากบุรุษตรงหน้ากลับยกยิ้มและพยักหน้าตอบรับคำพูดของเธอ ดวงตาหงเบิกกว้างอ้าปากค้าง แม้ไม่อยากเชื่อ แต่ตอนนี้ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว
ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่เทพเซียนจะเป็นใครไปได้อีก!
“เจ้าคงสงสัยว่าเจ้ามาทำอันใดที่นี่ และสถานที่แห่งนี้คือที่ใด มาเถิด ตามข้ามาแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”
เว่ยซือหงลังเลเล็กน้อยแต่แล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความลังเล หญิงสาวเดินตามบุรุษชุดจีนโบราณผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเทพเซียนไปต้อย ๆ จนไปหยุดที่เก๋งริมน้ำที่จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมา
คล้ายบุรุษชุดจีนโบราณรับรู้ความคลางแคลงใจของหญิงสาว จึงวาดมือเบา ๆ พลันนั้นโต๊ะตรงหน้าก็มีกาน้ำชา ถ้วยชา รวมถึงกระดานหมากที่มักเห็นในซีรีส์จีนโบราณบ่อย ๆ ปรากฏขึ้น ดวงตาหญิงสาวแทบถลนจ้องมองสิ่งที่ปรากฏและบุรุษตรงหน้าไม่กะพริบตา ปากก็อ้าค้างเสียกิริยาความเป็นเจ๊ใหญ่ไปโดยปริยาย
“ทีนี้เชื่อข้าหรือยังเล่า”
“เชื่อแล้วค่ะท่านเทพ” หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ไม่เชื่อได้หรือ พร้อมเรียกคนตรงหน้าว่าท่านเทพอย่างไม่กระดากปาก
ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่มาเจอเทพเซียนแทนที่จะเป็นยมทูตขาวดำแบบนี้
แต่เอาเถอะ เธอจะมองว่ามันโชคดีไปก่อนแล้วกัน คิดง่าย ๆ มองง่าย ๆ จะได้ไม่ปวดหัวทีหลัง...
“ก่อนอื่นข้าต้องตอบข้อสงสัยของเจ้าก่อน ที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็เป็นข้าที่ดึงดวงจิตของเจ้าเข้ามาเด็กน้อย และสถานที่นี้เรียกว่ามิติอนุบาลดวงวิญญาณ”
“ดึงมาทำไมคะ คงไม่ใช่เพราะอยากให้ฉันพักผ่อนหลังความตายอยู่ที่นี่แบบสบาย ๆ ใช่ไหม? แล้วมิติอนุบาลดวงวิญญาณมีไว้เพื่ออะไรคะ”
“ประการแรกเจ้าเข้าใจถูกแล้ว ข้าไม่ปล่อยเจ้านอนสบายอยู่ที่นี่แน่ ๆ ส่วนประการที่สอง...”
“ถ้ามันตอบยากไม่ต้องตอบก็ได้ค่ะ” เว่ยซือหงกล่าวเมื่อเห็นท่านเทพตรงหน้าไม่พูดต่อ จากที่คิดว่าตัวเองโชคดีที่เจอเทพตอนนี้หญิงสาวไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด ทั้งยังสังหรณ์ใจในบางอย่าง
“เพ้ย ได้อย่างไรเล่า ถามมาแล้วก็ต้องตอบสิ มิติอนุบาลวิญญาณ มีไว้เพื่อรองรับเหล่าดวงวิญญาณที่มีชะตายิ่งใหญ่ ไม่อาจเข้าสู่วัฏสงสารจนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขพิเศษ หรือก็คือข้า”
หญิงสาวคิดเล็กน้อยพลางว่า “หมายความว่าไม่ได้มีแค่ฉันที่มาที่นี่ใช่ไหมคะ เงื่อนไขที่ว่าคือท่าน อย่าบอกนะว่ามายื่นข้อเสนอ”
แปะ แปะ แปะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ถูกต้อง เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ฉลาดจริง ๆ คิดไม่ผิดที่พาเจ้ามา”
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน จากที่ฟังเธอพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่ไม่มั่นใจเล็กน้อย “สรุปคือที่นี่มีไว้เพื่อรองรับดวงวิญญาณที่มีชะตายิ่งใหญ่ ส่วนท่านมาเพื่อยื่นเงื่อนไขหรือข้อเสนอ หากตกลงรับเงื่อนไข ดวงวิญญาณก็ต้องทำสิ่งที่รับปากมา แล้วถ้าไม่ตกลงล่ะคะจะเกิดอะไรขึ้นกับดวงวิญญาณที่ปฏิเสธ”
ท่านเทพยิ้มชอบใจตอบอย่างใจดี “ไม่เกิดอะไรขึ้น ข้าก็แค่ส่งดวงวิญญาณเข้าสู่วัฏสงสาร อย่างที่บอกเงื่อนไขพิเศษคือข้า ข้าคือผู้กำหนด เหล่าดวงวิญญาณคือผู้เลือก ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยัง”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี ในเมื่อเข้าใจแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเถอะ อ้อ ข้าลืมบอกไปว่าไม่ใช่ดวงวิญญาณทุกดวงที่มีชะตายิ่งใหญ่จะมีโอกาสมาที่นี่หรอกนะ ทุกอย่างล้วนมีเงื่อนไขทั้งสิ้น ซึ่งเจ้าโชคดีที่อุปนิสัยของเจ้าตรงกับเงื่อนไขที่ข้าต้องการทุกอย่าง”
“เงื่อนไขอะไรคะ”
“ไม่ดำไม่ขาว อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เข้มแข็งแต่ไม่แข็งกร้าว มีความเด็ดขาด คิดอ่านเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด เหมาะสมยิ่งนัก ตรงกับเงื่อนไขที่ข้าตั้งไว้พอดียิ่งอย่างไรเล่า”
ยิ่งฟังยิ่งสงสัย ท่านเทพตรงหน้าคงไม่ใช่กำลังหาภาระโยนใส่บ่าเธอกระมัง “เพื่ออะไรคะ ที่พูดมาทั้งหมดท่านคงไม่ได้กำลังหมายความว่าจะส่งฉันไปกู้โลกหรอกใช่ไหมคะ”
แปะ ๆ ๆ เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมเสียงชื่นชม “ถูกต้อง เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ฉลาดจริง ๆ คนเช่นเจ้าหาได้ไม่ง่ายหรอกนะจะบอกให้”
ใบหน้าของหญิงสาวมืดครึ้ม จากที่อารมณ์ดี ๆ เพราะอากาศของที่แห่งนี้กลับกลายเป็นบึ้งตึง ไหน ๆ เธอก็ตายแล้วแทนที่จะได้อยู่อย่างสงบหรือไม่ก็ไปชดใช้กรรมที่ทำมา ทำไมจู่ ๆ เทพที่ไหนไม่รู้จะส่งเธอไปกู้โลกเสียได้เล่า
“เจ้าใจเย็นก่อน ใจเย็น ๆ” ท่านเทพรับรู้อารมณ์ของหญิงสาวเร่งพูดคลายอารมณ์ของเธอทันที ราวกับกลัวว่าเธอจะไม่ตอบตกลง
“ฟังข้อเสนอของข้าก่อนเป็นไร ที่ที่ข้าจะส่งเจ้าไปเกิดหาใช่โลกที่เจ้าจากมา แต่เป็นมิติคู่ขนาน โลกใบนั้นไม่มีเทคโนโลยี แต่เป็นยุคเทพเซียนจีนโบราณ ที่เต็มไปด้วยพลังปราณ พลังธาตุ และสัตว์อสูร ซือหง ความจริงข้าไม่ต้องมาพบเจ้าแต่ส่งเจ้าไปที่นั่นเลยก็ได้ แต่เป็นเพราะข้านึกเอ็นดู และอยากพูดคุยกับเจ้า ข้าถึงได้ดึงดวงจิตเจ้ามาที่นี่”
เว่ยซือหงไม่ตอบแต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้าน ท่านเทพจึงกล่าวต่อว่า
“ที่แห่งนั้นกำลังเผชิญกับความเลวร้าย ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองแห้งแล้ง อยู่ในสภาวะแร้นแค้นอย่างหนัก สิ่งที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่มันไม่ใช่เพราะฤดูกาล แต่เป็นความชั่วร้ายที่กำลังกัดกินทุกสิ่งอย่างทีละเล็กละน้อย หากมิตินั้นไม่ได้รับความช่วยเหลือและป้องกัน คงได้ถึงคราวล่มสลาย เพราะเหตุนี้ข้าจึงจะส่งคนมีความสามารถเช่นเจ้า ซึ่งตรงกับเงื่อนไขที่ข้าตั้งเอาไว้ไปที่นั่น”
“ทำไมฉันต้องทำล่ะคะ มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยนี่ ทำไมฉันต้องสนใจผู้คนที่ไม่ได้รู้จักด้วย”
ท่านเทพยกยิ้ม “เจ้าแน่ใจหรือ ด้วยนิสัยอ่อนโยนของเจ้า เจ้าจะทำใจมองผู้คนตกทุกข์ได้ยากได้จริง ๆ หรือเว่ยซือหง”
“...” หญิงสาวไม่ตอบ เพราะรู้ดีว่าเธอเป็นแบบไหน ตอนยังมีชีวิตอุปการะเด็กยากไร้รวมถึงคนชราไปก็มาก ทำบุญช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากก็หลาย หากว่าเธอต้องไปที่แห่งนั้นจริง เกรงว่า... แม้ไม่อยากช่วยเหลือก็ต้องช่วยเหลือเพราะห้ามความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจไม่ได้
หญิงสาวนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ตรองดูแล้วไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเธอก็ต้องไปมิติที่ว่านั่นอยู่ดี ต่อต้านไปก็เหนื่อยเปล่า ไม่แน่ว่าที่แห่งนั้นอาจมีคนที่เธอเฝ้ารออยู่ก็เป็นได้ หญิงสาวถอนหายใจแล้วมองสบกับท่านเทพด้วยสายตาจริงจัง
“ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่งและบงการ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นท่านเทพก็ตาม”
“แน่นอน เราไม่สั่งไม่บงการเจ้า หลังส่งเจ้าไปแล้วทุกอย่างเป็นเจ้าลิขิตชะตาชีวิตตนเอง เพียงแต่ขอให้เจ้าระลึกไว้ เมื่อใดที่เจ้ามีความสามารถมากพอ เพียงช่วยเหลือผู้คนในโลกนั้นบ้าง ข้าก็พอใจแล้ว”
ครานี้เว่ยซือหงกลับติดใจมากกว่าเดิม ง่าย ๆ แค่นี้? มันจะง่ายเช่นที่ท่านเทพพูดมาแน่หรือ? หญิงสาวหรี่ตามองจับผิดท่านเทพอย่างคนไม่ไว้ใจ หากไม่เห็นสิ่งผิดปกตินอกจากรอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตาเอื้ออารีคู่นั้น
“ท่านเทพบอกว่ามิติโลกที่ฉันกำลังจะไปเกี่ยวกับพลังปราณพลังธาตุ เช่นนั้นฉันคงมีพลังไม่อ่อนด้อยใช่ไหมคะ”
“แน่นอน ในเมื่อเราส่งเจ้าไปเกิดจะมีพลังธรรมดาสามัญได้อย่างไร ที่สำคัญเราจะให้พรเจ้าไปด้วย” ท่านเทพพูดอย่างใจดี
“แล้วที่บอกว่าความชั่วร้ายกำลังกัดกินผืนแผ่นดิน กัดกินมิติคืออะไรคะ ใช่มารหรือปีศาจที่ฉันเคยอ่านเจอในนิยายหรือเปล่า”
ท่านเทพชะงักไปซึ่งหญิงสาวที่มองอยู่ตลอดจับสังเกตได้พอดี ดวงตากลมโตมองกดดันให้คนที่เป็นเทพตอบคำถาม
“เว่ยซือหงแม้เราจะส่งเจ้าไปเกิดก็ใช่ว่าจะบอกทุกอย่างแก่เจ้าได้”
“แค่ตอบมาว่าสิ่งเหนือธรรมชาติที่ฉันต้องไปรับมือด้วยเป็นอะไร มันไม่ได้ยากเลยไม่ใช่เหรอคะ หากท่านไม่บอกฉันก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ไม่เคยได้ยินเหรอคะ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
เฮ้อ! ท่านเทพถอนหายใจพลางคิด นางช่างคิดอ่านรอบคอบโดยแท้ เอาเถอะ เช่นไร บอกไปก็มิได้มีอันใดเปลี่ยนแปลง คิดได้ดังนั้นท่านเทพจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
“พวกมาร เจ้าจงระวังตัวให้ดี หากยังไม่แข็งแกร่งมากพออย่าได้สืบหาและต่อกรกับพวกมันเด็ดขาด เพราะครานี้ต่อให้เจ้าตายข้าก็ไม่อาจดึงดวงจิตของเจ้ากลับมาได้อีก พวกมารหากมันฆ่าใช่ฆ่าเพียงร่างกาย เเต่พวกมันจะดูดดึงจิตวิญญาณของเหยื่อแล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานของพวกมันทันที แม้จะเป็นวิธีที่น่ารังเกียจแต่ก็ทำให้แกร่งขึ้นโดยไว ฉะนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
“ขอบคุณที่เตือนค่ะ” หญิงสาวตอบรับความห่วงใยของท่านเทพด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ ไปเกิดใหม่ยุคที่มีพลังเหนือธรรมชาติไม่พอ ยังต้องไปรับมือกับพวกมารอีก เฮ้อ เป็นเว่ยซือหงไม่ง่ายจริง ๆ
“จวนได้เวลาแล้ว เจ้าอยากได้อะไรรีบขอมา ข้าจะมอบพรให้เจ้า 3 ข้อ” ท่านเทพพูดขึ้นเพราะใกล้เวลาเกิดใหม่ของนางอีกครั้งแล้วจริง ๆ
หญิงสาวเร่งความคิดถึงพรที่ตนเองจะขอ ทุกข้อจะต้องจำเป็นและสำคัญ ขอเล่น ๆ ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงชีวิตเล็ก ๆ ของเธอ
“ข้อแรกขอให้ฉันเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไปค่ะ ข้อสองขอให้ร่างกายต้านพิษได้ทุกชนิด ข้อสามขอให้ฉันโชคดีค่ะ”
เว่ยซือหงพูดออกไปหลังใช้วิจารณญาณในการเลือกดีแล้ว ข้อแรกที่เธอขอให้เรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไป เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เธอจะทำไม่ได้หากได้เรียนรู้ และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้นั่นเอง
ข้อสองขอให้ร่างกายต้านพิษ เพราะไม่รู้ว่าเธอต้องไปเกิดกับใคร สถานที่แบบไหน หลังบ้านเป็นอย่างไร ใครจะรู้เธออาจจะถูกวางยาเพราะความอิจฉาของสตรีในเรือนหลังเหมือนในนิยายและซีรีส์ที่เธออ่านและดูมาก็ได้! ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ร่างกายต้านพิษนี่แหละจำเป็นสุด ๆ!
ส่วนข้อสุดท้าย อะไรมันจะดีไปกว่าขอให้ตนเองโชคดี คิดดูนะหากอยู่ในสถานการณ์คับขันและอันตราย ด้วยพรโชคดีอย่างไรเธอก็รอด เป็นไงเล่า สำคัญมากใช่หรือไม่
อาจสงสัยทำไมเธอไม่ขอพลังเทพ ๆ หรือขอให้พลังไม่มีวันหมด ยอมรับว่าลังเลอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อตรองคำพูดของท่านเทพที่บอกว่าเธอไม่มีพลังธรรมดาแน่นอนแล้ว เธอจึงตัดพรเรื่องของพลังไป เพราะถ้าเกิดขอมันจะซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ท่านเทพจะมอบให้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเธอขอพรนี้จะถือว่าขอพรได้ไร้ประโยชน์ยิ่ง ดังนั้นคนสวยและฉลาดอย่างเธอจึงตัดเรื่องพลังออกเป็นอันดับแรกทันที
ท่านเทพยังคงยิ้มอ่อนโยนเช่นเคยหลังฟังคำขอของหญิงสาวที่ตนเลือกให้ไปช่วยเหลือมิติที่ถึงคราวใกล้ล่มสลาย
“ตกลง พรที่เจ้าขอมาข้าจะประทานให้สัมฤทธิผล รวมถึงข้าจะมอบมิติพฤกษาสวรรค์ให้เจ้าด้วยเช่นกัน หากอยากเข้ามาก็ให้ตั้งจิตว่าเข้า จะออกก็ให้ตั้งจิตว่าออก มิตินี้เจ้าสามารถเข้ามาได้ทั้งกายหยาบและดวงจิต จงใช้ให้ดี”
ยังไม่ทันทำความเข้าใจว่ามิติพฤกษาสวรรค์คือสิ่งใดท่านเทพก็พูดต่อทันที
“อ้อ! ข้าจะมอบองค์ความรู้ขนาดใหญ่ให้กับเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งมันจะอยู่ในมิติแห่งนี้ ไว้เจ้าค่อยมาสำรวจเอง สุดท้ายถือเป็นของขวัญสำคัญจากข้า ข้าขอมอบดวงเนตรสวรรค์ให้แก่เจ้า นับจากนี้ไปขอให้เจ้าใช้ชีวิตให้ดีตามแต่ใจเจ้าปรารถนาเถิดเว่ยซือหง”
จบคำท่านเทพลำแสงสีทองก็ลอยเข้ามาโอบล้อมดวงจิตของเว่ยซือหงไว้ ก่อนดวงจิตของเธอจะดูดกลืนลำแสงนั้นเข้ามาในตัวเองจนหมด หญิงสาวมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตื่นตะลึง ก่อนที่ดวงจิตของเธอจะจางหายไปช้า ๆ
ท่านเทพยืนมองดวงจิตเว่ยซือหงจางหายไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนสะดุ้งเมื่อเสียงเรียกขานของเทพชะตาดังขึ้น
“นางไปแล้วหรือท่านมหาเทพ”
“นางไปแล้วท่านเทพชะตา ว่าแต่ชะตาของนางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรท่านบอกเราได้หรือไม่”
“ตามที่ข้าเคยบอกไว้ครั้งก่อน จุติใหม่ครั้งนี้ข้าทำนายดวงชะตาของนางไม่ได้แล้ว ชะตาชีวิตของนางขึ้นอยู่ที่นางลิขิต”
“ท่านหมายถึงนางกลายเป็นสตรีเหนือชะตาเช่นนั้นหรือ”
“ใช่ ข้าหมายความตามนั้น ท่านมหาเทพมีอันใดหรือ”
ท่านเทพที่เว่ยซือหงเรียกหรือมหาเทพส่ายหน้าช้า ๆ พลางตอบ “ไม่มีอันใด ข้าแค่ไม่อยากนึกว่านางจะป่วนขนาดไหน เดิมทีชะตาลิขิตนางก็ป่วนอยู่แล้ว ครานี้อยู่เหนือชะตา เฮ้อ คงครึกครื้นน่าดู”
“ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ท่านก็ชอบที่นางสดใสไม่ใช่หรือ”
“ชอบสิ นางเป็นธิดาของข้านี่ ไม่รู้ว่าจุติใหม่เพื่อหวนคืนครั้งนี้ ข้ามอบภาระหนักให้นางเกินไปหรือไม่” มหาเทพพูดออกมาอย่างกลัดกลุ้ม
เทพชะตายิ้มบางพลางกล่าว “อย่าห่วงเลย ท่านก็รู้ว่าชะตาของนางผูกติดอยู่กับท่านผู้นั้น นางไม่ได้รับอันตรายหรอก”
“เหอะ มหาเทพบรรพกาลจอมเย็นชานั่นน่ะหรือจะช่วยอันใดลูกข้าได้กัน”
“เพ้ย! ท่านอย่าพูดถึงท่านผู้นั้นเช่นนั้นสิ ประเดี๋ยวสวรรค์ก็พิโรธหรอก ทำใจเถอะน่า นางและเขาเป็นด้ายแดงของกันและกัน แม้ครั้งเป็นเทพไม่ได้เคียงคู่ สุดท้ายก็ต้องจุติเพื่อหวนคืนครองคู่กันชั่วนิรันดร์อยู่ดี ท่านปั้นปึ่งไปก็ขวางพวกเขาไม่ได้หรอก แม้ข้าจะบอกว่านางเป็นสตรีเหนือชะตา แต่นางหนีด้ายแดงตนเองไม่พ้นหรอกนะ หรือต่อให้นางอยากหนีท่านผู้นั้นก็ไม่ยอมอยู่ดี คิดดูเถิด จุติรอนางเป็นร้อย ๆ ปี รักมั่นปานนี้ ท่านยังจะทำใจคอคับแคบขัดขวางเขาอีกหรือ” เทพชะตาว่าให้พลางมองมหาเทพอย่างต่อว่า
ด้วยถูกขัดใจและได้ยินคำพูดไม่เข้าหู มหาเทพจึงหาเรื่องปลีกตัวทันที “ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว ข้ากลับวังข้าดีกว่า ขอตัว”
“เพ้ย! อายุปานนี้ยังจะขี้น้อยใจอยู่อีก” เทพชะตาบ่นพึมพำก่อนส่องดูดวงจิตเว่ยซือหงที่ตอนนี้นอนสงบนิ่งรอถือกำเนิดอยู่ในครรภ์ของสตรีผู้หนึ่ง รอยยิ้มยินดีและอ่อนโยนพลันปรากฏขึ้น
“แข็งแกร่งให้ไวและหวนคืนกลับมาเที่ยวเล่นกับพวกเราโดยเร็วนะ เทพธิดาน้อย ข้าขออวยพรให้ท่านโชคดี และเจอกับท่านผู้นั้นโดยเร็ว ท่านเทพธิดา”