ตอน 1

ณ ห้องสมุดเก่าแก่แห่งหนึ่งไร้ซึ่งผู้คน จันทร์วาดนั่งคู้ตัวเงียบ ๆ อยู่มุมหนึ่งกำลังใจจดใจจ่อกับหนังสือนิยายในมือ สาวน้อยอ่านด้วยอาการใจจดใจจ่อแทบจะไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ

ในมือของเธอเป็นหนังสือนิยายสีน้ำตาลเล่มเก่าหนาราวห้าร้อยหน้า กระดาษกรอบและเก่าจนต้องระมัดระวังเมื่อต้องพลิกกระดาษไปสู่หน้าใหม่ด้วยกลัวว่ามันจะขาดติดมือ

ตัวหนังสือหลายบรรทัดเลือนรางตามกาลเวลา แต่เนื้อหานิยายเล่มนี้ก็สนุกจนวางไม่ลง

เธออ่านมาถึงหนึ่งในสามของเล่มแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นนิยายผู้ใหญ่ เนื้อหาส่วนใหญ่ก็มุ่งเน้นไปยังเรื่องบนเตียง โดยมีคุณหลวงอัครเดชเป็นพระเอกที่มักจะกินตับกับเมียหลายคนในทุกคืน

พระเอกอย่างเขาต้องยืนพื้นที่หน้าคมจมูกโด่ง ใคร ๆ ก็อยากได้เป็นผัว เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่มัดกล้ามเป็นมัด ผิวสีแทนแข็งแกร่งผู้แต่งบรรยายว่าเขายังมีส่วนแห่งความเป็นชายที่ใหญ่กว่าปลาชะโดตัวขนาดเขื่อง

จันทร์วาดไม่เคยเห็นปลาชะโดเธออยากรู้ว่ามันจะใหญ่แค่ไหนถึงขนาดต้องเสิร์ชกูเกิลดูและพูดขำ ๆ คนเดียวด้วยคำพูดลามกขบขัน

“ให้ตายเถอะ ใหญ่จริง ๆ ด้วย แต่ใหญ่ขนาดนี้หอยไม่ฉีกก่อนเหรอวะ โอ้ ทั้งใหญ่ทั้งแข็งแรง อิอิ อยากลองถูกปลาชะโดมุดรูสักครั้งจะเป็นยังไงนะ”

ในบทนี้ผู้เขียนกำลังบรรยายฉากที่รักบนเตียงของเขาได้แซ่บถึงใจจนเธอไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้ หลังจากเมื่อวานถูกเพื่อนรักของเธอที่เป็นเป็นกระเทยร่างใหญ่ และยังเป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดแห่งนี้ลากมาทำงานเป็นเพื่อนเพราะคู่หูอีกคนลาป่วย

จันทร์วาดไม่มีอะไรทำ เป็นสาวโสดที่ก่อนหน้านี้ทำงานจนถูกแฟนนอกใจเพราะต้องดิ้นรนด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเลี้ยงแม่ที่วัน ๆ เอาแต่กินเหล้าและต้องหาเงินเรียนหนังสือด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก

อาชีพหลักของเธอหลังเลิกเรียนก็คือการเป็นเด็กเชียร์เบียร์ ล่าสุดจันทร์วาดเพิ่งได้เงินก้อนมาเพราะถูกอาเสี่ยลวนลามแต่เธอไม่ยอมจึงถูกตบหน้าทั้งด่าและดูถูก โชคดีที่กล้องของที่ร้านจับได้ทั้งภาพและเสียงเธอจึงแจ้งความฟ้องร้อง

ผู้ชายคนนั้นดันเป็นนักการเมืองมีชื่อเสียง กลัวเมียยิ่งกว่าแม่เพื่อให้เรื่องจบจันทร์วาดจึงรับเงินมาห้าแสนเป็นสินน้ำใจ เธออาศัยอยู่กับเพื่อนเกย์คนหนึ่งในคอนโดของเขาซึ่งจันทร์วาดช่วยจ่ายค่าห้องในราคาแสนถูกต่อเดือน

ตอนนี้จันทร์วาดเพิ่งเรียนจบ เธอกำลังหางานทำแต่เพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้จึงยากที่จะมีบริษัทไหนรับ จันทร์วาดจึงยังทำงานเป็นเด็กเชียร์เบียร์ต่อไป

หลายวันมานี้เธอไม่ได้ไปทำงานเพราะเบื่อแม่ของเธอที่ตามระรานขอเงินไม่หยุด

พ่อกับแม่ของจันทร์วาดแยกทางกันเมื่อหลายปีก่อนเพราะแม่ของจันทร์วาดติดการพนันและยังติดเหล้า

คนที่เลี้ยงดูจันทร์วาดมาตั้งแต่เด็กก็คือยายที่ตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน หลังยายตายจันทร์วาดมาอยู่กับแม่อย่างอดทนได้ปีหนึ่งเธอก็ย้ายออกเพราะทนพฤติกรรมของแม่ไม่ไหว

แม่ที่เอาแต่กินเหล้าและเล่นการพนันจนเป็นหนี้ไปทั่ว ที่วัน ๆ จ้องแต่จะหาอาเสี่ยให้จันทร์วาดเพื่อตัวเองจะได้ดูดเลือดจากลูก

จันทร์วาดรู้จักกับเดือนมาตั้งแต่เด็กแล้วจึงหอบเสื้อผ้ามาอยู่กับเพื่อนคนนี้

เดือนถือโค้กกระป๋องเย็นเฉียบมาให้เธอพร้อมกับถามเบา ๆ

“หิวหรือเปล่า ไม่ขยับมาหลายชั่วโมงแล้วนะมันสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เออสิมึงก็รู้ว่ากูชอบอ่านแนวย้อนยุคโบราณแบบนี้ เล่มนี้แม่งของดี มึงอย่ามากวนกู กูไม่ว่างแล้วกำลังแซ่บ อยากเจอคุณหลวงแบบนี้ในชีวิตจริงมั่งจัง คงฟินไม่น้อย”

เดือนหัวเราะเสียงค่อนข้างดัง เธอเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้าก็ต้องวางแล้วเพราะเหม็นกลิ่นเก่าจนเวียนหัว เมื่อเพื่อนรักมาอยู่เป็นเพื่อนเธอจึงรีบเอาให้จันทร์วาดอ่านเพราะรู้รสนิยมของเพื่อนดี

“คุณหลวงไม่มีน้ำยา ทำขนาดนั้นยังไม่มีใครท้อง”

“ที่ไม่ท้องอาจจะมีเบื้องหลัง ตอนนี้กำลังมันเลยอ่ะ พวกเมีย ๆ นี่ก็แย่งกันน่าดู น้ำเน่าแต่สนุกอ่ะ”

“เออก็ว่างั้นแหละ รู้ว่ามึงชอบแนวนี้ไงเลยเก็บเอาไว้ให้”

“กูชอบจริง ๆ อยากมีคุณหลวงเป็นของตัวเอง”

“เมียเยอะจะตาย มึงรับได้เหรอ”

จันทร์วาดพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ

“ถ้าเจอกู กูก็จะจัดการเขี่ยพวกนางทิ้งซะ ให้คุณหลวงเป็นของกูคนเดียว”

“ร้าย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

จันทร์วาดทำน้ำเสียงและหน้าตามั่นใจใส่เพื่อน

“เออกูมันร้าย ไม่งั้นไม่อยู่มาจนถึงป่านนี้หรอก”

“มึงต้องปิดห้องสมุดแล้วสี่โมงครึ่งแล้วมึง กลับกันเหอะไปหาเหล้าแดกกัน”

“กูยังสนุกอยู่เลยอ่ะ อยากอ่านต่อ”

“อ่านตั้งนานไมอ่านช้าจังวะ”

“ก็มัวแต่ถนอมกระดาษอยู่เนี่ยกลัวจะทำของมึงเสียหาย ขาดขึ้นมาเสียดายแย่ เดือนกูเอาไปอ่านต่อที่คอนโดได้ป่าววะ”

เล่มนี้ยังไม่ได้ทำเลขสารบัญหนังสือ เพราะเดือนเพิ่งไปค้นเจอในห้องเก็บหนังสือเก่าหากหายไปก็แย่ แต่อีกประการหนึ่งก็คือไม่มีใครรู้เพราะมันไม่เคยปรากฎในระบบมาก่อน เดือนจึงพยักหน้า

“ได้ เดี๋ยวใส่กระเป๋าเป้กูออกไปแล้วกัน อ่านจบแล้วค่อยเอามาคืน”

“เย้ เพื่อนรักต้องแบบนี้สิ”

เดือนเก็บหนังสือใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ของตัวเอง แล้วเดินไปปิดไฟปิดแอร์ก่อนที่ทั้งสองคนจะออกจากห้องสมุดเดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ด้านหน้าหอสมุดแห่งนี้

“ไปไหนกันดี”

จันทร์วาดรีบเสนอ

“ร้านส้มตำแล้วกันอยากกินเบียร์กับไส้อ่อนย่างอ่ะ ไม่กินแป้ง ไปกินเนื้อ กูกำลังลดความอ้วน”

“เออลดความอ้วนเสือกจะแดกเบียร์”

“ก็กินนิดหน่อยไง ไม่อ้วน กูต้องกินโปรตีนเยอะ ๆ จะได้ปั้นกล้ามได้”

“ได้ งั้นไปร้านข้างคอนโดพวกเราไม่ได้ไปนานแล้วนี่”

จันทร์วาดรีบพยักหน้า

“ดี กูอยากแวะนานแล้ว แก้กลุ้มที่หางานไม่ได้ด้วย”

เดือนหัวเราะ

“มึงแก้มากี่รอบแล้วไม่เบื่อหรือไง หาเหตุผลอื่นหน่อย”

ความจริงจันทร์วาดก็ไม่ได้ซีเรียสนัก เธอยังมีเงินก้อนและยังมีงานเชียร์เบียร์ที่ทำมานานจนลูกค้าติดตรึม

“พูดมาก รถเมล์มาแล้วเร็วเข้า”

คนทั้งสองรีบวิ่งขึ้นรถเมล์เมื่อประตูเปิด โชคดีที่รถเมล์คันนี้ว่างจึงมีที่นั่งให้เลือกเหลือเฟือ

หลังลงจากรถเมล์แล้ว เดือนกับจันทร์วาดก็เดินไปเก็บของที่คอนโด จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นมากินส้มตำที่ร้านเล็ก ๆ ข้างคอนโด

คงเพราะมาเร็วไปร้านยังไม่เปิดพวกเขาจึงต้องนั่งรอ เพราะสนิทกับป้าเจ้าของร้านก็เลยขอเบียร์มากินรอ

“หายไปนานเลยนะ”

ป้าร่างหนาตัวอ้วนท่าทางใจดีทักคนทั้งสอง จันทร์วาดเลยตอบเหนื่อย ๆ

“หนูกำลังหางานน่ะป้า กลับมืดทุกวันเดินจนส้นรองเท้าพังแล้วแต่ยังไม่ได้งานเลย”

“เออ งานสมัยนี้ยิ่งหายาก สู้ไปทำออนไลน์ดีกว่าทำคนรวยไปเยอะแล้ว”

“หนูก็ว่างั้นแหละค่ะ”

เดือนรีบเสริมจากนั้นก็คุยกับป้าอีกหลายคำก่อนที่ป้าจะขอตัวไปตั้งร้านช่วยคนงานพม่าอีกสองคนที่จ้างมา

กินเบียร์ไปได้สองขวดป้าก็บอกว่าอาหารพร้อมให้สั่งแล้ว เดือนจึงเริ่มเปิดเมนู จันทร์วาดรีบบอกเพื่อน

“มึงเบา ๆ นะ กูไม่ค่อยหิว กูยังลดความอ้วนอยู่”

จันทร์วาดลูบท้องบอกเพื่อนรัก

“แดกเบียร์ไปสองขวดยังจะลดไรอีก พรุ่งนี้ค่อยลดวันนี้แดกไปก่อน แดกเพิ่มอีกวันไม่ทำให้มึงอ้วนขึ้นหรอก”

“มึงก็พูดแบบนี้ทุกวัน”

เดือนส่ายหน้า

“ความผิดมึงแหละ แหมมึงบอกลดความอ้วนแต่ชวนกูแดกทุกวัน มึงน่ะเลิกบ่นได้แล้วรำคาญ วันนี้กูจัดเบา ๆ ให้แล้วกัน กูเลือกเอง เน้นเนื้อเน้นโปรตีนไม่เน้นแป้ง ม่ายยยยอ้วนแน่นอน”

“เออเอา แบบนั้นแหละ”

จันทร์วาดยิ้มแป้น จากนั้นเดือนก็เริ่มสั่ง

“ป้าคะ ขอตำกุ้งสด ตำทะเล ตำลาว ยำตีนไก่ ไส้อ่อนย่าง ต้มแซ่บ เล้ง เนื้อย่าง ลิ้นย่าง เนื้อวัว ตับหวาน ซอยจุ๊ มาอีกหนึ่ง อ้อ ข้าวเหนียวสอง เพิ่มขนมจีน เอาเบียร์มาอีกสองขวดด้วยค่ะ”

จันทร์วาดได้ยินเสียงของป้าหัวเราะพร้อมกับคนงานพม่าผัวเมียที่มองจันทร์วาดกับเดือนพร้อมกับถามด้วยสำเนียงไม่ชัดเจนว่า

“มีเพื่อนมาอีกเหรอคะ”

จันทร์วาดส่ายหน้า

“ไม่ต้องถึงมือคนอื่นหรอกแค่อีเดือนนี่ก็เอาอยู่แล้ว มากันสองคนนี่แหละ”

เดือนถลึงตามองเพื่อน จันทร์วาดจ้องกลับ

“ทำไมมองทำไม เดือนกูถามจริงนี่เบาของมึงแล้วเหรอ ขืนกินหมดนี่ตัวก็ไม่บวมจนลอยได้เลยเหรอวะ”

เดือนเสียงเขียวตาเขียว

“จะแดกไม่แดกพูด!”

จันทร์วาดบ่นเบา ๆ

“มึงสั่งไปแล้วนี่ จะยกเลิกก็เกรงใจป้า แดกก็ได้ อีเดือนมึงดูสิสั่งยังกับอดอยากมาจากไหน”

เดือนเบะปากทั้งหรี่ตาจ้องไปที่เมนูอาหารเก่า ๆ ในมือของจันทร์วาดและเห็นชัดเจนว่าคนที่กำลังลดความอ้วนกำลังไล่ดูรายการอาหารไปอย่างช้า ๆ จึงอดที่จะแขวะเพื่อนไม่ได้

“ค่ะ อย่าให้กูเห็นนะคะว่ามึงจะสั่งเพิ่ม”

จันทร์วาดกำลังจะสั่งน้ำตกกับตำปูปลาร้าเผ็ด ๆ เพิ่มถึงกับเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหย ๆ

“แหมมึง นาน ๆ กินส้มตำทีก็เต็มที่หน่อย” จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมา

“ป้าคะ เพิ่มน้ำตกกับตำปูปลาร้าแซ่บ ๆ เผ็ดลืมผัว อีกจานค่ะ”

สั่งจบก็จ้องตาเพื่อนรัก เดือนจ้องกลับสองคนจ้องกันไปจ้องกันมาเพื่อเอาชนะ ชั่วอึดใจต่อมาจึงปล่อยเสียงหัวเราะอย่างรู้ใจกันออกมา

สองคนนั่งอยู่ที่ร้านตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึงห้าทุ่ม อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะล้วนซัดหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

เมื่อท้องอิ่มทั้งยังเมาแล้ว ต่างคนต่างหิ้วปีกกันออกมาจากร้านส้มตำในสภาพปูนาเดินเซ ทุลักทุเลไม่น้อยกว่าจะแบกกันขึ้นมาที่คอนโดและเข้าห้องได้

เดือนคลานไปนอนที่เตียงในขณะที่จันทร์วาดเข้าไปอาบน้ำ เธอเป็นคนรักสะอาดต่อให้เมาเหมือนหมาก็ไม่มีทางนอนทั้ง ๆ ที่ร่างกายสกปรก

หลังจากอ้วกไปสองครั้งและอาบน้ำเย็นจัดจนรู้สึกดีขึ้นมาแล้วจันทร์วาดก็สวมเสื้อคลุมเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าคลุมผมที่เปียกชื้น

เดิมตั้งใจจะไดร์ผมให้แห้งแล้วไปนอนในห้องของตัวเอง แต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับเป้ของเดือนที่วางอยู่บนพื้นห้อง สมองคิดไปถึงคุณหลวงอัครเดชขึ้นมาโดยพลัน

จันทร์วาดเดินไปหยิบกระเป๋าขึ้นมารูดซิบแล้วดึงหนังสือนิยายเล่มใหญ่ออกมา

หญิงสาวอุ้มหนังสือเดินไปที่ห้องของตัวเอง เปิดโคมไฟข้าง ๆ แล้วเริ่มต้นพลิกหน้ากระดาษไปทีละหน้ากระทั่งถึงหน้าสุดท้ายที่เธออ่านค้างเอาไว้

ช่วงหนังสือตรงนี้ลางเลือนจนมองไม่เห็น และอยู่ ๆ ตัวหนังสือทั้งหมดก็หายไปคาตา

จันทร์วาดตกใจจนทำหนังสือร่วงเธออึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ หยิบหนังสือขึ้นมา

หญิงสาวเปิดไปยังหน้าที่เธออ่านค้างอยู่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

“หายไปแล้ว หายไปจริง ๆ ด้วย”

หญิงสาวตกใจมากกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น

“หรือว่าเป็นเพราะอากาศในห้องนี้แอร์เย็นไป จึงเกิดทำให้หมึกหายไปกับตาต้องเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแน่ ๆ”

จันทร์วาดพยายามหาเหตุผลที่อยู่ ๆ ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น เธอคิดจะไปกวนเพื่อสาวบรรณารักษ์เผื่อว่าเดือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในขณะที่จันทร์วาดลุกขึ้นนั้น อยู่ ๆ ไฟก็ดับพรึ่บ!

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดทันใด

“ไฟมาดับอะไรตอนนี้”

ฉับพลันเธอก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดอย่ารุนแรง เหมือนเธอเป็นเศษผงที่กำลังถูกเครื่องดูดฝุ่นยักษ์ดูดเธอให้ลอยคว้าง

ร่างเล็กหมุนวนไปรอบ ๆ เธอรู้สึกวิงเวียนและลอยละล่อง

กรี๊ดดดดด

หญิงสาวกรีดร้องออกมาด้วยเสียงอันดังเมื่อตอนนี้รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังลอยไปยังที่แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะหน้ามืดและหมดสติไปในที่สุด

ตอน 2

ตอนที่จันทร์วาดได้สติเธอก็นอนกอดหนังสือเล่มหนาอยู่ในมือ เสียงฟ้าร้องทั้งฟ้าผ่าดังเปรี้ยง ๆ รอบกายของเธอไม่ได้มืดมิด ยังมีแสงสลัว ๆ ส่องสะท้อนทำให้พอมองเห็นได้ชัดเจน

จันทร์วาดลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ อย่างมึนงง เธอกำลังนั่งอยู่บนพื้นไม้กระดานขัดเงาวับ และรอบ ๆ ห้องนี้ก็ล้วนเป็นไม้ไม่ใช่ห้องปูนในคอนโดห้องสตูดิโอขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กของเธอ

“นะ นี่มันอะไรกัน”

หญิงสาวลุกพรวดขึ้นมา เธอจ้องไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

“หรือว่าฉันจะฝันไป”

จันทร์วาดหยิกเข้าที่แขนของตัวเองทันใด

“โอ๊ย เจ็บ”

“ให้ตายเถอะ ฉันเจ็บ เจ็บได้ยังไง นะ นี่ไม่ใช่ฝันเหรอแล้วฉันอยู่ที่ไหน”

หัวใจของจันทร์วาดเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาอยู่แล้ว แต่แล้วสายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับสิ่งที่เธอคิดว่าคุ้นเคย

แจกันใบใหญ่สีขาวที่มักจะปักดอกไม้นานาชนิดเอาไว้เสมอ เธอเคยจินตนาการว่าแจกันนั้นจะมีลวดลายอื่นหรือเปล่าเพราะมีใครบางคนหวงแจกันใบนี้นัก

คนคนนั้นก็คือ คุณหลวงอัครเดช

จันทร์วาดตกใจจนปากสั่น เธอก้มลงมองหนังสือนิยายที่ตัวเองถืออยู่และในตอนนั้นเธอก็เปิดบทที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว

บทที่ 1 ห้องคุณหลวง

ในห้องของคุณหลวงล้วนเต็มไปด้วยกองหนังสือเล่มใหญ่อยู่หลายกอง และยังมีเก้าอี้ใหญ่ตัวหนึ่งที่คุณหลวงชอบนั่งริมหน้าต่าง เมื่อมองไปรอบ ๆ จะเห็นสถาปัตยกรรมไทยผสมจีนปะปนกันอย่างอ่อนช้อย

บริเวณใกล้หน้าต่างยังเห็นแจกันสีขาวขนาดใหญ่ที่เพื่อนชาวฝรั่งของคุณหลวงมอบให้มา

จันทร์วาดปิดหนังสือตัวสั่นระริก เธอรู้สึกกลัวจับใจพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ และแน่นอนว่าเธอเห็นทุกอย่างตามที่หนังสือนิยายนี้บรรยายกับตา

จันทร์วาดเข่าอ่อนและล้มพับลงไปนั่งกับพื้นในทันใด

“นี่ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

หญิงสาวรู้สึกกลัวจนไม่กล้าขยับ กระทั่งเสียงฟ้าร้องดังขึ้นตามด้วยเสียงของฟ้าผ่าจันทร์วาดหวาดผวาเผลอกรีดร้องออกมา

“กรี๊ด”

เงาตะคุ่มสายหนึ่งผ่านหน้าของจันทร์วาดไปแล้วของเย็นยะเยือกบางสิ่งบางอย่างก็พาดเข้าที่ลำคอของเธอ พร้อมกับเสียงตะคอกถามของใครคนหนึ่ง

“หล่อนเป็นผู้ใด เข้ามาได้อย่างไร”

จันทร์วาดเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตื่นตะลึง เขาเป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าหล่อเหลาคมคายและตัวสูงใหญ่ร่างทั้งร่างดูแน่นขนัดเต็มไปด้วยกล้ามอันงดงาม

เขาไม่ได้สวมเสื้อใส่เพียงกางเกงผ้าแพรอย่างสบายเปิดเปลือยท่อนอก อวดรูปร่างเหมือนในหนังสือบอกไว้ยังไงยังงั้น

“คุณหลวงอัครเดชเหรอคะ”

จู่ ๆ เธอก็โพล่งชื่อเขาออกไป แน่นอนว่าตอนพูดนั้นไม่ได้มั่นใจว่าเป็นเขาร้อยเปอร์เซ็นต์

เขาเอ่ยเสียงเย็น

“หล่อนรู้จักชื่อฉันด้วยหรือ”

จันทร์วาดย้ำชัดถึงความรู้ของตัวเอง

“แน่ล่ะ คุณหลวงชื่อหลวงอัครเดช มีพี่ชายสองคนคุณหลวงอาศัยอยู่บ้านหลังนี้กับแม่และพ่อพี่ชายทั้งสองรับราชการแต่งงานแยกไปปลูกบ้านที่อื่นแล้ว”

หลวงอัครเดชยกมุมปากเล็กน้อย

“เรื่องนี้ผู้ใดก็ย่อมรู้ หล่อนยังมาทึกทักว่ารู้จักฉันดีได้อย่างไร”

“อา จริงสินะ ฉันถูกดูดเข้ามาจริง ๆ ด้วย”

เมื่อเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่าเขาคือคุณหลวงอัครเดชจริง จันทร์วาดตีตัวเองอีกครั้ง ยังลงน้ำหนักมือแรงกว่าเดิม

คราวนี้ชัดแล้วชัดยิ่งกว่าสัญญาณห้าจี เธอเจ็บของจริง

“เจ็บ ๆ ๆ”

“พึมพำอะไรของหล่อน ท่าทางพิลึกพิลั่น หล่อนเป็นผู้ใด ไยจึงมาอยู่ในห้องของฉัน” เขาเพ่งมองใบหน้าที่ดูงามประหลาด ทั้งยังมีเรือนผมยาวผิดกับผมของแม่หญิงอื่นที่ล้วนตัดสั้นเป็นทรงพุ่ม

ผิวพรรณนี้ดูอย่างไรก็ไม่ใช่พวกไพร่ แม้ท่าทางจะประหลาดก็น้ำเสียงฉะฉาน เวลาพูดยังกล้าจ้องหน้าเขาผิดกับบ่าวไพร่ทั่วไปที่ไม่กล้าจะเงยหน้าสบตากับเจ้านายหากไม่ได้สั่งหรือคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

แม่หญิงคนนี้ยังแต่งกายประหลาด มีเพียงผ้าหนา ๆ สีขาวคลุมกายเท่านั้น มิใช่ชุดโจงกระเบนผ้าคาดอกเหมือนเครื่องแต่งกายแบบสตรีอื่น

หรือจะเป็นแม่หญิงที่อยู่ในโบสถ์ คนที่พวกมิชชันนารีสั่งสอน คุณหลวงประเมินจันทร์วาดและคิดในหัวอย่างรวดเร็ว

จันทร์วาดจ้องหน้าคุณหลวงแล้วพูดอย่างจริงจังว่า

“ฉันอธิบายไม่ถูกค่ะ แต่ว่าฉันรู้จักคุณหลวงอย่างดีเลยค่ะ ยังเอาคุณหลวงมานอนฝันว่าถ้ามีตัวตนจะเป็นคนยังไงนะ แต่ก่อนอื่นเอาของนี่ออกจากคอฉันก่อนได้หรือเปล่าคะ ฉันไม่ใช่คนร้ายจริง ๆ ค่ะ สาบานได้”

จันทร์วาดค่อย ๆ ผลักไม้ตะพดออกจากคอของตัวเอง เขาจ้องมองแม่หญิงร่างเล็กที่เห็นชัดว่าหน้าอกไม่เล็กด้วยสายตาดูฉงน

คุณหลวงย่อมคุ้นเคยกับแม่หญิงคนงามมามาก กระทั่งสตรีชั้นเจ้าเขาก็พบเห็นบ่อยทว่าต้องยอมรับว่าแม่หญิงผู้นี้งดงามแปลกตา ผิวพรรณยังขาวผ่องเหมือนพวกฝาหรั่งเสียอีก

“เป็นพวกมิชชันนารีหรือ”

จันทร์วาดมองเขาตาแป๋ว

“ไม่ใช่ค่ะ แต่ฉันอธิบายได้เอาไม้นี่ออกไปก่อนนะคะ”

เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว คุณหลวงเห็นว่าเธอเป็นแค่แม่หญิงที่อ่อนแอไม่มีอันตรายอันใด จึงยอมดึงไม้ออกจากลำคอขาวโดยดี

จันทร์วาดพ่นลมหายใจยาวออกมา ดีที่เป็นแค่ไม้ตะพดอันหนึ่งไม่ใช่ดาบไม่ยังงั้นจันทร์วาดคงเสียสติไปแล้วแน่ ๆ

“ฉันยังไม่รู้ว่าหล่อนเป็นใคร บุกรุกมายามวิกาลแล้วยังแต่งกายประหลาดเยี่ยงนั้น หากไม่ใช่คนของมิชชันนารีหรือว่าจะติดตามผู้ใดมาจากเมืองเหนือหรือ ผิวพรรณของหล่อนจึงไม่เหมือนคนแถวนี้”

สายตาของคุณหลวงไม่ใช่เล่น เวลามองคนทำเอาจันทร์วาดรู้สึกใจสั่นระรัว

แต่แล้วเธอก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้มองเธอแบบนี้ นั่นก็เพราะเธอสวมเสื้อคลุมไว้หลวม ๆ และยังไม่ได้ผูกสายคาดเสื้อคลุมด้วยซ้ำก่อนที่จะถูกดูดมาที่นี่

ตอนนี้เต้ากลม ๆ ของเธอยังโผล่ออกมาต้อนรับสายตาที่รุ่มร้อนคู่นั้นเสียด้วย

คุณหลวงในนิยายเป็นผู้ชายหื่นกามที่เหย่อยิ่งไม่น้อย ถึงเขาจะเป็นคนหื่นนอกจากเมียของเขาทั้งสี่คนแล้วเขาไม่เคยมองบ่าวคนอื่นแม้ว่าบ่าวพวกนั้นจะชอบให้ท่าเขาแค่ไหนก็ตาม

แต่คุณหลวงตัวจริงกลับดูเคร่งขรึมท่าทางสำรวมไม่ได้มีดวงตาเจ้าชู้ตามที่หนังสือบรรยายเลยแม้แต่น้อย

เขาจ้องเธออย่างเปิดเผยแต่ในขณะเดียวกันสายตานั้นก็แฝงความดูแคลนเอาไว้อย่างชัดเจน

เธอเองก็มองเขาราวกับเขาเป็นตัวประหลาด จ้องเอา จ้องเอา พร้อมกับคิดวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานา

นี่เป็นครั้งแรกที่หลวงอัครเดชถูกแม่หญิงจ้องมองเช่นนี้เขาจึงรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าว ใบหูยังแดงระเรื่อ

“หล่อนจะเลิกจ้องฉันได้หรือยัง”

“คุณหลวงอัครเดชจริง ๆ ใช่หรือเปล่า”

คนถามดูเหมือนพึมพำกับตัวเองไม่ได้ตั้งใจที่จะถามออกมา แต่คนตอบก็ยืดอกตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ฉันก็คือฉันหล่อนจะถามย้ำกี่ครั้งก็ยังเป็นฉัน”

ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือฝัน ตอนนี้คนที่เป็นที่พึ่งให้เธอได้ก็คือคุณหลวงอัครเดชคนนี้ พระเอกที่เป็นคนวางท่าแต่ว่าเป็นคนจิตใจดีไม่น้อย

“เมื่อรู้แล้วก็เลิกจ้องมองเสียที”

จันทร์วาดหัวเราะคิก เมื่อเห็นว่าใบหน้าของคุณหลวงคนนี้แดงเล็กน้อย

“ก็คุณหลวงหล่อนี่คะ หล่อกว่าที่หนังสือบรรยายไว้เยอะเลย”

“อย่าพูดจาเลื่อนเปื้อน เหลวไหล”

“จริง ๆ ค่ะ”

“ฉันไม่รู้ว่าหล่อนเข้ามาได้อย่างไร แต่ประเดี๋ยวจะเรียกให้คนไปส่ง บ้านช่องอยู่ที่ใดหรือจึงได้หลงทางมาที่นี่ พวกบ่าวไพร่ก็กระไรไยปล่อยให้หล่อนเข้ามาในเรือนนอนของฉันได้”

ก่อนหน้านี้คุณหลวงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องหนังสือกระทั่งดึกดื่นจึงกลับเข้ามาในเรือนเพื่อพักผ่อนกระทั่งได้พบแม่หญิงนางนี้

จันทร์วาดรีบลุกขึ้น เธอจัดการผูกเสื้อคลุมของตัวเองจนแน่นหนาแล้วจับแขนของเขาเอาไว้

หลวงอัครเดชรีบดึงมือของตัวเองออกอย่างถือตัว แต่จันทร์วาดกลับจับนิ้วของเขาแน่น เขาคิดจะดึงออกแต่เมื่อเห็นว่านิ้วเรียวของของแม่หญิงผู้นี้กลายเป็นสีแดงก็คิดว่าหล่อนอาจจะเจ็บจึงปล่อยให้ตนเองถูกลวนลาม

จันทร์วาดยังวิงวอน

“คุณหลวง ฉันไม่ใช่คนแถวนี้จริงค่ะ ฉันไม่มีบ้านให้กลับอย่าให้ใครมาเจอฉันเลยนะคะ ฉันไม่มีที่ไปจริง ๆ”

“ไม่มีบ้านหรือ”

“ค่ะไม่มีจริง ๆ”

“หล่อนคงมาจากทางเหนือกระมัง”

จันทร์วาดส่ายหน้ารัวเร็ว

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันคือฉันหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง โอ๊ย จะบอกยังไงล่ะ คุณหลวงให้ฉันไปไม่ได้นะคะ คิดดูสิคะว่าตอนนี้ฝนตกหนัก ยังเป็นเวลาดึกดื่นมืดขนาดนี้ฉันจะมาที่นี่ได้ยังไง”

“นั่นน่ะสิ เรื่องนี้ฉันก็แปลกใจยิ่งว่าหล่อนมาด้วยวิธีใด หรือว่าจะร่ำเรียนวิชาสะเดาะกลอนมา”

จันทร์วาดรีบลนลานส่ายหน้าเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ คอของเธอจะเคล็ดหรือเปล่านะ

“ไปกันใหญ่แล้วค่ะ ฉันไม่ใช่ขุนแผนนะคะ ไม่มีอาคมอะไรที่ว่าหรอกนะคะ คือว่า คุณหลวงนั่งลงฟังฉันพูดก่อนนะคะ ฉันขอร้อง ฉันจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังค่ะ”

สำเนียงของแม่หญิงผู้นี้ดูแตกต่าง ถึงหล่อนจะพูดภาษาเดียวกับเขาทว่าคุณหลวงกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างหรือคำบางคำที่แปลกใหม่ เป็นคำพิกลที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

และที่สำคัญเขาคิดว่าน้ำเสียงนี้ช่างรื่นหูชวนฟังเหลือเกิน

ตอน 3

ในที่สุดเขาก็ยอมนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากที่มีฟูกยัดนุ่นหนา ๆ ปูรองด้านบน

จันทร์วาดมองซ้ายมองขวาก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เขา เล่นเอาคุณหลวงผู้ถือยศศักดิ์ถึงกับตาค้างกับกิริยาไร้การสำรวมและเข้าหาผู้ชายโดยไม่ถือตัว

จันทร์วาดมองคนข้าง ๆ แล้วยิ้มจนเห็นฟันขาววับโชว์ลักยิ้มน่ารักข้างแก้ม

“มองทำไมคะ”

“ไยไม่นั่งที่พื้น นั่งเสมอบุรุษนั่งเสมอเจ้านายไม่อาจทำได้”

จันทร์วาดย่นจมูก

“พื้นเย็นจะตายนี่คะ ฉันไม่ใช่ทาสของคุณหลวงด้วย เรื่องหมอบคลานไม่ถนัดอีกอย่างที่นี่หนาวจะตายดูสิฝนก็ตกฟ้าก็ผ่า ฉันกลัวเสียงฟ้าร้องค่ะ เมื่อกี้ที่โผล่มาก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าฉันนี่กลัวจนฉี่แทบราดเลยค่ะ พวกเราต่อไปต้องสนิทกันตอนนี้ก็ใกล้ชิดกันไว้เถอะค่ะ ฉันไม่อยากนั่งพื้น ถ้าคุณหลวงอยากนั่งก็นั่งเองสิคะ อย่ามาบังคับคนอื่น”

สีหน้าของหลวงอัครเดชคล้ายจะเอือมระอา ในขณะที่จันทร์วาดกลับตีหน้าขรึมเอาจริงเอาจัง หลวงอัครเดชจึงเอ่ยเบา ๆ

“ใครเขาจะไปอยากสนิทกับคนท่าทางเพี้ยน ๆ เช่นหล่อนกัน”

“คุณหลวงอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ฉันเสียใจนะคะ ฉันออกจะน่ารักไม่ได้เพี้ยนสักหน่อย”

บทเด็กขี้อ้อนเริ่มมาแล้ว ตอนนี้เธออายุยี่สิบกว่าปีถ้าคุณหลวงมีอายุตามหนังสือนิยายบอกตอนนี้เขาก็อายุยี่สิบแปดปีแล้ว ห่างกันตั้งหลายปีเธอจึงเหมือนเป็นน้องสาวของเขา

แต่ว่าด้วยสเปกชอบผู้ชายที่แก่กว่าของจันทร์วาดทำให้ดวงตาของเธอเป็นประกายเมื่อพบว่าผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ เธอตอนนี้ตรงกับสเปกทุกประการ

ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนไร้รูขุมขน ใบหน้าสะอาดตาหล่อเหลา สันกรามคม ดวงตากลมโต จมูกโด่งได้รูป ปากหนาแบบฉบับชายไทยแท้ กล้ามท้องสวยเป็นลอน กล้ามแขนนั่นก็น่ากัดจนรู้สึกอยากลองสักคำ

ที่สำคัญคุณหลวงคนนี้ตัวสูงไม่น้อย น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบแน่ ๆ ทำให้จันทร์วาดที่สูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบเซ็นเตี้ยไปถนัดตาเมื่อยืนคู่กับเขา

อา โชคดีจริง ๆ ที่ได้เห็นพระเอกในนิยายตัวเป็น ๆ ไม่คิดว่าจะงานดีกว่าที่คิดไว้อีก

จันทร์วาดจ้องเขาดวงตาหวานเชื่อมปากยังพูดอ่อนหวาน

“คุณหลวงฟังฉันหน่อยนะคะ ฉันไม่ใช่คนร้ายจริง ๆ ดูสิฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ จะกล้าโกหกได้ยังไงคะ”

ทั้งน้ำเสียงอ่อนหวานสายตาออดอ้อนที่หลวงอัครเดชไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตทำให้น้ำเสียงแข็ง ๆ และท่าทางแข็งกร้าวของเขาอ่อนลงไปมาก เธอกระแซะเขาพร้อมกับอมยิ้มขยับเข้ามาใกล้ ๆ

เขายืดตัวถอยหนี

“คุณหลวงรังเกียจฉันเหรอคะ”

“เรียกว่าสำรวม”

“ทำไมต้องสำรวมคะ ฉันไม่ใช่มหาเทวีเจ้าสักหน่อย”

หลวงอัครเดชพูดเบา ๆ

“ในเมื่อหล่อนไม่รู้จักคำว่ากุลสตรี ก็คงเป็นฉันที่ต้องระวังตัว”

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น ทว่ากลับถูกจันทร์วาดคว้ามือเอาไว้แล้วดึงให้เขานั่งลงที่เดิม

“นั่งด้วยกันนี่แหละค่ะ จะได้พูดคุยกันได้สะดวก ไม่ต้องไปนั่งพื้นหรอก ฉันไม่ถือ”

เขาปวดหัวแล้ว ใครจะนั่งพื้นกันเขาแค่จะยืนคุยกับหล่อนเท่านั้น เขาดึงมือของจันทร์วาดออกแต่หล่อนไม่ยอมปล่อยยังเกาะแน่นหนา ทั้งยังแอบลูบเบา ๆ จนเส้นข้างใบหน้าของหลวงอัครเดชตึงขึ้นมาทันใด

“เป็นแม่หญิงเข้ามาในห้องหับผู้อื่นกลางค่ำกลางคืนยังนั่งใกล้กันเช่นนี้ไม่ได้”

“ทำไมไม่ได้ล่ะคะ หรือชอบให้คนอื่นมาได้ยิน ฉันรู้ว่าหน้าห้องนอนของคุณหลวงต้องมีไอ้พร้า เอ๊ยน้าพร้าคอยเฝ้าอยู่ไม่ใช่หรือคะ”

คุณหลวงได้ยินยิ่งมีสีหน้าประหลาดใจ แน่นอนว่าหน้าเรือนของเขามีไอ้พร้าบ่าวที่ติดตามเขามาตั้งแต่เด็กคอยเฝ้าอยู่ตลอดแล้วแม่หญิงผู้นี้จะเข้ามาโดยที่บ่าวของเขาไม่รู้ได้อย่างไร

เรื่องเหนือธรรมชาติคนโบราณย่อมเชื่อถือมากกว่าคนสมัยใหม่ ตอนนี้ในใจของคุณหลวงจึงมองว่าเธอเป็นผีหรือไม่ก็วิญญาณลี้ลับที่บังเอิญโผล่เข้ามาในห้อง

“คุณหลวงจ้องฉันอีกแล้วนะคะ นิสัยชอบคิดไม่ชอบพูดนี่ทำให้คนไม่รู้นะคะว่าจริง ๆ อยากได้อะไร”

ผู้ชายโบราณรูปหล่อคนนี้ตกใจกับคำพูดของเธออีกแล้ว แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะเธอดันรู้กระทั่งนิสัยที่ไม่ค่อยชอบพูดของเขา

“ฉันรู้สึกว่าเรื่องของหล่อนมันคลุมเครือไม่ชัดเจน คนธรรมดาไม่อาจทำได้ หรือหล่อนจะไม่ใช่คนจริง ๆ”

จันทร์วาดหัวเราะคิก

“อย่าบอกนะคะว่าคุณหลวงกำลังคิดว่าฉันเป็นผี”

เธอทายถูกเผง และสายตาคมที่มองมานั้นทำให้เธอถอนหายใจยาว

“คุณหลวงฉันเป็นคนจริง ๆ ค่ะ ฉันชื่อจันทร์วาด คือฉันเกิดวันจันทร์ค่ะ แม่เลยตั้งส่ง ๆ ว่าจันทร์คำเดียว ดูสิฉันสวยขนาดนี้จะใช้ชื่อว่าจันทร์ได้ยังไง เพื่อนล้อตายเลย พอโตขึ้นมาฉันเลยไปเปลี่ยนเองเลยค่ะ เติมวาดเข้ามาเป็นจันทร์วาด ชื่อเหมือนนางในวรรณคดีเลยใช่หรือเปล่าคะ ฉันเคยไปดูดวงแล้วนะคะ ชื่อนี้ดีมากอาจได้เป็นถึงคุณหญิงคุณนายนั่งกินนอนกินไปตลอดชีวิต ถ้าคุณหลวงจะกรุณา”

จันทร์วาดอดไม่ได้ที่จะเต๊าะคนหล่อไปหนึ่งประโยค แต่ดูเหมือนว่าคุณหลวงคนนี้จะไม่เข้าใจความตั้งใจของเธอแล้ว

หลวงอัครเดชฟังเธอเล่าเรื่องตัวเองรัวเร็วจนหูอื้อ เขาไม่เคยพบแม่หญิงคนใดพูดเร็วเท่านี้มาก่อน ยังมีเรื่องชื่อที่เขาไม่เห็นด้วย

“ชื่ออีจันทร์ก็ไพเราะไม่เบา ไยจึงคิดเปลี่ยนชื่อที่พ่อแม่ให้มาเล่า”

“อีจันทร์ โอ๊ยคุณหลวงก็ช่างมาเติมให้ฉัน แค่จันทร์คำเดียวก็แย่แล้วค่ะ ยังมามีอีเอออะไรอีก เชยจะตาย อีจันทร์นี่มันเพราะตรงไหนคะ แล้วคุณหลวงว่าชื่อจันทร์วาดไม่ดีเหรอคะ”

ในที่สุดเขาก็ถูกเด็กหลอกให้พูดเรื่องชื่อที่เขาเห็นว่าไร้แก่นสารจนได้

“เอาเถิดหล่อนเข้าใจเลือก จันทร์วาดก็งามสง่าไพเราะไม่น้อย เอาเป็นว่าชื่อดีทั้งสองหากจะไม่เปลี่ยนก็ยังเป็นชื่อที่งามนัก”

“ใช่ไหมล่ะคะ คุณหลวงยังบอกเลยว่าไพเราะเพราะพริ้ง อ้อ แล้วฉันไม่ใช่ผีจริง ๆ นะคะ ดูสิ ตัวก็อุ่น หัวใจก็เต้นเป็นปกติ”

มือของเธอไวเท่ากับฝีปาก เพราะต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนจึงคว้ามือของคุณหลวงขึ้นมาจับที่จมูกตัวเองแล้วยังพามือใหญ่มาวางแนบอก

มือของเขาทั้งใหญ่และร้อนแม้จะทาบอยู่นอกเสื้อคลุมแต่ก็ทำให้จันทร์วาดสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอุ่นวาบตรงนั้น

ทว่าหัวใจของจันทร์วาดเต้นเป็นจังหวะปกติ แต่หัวใจของหลวงกลับเต้นระรัวรุนแรง หลวงอัครเดชกระแอมแล้วค่อย ๆ ดึงมือของตัวเองออกมาช้า ๆ

ยอมรับอยู่ไม่น้อยว่านั่งใกล้หล่อนเช่นนี้ทำให้ได้กลิ่นหอมประหลาดที่ชวนให้รู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าว และยังติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่รู้คลาย

เขาเสมองไปทางอื่นด้วยสายตาเอาแต่จะคอยจับจ้องใบหน้านวลผ่อง ฟันขาววับที่งามพิกลของหล่อน

“เอาล่ะแม่จันทร์”

จันทร์วาดยกมือขึ้นแล้วส่ายไปมาพร้อมกับส่ายศีรษะของตัวเอง

“จันทร์วาดค่ะ จันทร์วาด ไม่เอาไม่เรียกว่า จันทร์เฉย ๆ”

แม่หญิงผู้นี้ช่างมากเรื่องนัก แต่หลวงอัครเดชยังใจเย็นพูดคุยกับหล่อนโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

“อะ แฮ่ม แม่จันทร์วาด”

เมื่อเขาเรียกถูกเธอจึงยิ้มแป้นจนเห็นลักยิ้มอย่างพอใจ หลวงอัครเดชเห็นว่ารอยยิ้มนี้ช่างน่าดูชมไม่น้อย

“ค่ะ ว่ามาค่ะ ต่อเลย”

“หากหล่อนไม่ใช่ผี เช่นนั้นหล่อนก็สารภาพมาว่าใช้กลอันใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

จู่ ๆ จันทร์วาดก็ยืนขึ้นจนคุณหลวงตกใจ จากนั้นเธอก็วิ่งตึง ๆ ไปที่ข้างเตียงของเขา ตรงนั้นที่เธอทำหนังสือหล่นเอาไว้ก่อนจะวิ่งกลับมาหยุดยืนที่หน้าเขา

“จะลุกจะนั่งก็ให้สำรวม กิริยามารยาทให้งามเสียหน่อยเถิดแม่”

จันทร์วาดขบขันกับน้ำเสียงและคำพูดที่แสนจะโบราณนี้ของเขา เธอจึงอดกระเซ้าไม่ได้

“ฉันยังไม่มีลูกค่ะ เป็นน้องคุณหลวงตั้งหลายปี คุณหลวงต้องพูดว่าจะลุกจะนั่งก็ให้สำรวมหน่อยเถิดหนู”

หลวงอัครเดชขมวดคิ้ว ในขณะที่จันทร์วาดยิ้มหวานแล้วหัวเราะเบา ๆ

“มุกนี้ไม่ตลกเหรอคะ”

เขาส่ายหน้าช้า ๆ

“อย่าเล่นลิ้นอีกเลย หนังสืออันใดอยู่ในมือหล่อน”

เขาจ้องหนังสือที่จันทร์วาดกอดเอาไว้เขม็ง

“อ้อ” จันทร์วาดพูดรัวเร็ว

“คุณหลวงนี่ดูสิคะ ว่าทั้งหมดเขียนเกี่ยวกับคุณหลวงเอาไว้ฉันเลยรู้จักคุณหลวง ฉันคิดว่าฉันมาจากอีกโลกหนึ่งถูกดูดเข้ามาที่นี่”

เธอหยุดพูดเล็กน้อยก่อนที่จะส่งสายตานับถือเขาออกไป

“ฉันยังรู้ว่าคุณหลวงมีเมียตั้งสี่คนแน่ะค่ะ”

หลวงอัครเดชดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าและท่าทางตกใจไม่น้อย

“ฉันน่ะหรือ มีเมียสี่คนผู้ใดบอกหล่อนกัน”

“ฉันอ่านมาค่ะ นี่ดูค่ะ ก่อนที่จะมาโผล่ที่นี่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ที่คอนโด อยู่ดี ๆไฟก็ดับ รู้ตัวอีกทีก็ถูกดูดเข้ามาในนี้ค่ะ เอ๊ะ แต่ทำไมหนังสือเปิดไม่ออกกันนะ ทำไมติดกันแบบนี้”

จันทร์วาดพยายามเปิดหนังสือ แต่หนังสือเล่มนั้นกลับติดกันแน่นเหมือนถูกกาวเหนียวติดเอาไว้ทั้งเล่ม

“ส่งมาให้ฉันซี ให้ฉันตรวจสอบเสียหน่อย”

คุณหลวงยังมีสีหน้าฉงน ใจหนึ่งยังคิดว่าจันทร์วาดเป็นผีแต่เนื้อตัวอุ่นนุ่มนิ่มทั้งยังสามารถแตะต้องได้ดวงตามีประกายเหมือนคนทั่วไป

ร่างกายของแม่หญิงจันทร์วาดก็หอมอ่อน ๆ ทั้งตัวเขาก็เป็นคนมีของดีไม่น้อยแม่จันทร์วาดผู้นี้กลับไม่ยักเป็นอันใดเมื่อยามที่นั่งแซะกายข้าง ๆ เขา

คุณหลวงยื่นมือมารับหนังสือ ทว่ากลับบังเกิดลมพัดแรงจนหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ทั้งยังมีไม้ค้ำดันปิดเข้ามาดังปัง ตะเกียงในห้องถูกลมพัดจนปลิวและกระแทกจนไส้ตะเกียงร่วงหล่นลงมาดับสนิท

“ประเดี๋ยวฉันจัดการตะเกียงก่อน หล่อนอยู่เงียบ ๆ ในนี้ฉันจะไปเรียกไอ้พร้าให้เอาตะเกียงอันใหม่มาให้”

คุณหลวงเอ่ยเบา ๆ เกรงว่าจะทำให้แม่จันทร์วาดคนนี้ตกใจเข้าให้แล้ว ทว่าเมื่อเขาคิดจะจับมือของหล่อนให้นั่งลงบัดนี้ก็พบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ยืนอยู่ที่นั่นแล้ว

หลวงอัครเดชเพ่งสายตาในความมืดก่อนจะเอ่ยเบา ๆ

“แม่จันทร์วาดยังอยู่หรือไม่”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED