ตอน 1

เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงแผ่วเบาภายในคฤหาสน์หรูใจกลางกรุงเทพมหานคร ค่ำคืนนี้แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าขนาดใหญ่ฉายความงดงามเหนือกาลเวลาให้กับห้องโถงที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง แขกเหรื่อในชุดราตรีและทักซิโด้เดินเฉิดฉายส่งยิ้มทักทายกันอย่างคุ้นเคย

ท่ามกลางงานเลี้ยงประกาศหมั้นที่ถูกเตรียมการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หญิงสาวในชุดราตรีสีมุกถือแชมเปญยืนอยู่ใต้แสงไฟอย่างสง่างาม ใบหน้าเรียวสวยเฉียบ คิ้วได้รูป ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นจาง ๆ ริมฝีปากแดงจัดขบเม้มเบา ๆ อย่างพยายามเก็บความรู้สึกไว้ภายใน

ธารา ลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวทรงยศ เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการค้าอสังหาริมทรัพย์และเครือข่ายธุรกิจมืดในกรุงเทพฯ

เธอไม่อยากอยู่ตรงนี้เลยสักนิด

เธอไม่ได้เกลียดงานเลี้ยงหรูหรา ไม่ได้กลัวคำว่า "เจ้าสาว" แต่เธอเกลียดความรู้สึกที่ต้องตกเป็นหมากของคนอื่นในเกมที่ตัวเองไม่ได้เลือกเล่นต่างหาก

เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเจ้าสัวทรงยศก้าวขึ้นเวที มือหนาของเขากุมไมโครโฟนอย่างมั่นคง ใบหน้าคมเข้มปรากฏรอยยิ้มทรงอำนาจขณะกล่าวเปิดงาน

"ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวของเราในวันนี้"

ธาราก้มหน้านิ่ง ขณะเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวขึ้นเวทีด้วยท่าทีสุขุมและสง่างามไม่แพ้กัน

คีรินทร์ ลูกชายของเสี่ยวรา เจ้าพ่อฝ่ายเหนือ หนึ่งเป็นพันธมิตรผู้แข็งแกร่งของตระกูลเธอ

เขาสวมสูทสีดำสนิท ผิวขาวจัดตัดกับชุดดูดีมีระดับ ดวงตาคมลึกดุจดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ เขาไม่ยิ้ม ใบหน้านิ่งเฉยติดจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ แต่ทว่าท่าทีนั้นกลับทำให้ทุกคนมองอย่างไม่อาจละสายตา

“หล่อชะมัด” ธาราคิดในใจแวบหนึ่งแล้วก็รีบสลัดออกไปจากหัว

บิดาของเธอไม่ได้ถามว่าเธอสำคำว่ารักเขาไหม ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเธอเต็มใจหรือเปล่า มีเพียงข้อเสนอทางธุรกิจที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "การแต่งงานเพื่อความมั่นคงของสองตระกูล"

ธารารู้สึกหงุดหงิดเป็นที่สุดที่ตัวเธอเป็นแค่ผลประโยชน์ระหว่างครอบครัว

หลังพิธีประกาศหมั้นผ่านพ้น แขกเริ่มทยอยล้อมวงพูดคุยและดื่มด่ำกับค็อกเทลหลากสี ธาราแอบเบือนหน้าหนีเพราะเบื่อหน่าย เธอออกมายืนรับลมอยู่ตรงระเบียงยาวของคฤหาสน์

“หนีอีกแล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทางด้านหลัง เธอหันขวับไปมอง พบดวงตาคมของคีรินทร์จ้องมองเธออยู่

“ฉันไม่ได้หนี แค่เบื่อ” เธอทำหน้าว่าเบื่อจริง ๆ

“งั้นก็พูดตามตรงว่าคุณไม่อยากหมั้นกับผม”

ธาราสบตาเขานิ่ง ก่อนที่จะพูดบ้าง

“คุณเองก็ไม่ได้อยากหมั้นและแต่งงานกับฉันใช่ไหมล่ะ”

“รู้ได้ยังไง”

“เดาเอา”

“ผมรู้จักคุณมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก” คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก ก่อนจะเบือนหน้าหนีอีกครั้ง เธอไม่อยากถามว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะไม่ว่าเขาจะตอบอะไร มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอรู้สึกไม่โอเคกับสถานการณ์ในครั้งนี้

คืนนี้หลังงานเลี้ยงจบ ธาราเดินกลับขึ้นห้องแล้วปิดประตูเบา ๆ ด้วยหัวใจหนักอึ้ง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูแผนที่ และค้นหาสถานที่ที่เธอคิดไว้นานแล้ว

สถานที่ท่องเที่ยวที่เล็งเอาไว้คืออำเภอเล็ก ๆ ที่อาจให้อิสระกับหัวใจได้บ้าง

เธอแพ็กกระเป๋าแบบลวก ๆ ก่อนทิ้งร่างลงบนเตียง พรุ่งนี้เช้าเธอจะหนีไปที่นั่นคนเดียว ไม่มีบอดี้การ์ด ไม่มีพ่อ ไม่มีผู้ชายที่ชื่อคีรินทร์

เธออยากออกจากกรงนี้เต็มที ทุกอย่างถูกวางเอาไว้ในกรอบ และบิดาก็คือคนที่รักเธอที่สุด แต่ก็จำกัดทุกอย่างจนเธอแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เธอรู้ว่าท่านเป็นห่วง แต่เธอก็อยากมีชีวิตอิสระเป็นของตัวเองบ้าง

เธอหลับไปพร้อมกับความตั้งใจแน่วแน่ พรุ่งนี้หนีไปพักใจสักนิด ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะความรู้สึกของเธอ

ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าโลกข้างนอกนั้นไม่ได้มีแค่ลมหนาวกับหมอกจาง แต่มันยังซุกซ่อนเงามืด ที่อันตรายยิ่งกว่าทุกอย่างที่เธอเคยเผชิญ

แสงแดดยามเช้าส่องลอดม่านลงมาอย่างอ่อนโยน ธาราตื่นแต่เช้า รีบอำลาคฤหาสน์โดยทิ้งโน้ตเพียงไม่กี่บรรทัดไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง บอกว่าเธอจะไปพักผ่อน ไม่ต้องตาม ไม่มีบอดี้การ์ด ไม่มีใครเลย เพราะเธอตั้งใจว่าจะไปเพียงลำพัง

เธอเดินทางโดยเครื่องบินไปยังเชียงใหม่ แล้วต่อรถตู้สู่อำเภอเล็ก ๆ ที่งดงามและอากาศดี เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เธอเลือกรีสอร์ตเล็ก ๆ ริมลำธารเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกภายนอก

อากาศเย็นจัดในยามค่ำคืน เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินกล่อมเธอให้หลับตาพริ้ม รู้สึกสบายจัง อยากมาเที่ยวแบบนี้นานแล้ว แต่น่าแปลกที่เธอสามารถเดินทางมาที่นี่ได้โดยไม่มีคนของบิดาตามมาด้วย ปกติเธอออกจากบ้านก็โดนประกบแล้ว หรือบิดาเบื่อที่จะให้คนคอยตามดูแลเธอเพราะเห็นว่าเธอโตแล้วกันนะ

หญิงสาวยิ้มอย่างมีความสุข ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน

คืนวันที่สาม ขณะที่ธารานั่งเขียนไดอารี่ที่ระเบียงไม้ ลมหนาวที่ทำให้บรรยากาศรอบกายสดชื่น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากในพุ่มไม้ เธอลุกขึ้นทันที ก้าวถอยหลังช้า ๆ ด้วยสัญชาตญาณ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไปด้วยมือหนาของใครบางคนที่เอาผ้ามาอุดปากและจมูกของเธอเอาไว้จากทางด้านหลัง

เธอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองในเพิงไม้เก่าโทรมขนาดเล็ก กลิ่นอับชื้นและควันไฟคละคลุ้ง เธอถูกมัดมือไว้แน่น มีชายสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าสองคนยืนเฝ้าอยู่ที่มุมห้อง

“ปล่อยฉันนะ พวกแกเป็นใคร”

“ไม่ต้องรู้หรอกว่าพวกเราเป็นใคร” หนึ่งในนั้นแค่นเสียงหัวเราะเย็นยะเยือก

เวลาผ่านไปช้า ๆ ความหวาดกลัวแล่นเข้าเกาะกินทุกอณูเนื้อ ธาราเริ่มเข้าใจแล้วว่าโลกที่เธอคิดว่าโหดร้าย จริง ๆ แล้วมันโหดร้ายกว่านั้นหลายเท่า

คืนเดียวกันนั้นเอง คีรินทร์เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปถึงเชียงใหม่ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง พร้อมลูกน้องคู่ใจอีกสองคน จากนั้นพวกเขาก็ขับรถสู่จุดหมายโดยไม่พัก การที่คู่หมั้นของเขาออกจากบ้าน ไม่ได้เป็นความลับ และมีคนคอยส่งข่าวให้ตลอด เขาจึงทราบที่อยู่ของเธอได้ไม่ยากว่าเธอเดินทางไปที่ไหน

ตอน 2

ระหว่างทาง ข่าวที่ไม่ดีค่อย ๆ เข้ามา เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มของเสี่ยทองศัตรูเก่าของเจ้าสัวทรงยศเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้นพอดี

“มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ในเพิงไม้ ธาราถูกย้ายออกมาตอนกลางคืน พวกมันเตรียมส่งตัวเธอไปชายแดนเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาวุธล็อตใหญ่ที่ค้างอยู่ตั้งแต่ปีที่แล้ว

แต่ก่อนที่พวกมันจะทันได้เคลื่อนไหว เสียงปืนก็ดังขึ้นท่ามกลางความมืด ลูกกระสุนทะลุกระจกไม้ดังเปรี้ยง!

กรี๊ด!!! เสียงกรีดร้องดังขึ้น

“หมอบ!” เสียงใครบางคนตะโกนดังลั่น ก่อนที่ธาราจะรู้ตัว ร่างสูงใหญ่ในชุดดำทะยานเข้ามาหา ดวงตาคู่นั้นจ้องตรงมาอย่างแน่วแน่

“คุณคี” เธอเรียกเขาอย่างคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าคนที่มาช่วยเธอจะเป็นคู่หมั้นที่เธอไม่อยากแต่งงานด้วย

เขาไม่พูดอะไรนอกจากกระชากเชือกออกจากข้อมือของเธอ แล้วจับมือเธอแน่นขณะเสียงระเบิดดังกระหึ่มอยู่ด้านนอก

“ตามผมมา ไม่ต้องกลัว”เสียงระเบิดลูกที่สองดังกึกก้องตามหลังมา ขณะที่คีรินทร์กระชากร่างธาราให้ออกวิ่งฝ่าความมืดและหมอกควันของเพิงไม้ที่เริ่มติดไฟจากแรงระเบิด ลูกไฟสีส้มไล่หลังมาเหมือนปีศาจที่ไม่มีความปรานี

“อย่าหยุด ห้ามมองข้างหลัง” เสียงของเขากระชากสติของเธอให้กลับมา ธารากัดฟันแน่นทั้งที่หัวใจเต้นรัวเร็ววด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว ร่างกายเจ็บแปลบจากรอยฟกช้ำที่ข้อเท้า แต่แรงบีบมือของคีรินทร์แน่นพอที่จะย้ำกับเธอว่า เธอยังปลอดภัย ตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้

กระสุนปืนแหวกอากาศดังวี้ด ข้ามศีรษะไปแค่ไม่กี่นิ้ว คีรินทร์พาเธอลัดเลาะเข้าพุ่มไม้หนาทึบ ก่อนทิ้งตัวลงพร้อมกระชากธาราให้ล้มตาม เสียงปืนไล่ตามหลังมาอีกระลอก แรงจนใบไม้สั่นไหวเป็นริ้ว ๆ

“พวกมันเยอะมาก” เขาพึมพำเบา ๆ ดวงตาคมวาวสะท้อนเปลวไฟที่ลุกลามอยู่ด้านหลัง

“แล้วเราจะทำยังไงต่อดีคะ” ธาราเอ่ยอย่างยากลำบาก ลมหายใจหอบถี่ มือของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัวและความหนาวหนาว

“หนีเข้าป่า” เขาตอบโดยไม่ลังเล

“ที่นั่นเป็นป่ารกทึบ ไม่มีทางที่พวกมันจะตามได้ทัน”

“หนีเข้าป่านี่นะ ทำไมเราไม่หนีไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน หรือหนีเข้าเมืองแทน” แค่คิดว่าต้องไปอยู่ในป่าเธอก็รู้สึกหวาดกลัว

“ตอนนี้ไม่มีทางเลือก จะไปหรือไม่ไป” ในขณะที่เธอกำลังลังเล เขาก็กระชากเป้สะพายของเขาขึ้นมา ก่อนโยนไฟแช็กใส่หลังคา กระท่อมไม้หลังนั้นถูกไฟกลืนกินทันที ราวกับฉากในสงคราม

“วิ่ง” เขาเอ่ยบอกเธอเสียงเข้ม ไม่มีอะไรให้คิดแล้วในเวลานี้ เธอต้องวิ่งตามที่เขาบอก ไม่งั้นจะเอาชีวิตไม่รอด

พวกเขาออกวิ่งอีกครั้ง คราวนี้ตรงเข้าสู่ความมืดมิดของป่าลึก

แสงจากไฟไหม้ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมา ธาราหอบหายใจถี่กระชั้นเมื่อคีรินทร์หยุดวิ่งหลังผ่านแนวพงหญ้า เธอทรุดลงนั่งบนพื้นดิน มือสั่น กายเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นควันและโคลนสกปรก

“คุณโอเคไหม” เขาหันมาถามในทันที ขณะที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยสายตาระแวดระวัง

ธาราพยักหน้าเบา ๆ ทั้งที่จริงแล้วเธอแทบไม่ไหว

“ข้อเจ็บเท้านิดหน่อย” เธอบอกเสียงอ่อย ไม่ไหวก็คงต้องบอกว่าไม่ไหว

คีรินทร์ทรุดตัวลงข้างเธอ มือหนาเอื้อมไปแตะข้อเท้าอย่างระมัดระวัง เขาถอดรองเท้าผ้าใบของเธอออกช้า ๆ ก่อนส่องไฟฉายดูอาการ

“ไม่ถึงกับหัก แค่แพลง แต่ต้องพัก ห้ามฝืน” เขาวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ทำเอาเธอเผลอมองเขานิ่ง ๆ เพื่อพินิจพิจารณา เธอต่อต้านการหมั้นมาตลด แต่ก็ฝืนความต้องการของบิดาไม่ได้ นั่นทำให้เธอพลอยไม่ชอบขี้หน้าเขาไปด้วย

ธารานิ่ง ขณะเขารื้อผ้าพันแผลออกมาจากเป้แล้วพันให้เธออย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บและกลิ่นดินเปียกชื้น เธอเริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

“คุณเตรียมของมาขนาดนี้ คุณรู้ว่าฉันจะถูกจับเหรอ”

“เปล่า ผมกำลังจะไปเที่ยวป่าอยู่พอดี พอพ่อของคุณบอกว่าคุณหายไป ก็ให้ผมรีบตามมาดูแล” คีรินทร์ตอบเสียงเรียบ ขณะมัดเงื่อนสุดท้าย จริง ๆ มันมีอะไรมากกว่านั้นอยู่นิดหน่อย ตรงที่บิดาของเธอปล่อยให้เธอออกเดินทางคนเดียว โดยไม่ให้บอดี้การ์ดตามมา เรียกว่าเปิดโอกาสให้เธอได้อยู่กับเขาสองต่อสอง เพราะหลังจากเธอมาแล้ว ท่านก็ส่งข่าวให้เขาตามเธอมา เพราะอยากให้มีเวลาได้ศึกษาเรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกัน

ถามว่าบิดาของหล่อนหวงลูกสาวไหม ก็ต้องบอกว่าหวงมากๆ แต่เพราะเขาเป็นข้อยกเว้น เคยมีบุญคุณช่วยเหลือชีวิตกันเอาไว้ และท่านก็มั่นใจว่าเขารักลูกสาวของท่านจริงจึงไฟเขียวให้เขาได้ใกล้ชิดกับเธอถึงขนาดนี้

“แทนที่จะให้บอดี้การ์ดตามมา แต่ให้คุณตามมานี่นะ” เธอถามเสียงเบา ตระหนักว่าบิดาอยากได้คีรินทร์เป็นลูกเขยจับใจ ถึงได้ส่งเขามาช่วยเธอแทนบอดี้การ์ดที่น่าจะเข้าถึงตัวเธอก่อนและล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ในขณะนี้

“คุณไม่อยากได้บอดี้การ์ดไม่ใช่เหรอ ถ้าอยากได้คงไม่หนีมาไกลถึงขนาดนี้” พอเขาถามกลับเธอก็ถึงกับอึ้งไป ก็มันจริงของเขา เธอหนีมาเพราะต้องการหลบมาพักผ่อนอยู่เพียงลำพัง แต่ใครจะคิดว่าจะโดนจับตัวมาแบบนี้ล่ะ

ธาราเงียบไป เขายิ้มจาง ๆ แล้วเสยผมให้เธออย่างแผ่วเบา

“ผมแค่รู้สึกว่าผมมาช้าไปหน่อย ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมคงไม่ให้อภัยตัวเอง” ประโยคของเขาทำให้เธอรู้สึกซึ้งใจ อย่างน้อยเขาก็เป็นห่วงเธอ จะในฐานะอะไรก็ช่างเถอะ

“ไปเถอะ” พวกเขาเดินลัดเลาะต่อไปอีกจนถึงลำห้วยสายหนึ่ง

“โอ๊ย!” เธอเดินได้นิดหน่อยก็เซจนแทบล้มเพราะอ่อนแรง เขาจึงรีบประคองเธอเอาไว้

“เป็นยังไงบ้าง ไหวไหม” เขาถามอย่างห่วงใย เธอส่ายหน้าไปมา

“งั้นขี่หลังพี่ไป”

“จะดีเหรอคะ” เธอเอ่ยถามอย่างเกรงใจ เมื่อเขาขยับตัวมาให้เธอขี่หลัง

“หรือคุณจะเดินเอง” พอเขาถามแบบนั้น เธอก็รีบส่ายหน้าไปมา

เขาจึงย่อตัวลง ทำให้เธอต้องรีบปีนขึ้นไปบนหลังของเขา

การแนบชิดสนิทกายแบบไม่ได้ตั้งใจมาก่อน ทำให้เธอรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด เขาแบกร่างของเธอเดินไปอย่างมั่นคง จนเธอคิดว่าหากเธอไม่มีเขาคงจะตายไปแล้ว

คีรินทร์พาธาราขึ้นไปพักบนเนินสูงเหนือลำธาร ซึ่งมีกระท่อมเก่าทรุดโทรมอยู่หลังหนึ่ง ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานานหลายปี

“วันนี้เราจะพักกันที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยหาทางไปต่อ”

ธารามองกระท่อมไม้ที่แทรกอยู่ในแมกไม้สลัว เธอกลืนน้ำลายลงคอ หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ นี่ถ้าไม่มีเขาเธอจะเอาตัวรอดยังไง

คีรินทร์จัดพื้นที่ให้เธอในมุมที่แห้งที่สุด วางใบไม้แห้งคลุมพื้น จัดที่หลับที่นอนให้เธออย่างชำนาญ แล้วก่อไฟจากไม้แห้งตรงกลางกระท่อมอย่างคล่องแคล่ว เธอหลับไปอย่างอ่อนแรงหลังจากนั้น ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะกลิ่นอาหารหอมกรุ่น

ตอน 3

“ทำไมคุณถึงได้ดูคล่องแคล่วกับการใช้ชีวิตในป่าจังค่ะ” เธอเอ่ยถาม

“ผมเคยฝึกการใช้ชีวิตในป่า แล้วก็ชอบป่ามาก ชอบเดินป่า เที่ยวป่าตั้งแต่เด็ก”

“ปลาจับมาจากไหนเหรอคะ”

“ในลำธารน่ะ”

“เก่งจัง” ธาราตาโตขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชม ขณะนั่งกอดเข่าดูเขาทำกับข้าวจากปลาที่จับได้ในลำธาร ถ้าเธอหลงป่า รับรองได้เลยว่าคงจะอดตายแน่ ๆ

“จริง ๆ ฉันคิดว่าคุณเป็นแค่ลูกมาเฟีย ไม่เคยคิดว่าจะมีความสามารถในการเอาตัวรอดขนาดนี้” เธอเห็นว่าเขาขี้เก๊ก แข็งกร้าว มีลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลัง มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ เอาอกเอาใจ คิดว่าเขาทำอะไรแบบนี้ไม่เป็น แต่ที่ไหนได้เขาเก่งกาจจนน่าเหลือเชื่อ

“ผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น เพียงแต่บางอย่างเราต้องรู้ไว้ เผื่อวันหนึ่งจะได้เอาตัวรอดได้ และปกป้องคนที่เรารักได้” คำว่ารักของเขาทำให้เธอ

ธารารู้ว่าประโยคนั้นมีความหมายลึกซึ้ง เพราะเขามองหน้าเธอไม่วาง

เธอไม่กล้าถามว่าคนที่รักของเขาคือใครกัน ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง

“พ่อสอนผมให้เรียนรู้อะไรเองตั้งแต่เด็ก ให้ทำอะไรเอง”

“หมายความว่ายังไงเหรอคะ”

“ก็สอนให้หัดเรียนรู้การใช้ชีวิตเองทุกอย่าง ผมต้องทำอะไรเองทุกอย่างตั้งแต่เด็ก” ประโยคของเขาทำให้เธอมองอย่างแปลกใจ

“ไม่เชื่อเหรอ”

“ไม่ใช่ไม่เชื่อหรอกค่ะ แต่คุณเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย มีอำนาจ ทรงพลัง มีอิทธิพล น่าจะมีคนดูแลดีแต่เด็กในทุกๆ เรื่องน่ะค่ะ” เธอพูดแล้วกัดปากตัวเองเบา ๆ เหมือนเธอไง บิดาดูแลเธอทุกเรื่อง จนบางครั้งเธอรู้สึกว่าทำอะไรไม่เป็น และเหมือนนกน้อยในกรงทอง เธอเกิดมาไม่เคยแก้ปัญหาอะไรเอง ไม่เคยต่อสู้ดิ้นรนอะไร ชีวิตสุขสบายมาตลอด

“ไม่หรอก คุณพ่อของผมท่านอยากให้ผมต่อสู้ดิ้นรนเอง แม้ท่านจะมีเงินเยอะ แต่ท่านบอกผมว่ายังไงรู้ไหม” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามเธอ

เธอมองใบหน้าหล่อเหลานั้นแล้วใจเต้นแรง ไม่เคยเห็นเขาหัวเราะมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก

“ไม่รู้สิคะ”

“คุณพ่อของผมบอกว่าเงินทั้งหมดที่มีอยู่ท่านเหนื่อยหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ท่านจะเอาไว้ใช้เอง ไม่ใช่หามาให้ผม” พอเขาพูดจบเธอก็หลุดหัวเราะออกมา ทั้งสองก็หัวเราะประสานเสียงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

“แล้วสรุปตอนนี้คุณมีอะไรเป็นของตัวเองบ้างคะ” เธอถามอย่างอยากรู้ปนใส่ใจ

“ผมก็เป็นลูกน้องพ่อมาตลอด รับเงินเดือนเหมือนคนอื่น แต่พยายามดิ้นรนสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็เลยพอมีกินครับ คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมไม่ได้รวยอย่างที่เห็น แต่คนที่รวยคือพ่อของผม” เขาขยับเข้าไปใกล้ ก่อนที่จะกุมแก้มสาวของเธอเอาไว้ พลางเอ่ยถามเสียงนุ่ม

การกระทำของเขาทำเอาหัวใจของเธอเต้นรัวแรงแทบจะโลดออกมาจากอก

“ทำไมพูดเหมือนตัวเองจนแบบนั้นล่ะคะ คุณออกจะรวย คุณพ่อของคุณคงแค่ล้อเล่น เงินที่ท่านหามาไม่ให้ลูกชายแล้วจะให้ใคร และบางทีก็แค่อยากให้คุณมีความพยายามในการสร้างอะไรเป็นของตัวเองด้วยมือของคุณ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของท่านที่จะฝากคุณเอาไว้ในอนาคต คุณจะรักษามันได้”

“แล้วผมต้องพยายามอีกนานแค่ไหน ถึงจะเข้าไปอยู่ในหัวใจของคุณ” ประโยคของเขาสร้างความรู้สึกสะท้านในหัวใจของเธอ เธอยอมรับว่าหัวใจเต้นแรงแทบจะโลดออกมาจากอก

ริมฝีปากร้อนประทับลงบนริมฝีปากนุ่มอย่างอ่อนโยน เธอไม่ได้เบี่ยงหลบ แต่กลับรับจุมพิตของเขาอย่างดูดดื่ม

“ถ้าออกไปจากป่านี้ได้ แต่งงานกับผมได้ไหม” เขาเอ่ยขอเสียงแหบพร่า ทำเอาเธอใจสั่น

“ขอคิดก่อนได้ไหมคะ แต่ถ้าฉันรอดออกไปจากที่นี่ได้ ฉันก็อาจจะคิดเรื่องแต่งงานอีกครั้งก็ได้ค่ะ” เธอไม่ได้รับปากเขาอย่างจริงจัง อยากเผื่อใจเอาไว้ในอนาคตด้วย เพราะคิดเสมอว่าอนาคตไม่แน่นอน

พอเธอตอบออกไปแบบนั้นเขาก็ไม่ได้มีท่าทีผิดหวังหรือโกรธเคืองอะไร แต่กลับชวนเธอกินอาหาร

ธาราเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่าหิวมากๆ ก็วันนี้ เธอเกิดมาไม่เคยเผชิญกับความหิวโหยเลย เพราะชีวิตสุขสบายมาตลอด บางทีการผจญกับภัยอันตรายและเรื่องเลวร้ายในครั้งนี้ อาจจะทำให้เธอได้ฝึกฝนตัวเองก็เป็นได้

“พ่อของคุณเป็นห่วงคุณมากนะ พ่อของคุณฝากฝังคุณเอาไว้กับผม”

“เพราะฉันไม่เอาไหนเลยใช่ไหมล่ะคะ ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ใช้เงินเป็นอย่างเดียว”

“พ่อของคุณรักคุณมากนะ ตั้งแต่แม่ของคุณจากไป ท่านก็ไม่เคยรับผู้หญิงคนไหนเข้ามาแทนแม่ของคุณเลย ดังนั้นท่านก็เลยอยากที่จะดูแลคุณให้ดีที่สุด เท่าที่พ่อคนนึงจะทำได้ มันอาจจะทำให้คุณอึดอัด แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครรักคุณเท่าคุณพ่อของคุณอีกแล้ว” เธอมองหน้าเขานิ่ง จนเขาต้องเอ่ยถาม

“มองหน้าผมทำไม”

“ทำไมคุณรู้เรื่องฉันเยอะจังเลยค่ะ”

“ก็ผมเป็นว่าที่ลูกเขยพ่อคุณ”

“พ่อของฉันไว้ใจคุณขนาดนั้นเชียวหรือคะ”

“ไม่ใช่ว่าผมเดินเข้ามาแล้วพ่อของคุณจะยกคุณให้ผมเลยนะ ผมต้องผ่านด่านหลายด่านมาก”

“ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”

“พ่อคุณรักคุณมากขนาดนี้ จะยกคุณให้คนอื่นง่ายๆ ได้ยังไงกัน ถ้าผมมีลูกสาว ผมก็คงต้องทดสอบให้ผ่านด่านของผมก่อน ถึงจะยกให้”

“คุณอยากมีลูกสาวเหรอคะ” เธอเอ่ยถามเขาตาปริบ ๆ

“อยากมีครับ อยากมีกับคุณ” โดนเขาหยอดแบบนั้นทำเอาเธอทำตัวไม่ถูก เขินอายจนต้องเสมองไปทางอื่น

เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะพูดต่อ

“พ่อของคุณรักคุณมากขนาดรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ ท่านบอกว่าคุณชอบกินไข่ต้มกับซีอิ๊วขาว ชอบกินมันหวานเผาแต่เด็ก แล้วก็ชอบสีชมพูมากๆ”

“คุณพ่อเล่าถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เธอตาโต เพราะคนที่รู้เรื่องนี้ต้องสนิทกันจริงๆ

“ครับ ผมรู้ทุกเรื่องและต้องจำเอาไว้ขึ้นใจ ท่องให้พ่อของคุณฟังด้วยไม่งั้นท่านจะไม่ยกลูกสาวให้”

“ถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เธอตาโตอีกรอบ

“แล้วผมก็ผ่านด่านอรหันต์ทองคำครับ ทุกด่านเลย แต่ทำไมถึงชอบกินไข่ต้มครับ”

“ก็มันอร่อยดีน่ะค่ะ เป็นอาหารง่ายๆ ที่คงไม่มีใครคาดคิดใช่ไหมคะ จริง ๆ ก็มีสาเหตุนะคะ ตอนเด็กๆ คุณพ่อจ้างเชฟดังมาทำอาหารให้ฉันกิน เพราะท่านชอบกินของอร่อย ฉันก็กินแต่อร่อย ๆ ดีๆ เลิศรสมากตั้งแต่จำความได้ แต่วันหนึ่งไปเจอสาวใช้ในห้องครัวกินข้าวกับไข่ต้มราดซีอิ๊วขาวกัน และคุยกันว่าอร่อยมาก แม้จะมีกับข้าวอย่างอื่นมากมาย เลยขอลองชิมดูน่ะค่ะว่ามันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วก็รู้สึกว่ามันอร่อยดีค่ะ ก็เลยชอบกินมาตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ”

การได้พูดคุยกับเขา ทำให้เธอได้เปิดใจมากขึ้น อาจเพราะเมื่อก่อนเขารุกเธอหนี หนีหน้ากันตลอด บิดานัดให้ไปกินข้าวด้วยกัน เธอก็เบี้ยวนัดตลอด พอต้องมาติดอยู่กลางป่าด้วยกันเช่นนี้ จึงได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน พูดคุยกัน

“พักผ่อนเอาแรงเถอะ อีกไม่นานเราอาจต้องเดินทางกันอีก” เขาดึงเธอให้มานั่งใกล้ๆ ก่อนที่จะดึงศีรษะของเธอซบกับไหล่กว้างของเขา คราแรกเธอจะถอยหนี แต่สัมผัสของมืออบอุ่นทำให้เธอตัดสินใจพิงร่างไปกับเรือนร่างแข็งแรงของเขา พอเธอหลับเขาก็จัดท่านอนให้เธอนอนลงบนที่นอนชั่วคราว เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พาเธอไปอาบน้ำที่ลำธาร และนอนพักอีกรอบ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED