บนเตียงนุ่มปรากฏร่างหนาของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี ใบหน้าหล่อเหลาที่เปลือกตายังคงปิดสนิทอยู่นั้นเริ่มขยับพร้อมทั้งมีเหงื่อผุดออกมาทั้งๆ ที่แอร์คอนดิชันภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและเป็นระเบียบยังคงทำงานอย่างไม่หยุดพัก ริมฝีปากบางสีแดงอมชมพูขมุบขมิบราวกับว่ากำลังพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่ทว่าเสียงกลับไม่ดังออกมาตามที่ริมฝีปากขยับ
“ไม่ วิน!!! อย่าไป” และในที่สุดเสียงก็ดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากนั้น
“เฮื้อก!!!!”
“โอ๊ย!!!! ฝันอีกแล้วเหรอเนี่ย”
แบม ภูวดลสะดุ้งสุดตัวร่างหนาเด้งขึ้นมาอยู่ในท่านั่งกุมศีรษะบนที่นอนนุ่ม ก่อนที่เขาจะใช้มือทั้งสองข้างสางผมที่ปรกลงบนหน้าผากไปถึงขนตายาวชุ่มน้ำตาให้เปิดออก
“น้องวิน… พี่จะทำตามที่พี่สัญญากับเราไว้นะ ไปอยู่ในชาติภพใหม่ พี่ขอให้หนูปลอดภัย...ไร้โรคภัยไข้เจ็บนะ”
เด็กหนุ่มหยิบของทดแทนของเด็กชายตัวน้อยในตอนนั้นขึ้นมาจากชิ้นชักโต๊ะข้างเตียงแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
น้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่เด็กน้อยจะเข้ารับการผ่าตัด ตอนนั้นเขาก็ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าน้องวินไปเพียงไม่กี่ปี ทั้งสองคนสนิทกันตอนที่เขาไปทำงานกับมารดา เขาพบน้องวินกำลังเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคลิ้นหัวใจรั่วที่โรงพยาบาลที่มารดาเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกอยู่พอดี รู้จักกันจนสนิทสนมน้องวินก็จากไปแบบไม่มีวันกลับ
เนื่องด้วยศัลยแพทย์หัวใจของทางโรงพยาบาลมีน้อยและกำลังติดเคสสำคัญ เด็กน้อยจากไปอย่างกะทันหัน เขาร้องไห้อย่างหนักและซึมอยู่หลายวัน ก่อนที่เด็กน้อยจะอาการทรุดและจากไป เขาเคยให้สัญญาว่าโตมาเขาจะเป็นศัลยแพทย์หัวใจ คอยรักษาหัวใจให้คนที่เป็นแบบน้องวิน น้องวินยิ้มออกมาด้วยแววตาที่มีความสุข เขาไม่คิดเลยว่ารอยยิ้มจากเด็กน้อยในวันนั้นจะเป็นวันสุดท้าย… ที่เขาได้มองมัน
เขายกมือขึ้นมาปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นจากเตียงนอน ก่อนที่สองขายาวจะก้าวเดินไปที่ห้องน้ำ เสียงน้ำที่ไหลลงกระทบพื้นบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มได้อาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนมัธยมปลายในเช้าวันนี้แล้ว
“สวัสดีตอนเช้าครับคุณพ่อ คุณแม่ พี่บอม พี่บี๋”
ชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดของบ้านเอ่ยทักทายทุกคนหลังจากที่เข้ามานั่งประจำที่ตรงโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
“หน้าตาไม่ค่อยสดใสเลยนะลูก เจ็บป่วยตรงไหนหรือเปล่า”
แพทย์หญิงศิริลักษณ์ ปรีชารักษ์เอ่ยถามบุตรชายคนเล็กด้วยความเป็นห่วง
“นั่นสิ อย่าบอกนะว่าฝันเรื่องเดิมอีกแล้ว”
ภูวเมศ ปรีชารักษ์ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามต่อในคำถามเดียวกันกับที่พี่ๆ ทั้งสองอยากเอ่ยถามน้องชายคนเล็ก เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนที่จะหันหน้าไปส่งยิ้มขอบคุณแม่บ้านที่นำข้าวต้มมาเสิร์ฟตรงหน้าของเขา
“ปล่อยวางซะบ้างสิแบม น้องเค้าก็ไปสบายแล้ว”
บอม ภูวพล ปรีชารักษ์ พี่ชายคนโตบอกน้องชายด้วยน้ำเสียงปลอบโยน เขารู้ดีว่าแบมนั้นเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นขนาดไหน
“จริงด้วยนะแบม ถ้าแบมอยากให้น้องมีความสุขเวลาที่มองลงมาจากฟ้า แบมก็ตั้งใจเรียนหมอให้จบแล้วรักษาคนที่ป่วยแบบน้องเขาให้สุดความสามารถที่บอมมีนะ” พี่สาวผู้ที่รับรู้ความใฝ่ฝันของผู้เป็นน้องชายแนะแนวทางให้กับเขา
“ครับ… ขอบคุณทุกคนมากนะครับ”
กำลังใจและความเข้าใจของครอบครัวย่อมสำคัญที่สุด เป้าหมายของเขาต่อจากนี้แน่นอนว่าเขาจะทำมันให้สำเร็จ อีกแค่ไม่กี่เดือนภาคเรียนที่หนึ่งของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกของเขาก็ผ่านไปแล้ว และในภาคเรียนที่สองเขาจะตั้งใจกว่าเดิมเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเหมือนกับมารดาให้ได้
โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใจกลางกรุง
ร่างสูงของเด็กหนุ่มที่โตเต็มวัยกำลังเยื้องย่างเข้าไปในโรงเรียนของตนเองท่ามกลางสายตาของสาวๆ ที่มองมาอย่างสนใจ เขาส่งยิ้มให้สาวๆ รุ่นน้องและรุ่นเดียวกันตามประสาคนที่อัธยาศัยดี แต่ทว่ารอยยิ้มของเขาทำเอาหัวใจสาวๆ เต้นแรงไปตามๆ กัน เขาเดินตรงไปยังตึกที่ตนเรียนแต่แล้วไหล่กว้างก็มีท่อนแขนจากเพื่อนสนิทพาดผ่านมาโอบไหล่เขาไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะปล่อย
“เฮ้ย!! ไอ้กราฟ มึงมาเช้าจังวะฮ่าๆๆๆ สะดุ้งอะไรขนาดนั้นวะไอ้นี่ มัวแต่เก๊กหล่ออยู่นั่นแหละหมั่นไส้ แบ่งความหล่อมาให้กูบ้างดิ๊เพื่อน”
บอส ภานุอุทานเรียกเพื่อนสนิท ก่อนที่จะเอ่ยประโยคที่ทำให้กราฟ กาลัญญู พิเชษฐ์พัฒน์หัวเราะออกมา
“ถ้ามันแบ่งกันได้กูแบ่งให้มึงไปแล้วไอ้บอส มึงก็มาเช้าเป็นเหมือนกันหรอวะฮ่าๆๆๆ”
เสียงขี้เล่นติดทะเล้นตอบกลับ ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปยังอาคารเรียนของตนโดยมีบอส ภานุเพื่อนสนิทเพียงคนเดียววิ่งตามหลังไปติดๆ
“อีกเทอมเดียวมึงจะย้ายไปทำไมวะ”
เด็กหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนสนิทตรงหน้าเมื่อได้ยินข่าวที่ไม่น่ายินดีสำหรับเขาเท่าไหร่
“กูอยากไปเรียนที่นั่นก่อนจบ พ่อแม่ก็ไม่ห้าม แถมสนับสนุน บอกทำไมกูไม่ไปเรียนโรงเรียนนั้นตั้งแต่แรกเพราะพ่อกูก็จบจากที่นั่นมา”
กราฟ กาลัญญูตอบเพื่อนสนิทขณะที่เขากำลังเขียนงานส่งอาจารย์อยู่ภายในห้องเรียน กราฟ กาลัญญูเป็นเด็กที่เรียนเก่งอีกคนหนึ่งของโรงเรียน และเป้าหมายของเขาคือการได้เป็นเพื่อนกับเด็กหนุ่มหน้าหล่อ นักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำให้เขาประทับใจ อาจจะดูเป็นความคิดที่โง่เขลาสำหรับเหตุผลของการย้ายไป แต่หัวใจของเขามันสั่งให้เขาตัดสินใจแบบนั้น เขาไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
“แล้วจบมอหกมึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหน”
บอสเอ่ยถามเพื่อนถึงเรื่องมหาวิทยาลัยแทนเพราะถึงอย่างไรการย้ายตามเพื่อนสนิทไปมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เข้าท่า แต่ถ้าได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกันในอนาคตก็เป็นไปได้
“กูจะเรียนหมอ”
เด็กหนุ่มละสายตาและวางมือจากงานที่กำลังเขียนอยู่แล้วตอบอย่างมั่นใจ
“โห่… กูคงเรียนกับมึงไม่ไหว ไอ้นี่...ทำไมชอบจังอะไรยากๆ เนี่ย”
บอสเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยใจ จะให้เขาทนเรียนไปอีกห้าหกปี ไหนจะเรียนเฉพาะทางอีก เขาสู้ไม่ไหวจริงๆ
“มึงก็รู้ว่าชีวิตกูอยากอุทิศให้กับการต่อชีวิตให้คนอื่น”
กราฟบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนที่จะก้มหน้าลงเขียนรายงานต่อแล้วไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก บอสไม่อยากรบกวนเพื่อนจึงหยิบรายงานของตนขึ้นมาเขียนบ้าง เขายังไม่รู้เลยว่าอีกหนึ่งเทอมที่เหลือ ถ้าเขาไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ด้วยแล้ว ผลการเรียนของเขาจะเป็นอย่างไร เพราะเวลาที่เขาไม่เข้าใจ เพื่อนสนิทอย่างกราฟ กาลัญญู ก็คอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด
สองหนุ่มสาวที่กำลังเดินเคียงข้างกันเข้าไปในโรงอาหารของโรงเรียนต่างเป็นเป้าสายตาของหนุ่มๆ สาวๆ ทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องในโรงเรียนแห่งนี้ ใครๆ ต่างก็เข้าใจว่าแบม ภูวดลและจีน่า เจนจิราเป็นแฟนกัน เพราะเวลาไปไหนมักจะพบเห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันตลอด ถึงจะมีเด็กหนุ่มอีกคน แต่เขาก็ไม่ได้เดินเคียงคู่กับแบมหรือจีน่า ต่างจากที่สองหนุ่มสาวเดินเคียงข้างกันเสมอ หรือบางทีก็มีจับมือถือแขนกันเดินก็มี
“หล่ออะ เสียดายแทนพวกเธอ….” เสียงรุ่นน้องที่เป็นเพศที่สามเอ่ยขึ้นในกลุ่มสาวๆ
“เสียดายอะไรยัยเบเบ้” เพื่อนสาวคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยถามขึ้น
“พี่แบมอะ…”
คำตอบของชายไม่แท้ของกลุ่มเรียกสายตาความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี
“พี่เขาไม่ได้ชอบชะนีหรอก เขาชอบผู้ชายด้วยกัน”
คนที่ชื่อเบเบ้เอ่ยออกมาตามสัญชาตญาณแต่เพื่อนๆ ในกลุ่มกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ใครจะเชื่อก็พี่แบมภูวดล ออกจะมาดแมนขนาดนั้นต่างจากคนพูดอย่างลิบลับ เล่นกีฬาก็เก่ง การเรียนก็อันดับหนึ่งของระดับชั้น แถมมีสาวสวยข้างกายเป็นดาวโรงเรียนอีกต่างหาก
“ใส่กันไหม… ถ้าพี่แบมชอบผู้ชายพวกแกเลี้ยงข้าวฉันสามเดือน แต่ถ้าพี่แบมเป็นผู้ชายชอบผู้หญิง ฉันยอมกลับไปเป็นผู้ชายตัดผมเกรียนเลยอะ”
เบเบ้เอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ และสาวๆ ในกลุ่มก็มั่นใจเช่นกัน ทุกคนตกลงที่จะเล่นเกมนี้โดยยอมเลี้ยงข้าวเพื่อนชายใจสาวคนนี้สามเดือนหากพี่แบมสุดหล่อเป็นแบบที่นางพูด
ทางด้านสองหนุ่มสาวก็นั่งรับประทานอาหารที่ซื้อมาจากร้านโปรดภายในโรงอาหารของโรงเรียนแห่งนี้ แบม ภูวดลคอยตักผักออกให้เพื่อนสนิทมาใส่จานของเขา และเขาก็จัดการมันแทน ก่อนหน้านี้เขาบ่นให้จีน่า เรื่องที่เพื่อนสนิทคนสวยไม่ชอบรับประทานผัก แต่สุดท้ายเธอก็ไม่รับประทานมันอยู่ดี
“น่ารักแบบนี้เรามาคบกันจริงๆ ดีไหมแบม”
คำถามของเพื่อนสนิททำเอามือเรียวขาวสะอาดที่กำลังจับช้อนอยู่ชะงัก ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นมองหน้าคนถาม
“ไม่อะ… ฉันรู้ว่าเธอก็ไม่ได้ชอบ…ฉันหรอก อย่ามาจีน่า แสดงละครก็พอแล้ว”
เขาบอกเธอเสียงเบาก่อนที่จีน่าจะส่งค้อนวงใหญ่ให้กับคนรู้ทัน ตั้ม อนุพงษ์ที่เดินไปซื้อน้ำกลับมาไม่ทันได้ยินความลับของทั้งสองคน เขาวางน้ำลงตรงหน้าของเพื่อนทั้งสองก่อนที่จะได้รับคำขอบคุณเป็นการตอบแทน
สองหนุ่มหนึ่งสาวนั่งรับประทานอาหารกลางวันอย่างเงียบๆ เมื่อรับประทานเสร็จทั้งสามก็เดินออกจากโรงอาหารไปท่ามกลางสายตาของทั้งสาวๆ และหนุ่มๆ ภายในโรงเรียนที่สนใจทั้งแบม ภูวดลและจีน่า เจนจิรา สาวลูกครึ่งเยอรมันที่มีฐานะทางบ้านร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีเช่นเดียวกับครอบครัวของเพื่อนสนิท
“แบม นายจะเรียนหมอจริงอะ”
จีน่าเอ่ยถามหลังจากที่ได้เห็นรายชื่อคณะที่เพื่อนกรอกลงในแบบสอบถาม
“อืม…ศัลแพทย์หัวใจ”
จีน่าพยักหน้าขึ้นลงด้วยความเข้าใจ เหตุการณ์ในตอนนั้นทำเพื่อนของเธอคนนี้ซึมลงไปหลายวัน และจากที่เป็นคนสดใสร่าเริงกลายเป็นเงียบขรึมเย็นชา แต่กับเธอแบม ภูวดลยังคงอบอุ่นเสมอ
“เธอล่ะ…จะเรียนต่ออะไร อย่าบอกนะว่า….”
“อืม….นิเทศศาสตร์น่ะ”
เพื่อนของเขาสวยและเธอก็สามารถเป็นดาราได้สบาย ก่อนหน้านี้พากันไปเดินห้างดังก็มีปาปารัสซี่มาทาบทาม แต่ทั้งเขาและเพื่อนยังห่วงเรื่องการเรียนอยู่เลยไม่ได้ไปแคสตามที่เขาติดต่อมา
“พี่บี๋ก็เพิ่งจะได้แสดงละครเรื่องแรก” ประโยคที่แบม ภูวดลเอ่ยออกมาทำเอาเพื่อนสนิทตาโต
“จริงดิ เรื่องอะไรอะ รับบทอะไรหรอ” ลูกครึ่งสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไม่รู้ดิ ไม่ได้ถาม เมื่อวานเห็นนั่งอ่านบทอยู่ ตัวประกอบแหละมั้ง เรื่องแรก.. แถมยังไม่เป็นที่รู้จักด้วย”
หนุ่มหน้าใสบอกเพื่อนตามที่เขาเข้าใจ เพราะเมื่อวานเขาไม่ได้ถามไถ่พี่สาวอย่างจริงจัง จึงไม่รู้ว่าตกลงพี่สาวได้รับบทอะไรและแสดงช่องไหน
“หูย….แค่นี้ก็ดีแล้ว พี่บี๋สวย……”
“พอเลย… เลิกคิด เว้นพี่สาวของฉันไว้สักคน” คำพูดที่ดังขัดคอขึ้นมาทำให้จีน่าถึงกับสะบัดหน้าให้กับคนหวงพี่สาว
“แหม…. ชื่นชมเฉยๆ อ้อ..ที่ฉันอยากเรียนนิเทศศาสตร์ ฉันอยากเป็นนางแบบย่ะ ไม่อยากแสดงหรอกละคร นายก็รู้ว่าฉันแสดงละครไม่เก่ง”
“อ๋อ…. เหรอ……”
แบม ภูวดลลากเสียงก่อนที่จะสนใจหนังสือเรียนตรงหน้าแทนการสนทนาเรื่องการเรียนต่อกับเพื่อนสนิท เพราะยิ่งคุยยิ่งออกทะเล จีน่า เจนจิราหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ก่อนที่จะกรอกคณะที่ตนเลือกและหยิบกระดาษทั้งของเธอและของแบม ภูวดลไปส่งให้กับอาจารย์ที่รอเก็บอยู่
หลังเลิกเรียนสองหนุ่มสาวก็กลับบ้านพร้อมกันเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แบม ภูวดลถึงจะเบื่อกับลูกอ้อนของเพื่อนสนิทที่ชวนแวะแต่ร้านไอซ์สวีทของพี่ไอซ์ อดีตสาวสวยดาวโรงเรียนที่จบไปหลายปีก่อนแทบทุกวัน แต่เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ เพื่อนอย่างจีน่า หาได้ไม่ง่ายในสังคมปัจจุบัน เพื่อนที่ไม่ขายความลับของเพื่อน เพื่อนที่คอยให้คำปรึกษา เพื่อนที่คอยปกป้องและให้กำลังใจ แค่มีเธอเป็นเพื่อน เขาก็มีความสุขแล้ว….
ร่างสูงโปร่งที่กำลังก้าวขาลงจากรถต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงที่เรียกขานกลับมาของลุงโชติ คนขับรถประจำของเขา เด็กหนุ่มที่มีใบหน้าขาวใสราวกับใบหน้าของสตรีเหลียวมองไปตามเสียง
“มีอะไรหรือเปล่าครับลุงโชติ” เขาเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เย็นนี้คุณบี๋เธอจะมารับคุณแบมเองนะครับ” ลุงโชติ คนขับรถประจำบ้านบอกเจ้านายน้อยของบ้านพร้อมกับส่งยิ้มให้
“ขอบคุณครับ ผมไปนะครับ สวัสดีครับลุงโชติ”
แบม ภูวดลเอ่ยลาพร้อมทั้งยกมือไหว้ผู้อาวุโส อีกฝ่ายรีบยกมือขึ้นมาพนมรับไหว้แทบไม่ทัน เจ้านายน้อยของเขาก็สุภาพแสนดีแบบนี้เสมอมา สายตาของชายวัยกลางคนมองตามเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินตรงไปที่ประตูโรงเรียนด้วยความปลาบปลื้มใจ
“แบม…. มาสาย”
สาวสวยประจำโรงเรียนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนสนิทที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในรั้วโรงเรียน
“มีอะไร… อย่าบอกนะว่ามารอ” เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่กับที่ก่อนที่จะหันไปมองตามเสียงที่คุ้นเคย
“อืม…. วันนี้มีสอบเก็บคะแนน” จีน่า เจนจิราเดินเข้าไปใกล้แล้วจับแขนเพื่อนสนิทมากอดเอาไว้
“แล้วไง….”
คำถามของเด็กเรียนอย่างแบม ภูวดลทำเอาจีน่าอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ เพราะไม่่ว่าจะสอบวิชาอะไร เพื่อนสนิทของเธอคนนี้ก็คะแนนเต็มทุกวิชา
“ชิส์… พ่อคนเก่ง ถามแบบนี้เหมือนตอกย้ำว่าเราโง่เลยนะ”
จีน่าปล่อยท่อนแขนเรียวของเพื่อนลง ก่อนที่จะสะบัดหน้าหนี เธอแกล้งทำเป็นโกรธเรื่องนี้แบม ภูวดลรู้ดี บรรดาเหล่าแฟนคลับของทั้งคู่ที่มองมาต่างพากันแอบลุ้นไปตามๆ กันว่าพี่แบมจะง้อพี่จีน่าคนสวยอย่างไร
“โถ่… เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น จีน่า…เธอไม่ได้โง่ แต่เธอแค่ขี้เกียจ”
เด็กหนุ่มส่งยิ้มให้ก่อนที่จะยื่นมือเรียวขาวสะอาดไปยีผมเพื่อนสนิทก่อนที่จะเดินจากไปเมื่อพูดจบ สาวๆ แฟนคลับที่แอบมองทั้งคู่อยู่ต่างแอบพากันกลั้นเสียงกรีดร้องไม่ให้ดังขึ้นมา รุ่นพี่ทั้งสองเล่นสาดความฟินกันตั้งแต่เช้าแบบนี้ บรรดาน้องๆเลยได้ยิ้มกันไปทั้งวัน จีน่ายกยิ้มขึ้นมาก่อนที่จะวิ่งตามเพื่อนสนิทไป
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบวิชาแรกของการเก็บคะแนนก่อนสอบปลายภาคเรียนที่หนึ่งในครั้งนี้ ไม่มีวิชาไหนเลยที่แบม ภูวดลมองแล้วว่ายาก เขาเข้าใจทุกวิชาอย่างถ่องแท้ เวลาเรียนเขาตั้งใจ แล้วพอกลับบ้านไปเขาก็ทบทวนหนังสือ ชีวิตของเขาบางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อ แต่นั่นก็เพราะชีวิตของเขามีเป้าหมาย เขาจะแบ่งเวลาพักผ่อน เวลาที่เขาจะไม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลยก็มี
แบม ภูวดลมีเทคนิคในการทำข้อสอบ เขามักจะติวกับตนเองก่อนสอบเสมอและการสอนเพื่อนๆ ก็เป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเองไปด้วย การหวงความรู้เขาคิดว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดี จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเรียนรู้เรื่องอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ในห้องก็ถือเป็นลูกศิษย์ของเขาอยู่บ่อยครั้ง เพราะเวลาที่เพื่อนไม่เข้าใจอะไรที่อาจารย์สอน พวกเขาก็จะมาถามเด็กเรียนของห้องอย่างแบม ภูวดล
“ขอบใจมากเลยนะแบม ถ้าไม่ได้นายติวให้ก่อนสอบ จีน่าแย่แน่ๆ เลย ข้อสอบออกมาเหมือนกับแนวทางที่นายให้เลย”
สาวสวยประจำห้องขอบคุณเพื่อนสนิทที่ใครๆ ก็มองว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันเกินเพื่อน แต่ความจริงทั้งสองไม่ได้มีอะไรเกินไปกว่าคำว่าเพื่อนเลย
“จริงด้วย ขอบใจนะแบม นายคือตัวนำโชคของฉันเลยว่ะ”
ตั้ม อนุพงษ์เอ่ยเสริมขึ้นบ้าง แต่เมื่อจะกอดเพื่อนเพื่อขอบคุณ แบม ภูวดลกลับเบี่ยงกายหนีเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนสนิทสาวสวยได้เป็นอย่างดี
“คิกๆๆๆ บอกแล้วว่าแบมเป็นของฉันคนเดียว”
จีน่าเดินไปคว้าท่อนแขนเรียวของเพื่อนสนิทมากอดไว้ ตั้ม อนุพงษ์ถึงกับมองบนแล้วสะบัดหน้าหนี
“หึ…ทีกับสาวๆ ไม่เคยหวงตัว” ตั้ม อนุพงษ์แขวะเพื่อนหนุ่ม
“ฐานะเรามันต่างกันย่ะ”
จีน่า เจนจิราบอกก่อนที่จะจูงมือแบม ภูวดลให้เดินหนีเพื่อนอีกคนไปทางอื่น เด็กหนุ่มรีบวิ่งตามสองเพื่อนสนิทที่ทำตัวเหมือนคู่รักกันเข้าไปทุกวัน
“เห้ย!!! รอด้วยดิ” เสียงทุ้มดังลั่นตามหลังของสองหนุ่มสาว
กลุ่มนักเรียนยืนรอดูผลสอบอยู่ที่กระดานแจ้งข่าวของนักเรียน แม้การแจ้งผลสอบกับนักเรียนแบบนี้จะดูเหมือนประจานเด็กที่ได้คะแนนน้อย แต่นั่นก็เป็นตัวช่วยหรือเป็นแรงผลักดันให้เด็กๆ ขยันมากขึ้นเพื่อไม่ให้คะแนนของตนหล่นไปอยู่ท้ายกระดาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครได้คะแนนสูงสุด แบม ภูวดลไม่เคยตื่นเต้นกับการไปดูผลสอบ เขารู้ตัวดีว่าเขาทำได้ขนาดไหน หรือวิชาไหนที่ทำได้ไม่ดี
“ผิดสักข้อก็ได้นะแบม” เพื่อนที่ได้คะแนนสอบเป็นลำดับที่สองเอ่ยขึ้น
“เพื่ออะไร”
เขาตอบก่อนที่จะก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ ถึงการกระทำของเขาจะดูน่าหมั่นไส้ แต่ก็ไม่มีใครที่ถือสาเพื่อนคนนี้ เรื่องเรียนดี กีฬาเด่น ต้องยกให้แบม ภูวดล
หลังจากเลิกเรียน บี๋ พิชสินีย์ ปรีชารักษ์เป็นผู้มารับน้องชายตามที่ลุงโชติบอกเอาไว้ ร่างบางในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยดังเรียกสายตาจากรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี บี๋ พิชสินีย์ไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ เพราะเธอเข้าเรียนโรงเรียนสตรี หลายๆ คนจึงเข้าใจผิด คิดว่าสาวสวยในชุดนักศึกษานั้น เป็นผู้หญิงที่มาติดพันเด็กเรียนและเป็นหนุ่มฮอตของโรงเรียนมัธยมแห่งนี้
“พี่จีน่า…. พี่แบมมีสาวสวยมารับไปด้วยค่ะ”
รุ่นน้องคนหนึ่งรีบบอกจีน่า เจนจิรา ขณะที่เธอเดินออกมาจากประตูโรงเรียน วันนี้เธอกลับช้ากว่าเพื่อนสนิทเพราะว่ามีซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ เพราะสัปดาห์หน้าโรงเรียนจะจัดงานกีฬาสี ซึ่งแน่นอนว่าเธอกับแบม ภูวดลได้อยู่สีเดียวกัน
“หืม…. สาวสวยอย่างนั้นหรือ”
จีน่า เจนจิราไม่อยากจะเชื่อว่าเพื่อนสนิทจะมีผู้หญิงมารับไป ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าเพื่อนสนิทบอกว่าวันนี้พี่สาวจะมารับ
“อ๋อ… ใส่ชุดนักศึกษา หน้าตาสวยๆ ใช่ไหมจ๊ะ” หญิงสาวเอ่ยถามรุ่นน้องผู้หวังดี
“อ่า…. ใช่ค่ะ พี่จีน่ารู้จักหรือคะ” เด็กสาวตอบก่อนที่จะเอ่ยถามรุ่นพี่กลับ
“หึๆ พีี่สาวแบมเค้าจ้ะ”
เมื่อจีน่าเฉลยเด็กสาวถึงกับยิ้มออกมาอย่างเขินอาย ก็โรงเรียนนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นพี่บี๋มาก่อนจึงไม่แปลกที่ทุกคนจะเข้าใจผิด
“พี่สาวพี่บอมสวยจังเลยค่ะ สวยหล่อทั้งบ้านเลย” เด็กสาวเอ่ยขึ้นแก้เขิน
“ใช่จ้ะ ยิ่งพี่บอมยิ่งหล่อ… พี่ขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
จีน่า เจนจิราบอกพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่จะเอ่ยขอตัวแล้วเดินไปยังรถตู้คันหรูของบ้านที่มารอรับเธออยู่ ปล่อยให้รุ่นน้องผู้หวังดีมองตามด้วยสายตาอิจฉาแกมชื่นชม อิจฉาในความสวยและได้ใกล้ชิดหนุ่มฮอตของโรงเรียน ชื่นชมที่เธอไม่ใช่คนสวยที่ไร้สมอง เพราะพี่จีน่าผู้นี้นั้นถือว่าเรียนดี กิจกรรมเด่น
ทางด้านสองพี่น้องที่จู่ๆ วันนี้ผู้เป็นพี่สาวก็นึกใจดีไปรับน้องชายถึงโรงเรียน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยคิดจะไปโผล่หน้าให้เห็น แบม ภูวดลหันไปมองใบหน้าสวยของคนที่กำลังตั้งใจขับรถเก๋งยี่ห้อดังที่บิดาออกให้เนื่องจากอายุครบยี่สิบปี
“คิดยังไงวันนี้มารับผมที่โรงเรียน”
สารถีที่กำลังตั้งใจขับรถอยู่หันมามองใบหน้าหล่อเหลาของน้องชาย ก่อนที่จะส่งยิ้มหวานให้ แบม ภูวดลรู้สึกขนลุกกับรอยยิ้มของพี่สาว เพราะถ้าบี๋ พิชสินีย์ส่งยิ้มแบบนี้มาให้ เธอมักจะมีเรื่องเดือดร้อนมาขอให้เขาช่วยเหลือเสมอ
“คืองี้…. พอดีที่กองถ่ายอะ เขาขาดตัวประกอบในฉากที่พี่ต้องแสดง เขาต้องการเด็กหนุ่มๆ ที่มีส่วนสูงเท่านี้ แล้วก็ต้องอยู่ในวัยเรียน ยิ่งมัธยมยิ่งดี พี่เลยคิดว่าเข้าข่ายน้องชายของพี่พอดี น๊า…. ช่วยพี่หน่อยนะ ไม่อย่างนั้นวันนี้พี่ไม่ได้ถ่ายแน่ๆ พรุ่งนี้พี่ไม่ว่างแล้วด้วย มีสอบ” บี๋ เริ่มบอกเหตุผลที่มารับน้องชาย
“ไม่อะ… พี่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แค่ที่โรงเรียนก็พอแล้ว” เขาปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
“แบม…. ช่วยพี่เหอะนะ พี่ขอ…. เขาไม่ได้ถ่ายเห็นหน้าตรงๆ เขาเอาแค่ด้านข้าง น๊าๆๆๆ ไม่มีใครจำได้หรอก เรื่องนี้เป็นละครเรื่องแรกของพี่ นะ…น๊า…..”
นักแสดงสาวหน้าใหม่พยายามเกลี้ยกล่อมผู้เป็นน้องชาย เพราะวันนี้ตัวประกอบที่นัดไว้เกิดอุบัติเหตุกะทันหัน และฉากนี้ก็ไม่สามารถเลื่อนไปถ่ายวันอื่นได้ แบม ภูวดลรู้สึกคิดหนัก เขาไม่ชอบเป็นที่รู้จัก แต่เขาก็รู้สึกเห็นใจพี่สาวอยู่ไม่น้อย เพราะละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเธอ ด้วยความรักพี่ที่มีมากกว่าเขาจึงตอบตกลง
“แค่ฉากเดียวใช่ไหม”
“อืม…. ฉากเดียว น๊าๆๆๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งอยู่ทางข้างหลังตัวเอกแค่นั้น”
บี๋ พิชสินีย์หันมามองหน้าเขาอย่างลุ้นๆ ก่อนที่จะหันใบหน้างามกลับไปสนใจท้องถนนเบื้องหน้าต่อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ แต่แบมช่วยพี่บี๋ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ถ้าเรื่องอื่นผมจะไม่ว่าเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมไม่ไหวจริงๆ”
ชายหนุ่มบอกพี่สาวเสียงเข้ม นักแสดงสาวหน้าใหม่ถึงกับร้องไชโยออกมาพร้อมกับปากที่พร่ำเอ่ยขอบคุณน้องชายที่ยอมช่วยแก้ปัญหาในครั้งนี้
สองพี่น้องเดินทางไปถึงกองถ่ายโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน เพราะจากโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ไปถึงกองถ่ายไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร พี่โบวี่ ผู้จัดการส่วนตัวของบี๋ พิชสินีย์ที่รออยู่กองถ่ายก่อนแล้วออกมาต้อนรับ เธอรีบพาสองพี่น้องเข้าไปแต่งหน้าทำผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเข้าฉาก แบม ภูวดล กลายเป็นที่สนใจของช่างภาพ ผู้จัดละคร หรือแม้แต่ผู้กำกับเองก็ดูจะชื่นชมเด็กหนุ่ม ผู้จัดการส่วนตัวของบี๋ พิชสินีย์อดที่จะเอ่ยปากชวนน้องชายของนักแสดงสาวในการดูแลเข้าวงการไม่ได้
“น้องแบมคะ ไม่สนใจเข้าวงการกับพี่บี๋บ้างหรอ เนี่ย...ผู้กำกับกับ กับพี่ตากล้องเอ่ยชมเราไม่หยุดเลย ขนาดไม่มีบทพูดแค่นั่งอยู่เฉยๆ ยังขึ้นกล้อง ราศีพระเอกจับเลยนะ”
“ไม่ล่ะครับ ผมไม่ถนัดเรื่องการแสดงออกเท่าไหร่” เขาปฏิเสธโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด
“ไม่เก็บเอาไปคิดสักหน่อยหรอ”
เธอก็รู้ดีว่าตระกูลปรีชารักษ์นั้นร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องให้ทายาทเข้าวงการก็มีเงินใช้ไปทั้งชาติ ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับความชอบจริงๆ และดูท่าทางเด็กหนุ่มคนนี้มีแววก็จริง แต่เขาก็ไม่มีความชอบในด้านนี้
“โอ๊ย… พี่โบวี่ อย่าเสียเวลาเลยค่ะ นี่ขนาดมาวันนี้บี๋ยังต้องขอร้องน้องเกือบตาย”
บี๋ พิชสินีย์ที่เพิ่งไปเปลี่ยนชุดกลับมาใส่ชุดนักศึกษาชุดเดิมเอ่ยขึ้นหลังจากเดินกลับมาหาน้องชายแล้วได้ยินประโยคเชิญชวนเข้าวงการพอดี
“แหม… เสียดายของ หน้าตาดีทั้งบ้านจริงๆ เลยนะคะบ้านเนี้ย”
ผู้จัดการสาวอดที่จะเสียดายไม่ได้ แต่ในเมื่อสองพี่น้องช่วยกันปฏิเสธขนาดนี้ก็คงจะตื๊อต่อไปก็คงไม่เข้าท่า
“อย่าไปรบกวนว่าที่คุณหมอในอนาคตเลยนะคะ” ผู้เป็นพี่สาวเอ่ยออกมายิ้มๆ
“หืม…. นี่น้องแบมจะเรียนหมอหรือคะ”
ผู้จัดการส่วนตัวของบี๋เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น ซึ่งดูบุคลิกภาพของเด็กหนุ่มแล้วเหมาะสมอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นนักแสดงน่าจะดังมากเช่นกัน
“ครับ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ
“อืม…. ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ขออวยพรให้ว่าที่คุณหมอได้เป็นคุณหมอสมใจนะคะ” ผู้จัดการสาวอวยพรให้กับนักแสดงตัวประกอบจำเป็นของเธอในวันนี้
“ขอบคุณครับ”
“พี่โบวี่คะ… ถ้าอย่างนั้นเราสองคนขอตัวกลับก่อนนะคะ คุณพ่อกับคณแม่รอทานข้าวที่บ้านค่ะ”
เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว นักแสดงหน้าใหม่จึงเอ่ยลาผู้จัดการส่วนตัว ปกติโบวี่จะคอยรับส่งบี๋ พิชสินีย์ แต่ทว่าวันนี้นักแสดงสาวไปรับน้องชายมาด้วย เธอจึงไม่ได้ไปรับและไปส่งอย่างเช่นเคย สองหนุ่มสาวยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า ก่อนที่จะหันไปยกมือไหว้ลาคนในกองถ่าย สองพี่น้องเยื้องย่างออกจากกองถ่ายไปท่ามกลางสายตาที่มองไปที่คนทั้งคู่อย่างชื่นชม แกมเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่สนใจจะเข้าวงการ
หลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถของพี่สาวได้ แบม ภูวดลก็ถอนลมหายใจยาวๆออกมาจนพี่สาวได้ยิน เธอมองน้องชายยิ้มๆอย่างเข้าใจ ก่อนที่จะขับรถออกไปจากกองถ่ายที่อยู่ใจกลางกรุงแห่งนี้มุ่งตรงกลับบ้านปรีชารักษ์ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ถึงสิบกิโลเมตร เด็กหนุ่มหลับตาลงก่อนที่จะคิดทบทวนอยู่ภายในใจว่าวันนี้ มันช่างเป็นวันที่แสนวุ่นวายและเสียเวลาสำหรับเขาจริงๆ หวังว่าในชีวิตนี้เขาคงจะไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในวงการบันเทิงอีกแล้ว