ร่างอรชรก้าวเท้าลงจากรถตู้คันหรู เดินตรงเข้าไปข้างในสนามบิน ใบหน้าหวานหันมองซ้ายขวาเพื่อมองหาใครคนหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงเรียก
“ยายเกรซ”
“พี่ดล” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมเดินไปยังต้นเสียง
“คิดถึงจังเลยยายเกรซ โตขึ้นเป็นสาวแล้ว สวยขึ้นนะเนี่ย” ภูวดลดึงน้องสาวเข้ามากอดด้วยความคิดถึงที่ไม่ได้เจอกันนานนับหลายปี
“ทักทายแต่ไอ้ดลนั่นแหละ แล้วพี่ล่ะ” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้น
เธอผละออกจากอ้อมกอดพี่ชาย มองไปยังต้นเสียงของชายหนุ่มอีกคน ก่อนจะแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ซึ่งเขากำลังเดินมาหาตนเองกับพี่ชาย
“เหอะ!! เกรซไม่ได้อยากจะเจอพี่คินสักหน่อย”
“ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะยายเด็กนี่!!” ชายหนุ่มว่าพลางดึงแก้มคนตัวเล็ก
“โอ๊ย! เจ็บนะพี่คิน” เสียงหวานประท้วง เมื่อถูกคนตัวโตรังแก
“เอาล่ะ ๆ พอก่อนเลยสองคนนี้ เจอหน้ากันทีไรทะเลาะกันตลอด” คนกลางอย่างภูวดลจำเป็นต้องร้องห้ามคนทั้งสอง
“ก็พี่คินนะสิ ชอบรังแกแต่เกรซ พี่ดลต้องจัดการให้เกรซเลยนะคะ” เธอเดินเข้าไปกอดแขนพี่ชาย ทำเสียงออดอ้อน ฟ้องพี่ชายที่โดนคนตัวโตอย่างอคินรังแก
ภูวดลส่ายศีรษะเล็กน้อยกับน้องสาว ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี นิสัยขี้อ้อนก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
“ไอ้คิน มึงก็เลิกแกล้งยายเกรซสักวันได้ไหม!! ตั้งแต่เล็กจนโต กูฟังยายเกรซมาฟ้องเรื่องมึงแทบทุกวัน” ขณะที่ภูวดลกำลังต่อว่าอคิน กรรวีก็แสดงสีหน้าเยาะเย้ยใส่ชายหนุ่ม
“เออๆ กูจะเบาๆลงก็ได้”
“คินขา…” เสียงหวานของใครคนหนึ่งดังขึ้น กลางวงสนทนา เรียกความสนใจคนทั้งสามหันไปมองตามเสียง
“แอนนี่” อคินกล่าวพร้อมเดินไปประคองร่างหญิงสาว ซึ่งกำลังเดินมาอย่างไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากเธอตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน จึงมีหน้าท้องที่นูน
“สะ หวัด ดี ค่ะ ” แอนนี่พยายามทักทายเป็นภาษาไทยกับกรรวี
หญิงสาวเงียบไม่ตอบรับการทักทายของคนตรงหน้า เธอไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครกันแน่ ดวงตากลมโตมองไปยังร่างของแอนนี่ซึ่งมีอคินประคองอย่างหวงแหน
“เกรซ...แอนนี่ครับ เป็นเมียพี่” อคินเป็นคนแนะนำหญิงสาวข้างกายให้กับกรรวี
กรรวียังคงเงียบเหมือนเดิม ตอนนี้สมองกำลังประมวลผล แม้ปากบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา ทว่าลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวด เหมือนจะร้องไห้เมื่อได้ยินเขาแนะนำผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นเมีย ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคู่หมั้นของตนเอง
ภูวดลมองหน้าน้องสาวบัดนี้เริ่มจะซีดเผือด ก่อนเขาจะพูดทำลายบรรยากาศตึงเครียด
“หิวจังเลย กลับบ้านกันเถอะยายเกรซ”
“งั้นกลับกันเถอะ รถจอดข้างนอก” กรรวีพูดเสร็จก็เดินนำหน้าคนทั้งสามออกไปก่อน เพราะไม่อาจมองภาพคนทั้งสองแสดงความรักกัน
ภูวดลเข้าใจทุกอย่างที่น้องสาวเป็น จริง ๆแแล้วกรรวีรักอคินเพียงแค่เธอยังไม่ยอมรับก็เท่านั้น
“ไปเถอะไอ้คิน”
“อืม...ไปครับแอนนี่” อคินตอบเพื่อนรักก่อนจะหันไปพูดกับแฟนสาวและประคองไปยังรถ
ภายในรถตู้คันหรู กรรวียังคงเงียบไม่พูดสิ่งใดอีกเลย หลังจากได้รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างอคินกับแอนนี่
“ทำไมเงียบจังครับยายเด็กแสบ” มือหนาเอื้อมหมายจะไปลูบศีรษะกรรวี หญิงสาวจึงหลบมือหนาไม่อยากให้เขามาโดนตัวเอง
“เกรซง่วงค่ะ ของีบสักครู่ก่อนนะคะ” หญิงสาวหลับตาลง ไม่อยากเห็นหรือได้ยินเสียงพวกเขาทั้งสอง
“สงสัยยายเกรซคงเหนื่อยแหละ” ภูวดลตอบเพื่อนรักที่มองน้องสาวตนเองอย่างไม่เข้าใจ
“อืม”
ในที่สุดรถตู้คันหรูก็มาจอดลงหน้าคฤหาสน์ของตระกูลเทพไพรศาล
“คินค่ะ แอนนี่ไม่กล้าลงไป กลัวพ่อแม่คุณจะรังเกียจ” ขณะที่ทุกคนก้าวเท้าลงจากรถกันหมด เตรียมจะเข้าไปข้างในต้องหยุดชะงักหันมามอง
“ไม่เป็นไรครับ มีผมทั้งคน” อคินส่งมือหนาให้แฟนสาว
“งั้นเกรซขอเข้าไปข้างในก่อนนะคะ” กรรวีเอ่ยขึ้น เธอไม่รอให้ใครตอบก็รีบสาวเท้าไป
“ไอ้คิน กูเข้าข้างในก่อนล่ะ เกรซรอพี่ด้วย” ภูวดลพูดขึ้น ตะโกนไล่หลังน้องสาว และรีบก้าวเท้าเคียงคู่กรรวี
“เกรซ ดล ไหนคินล่ะลูก” เสียงเกศรินทร์เอ่ยกับลูกทั้งสองคน
ครอบครัวของกรรวีกับอคิน บิดาของคนทั้งสองเป็นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เช่นเดียวกับภูวดลกับอคิน
บิดาและมารดามักจะพาเธอกับพี่ชายมายังคฤหาสน์เทพไพรศาล ตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่มีเรื่องสำคัญหรืองานสร้างสรรค์ พวกเขาจะมารวมตัวกันที่นี่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันมีการจัดงานต้อนรับการกลับมาของอคินกับภูวดล
“ผมอยู่นี่ครับ” เสียงของอคินตะโกนดังมาแต่ไกลพร้อมร่างสาวสวยหน้าตาฝรั่งคนหนึ่ง
ทุกคนหันไปมองตามเสียงของอคิน และที่น่าตกใจมากที่สุดคือ ผู้หญิงคนนั้นกำลังตั้งครรภ์
“คินพาใครมาลูก” แพรวาเอ่ยถามลูกชาย เมื่ออคินและแอนนี่นั่งลง
“เมียผมครับหม่ามี้”
“แกว่าไงนะไอ้คิน!!!” เสียงมหาอำนาจดังขึ้นพร้อมลุกขึ้นมองจ้องเขม็งไปยังร่างลูกชาย
“แอนนี่เป็นเมียผมครับ เธอกำลังตั้งท้อง” อคินยืนยันให้คนเป็นบิดาฟังอีกครั้ง
“หมายความว่าไงคิน” เสียงคเกศรินทร์เอ่ยขึ้น เธอตกใจในคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ผมขอโทษครับคุณป้า ผมคงไม่สามารถแต่งงานกับเกรซได้ ผมขอถอนหมั้น” ชายหนุ่มพนมมือขอโทษผู้อาวุโสกว่า
เกศรินทร์หน้าซีดเผือด มองไปยังร่างลูกสาวตนเอง ซึ่งตอนนี้ใบหน้างามไร้ความรู้สึกใด ๆ โดยที่คาดเดาไม่ได้เลย
“ฉันไม่ยอมให้แกถอนหมั้นกับหนูเกรซ”
“แต่ป๋าครับ แอนนี่ท้องอยู่นะครับ ผมจำเป็นต้องรับผิดชอบ”
“ฉันไม่ยอมรับเธอมาเป็นลูกสะใภ้ นอกจากหนูเกรซเท่านั้น” เสียงมหาอำนาจยังคงดังขึ้น ส่งผลทำให้แอนนี่ตัวสั่น รู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ตรงหน้า แม้จะฟังภาษาไทยไม่ได้ แต่เธอรับรู้ถึงได้
“พี่นนท์ใจเย็นๆค่ะ หนูแอนนี่กลัวแล้วนะคะ” แพรวาพูดขึ้นพร้อมประคองให้สามีนั่งลง
“แพรแต่ว่า...”
“เกรซขอขัดค่ะ” เสียงของกรรวีแทรกขึ้นในสถานการณ์ตึงเครียด
“ว่าไงเหรอหนูเกรซ” แพรวาถามขึ้น
“ในฐานะที่เกรซเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ เกรซคิดว่าควรถอนหมั้นถึงอย่างไรเกรซกับพี่คินเราทั้งคู่ต่างไม่ได้รักกันอยู่แล้ว” เกศรินทร์จับมือลูกสาว กรรวียิ้มอ่อนส่งให้มารดา
“ว่าไงไอ้นนท์” เสียงบิดาของกรรวีเอ่ยขึ้น หันไปถามเพื่อนรัก
“แต่ลุงก็อยากได้หนูเกรซมาเป็นลูกสะใภ้นะ”
“ระหว่างเกรซกับพี่คิน เราไม่ได้รักกัน ถอนหมั้นดีที่สุดค่ะ อีกอย่างคุณแอนนี่ก็กำลังท้อง”
“เอาเป็นว่าตามใจยายเกรซเถอะค่ะ เพราะตอนนั้นลูกเกดเป็นคนขอหมั้นคินกับยายเกรซเอง” เกศรินทร์เสริมขึ้น
“ถ้ามีอะไรแล้ว เกรซขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ” กรรวีลุกเตรียมจะหันหลัง แต่ต้องหยุดชะงัก
“เดี๋ยวสิหนูเกรซ ไม่อยู่ฉลองปาร์ตี้กันเหรอ” แพรวาเอ่ยขึ้น
“ไม่ดีกว่าค่ะ เกรซรู้สึกเพลียนิดหน่อย อยากกลับไปพักผ่อน”
“อ้าวยายเกรซ ไม่สบายหรือเปล่า ให้แม่กลับไปกับลูกเถอะ”
“อย่าดีกว่าค่ะคุณแม่ เกรซกลับคนเดียวได้ คุณแม่อยู่พูดคุยกับพี่ดลเถอะค่ะ”
“เอางั้นเหรอลูก ถ้าเป็นอะไรมากโทรมาหาแม่นะ”
“ค่ะ”
ภูวดลมองตามหลังร่างกรรวี เขารับรู้ถึงความรู้สึกน้องสาวดีที่สุด
หลังจากวันนั้นกรรวีพยายามหลบหน้าหลบตาอคิน ทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่มีเวลาให้คนในครอบครัว
“เกรซทำงานหนักไปหรือเปล่าช่วงนี้” ภูวดลเอ่ยถามน้องสาว หลังจากเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานหญิงสาว
“ช่วงนี้เกรซงานยุ่งนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบพี่ชายในขณะยังคงสนใจเอกสารตรงหน้า
“งานยุ่งแน่นะหรือกำลังหลบหน้าใครหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะพี่ดล ดูสิงานเกรซเยอะขนาดนี้” เธอว่าพลางชี้เอกสารตรงหน้าตนเองให้พี่ชายดู
“พี่เชื่อก็ได้ เย็นนี้ก็อย่าลืมกลับทานข้าวเย็นด้วย คุณแม่บ่นนะ อยู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ แทบจะไม่ได้เจอยายตัวแสบอย่างเราเลย”
“ค่ะพี่ดล เย็นนี้เกรซจะรีบกลับบ้าน”
“อืม งั้นพี่ขอตัวก่อนน่ะ พี่มีประชุมต่อ”
“ค่ะ” เธอมองตามหลังภูวดลที่เดินออกไป ถอนหายใจเฮือกหนึ่งด้วยความอึดอัด
“ค่อย ๆ เดินนะครับแอนนี่ ระวังจะกระทบถึงลูก” อคินประคองร่างเมียสาวให้เดินอย่างระมัดระวังไปยังห้องนั่งเล่น
“ขี้บ่นจังเลยนะคะคิน”
“ก็ผมเป็นห่วงคุณกับลูกนี้ครับ”
“แอนนี่รู้ค่ะ”
“ค่อย ๆ นั่งนะครับ” เขาว่าพลางขณะกำลังประคองร่างเมียสาวให้นั่งลงยังโซฟา
“คินคะ แอนนี่มีเรื่องจะถามคุณสักเรื่องได้ไหม”
“ว่าไงครับ ถามผมกี่เรื่องก็ได้ ผมยินดี”
“เอ่อคือว่า...แอนนี่แค่อยากรู้ว่าผู้หญิงที่ไปรับเราที่สนามบินครั้งก่อน เธอเป็นใครเหรอคะ”
“อ๋อ ยายเกรซเหรอ เธอเป็นน้องสาวไอ้ดลครับ” ชายหนุ่มหลีกจะตอบว่าเธอเคยเป็นอดีตคู่หมั้นตนเอง ไม่อยากให้สาวตรงหน้าลำบากใจ
“แสดงว่าเธอก็มาที่นี่บ่อยใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ”
“คิน!!!” เสียงมารดาของชายหนุ่มแทรกดังขึ้น
“ว่าไงครับหม่ามี้” ชายหนุ่มเดินไปประคองมารดาให้มานั่งใกล้ตนเอง
“แม่ทำของบำรุงแอนนี่กับหลาน” แพรวาวางอาหารลงบนโต๊ะ
“ขอบคุณครับหม่ามี้”
“อืม...แล้วหนูแอนนี่เป็นไงบ้างปรับตัวได้ยัง” เธอหันไปถามลูกสะใภ้
“แอนนี่เริ่มคุ้นชินกับที่นี่บ้างแล้วค่ะ แต่ก็ยังรู้สึกเหงาในช่วงที่คินไปทำงาน คนที่นี่ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่แอนนี่พูด”
“จริงด้วยสิ!! หม่ามี้ลืมไปเลยว่าหนูพูดไทยยังไม่คล่อง เอาอย่างนี้ วันว่าง ๆ หม่ามี้จะสอนหนูเอง”
“ขอบคุณค่ะหม่ามี้” เธอยกมือไหว้มารดาของชายหนุ่ม รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เพราะคนตรงหน้าใจดีเหลือเกินจากตอนแรกที่นึกถึงภาพแม่ผัวกับลูกสะใภ้ไม่ถูกกัน
“ผมรักหม่ามี้ที่สุดเลย ขอบคุณนะครับที่เอ็นดูแอนนี่” อคินเข้าไปสวมกอดมารดาอย่างออดอ้อน
“ดูทำสิ!! มากอดหม่ามี้เหมือนเด็ก ๆ เลย ไม่อายหนูแอนนี่บ้างเหรอ”
“ไม่อายครับ เพราะหม่ามี้ของผมน่ารักที่สุดเลย” แพรวายิ้มอ่อนมองลูกชาย ก่อนจะนึกบางอย่างได้จึงเอ่ยถามลูกชาย
“จริงด้วยสิ!! จะถามคินหลายรอบล่ะ หนูเกรซหายไปไหนไม่มาที่บ้านนานแล้วนะ ปกติน้องมักจะที่นี่บ่อย ๆ”
“สงสัยจะงานยุ่ง วันมะรืนนี้ผมจะไปหาไอ้ดลที่บริษัทมัน เดี๋ยวจะบอกยายเกรซให้นะครับว่าหม่ามี้คิดถึง”
“จ๊ะ งั้นแม่ไม่รบกวนทั้งคู่แล้ว ขอตัวไปดูป๋าหน่อยละกัน”
“ครับ”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ไม่ทันเจ้าของห้องจะอนุญาต ประตูจึงเปิดขึ้นก่อนจะเผยให้เห็นใครคนหนึ่ง
“พี่คิน” เสียงหวานเอ่ยอย่างแผ่วเบาคาดไม่ถึงจะเป็นเขา
“ไงเกรซ ตกใจมากเหรอเห็นเป็นพี่”
“นิดหน่อยค่ะ ไม่คิดว่าจะเป็นพี่คิน มีอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาเกรซ” เธอรีบเปิดประเด็นทันที
“พี่แค่จะมาบอกว่าว่าง ๆ ไปเยี่ยมหม่ามี้พี่ที่บ้านด้วยนะครับ หม่ามี้บ่นคิดถึง”
“ค่ะ” อคินมองกรรวีนึกแปลกใจ ทำไมครั้งนี้เธอเงียบผิดปกติ เนื่องจากเขากับเธอเหมือนน้ำมันกับไฟ อยู่ใกล้กันมักคอยจะแผดเผากันตลอด หรือเพราะเขาไปเรียนต่างประเทศตั้งนาน หญิงสาวจึงไม่คุ้นชิน หากจะกล่าวอย่างนั้นก็ไม่ใช่ ครั้งก่อนที่สนามบินคนตรงหน้าไม่ได้เป็นแบบนี้สักหน่อย หรือตนเองเผลอทำอะไรให้โกรธ
“เกรซโกรธอะไรพี่หรือเปล่า” ชายหนุ่มรีบถามทันที
กรรวีเงยหน้าจากเอกสารส่งยิ้มหวานอ่อน ๆ ตอบคนตัวโต
“เปล่าค่ะ”
“แต่พี่รู้สึกว่าเกรซแปลกไปนะ”
“เหรอ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เกรซแค่งานยุ่งเฉย ๆ” ชายหนุ่มเหลือบมองปฏิกิริยาหญิงสาว บัดนี้เธอก้มหน้าสนใจเอกสารตรงหน้าต่อ
“เกรซเที่ยงแล้ว ไปกินข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อย” อคินเดินไปคว้าแขนเรียวให้เดินตามตนเอง โดยไม่ทันให้คนตัวเล็กได้ตั้งตัว
“ว้าย!! พี่คินปล่อยเกรซเดี๋ยวนี้” กรรวีตกใจเล็กน้อย จู่ ๆเขาก็จู่โจมเข้ามา หญิงสาวพยายามสลัดแขนให้หลุดจากมือหนา
ชายหนุ่มยอมคลายมือออกจากแขนเรียว แต่ยังคงจับไว้อยู่ไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ
“ถ้าพี่ปล่อยแขน จะยอมไปกินข้าวกับพี่ไหม”
“ไปก็ได้”
“งั้นก็ตามมาพี่มีเรื่องจะคุยกับเราด้วย” กรรวียอมเดินตามหลังชายหนุ่มไปร้านอาหาร จังหวะนั้นคนตัวโตกำลังจะเปิดประตู จู่ ๆ เขาก็หยุดลงกะทันหัน ทำให้คนตัวเล็กชนเข้ากับแผ่นหลังแกร่งอย่างจังเสียหลักจนเกือบล้มลง โชคดีมือหนาคว้าเอวคอดเข้าสู่อ้อมกอดได้ทัน
บัดนี้ร่างบางตกอยู่ในอ้อมกอดคนตัวโต สายตาจ้องมองประสานกัน หัวใจของกรรวีเต้นอย่างแรงไม่เป็นจังหวะ รู้สึกแทบจะปะทุออกจากอก
ยิ่งจ้องมองคนตัวเล็กนาน ๆ ส่วนลึก ๆ ของหัวใจก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น กระทั่งเกือบเผลอทำบางอย่างกับคนตัวเล็ก
“พี่คินคะ ปล่อยเกรซได้แล้ว” มือเรียวยกขึ้นมาดันอกแกร่ง เมื่อรู้สึกว่าคนตัวโตกำลังจะโน้มหน้ามาใกล้ปากอวบอิ่มตนเอง
“ขอโทษครับ พี่ไม่ได้ตั้งใจ ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มรีบปล่อยคนตัวเล็ก เขาจึงเดินออกจากห้องทันที
“ค่ะ” อคินเดินนำหน้ากรรวีออกมารอหน้าห้องทำงานหญิงสาว
‘ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน ทำไมมันถึงอยากจะจูบเธอ’ ชายหนุ่มคิดเพียงในใจ ขณะกำลังรอคนตัวเล็ก ก่อนจะตื่นจากภวังค์ได้ยินเสียงหวาน
“พี่คินไปกันเถอะ”
“อืม”
ณ ร้านอาหาร การตกแต่งเรียบง่าย ทว่าให้ความรู้สึกอบอุ่น
“พี่คินมีเรื่องอะไรจะคุยกับเกรซคะ” กรรวีถามขึ้นระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ
“พี่แค่มีเรื่องจะรบกวนเกรซเท่านั้น ไม่แน่ใจจะช่วยพี่ได้ไหม” เขาพูดเสร็จชำเลืองมองคนตรงหน้า ทว่าเธอไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอนึกแปลกใจจึงถามออกไป
“ไม่มีอะไรมากหรอก พี่แค่อยากจะขอร้องเกรซ ถ้าว่าง ๆ ไปหาแอนนี่บ้างนะครับ พี่สงสารเธอกลัวเธอจะเหงา”
“ค่ะ”
“น่ารักที่สุดเลย น้องสาวพี่คนนี้” มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็ก พร้อมส่งยิ้มหวานแก่หญิงสาว
คำพูดของคนตัวโตทำกรรวีรู้สึกเจ็บจี๊ดในหัวใจ ทำไมกันเพียงแค่เขาเอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้น เธอก็เหมือนอยากจร้องไห้ หรือว่าตนเองจะเผลอรักเขาเข้าแล้ว
กรรวีและอคินต่างก็แยกย้ายกันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เธอกลับมาทำงานดังเดิม ส่วนเขาก็กลับไปยังฟาร์มไข่มุก
“หรือว่าเราจะชอบพี่คิน” กรรวีกลับมาครุ่นคิดในห้องทำงาน ใบหน้าหวานมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ยืนเหม่อลอยกับภาพบรรยากาศตรงหน้า
หญิงสาวเอื้อมมือมาวางลงบนอกข้างซ้าย รู้สึกใจเต้นทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เขา มันเป็นความรู้สึกไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน
“พี่เกรซคะ พี่เกรซ พี่เกรซ” เสียงใสของสาวคนหนึ่งดังขึ้น ในขณะกรรวียังคงเหม่อลอย กระทั่งเสียงเรียกครั้งที่สามดังขึ้น หญิงสาวจึงได้สติและหันไปมองตามเสียง
“อ้าวมล ว่าไงเหรอ”
“คือมลเอาเอกสารจากพี่เจี๊ยบมาให้เซ็นค่ะ”
มลหรือมลธิตา นักศึกษาฝึกงานในวัยยี่สิบสามปี ฝึกงานปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ เธอกับกรรวีเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาลัยเดียวกัน จึงมาฝึกงานสหกิจของบริษัทบิดากรรวี
“วางได้เลย เดี๋ยวพี่เซ็นเสร็จแล้วจะให้คนเอาไปให้”
“ค่ะ เอ่อคือว่า...”
“มีอะไรหรือเปล่ามล” กรรวีมองสาวตรงหน้าอย่างมีเรื่องต้องการจะพูดอะไรกับตนเอง
“อย่าหาว่ามลก้าวก่ายหรือละลาบละล้วงเลยนะคะ มลแค่เป็นห่วงพี่เกรซก็เท่านั้น เลยไม่แน่ใจว่าพี่เกรซมีเรื่องอะไรไม่สบายใจมลพอจะช่วยได้บ้าง” มลธิตาเป็นห่วงสาวตรงหน้าเพราะกรรวีเป็นผู้มีพระคุณของตนเอง
“ไม่มีอะไรมากหรอก พี่แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
“ถ้าพี่เกรซอยากได้ที่ระบายบอกมลได้เสมอ มลยินดีรับฟัง ถ้างั้นมลขอตัวก่อนนะคะ”
“อืม” ร่างเล็กของมลธิตาหันหลังกลับจะออกจากห้อง จังหวะนั้นเธอก็ชนเข้ากับร่างหนาของใครคนหนึ่งเข้าอย่างแรง จนเธอล้มลงกับพื้น สายตาโกรธเคืองหันมาจ้องชายหนุ่มตรงหน้า
“โอ๊ย!! เจ็บชะมัดเลย”
“เป็นอะไรไหมครับ” เสียงทุ้มของภูวดลเอ่ยขึ้นพร้อมส่งมือหนาแก่หญิงสาว
“ไม่มีตาหรือไง ชนเข้ามาได้ไงตัวก็ไม่ได้เล็ก” เธอปัดมือของชายหนุ่มออก แล้วลุกขึ้นยืนจ้องตาแข็งใส่ภูวดล
กรรวีอึ้งกับคำพูดของมลธิตา ไม่คาดคิดว่าพี่ชายของตนเองจะถูกสาวนักศึกษาก่นด่า ไม่ใช่เพราะเป็นรองประธาน แต่เพราะใบหน้าหล่อเหลาต่างหากที่ไม่มีสาวคนไหนกล้าปฏิเสธ
“อ้าวยายเด็กนี่ คนพูดดีๆด้วย”
“ใครเด็ก!! ฉันโตจนจะเรียนจบมหาลัยแล้ว” เธอหงุดหงิดเหยียบเท้าเขาไปทีหนึ่งรีบวิ่งออกจากห้องไป ปล่อยคนตัวโตร้องด้วยความเจ็บ
“โอ๊ยยายเด็กบ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ” เสียงตะโกนดังใส่มลธิตาที่ตอนนี้ไร้ร่างเธอแล้ว
“พี่ดลไปนั่งก่อนเถอะค่ะ” กรรวีเดินมาประคองพี่ชายไปยังโซฟา
“ยายเกรซ เด็กคนนั่นเป็นใคร” เขาถามน้องสาวหลังจากเธอพามานั่ง
“น้องเขาชื่อมลค่ะ ไม่ใช่เด็กนั่น”
“เธอเป็นใคร”
“มลเป็นรุ่นน้องมหาลัยเดียวกับเกรซ น้องเขามาฝึกงานที่บริษัทเราค่ะ”
“อืม แค่เด็กฝึกงานสินะ” ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก แผนร้ายในสมองเกิดขึ้นทันที
“พี่ดลมาหาเกรซมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” เขาตื่นจากภวังค์หันมามองน้องสาว
“จริงด้วยสิ! พี่เกือบลืมไปเลย พอดีไอ้คินมาหาพี่มันบอกว่าพรุ่งนี้ที่บ้านมัน จะจัดงานวันเกิดน้าแพร มันเลยชวนครอบครัวเราไป”
“ไม่เห็นจะบอกเกรซเลย” หญิงสาวเอ่ยอย่างแผ่วเบา รู้สึกน้อยใจอคิน ทั้งที่ไปทานข้าวด้วยกันแท้ๆ เขาก็พูดแต่เรื่องของแอนนี่อย่างเดียว ไม่บอกเรื่องสำคัญกับตนเองเลย
“ยายเกรซว่าอะไรนะ พี่ได้ยินไม่ถนัด”
“ปละ เปล่าค่ะ”
“งั้นเย็นนี้ไปเลือกของขวัญให้น้าแพรกับพี่นะครับ”
“ค่ะ”
ณ คฤหาสน์เทพไพรศาล ค่ำคืนของบรรยากาศในงานเลี้ยงฉลองคล้ายวันเกิดแพรวา
“น้าแพรคะ ของขวัญ” กรรวีส่งกล่องของขวัญให้แพรวา ก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งข้าง ๆ
“ไม่เห็นต้องลำบากเลยหนูเกรซ”
“เกรซยินดีค่ะ”
“หม่ามี้อย่าขัดยายเกรซเลยครับ เด็กนี่มันดื้อแบบนี้แหละครับ” เสียงพูดอคินดังขึ้นแต่ครั้งนี้กรรวีเงียบไม่โต้เถียงเหมือนทุกครั้ง จนทุกคนนึกแปลกใจไม่เว้นแต่ชายหนุ่ม
“แพรว่าเราทานข้าวกันดีกว่านะคะ เงียบ ๆ เลยคิน” แพรวาพูดทำลายบรรยากาศตึงเครียด และหันไปตำหนิลูกอย่างแผ่วเบา
อคินจ้องมองใบหน้างามของกรรวี รู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของเธอ
“เกรซขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ” กรรวีลุกขึ้นออกจากโต๊ะอาหารในงานเลี้ยง เธอเพียงไม่อยากจะเห็นภาพชายหนุ่มเอาอกเอาใจภรรยา จึงออกมาเดินเล่นเงียบ ๆ คนเดียว
“อุ๊ย” จังหวะกำลังจะหันจู่ ๆ ก็ชนเข้ากับร่างกำยำของใครคนหนึ่ง
“เป็นอะไรไหม” แขนกำยำคว้าเอวคอดสองร่างประชิดใกล้กัน
“พี่คิน ขอบคุณค่ะ แต่ปล่อยเกรซได้แล้ว” มือพยายามดันอกกว้างให้ถอย
“พี่มีเรื่องจะถาม”
“ปล่อยเกรซก่อน แล้วเกรซจะตอบ” เธอเบือนหน้าไปทางอื่น เพราะตอนนี้รู้สึกถึงใบหน้าสากค่อย ๆ โน้มเข้ามาใกล้เหลือเกิน
“พี่ไม่ปล่อย จนกว่าเกรซจะตอบคำถามพี่มาก่อน”
“งั้นก็รีบ ๆ ถามมา”
“พี่แค่อยากรู้ว่าทำไมเกรซไม่เหมือนเดิม”
“พี่คินคิดมากแล้วค่ะ ปล่อยเกรซเถอะ” มือเรียวทุบลงอกแกร่ง
“แล้วทำไมถึงไม่เถียงพี่เหมือนทุกครั้ง เกรซเปลี่ยนไปนะ รู้ตัวหรือเปล่า”
“เกรซเปลี่ยนไปเหรอ พี่คินตั้งหาก!! ปล่อยค่ะ” กรรวีผลักอกแกร่งจนตนเองเป็นอิสระ
“อย่าพึ่งไปคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” หญิงสาวหยุดชะงักเมื่อชายหนุ่มคว้าแขนตนเอง
“ปล่อยค่ะพี่คิน เลิกยุ่งกับเกรซได้แล้ว เกรซเกลียดพี่คิน” คำพูดของคนตัวเล็ก เหมือนถูกน้ำกรดสาดเข้ามาโดนหัวใจ มันปวดร้าวเจ็บปวดไปทั้งใจ เพียงแค่ได้ยินเสียงหวานเอ่ยคำว่าเกลียดก็เท่านั้น
“ทำไมพูดแบบนี้”
“เกรซไม่อยาก...อุบ” เธอพูดไม่ทันจบก็ถูกปากหนาประกบเข้ากับปากอวบอิ่ม ลิ้นร้อนอุ่นพยายามจะแทรกเข้ากับโพรงปากสาว แต่เธอยังคงปิดมันสนิทไม่ยอมให้ชายหนุ่มได้ในสิ่งที่ต้องการ
เสียงอู้อี้ดังในลำคอคนตัวเล็ก รู้สึกร้อนไปทั้งกายแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ คนไร้ประสบการณ์อย่างเธอไม่รู้จะรับมือกับคนตัวโตอย่างไรดีถึงจะหลุดพ้น
มือหนาเอื้อมมาบีบทรวงอกหญิงสาว หวังให้เธอยอมเผยอปากให้ตนเอง
“อื้อ อื้อ” เสียงครางต่ำในลำคอระหงในที่สุดคินสามารถแทรกลิ้นมาในปากคนตัวเล็กสำเร็จ สองลิ้นเกี่ยวพันไปมาต่างชิมหาความหวานซึ่งกันและกัน สำหรับอคินเขารู้สึกถึงความไร้เดียงสาของคนตัวเล็ก
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังจูบกับคนที่ไม่ควร กรรวีจึงเอื้อมมือมาผลักอกแกร่งพร้อมง้างมือตบคนตัวโต
เพียะ
ใบหน้าสากหันไปตามแรงกระแทกของฝ่ามือเรียว ก่อนจะหันกลับมา
“พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
“ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับเกรซ ต่างคนต่างอยู่ อย่าเจอหน้ากันอีกเลย” กรรวีสาวเท้าวิ่งอย่างไวมือเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาบนใบหน้า เธอไม่อาจให้เขาได้เห็นถึงความอ่อนแอ ตอนนี้รู้แล้วว่าตนได้รักเขาไปทั้งใจ
“ดะเดี๋ยวสิ!!” ไม่ทันชายหนุ่มจะพูดจบ หญิงสาวก็หนีตนเองไปไกลเสียแล้ว
อคินยืนมองตามหลังคนตัวเล็กด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ รู้สึกผิดอย่างยิ่ง ทั้งที่พยายามจะหักห้ามใจแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างเรียกร้องให้เขาทำเช่นนั้นกับเธอ