KEEP IN CAGE
INTRO
เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังรอบที่สาม... สี่ หรือห้า ก็ไม่แน่ใจ
‘กองทัพ’ ทำแค่ปรายหางตาไปมอง หน้าจอโทรศัพท์ของเขาโชว์รูปน่ารัก ๆ ของเด็กผู้ชายวัยเดียวกันเต็มจอ แน่นอนว่านั่นคือแฟนของเขาเอง ช่วงนี้กองทัพกับปั้นจั่นไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยครั้งสักเท่าไหร่ สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะว่า ปั้นจั่นย้ายที่อยู่ใหม่ บ้านของพวกเขาเลยห่างใกล้กันมากกว่าเดิม... ส่วนสาเหตุรอง ๆ เขาไม่อยากพูดถึงมันนัก
กองทัพคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ มันคงดีแล้วล่ะมั้งที่ห่างกัน... อยากรู้เหมือนกันว่าความรู้สึกเบื่อหน่ายมันจะจางหาย เลือนลางไปบ้างหรือเปล่า... ตอนนี้มั่นใจว่าเขาเบื่อ ๆ แต่แน่นอนว่ายังรู้สึกรัก ตามประสาคนเคย ๆ นั่นเอง...
กลางดึกภายในคลับ @Alanholic สุดหรู... ชั้นที่กลุ่มกองทัพเลือกนั่งอยู่คือชั้นที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเข้มครบครัน ช่วงที่เบื่อหรือเครียดกลุ่มพวกเขามักจะมานั่งดื่มกันที่นี่ กลิ่นแอลกอฮอลล์ละควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งเต็มไปหมด แสงสว่างวูบวาบบนโต๊ะปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงริงโทนที่เริ่มดังบ่อยจนน่ารำคาญ
“ไม่รับสายเหรอคะ ทัพ...” สาวสวยที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเอ่ยถาม กองทัพแค่นยิ้มเหยียด ก่อนจะใช้สายตาบอกเธอว่าไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา เจ้าหล่อนแกล้งยิ้มเจื่อน ๆ กองทัพคือผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาเอาการคนหนึ่ง แต่การใช้สายตาเหยียดหยามกันเขาก็โคตรถนัดเลยจริง ๆ ไม่นานเกินรอกองทัพก็คว้าโทรศัพท์แล้วลุกเดินออกไป เขาหาที่สงบ ๆ ได้ก็เลื่อนหน้าจอเพื่อรับสายของปั้นจั่นทันที
“...”
‘ทัพ!’
“มันดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก” เขาตัดปัญหาดื้อรั้นของปั้นจั่นด้วยการยอมรับสายสักครั้ง ตอนนี้ก็แค่หลับตาแล้วพ่นลมหายใจออกมา ถ้าคำตอบมันน่าพึงพอใจ สาบานว่าไกลแค่ไหนเขาก็จะไปหาปั้นจั่นตอนนี้ เวลานี้เลย!
‘นอนเหรอ! จะให้เราหลับลงได้ยังไง ทัพก็รู้เราร้อนใจอยู่!’
“ถ้าจะพูดเรื่องวินล่ะก็... เงียบไปเลยเหอะ” แต่สุดท้าย...ปั้นจั่นก็ไม่เคยแสดงความรักที่มีต่อกันสักครั้ง แค่คำว่าคิดถึงง่าย ๆ ก็ไม่เคยพูดมัน กองทัพถอนหายใจออกมาขับไล่ความรู้สึกน่าหงุดหงิด ช่วงนี้ไม่ว่าจะคุยกันเมื่อไหร่ ปั้นจั่นก็มักจะขอให้เขาตามหาเพื่อนอีกคนที่ชื่อ ‘วินเนอร์’ ตลอด...
‘กองทัพ! เราขอร้อง ทัพรู้จักผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เหรอ? เราคิดว่าเขาต้องรู้แน่ ๆ ว่าพี่เฟียสจับวินไปซ่อนไว้ที่ไหน ทัพช่วยเราหน่อยนะ... นะ...’
“…”
‘นะ... ทัพ...’
“หึ อยากจะช่วยเพื่อนมาก ๆ ว่างั้น!? แน่ใจเหรอปั้นจั่น ที่จะพาตัวเองไปพัวพันกับไอ้เวรคิงส์!”
‘ใช่! เราไม่กลัวมันหรอก อีกอย่าง เรายังมีทัพอยู่นี่...’ และต่อให้กองทัพภาวนาให้ปั้นจั่นตัดใจเรื่องวินเนอร์เท่าไหร่ แต่คำพูดที่ได้ยินเต็มสองหูก็คือความเป็นจริงอยู่วันยังค่ำ ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยเส้นเลือดในแบบฉบับของผู้ชายกำเข้าหากันแน่น กองทัพแค่แค่นหัวเราะในลำคอออกมาเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้... มุมปากเขาแสยะยิ้มร้ายกาจ น่ากลัว แต่ผิดกันตรงที่คนในสายมองไม่เห็นความร้ายของมันสักนิด
“ได้สิ... ถ้าปั้นอยากเจอมันมากนัก ทัพจะพาไปหามันให้ถึงที่เลย”
เวลาผ่านไปไม่นานนัก...
‘ปั้นจั่น’ เด็กผู้ชายหน้าหวาน สวยราวกับผู้หญิงก็มายืนอยู่หน้าสถานที่ที่ไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาเหยียบมันสักครั้ง มันทั้งเสียงดัง อึกทึก วุ่นวายเต็มไปด้วยควันรถ ฝุ่นละออง แถมยังเหมือนแหล่งมั่วสุมของเหล่าวัยรุ่นวัยคึกคะนองอีก ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะชอบมาเพราะมันช่างท้าทายและเผลอ ๆ อาจจะได้ของเดิมพันที่ทำให้สบายไปทั้งชาติอีกด้วย!
“ทำไมทัพยังไม่ถึงอีกนะ...” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง พร้อมทั้งยกมือมาลูบแขนคลายความหนาวไปด้วย หน้าสนามแข่งรถก็ยังมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา หลายคนมองมาที่เขาและใช้สายตาน่ารังเกียจมองกัน ปั้นจั่นไม่โอเคกับคนแบบนี้สุด ๆ เขาคงอุ่นใจมากกว่านี้ถ้ามีกองทัพอยู่ข้าง ๆ พอก้าวเท้าเข้ามาเหยียบหลังรั้วเหล็กสูง ๆ แล้ว เสียงเพลงและเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมา เด็กน้อยยกมือมาปิดใบหูตัวเองและเบ้หน้ายุ่งเหยิง ที่ยอมมาที่แบบนี้ก็เพราะว่ากองทัพบอกว่าจะได้เจอกับผู้ชายคนนั้นหรอกนะ
ผู้ชายที่เจอกันกลางร้านอาหารวันนั้น
ผู้ชายที่ดูเหมือนเป็นนักเลงหัวไม้และสามารถห้ามฟีรอสได้ด้วยประโยคเดียว!
“บ้าจริง!” ปั้นจั่นพูดเบา ๆ อีกครั้ง เมื่อหันไปเจอผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่ตนเอง พวกมันแกล้งแซวนั่นนี่และดูท่าว่าจะมีอีกคนเดินเข้ามาหากัน เด็กคนนั้นรีบหันหลังเดินหนี แต่พอเดินไปได้เพียงแค่สามสี่ก้าวก็โดนกระชากต้นแขนจนเซถลากลับมาที่เดิม
“อ๊ะ!”
“ทัพบอกให้รอข้างหน้าไง” ปั้นจั่นถอนลมหายใจออกมาเมื่อหันกลับมาเจอ กองทัพ แต่แล้วก็ต้องย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นเหล้า แถมยังมีกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงอ่อน ๆ อีก...
“ทัพ...!”
“อือ ก็ทัพน่ะสิ คิดว่าใครงั้นเหรอ?” ผู้ชายร่างสูงก้มหน้าลงมาถาม คำพูดเขาดูปกติแต่ปั้นจั่นคิดว่าสีหน้าและแววตาเขาต่างหากที่แปลกไป ตั้งแต่นาทีแรกที่สบตากัน อยู่ ๆ ความกลัวก็แล่นพล่านขึ้นมาดื้อ ๆ คงเพราะว่าวันนี้กองทัพใส่ชุดสีดำไปทั้งตัวด้วยล่ะมั้ง...
“ไงวะ วันนี้ว่างเหรอมึง...” เสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากด้านหลังของปั้นจั่นทำให้กองทัพละสายตาจากใบหน้าสวยแล้วมองผ่านศีรษะปั้นจั่นไปราวกับว่ากำลังเจอคนที่อยากเจออยู่พอดิบพอดี เสียงผู้ชายคนนั้นมาพร้อมกับควันบุหรี่ซึ่งลอยออกมาจากริมฝีปากของเขา ปั้นจั่นอยากหันไปมองบ้างแต่กองทัพกลับโอบไหล่เขาเอาไว้แน่น แล้วกดศีรษะให้จมแผงอกแกร่งทันที
“อืม ได้ข่าวว่ามึงมาแข่งรถสนามนี้ก็เลยแวะมาว่ะ”
“มาเฉย ๆ?”
“ได้ไงวะ มึงจะแข่งกับกูอีกไหมล่ะ คราวนี้ถ้ามึงชนะ...อยากได้ของกำนัลเป็นอะไรก็บอกมาได้เลย” ปั้นจั่นมุดรอดจากวงแขนกองทัพแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขา แววตาสีเข้มเลื่อนมาปะทะที่ร่างเด็กตัวเล็กทันที เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอาจเพราะจำปั้นจั่นไม่ได้ ถึงแม้จะเคยเจอกันมาแล้วก็ตาม...แต่พอเห็นใบหน้าดุดัน แต่โคตรจะสวยของเด็กในอ้อมแขนของศัตรูคู่อริ ใบหน้าเจ้าเล่ห์ก็แผลงฤทธิ์ในทันที
“ว้าว ใครวะ...โคตรน่ากิน”
“ไอ้บ้า! มีสิทธิ์อะไรมองคนอื่นด้วยสายตาบะ... อื้อออ!!” ฝ่ามือหนายกขึ้นมาปิดริมฝีปากคนตัวเล็กตรงหน้าทันทีก่อนที่ปั้นจั่นจะทำเสียเรื่องมากไปกว่านี้
‘คิรินทร์’ ยกยิ้มมุมปากราวกับเจอของถูกใจ สายตาคมกริบมองแค่ใบหน้าแสนดื้อของปั้นจั่นเพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่ากองทัพกำลังจะพูดข้อตกลงอะไร สิ่งเดียวที่เขาต้องการคืนนี้... ก็คือเด็กขี้พยศตรงหน้าคนเดียวเพียงเท่านั้น!!!
“เอาแบบนี้แล้วกัน” คิรินทร์อมยิ้มแล้วเงยขึ้นมาพูดกับกองทัพที่กำลังยืนยื้อรั้งกับปั้นจั่นอยู่แบบนั้น กองทัพเงยขึ้นมามองหน้าเขาแล้วเลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้ตอบโต้อะไร
“…”
“ถ้าครั้งนี้กูชนะมึง เอาเด็กคนนี้เป็นของเดิมพัน” คำพูดของคิรินทร์ทำเอาปั้นจั่นชะงักกึก! ดวงตาเรียวตี่ ๆ เท่าเมล็ดถั่วเบิกกว้างมากเท่าที่มันจะกว้างได้ ปั้นจั่นจับฝ่ามือของกองทัพที่ทาบบนริมฝีปากเขาทันที คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้าหวืดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองคนรักด้วยสายตาขอร้องปนอ้อนวอน แต่ทว่า กองทัพกลับเหยียดยิ้มส่งให้แทน จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปมองอีกฝ่ายที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“เอาสิ ถ้ามึงชนะ... กูยอมยกเมียให้มึงเลย”
“!!!”
วินาทีนั้น...ปั้นจั่นเหมือนโดนคนที่รักมากที่สุดคนหนึ่ง ใช้ปลายเท้าขยี้หัวใจของเขา ให้จมไปกับพื้นดินเลย!
KEEP IN CAGE 1
เวลาต่อมาไม่นานนัก... กว่ากองทัพจะลากปั้นจั่นเข้ามาในห้องรับรองสนามแข่งฝั่งตรงข้ามกับพรรค์พวกของคิรินทร์ได้ ก็ใช้เวลาอยู่นานหลายสิบนาที เพราะคำพูดของกองทัพเอง ก็ทำเอาเด็กคนนั้นตกใจมาก ปั้นจั่นโวยวายออกมาตามสเต็ป แต่กองทัพก็หยุดมันได้ง่าย ๆ เช่นกัน นอกจากกองทัพแล้วก็มีแค่พี่ชายคนโตเท่านั้นที่ปั้นจั่นจะยอมเชื่อฟัง
“จะกลัวอะไรขนาดนั้น คิดว่าทัพจะแพ้มันรึไง?” พอเข้ามานั่งอยู่ในห้องกันแค่สองคน กองทัพก็หันหน้ามาพูดกับคนตัวเล็กที่นั่งทำหน้าหงุดหงิดอยู่ไม่ห่าง ปั้นจั่นสะบัดตัวออกจากเขา กองทัพเองก็ไม่คิดจะตามไปดึงมา รู้ดีว่าปั้นจั่นคงไม่กล้าวิ่งออกจากห้องนี้ไปแน่นอน... เหตุผลมันก็ง่าย ๆ เพราะข้างนอกมีบุคคลที่อันตรายยิ่งกว่าเขาอยู่เต็มไปหมดยังไงล่ะ
“ทัพไม่ต้องมาพูด! ทัพก็รู้ว่าเราไม่ได้มาเพื่อทำอะไรแบบนั้น เรามาที่นี่ก็แค่อยากรู้ว่าเพื่อนเราอยู่ที่ไหน!”
“ถ้าอยากรู้ว่าวินเนอร์อยู่ที่ไหนก็ต้องถามเอาจากปากไอ้คิงส์มัน แล้วคิดว่าคนอย่างมันจะคายออกมาง่าย ๆ งั้นเหรอปั้น! ปั้นเป็นคนอยากมาที่นี่เองนะ อย่าลืม...”
“ก็จริงอยู่ที่ปั้นเป็นคนอยากจะมา! แต่ทำไมทัพต้องรับคำท้าทายแบบนั้นไปด้วย ปั้นไม่ใช่สิ่งของนะ!”
“ทัพมั่นใจว่าตัวเองต้องชนะ”
“…”
“ปั้นไม่ใช่เชื่อใจทัพหรือไง...” กองทัพพูดอย่างมั่นใจแล้วเป็นฝ่ายค่อย ๆ ขยับมาหาปั้นจั่นที่นั่งหันหลังอยู่ทีละนิด น่าแปลก...ที่พอเขาพูดแบบนั้นออกมาปั้นจั่นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันคือคำปลอบใจ อย่างน้อยพอเขาบอกว่าตัวเองจะไม่แพ้มันก็ทำให้โล่งใจยังไงก็ไม่รู้
“…”
“ทัพไม่น่าไว้ใจเหรอ...หืม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ข้าง ๆ ใบหู เพราะปั้นจั่นกอดอกอยู่แล้วกองทัพขยับเข้ามากอดเลยต่อต้านมากไม่ได้ หรืออันที่จริง...แค่เป็น ‘กองทัพ’ สำหรับปั้นจั่นแล้ว เขาก็พร้อมจะให้อภัยทุกเรื่องกันแน่นะ...?
“กะ ก็...ก็เปล่า”
“ถ้างั้น ทัพขอกำลังใจหน่อยสิ” กองทัพพูดแบบนั้นแล้วพลิกร่างคนตัวเล็กให้หันไปหาเขาเอง ปั้นจั่นตาตื่นก่อนจะเผลอเบนหน้าหลบริมฝีปากหยักลึกของผู้ชายตรงหน้า เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกอด ไม่เคยจูบ บางครั้งปั้นจั่นรู้สึกเขินอายมาก ๆ เวลาที่เผลอสบตากับกองทัพตรง ๆ สุดท้ายเรื่องระหว่างพวกเขาก็จะจบลงที่แค่เพียงจูบกันเสมอมา...
“...”
“…” กองทัพถอนหายใจแล้วตีหน้านิ่งเรียบ เขาแค่นหัวเราะหึเหอะในลำคอแค่เท่านั้น ก่อนจะลากนัยน์ตาสีสวยมามองใบหน้าสะสวยของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนตัวเอง แต่ปั้นจั่นกลับไม่เคยให้มากกว่าสถานะพวกนั้นด้วยซ้ำ
น่าเบื่อจริง ๆ นั่นแหละ...
“ช่างเถอะ แค่กอดก็พอแล้ว” นาน...กว่าเขาจะแสร้งยิ้มบาง ๆ แล้วพูดประโยคนั้นออกมา เด็กหน้าใสเม้มริมฝีปากตัวเองแนบแน่นพร้อมกับมองร่างสูงที่กำลังเดินออกจากห้องไป จนกระทั่งประตูห้องปิดสนิท...
ที่ไม่อยากจูบเมื่อกี้ก็เพราะว่ากลิ่นน้ำหอมผู้หญิงมันชัดเกินไปไงเล่า!
“ทัพ...” เสียงใส ๆ เปรยขึ้นเพียงลำพังภายในห้องสี่เหลี่ยมอ้างว้างนี่...
ปั้นจั่นรู้ ว่าตัวเองเอาแต่ใจ นิสัยก็แย่ แต่ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะกองทัพเคยตามใจเขาไม่ใช่รึไงล่ะ...? ตอนนี้ความรู้สึกแปลก ๆ พวกนี้นั่นก็คงเป็นเพราะว่าปั้นจั่นเริ่มรู้สึกแล้วนิด ๆ กองทัพน่ะ...เปลี่ยนไปมาก...
ส่วนตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่แพ้กลับมา
ได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น...
ครึ่งชั่วโมงถัดมา...
เพื่อนของกองทัพคนหนึ่งเดินมาตามปั้นจั่นที่ห้อง เพื่อที่จะให้ไปดูเกมบ้าบอ พวกเขาแข่งกันเพื่อความสนุกสนาน แต่หลังจากจบเกมนั้น ชีวิตของปั้นจั่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้...แน่นอนว่าเด็กคนนั้นก็ยังคงหวั่นกลัวต่อให้กองทัพยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะไม่มีทางแพ้คิรินทร์ก็ตาม
ตอนนี้ปั้นจั่นนั่งติดข้างสนามกับเพื่อน ๆ และกลุ่มคนที่เชียร์กองทัพก็มีอยู่มากพอ ๆ กับกลุ่มคนที่เชียร์คิรินทร์ เหมือนกับพวกเขาสองคนเป็นที่รู้จักของคนพวกนี้ ฟังจากเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงตะโกนเรียกชื่อคนสองคนแข่งกับเสียงรถแล้ว... ต่อให้ไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเดิมพันแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วปั้นจั่นจะต้องพบเจอกับอะไร หรือถ้ากองทัพชนะแล้วผู้ชายคนนั้นจะยอมบอกหรือไงว่าฟีรอสพาตัววินเนอร์ไปที่ไหน...
“กลัวเหรอ?” เพื่อนของกองทัพคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ ปั้นจั่นหันมาถามยิ้ม ๆ ปั้นจั่นนั่งหน้าเครียดจนกระทั่งเผลอกำมือตัวเองแน่น เด็กคนนั้นตวัดหางามามองติดหงุดหงิด ผู้ชายคนที่ตั้งคำถามที่รู้อยู่แก่ใจตัวเองอยู่แล้วขึ้นมาก็ทำแค่หัวเราะกลบเกลื่อน บทจะได้สานอะไรต่อเสียงดังกระหึ่มของรถแข่งกับคนโห่ร้องก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน รถสีแดงกับสีน้ำเงินที่กำลังบดเบียดล้อลงกับถนนทำให้เกิดฝุ่นควันจำนวนมหาศาล ราวกับรถสองคันนั้นกำลังจะข่มขู่กันอยู่ และแน่นอนว่าทุก ๆ อย่างมันทำให้ปั้นจั่นเผลอกลืนน้ำลายลงคอ เขากลัว...กลัวไปหมดทุกอย่างแล้ว
สิ้นเสียงปล่อยสัญญาณ รถทั้งสองคันก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วชนิดที่ปั้นจั่นใช้สายตามองตามรถเกือบไม่ทัน ตอนนี้เขาได้แต่นั่งเงียบ...แม้ว่าเสียงเชียร์และเสียงกระหึ่มของรถยนต์จะดังก้องกังวานไปทั้งสนามแข่งก็ตาม
เอี๊ยดดดด ปึง!
เฮือก!
รถยนต์คันสีแดงคือรถที่กองทัพขับอยู่ ตอนนี้มันกำลังไล่เบียดรถยนต์อีกคันด้วยความเร็วที่ทำให้คนดูสนุกสนานกันยกเว้นปั้นจั่นเพียงคนเดียว แม้จะรู้ว่าสิ่งที่กองทัพทำมันผิด แต่เพราะยังไงก็อยากให้คนชนะคือกองทัพ เขาถึงพยายามไม่มองเรื่องนั้น ที่กองทัพทำมันอาจจะอันตรายต่อชีวิตคิรินทร์ด้วยซ้ำ กองทัพแซงคิรินทร์ขึ้นมาในระยะที่ห่างพอสมควร ส่วนคิรินทร์เพราะโดนกระแทกจัง ๆ เมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเกิดเสียหลักไปนิดหน่อย แต่ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ เขากลับวิ่งไล่รถของกองทัพขึ้นมาด้วยความเร็วแสง ทั้งคู่ขับเบียดกันซ้ายขวา มันทั้งน่ากลัวและอันตราย แต่คนที่เชียร์พวกเขากลับดูตื่นเต้นกันจนต้องลุกขึ้นยืนดู
ในเวลาไม่นานนัก...ไม่กี่เมตรข้างหน้าคือเส้นชัยที่วางกันเอาไว้ในคราแรก รถของกองทัพวิ่งฉิวเฉียดนำขึ้นไป เสียงร้องโห่คิรินทร์ดังขึ้นกระหึ่ม ดูจากตรงนี้ต่างคนต่างรู้ว่ารถยนต์คันที่จะวิ่งเข้าเส้นชัยคือรถของกองทัพ!
จนกระทั่ง... เสียงล้อบดกับถนนดังขึ้นมากกว่าเดิม วินาทีนั้นทุกคนในสนามฝั่งที่เชียร์คิรินทร์ก็กรี๊ดกร๊าดกันราวกับว่าเจออะไรที่ถูกใจเป็นอย่างมาก
“ไม่นะ! กองทัพ!!!” ทุกอย่างพลิกผันอย่างรวดเร็ว หลังจากที่รถของคิรินทร์เสียหลัก กระทั่งโดนแซงนำไป แต่เขากลับเปิดเทอร์โบและซูเปอร์ชาร์จพุ่งเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็วด้วยเวลาแค่ไม่กี่วินาที!!!
ปั้นจั่นอึ้งค้างอยู่ท่านั้น... และใช่... คนที่ชนะคือคิรินทร์
‘เอาสิ ถ้ามึงชนะ... กูยอมยกเมียให้มึงเลย’
คำพวกนั้นลอยเข้าสมองทีละประโยคอย่างเชื่องช้า... เด็กคนนั้นขมวดคิ้วจนยุ่ง ไม่รู้ว่าต่อไปต้องเผชิญกับอะไรด้วยซ้ำ อยากลุกขึ้นและเดินหนีแต่เหมือนเรี่ยวแรงมันเหือดหายไปหมดแล้วกับการแพ้อย่างราบคาบของกองทัพ คนที่มั่นใจหนักหนาว่าตัวเองจะต้องชนะกลับมา แค่คิดว่ากองทัพพูดแบบนั้นออกไปเพื่ออะไรมันก็เจ็บปวดไปหมด... ปั้นจั่นนิ่งไปสักพัก พอชะเง้อลงไปดูที่ถนนด้านล่างก็พบว่าคิรินทร์ขับรถมาจอดตรงหน้าเขาแล้ว ผู้ชายคนนั้นเปิดประตูลงมาจากรถ เพียงเท่านั้นเสียงตะโกนเรียกชื่อเขาก็ดังก้องสนามแข่ง แต่อะไรก็คงไม่เลวร้ายเท่ากับที่คิรินทร์เงยหน้าขึ้นมาจ้องที่ปั้นจั่น เขาแสยะยิ้มร้ายกาจส่งให้...ยิ้มในแบบของเขา แม้จะเข้าตาหลาย ๆ คนแต่ปั้นจั่นกลับมองว่ามันน่ารังเกียจที่สุด!
“ปั้น!” เสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นที่ด้านหลัง และนั่นมันทำให้ปั้นจั่นได้สติ เขาละสายตาจากคิรินทร์ก่อนจะหันกลับไปมองพบว่าคือกองทัพที่วิ่งขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบ ในจังหวะที่กำลังจะลุกไปหากองทัพก็มีคนมากระชากต้นแขนปั้นจั่นเสียก่อน
“อะไร ๆ มึงจะพาเด็กเฮียกูหนีเหรอ ไอ้ทัพ!” ผู้ชายคนนั้นบีบต้นแขนปั้นจั่นไว้จนมันปวด เด็กคนนั้นเบ้หน้าทันที พยายามจะสะบัดให้หลุดแต่ทว่ากว่าที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของคิรินทร์ก็ดังแทรกฝูงคนมา...
“รักษากฎหน่อยดิวะ ไอ้เด็กเวรทัพ...ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกกูไม่เตือน” เขาเดินแทรกเข้ามากลางวงล้อม ในขณะที่ลูกน้องเขายังรั้งต้นแขนปั้นจั่นเอาไว้อยู่ พอเห็นคิรินทร์เดินมาผู้ชายคนนั้นถึงได้ปล่อย ปั้นจั่นอาศัยจังหวะนั้นวิ่งไปหากองทัพ แต่คิรินทร์ไวกว่าเขาคว้าเอวเล็กไว้ทันก่อนที่จะกอดรัดมันเอาไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“กูจะทำเป็นไม่เห็นเรื่องเมื่อกี้แล้วกัน ส่วนเด็กคนนี้...” คิรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงติดกวนพร้อมหันหน้ามาระบายยิ้มบาง ๆ ให้ปั้นจั่นที่กำลังดิ้น ตะโกนโวยวายออกมาสุดพลังที่มี
“มึงบอกเองนะทัพ ว่าจะยกให้กูเล่นด้วย”
“พี่คิงส์...กูว่าเรามาตกลงกันใหม่เถอะ กูขะ-”
“พอดีว่ากูรีบว่ะ ไม่มีเวลามาแลกของเล่นกับมึงหรอกครับ เด็กน้อย...” เขาพูดท่าทางอารมณ์ดีด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ายังไง ๆ กองทัพก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่พยายามจะชนะเขาให้ได้ในสักวัน...อืม ใช่ มันก็คงจะมีสักวันนั่นแหละ แต่แค่ยังไม่ใช่วันนี้หรือเร็ว ๆ นี้หรอกว่ะ...
“ไอ้คิงส์!!!”
“ทำไม มีปัญหาอะไรวะ!” เขาสวนกลับทันที แล้วเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ริมฝีปากบนใบหน้าหล่อเหลาเหยียดยิ้มนิดๆ ก่อนจะชำเลืองหางตามาที่เด็กน้อยกำลังดิ้นไปมา ทั้งต่อต้านและพยศ... กองทัพมองไปที่ปั้นจั่นสีหน้าเครียดจัด เขารู้ว่าต่อกรกับคิรินทร์ซื่อ ๆ หน้าไม่ได้
ยกเว้นแต่ว่า...
KEEP IN CAGE 2
กองทัพคิดแผนในใจเงียบ ๆ ...ในระหว่างที่คิรินทร์กอดรัดร่างกายเด็กตัวเล็กนิดเดียวไว้ในอ้อมกอด ภาพนั้นพอมองแล้วรู้สึกโมโหจนเลือดตาแทบกระเด็นออกมา กองทัพกำลังคิดว่าตัวเองพลาดอะไร... เขาก็แค่อยากให้ปั้นจั่นมองเห็นความสำคัญของตัวเขาเองก็เท่านั้น
“กูไปล่ะ แล้วอย่าเสือกทำแบบเมื่อกี้อีก ไม่งั้นมึงเจอกูแน่ ไอ้ทัพ” คิรินทร์พูดเสียงน่ากลัวแล้วยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้า กองทัพได้แค่ยืนมองนิ่ง ๆ เพราะลูกน้องของคิรินทร์ก็ล้อมเต็มไปหมด ถ้าเขาออกโรงตอนนี้ก็เกรงว่าอีกคนจะไม่ปลอดภัยไปด้วย เขาไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย
รู้...ว่าผิด มันพลาดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าไม่มีแผนสำรองเอาไว้ กองทัพไม่ยอมแน่ถ้าปั้นจั่นจะตกเป็นของคนอื่น ยิ่งกับไอ้คิงส์นี่แล้วล่ะก็... ไม่มีวันซะหรอก!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...
ปั้นจั่นโดนรัดร่างข้ามาในรถยนต์คันหรูสีขาวซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นรถของคิรินทร์ ผู้ชายที่มีหน้าตาดึงดูดคนนี้เอาแต่เงียบตลอดทาง ขณะที่ปั้นจั่นเองก็พยายามคิดหาทางหนีตลอดเวลา เพราะไม่เคยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันก็ยากที่จะบอกว่าไม่กลัวเลย...
คิรินทร์ดับเครื่องยนต์หน้าตึกสูง ๆ แห่งหนึ่ง ปั้นจั่นระแวงไปหมด มองนั่นมองนี่แล้วไม่คุ้นกับอะไรสักอย่าง ในหัวก็คิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่พอจะช่วยให้รอดพ้นจากเรื่องบ้าบอคอแตกนี่ได้ แต่ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงแล้วคิรินทร์ไม่มีส่วนไหนที่ผิดเลยสักนิด คนที่ผิดคือกองทัพต่างหาก ผู้ชายคนนั้นเป็นคนทำให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น ด้วยการพูดประโยคพล่อย ๆ พวกนั้นออกมา ตอนที่พูดเขาคงนึกสนุกปากแต่คนที่ต้องได้รับผลกรรมเหล่านั้นมันก็คือ ปั้นจั่น คนเดียว!
“ลงมาสิ” คิรินทร์เดินอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วพยักพเยิดหน้าเพื่อบอกให้ปั้นจั่นขยับตัวสักที เด็กบ้านี่นั่งแข็งเป็นไม้อยู่นานแล้วเถอะ ปั้นจั่นมองคิรินทร์ด้วยสายตาหวาดระแวง คิรินทร์คงรู้จักเด็กคนนี้น้อยเกินไปล่ะมั้งถึงได้มั่นใจว่าปั้นจั่นจะยอมเชื่อฟังในสิ่งที่เขาพูดหรือสั่งกันง่าย ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ปั้นจั่นจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม
“ก็หลบไปสิ!”
“...” คิรินทร์เอียงคอมองนิ่ง สายตาของเขาไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ เพราะเริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดีแล้วนิด ๆ เขาจ้องหน้าอีกคนเพื่อบอกว่าอย่าได้คิดตุกติก เขาไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น คนชนะเกมนั้นมันก็คือ เขา!
“ละ หลบ...อย่ามาจับ!!!”
พรึ่บ!!
“อย่าเล่นตัวให้มากนัก ถ้าไม่อยากโดนเอาคารถก็ตามกูมาดี ๆ ” เขากระชากข้อมือเด็กคนนั้นให้ลงมาจากรถในครั้งเดียว พละกำลังของคิรินทร์เยอะมากจนปั้นจั่นตกใจ ตอนที่พูดเขาก็จ้องลึกเข้ามาในดวงตาปั้นจั่นแบบไม่หลบสักนิด อีกทั้งเสียงเมื่อกี้มันก็แหบต่ำซะจนน่ากลัว เขาดูเหมือนเป็นคนละคนกับที่นสนามรถแข่งไปเลย ปั้นจั่นกลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายมันสั่นนิด ๆ คล้ายกับอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ทว่าน้ำตามันไม่ยอมไหล
“อึก! อย่าทำอะไรเราเลยนะ…” ปั้นจั่นสะบัดตัวออกจากเขา แล้วก้าวถอยหลังหนีให้ห่าง ฝ่ามือเล็กยกขึ้นมาพนมเข้าหากันแล้วพูดเสียงอ่อนเพื่อขอร้องเขา คิรินทร์ค่อย ๆ หันกลับมาสีหน้าแสดงชัดว่าหงุดหงิดแต่พอหันมาเจอเด็กจอมพยศคนเดิมคนนั้นมันหายวับไปแล้ว ก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย เขายิ้ม...ยิ้มอย่างกับคนที่เหนือกว่าและค่อย ๆ สาวเท้าเดินเข้ามาหาปั้นจั่นที่ยืนไหว้เขายิก ๆ
“ทำไมล่ะ กลัวเหรอ?” ถามเหมือนคนใจดี แต่ปั้นจั่นรู้ว่ามันลวงโลกแค่ไหนอยู่...เขาไม่ได้โง่ดักดานถึงกับไม่รู้ว่าคิรินทร์พามาที่นี่ทำไม พามาทำอะไร ได้แต่หวังว่าเขาจะยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง...
“คะ ครับ... ปะ ปั้นไม่ชอบ ปล่อยปั้นไปเถอะนะ”
“พูดเหมือนไม่เคย”
“...” คำตอบคือการส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว แค่เท่านั้น ก็สร้างรอยยิ้มจากใบหน้าหล่อเหลาราวกับพระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้างผู้ชายคนนี้ขึ้นมา คิรินทร์เหยียดยิ้มร้ายกาจเขาใช้ฝ่ามือไล้ไปตามกรอบหน้าเรียวเล็กของปั้นจั่นอย่างชอบใจก่อนจะโน้มลงไปกระซิบใกล้ ๆ ใบหูขาวสะอาดด้วยประโยคที่ทำให้เด็กคนนั้นหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธสุดขีด!
“งั้นขอเป็นคนแรก...ก็แล้วกัน”
ผลั่ก!
“อย่ามายุ่งกับเรา ไอ้บ้า!!!” ตะโกนออกมาสุดเสียงแล้วก็ผลักอกเขาอย่างแรง คิรินทร์สบถคำหยาบเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำแล้วมองเด็กอวดดีคนนั้นที่คิดว่าจะวิ่งหนีเขาพ้น เขาวิ่งตามไปแค่ไม่กี่ก้าวก็กระชากตัวเด็กนั่นกลับมาหาเต็มแรง ปั้นจั่นกำลังจะอ้าปากก่นด่าสารพัดคำร้าย ๆ แต่กลับโดนริมฝีปากสีคล้ำของคิรินทร์บดจูบลงมาเสียก่อน!
“อื้ออ!!!” ปั้นจั่นตกใจ แล้วก็ได้สติในที่สุด ฝ่ามือเล็กไล่ทุบตี ตบเขาพยายามต่อต้านแต่ก็ทำไม่ได้สักที คิรินทร์ใช้มือข้างหนึ่งบีบปลายคางเรียวแน่น เขาบีบกระพุ้งแก้มอีกคนจนรู้สึกเจ็บ บังคับให้โพรงปากเล็ก ๆ เปิดเผยอให้เขาฉกฉวยความหวานจากหลีบปากที่ชอบด่าแสบ ๆ นั่น โดยไม่สนใจสายตาของลูกน้องสองสามคนที่ยืนคุมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ปลายลิ้นที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อดังไล่ต้อนลิ้นเล็กที่พยายามหลีกหนีไปทั่ว ฝ่ามือของเด็กคนนั้นยังกระหน่ำประทุษร้ายเขาได้ตลอด...
“หวานว่ะ”
“ฮึก! อะ ไอ้ชั่ว!!! ปล่อยเรา! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เด็กตัวเล็ก ๆ คนนั้นพยายามดีดดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากพันธนาการณ์ของคิรินทร์ ชายร่าสูงโปร่งกลั้วหัวเราะในลำคอ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิรินทร์ทนไม่ไหว เขาก้มลงไปแบกคนตัวเล็กพาดบ่าง่าย ๆ แล้วเดินหันหลังเข้าเพนส์เฮ้าส์ส่วนตัวของเขาเองทันที
“แค่นี้เรียกชั่วแล้วเหรอวะ เดี๋ยวหลังจากคืนนี้ไปหนูเตรียมด่าพี่ว่าโคตรชั่วได้เลยครับ หึ ๆ” เขาพูดเสียงเรียบ เหยียดยิ้มร้ายโดยที่ปั้นจั่นไม่มีทางได้เห็นมัน เด็กคนนั้นใช้กำปั้นเล็ก ๆ ทุบแผ่นหลังเขาและดีดขาไปมา หัวที่ห้อยโตงเตงอยู่มันทำให้เวียนหัว หน้ามืดไปชั่วขณะ ในขณะเดียวกัน แสงสว่างวาบจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดเข้าตาและขับเข้ามาด้านในทั้ง ๆ ที่ลูกน้องของคิรินทร์ก็ยืนกันอยู่ ต่างพากันหลบรถแทบไม่ทัน บางคนก็โดนเฉี่ยวกระเด็น คนในรถ มันไม่สนว่าจะชนใครเลยเถอะ!
บรื้นนนน!!!
“เวรเอ๊ย!” คิรินทร์สบถตอนที่หันกลับมามองแล้วรู้ได้ในทันทีว่าใคร ก็แค่ไอ้เด็กสารเลวกองทัพที่หวงของ บอกจะให้ยืมแล้วตามมาทวงทำเวรอะไรวะ!
ปึก!
เอี๊ยดดด!
รถคันนั้นจอดตรงหน้าคิรินทร์แค่ไม่ถึงห้าเซนติเมตร มันเกือบจะชนเขาด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าบนบ่ายังมีเด็กของมันห้อยหัวอยู่ ปั้นจั่นร้องออกมาสุดเสียงเพราะคิดว่าจะชนแน่ ๆ เขาอึ้ง ตกใจกลัวจนเงียบค้างไป กองทัพลงมาจากรถด้วยสีหน้าอยากฆ่าคนเต็มที กระชากตัวเด็กคนนั้นมากันไว้ข้างหลังแล้วในจังหวะเดียวกันก็หันกลับมาซัดคู่อริด้วยหมัดหนัก ๆ คิรินทร์หันใบหน้าที่มีเลือดซึมตรงมุมปากกลับมาก่อนจะได้มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้น กองทัพก็ยกเท้ายันกลางลำตัวคิรินทร์อีกครั้ง เขาเสียหลักแล้วล้มลงไป กองทัพกระชากปืนสั้นขึ้นมาเล็งไปที่ตัวรุ่นพี่ที่ยังไง ๆ ก็ไม่มีวันญาติดีกับมัน!
“ก็กูบอกว่ากูไม่ให้ ถ้ามึงลุกขึ้นมา กูยิง!”
“อะไรของมึงไอ้เด็กเหี้ย กูชนะมึงบอกว่าจะใช้เด็กนั่นเป็นของเดิมพันแล้วเสือกบ้าอะไรวะ!!!”
“กูไม่ให้ปั้นแล้ว มึงจะเอาเท่าไหร่บอกมาแลกกับตัวเมียกู”
“เมีย? ฮ่ะ ๆ อย่ามาพูดให้ขำ เด็กมันบอกกูแล้วว่ามันยังซิง...กล้าพูดนะมึง เอาปืนลงด้วย ไอ้สัสนี่…”
“อย่าเสือกเรื่องของกู คิงส์ เรื่องเงินกูจะโอนยัดในบัญชีมึงให้ ส่วนปั้นจั่นไม่เกี่ยวอีก ฟังและจดเข้ากบาลมึงด้วย…” กองทัพกดเสียงต่ำ เขาจ้องหน้าคิรินทร์เขม็ง อยากจะลั่นไกใส่มันจริง ๆที่บังอาจมาแตะต้องคนของเขา ถึงอย่างนั้นตอนนี้กองทัพคิดว่าเขาควรจะพาปั้นจั่นออกไปจากตรงนี้เสียก่อนที่คนของคิรินทร์จะแห่กันมา ตอนนี้มันตัวคนเดียวก็ถือว่ากองทัพยังโชคดีไป...
กองทัพขับรถออกมาจากพื้นที่ของคิรินทร์ด้วยความเร็วแสง... เด็กข้าง ๆ กายนั่งนิ่งและเงียบ ปั้นจั่นขอบตาแดงก่ำแม้ว่าตอนนี้จะโล่งใจที่ไม่ได้ตกเป็นของใครแต่ทำไมหัวใจมันยังเจ็บมากอยู่ดี
“พามาที่นี่ทำไม เราจะกลับบ้านของเรา” พอรถจอดหน้าบ้านของกองทัพซึ่งไม่ใช่ไม่เคยมาแล้วปั้นจั่นก็ปริปากพูดแต่ไม่มองหน้ากองทัพด้วยซ้ำ แค่ไม่อยากจะมอง...
“คุยกันก่อน”
“เราไม่มีอะไรจะคุย!”
“ปั้นครับ...ทัพขอร้อง ฟังทัพนะ ทัพรู้ว่าทัพผิด...ผิดไปแล้วจริง ๆ ทัพขอโทษ” กองทัพพูดเสียงอ่อนปนขอร้องให้ช่วยฟัง ปั้นจั่นเลือกที่จะหันหน้าออกไปมองนอกรถแทนที่จะหันไปหาเขา ให้อภัยและบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...
ครั้งนี้กองทัพทำเกินไปแล้วจริง ๆ
“…”
“ปั้นให้ทัพไถ่โทษด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ไม่เอาแบบนี้ ทัพโง่เองที่พูดออกไปแบบนั้น แต่ปั้นก็เห็นใช่ไหมครับว่าทัพไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรปั้นแน่...” กองทัพรั้งใบหน้าสะสวยให้หันกลับมามองหน้ากัน ปั้นจั่นเงียบ ปล่อยให้ความคิดบางอย่างมันค่อย ๆ ทำงานช่วยกันช้า ๆ เพราะว่าเขารักกองทัพบางส่วนถึงให้อภัยไปแล้วเกือบครึ่ง พอหันมามองหน้าเขายิ่งทำให้อ่อนไหวมากกว่าเดิมเสียอีก ทั้งรู้สึกโกรธ โมโหแต่ก็ยังรักเหมือนกัน บางครั้งปั้นจั่นก็หงุดหงิดที่เขาใจอ่อนให้กองทัพแบบนี้ง่าย ๆ หงุดหงิดที่ต้องแบกรับความรู้สึกพวกนี้เอาไว้...
“นะครับ... ทัพขอโทษ ดีกันนะ”
“ขอโทษอีกแล้วเหรอทัพ”
“ทัพรู้ว่าทัพผิดไง คนทำผิดแล้วรู้จักการขอโทษก็ควรที่จะได้รับการให้อภัยไม่ใช่เหรอ? ให้อภัยทัพเถอะนะปั้น ทัพผิดไปแล้วครับ...” สีหน้าของกองทัพเว้าวอน อ้อนวอนด้วยคำพูดเพราะ ๆ เขารั้งปั้นจั่นไปกอดจมแผงอกเพราะเห็นน้ำตาใส ๆ คลอหน่วยตาแล้วมันทำใจไม่ได้ กองทัพรู้สึกทำอะไรไม่ถูกได้แต่กอดปลอบและลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มไปมาอยู่แบบนั้น เขาแค่คิดว่าเบื่อและเราควรจะอยู่ห่างกัน แต่เพราะว่ากองทัพยังรักปั้นจั่นอยู่เลยทนเห็นปั้นจั่นไปกับคนอื่นไม่ได้
อืม... เขาพลาดเองแหละ โง่เง่าที่สุด...
“ฮึกก ฮะ อึก...เรากลัว ฮืออ”
“ขอโทษ”
“ฮึกก” ปั้นจั่นไม่พูดอะไรต่ออีก เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่ายังกลัวเรื่องที่คิรินทร์ทำอยู่และที่ร้องออกมาเพราะมันรู้สึกเจ็บปวดภายในใจลึก ๆ อยู่เหมือนกัน เขารักกองทัพถึงได้เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องยอมไปจนถึงเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ทำผิดก็แค่พูดว่าขอโทษงั้นเหรอ มันง่ายดีนะ...ว่าไหมล่ะ?
พอเริ่มเบื่อกองทัพก็แค่พูดง่าย ๆ ว่าขอห่างสักระยะ พอทำให้ร้องไห้ก็มาโอ๋ มากอดแล้วบอกว่าขอโทษ เรื่องมันจะวนไปวนมาแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ แถมเมื่อกี้คิรินทร์... คิรินทร์ก็ยังมาจูบกันอีกเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องนั้นด้วยถึงยอมให้กองทัพง่ายดาย ถ้าบอกไปมีหวังเรื่องใหญ่แน่นอน...
“วันนี้นอนกับทัพนะ พรุ่งนี้ทัพจะพาปั้นไปทานก๋วยเตี๋ยวร้านที่ปั้นชอบด้วย พาปั้นไปดูหนังและกินไอศกรีมเยอะ ๆ เลยดีไหม?” กองทัพดันตัวปั้นจั่นออกแล้วยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เบา ๆ เขาพูดแต่เรื่องที่ปั้นจั่นชอบเพราะรู้ว่าถ้าพูดและทำแบบนี้ อีกสักพักปั้นจั่นต้องยิ้มและยอมใจอ่อนให้แน่ ๆ
“ฮึก... อื้อ…”
เห็นไหมล่ะ...
เรื่องมันก็ง่าย ๆ แค่นี้...