“แม่ไปไหนอ่ะ ไปจ่ายตลาดหรือพ่อ...? แม่สบายดีไหม...”
[สบายดี... เอ้อ... แม่ไปหาเพื่อน จ่ายตลาด เดี๋ยวก็มา...]
คุณพ่อมีอาการตะกุกตะกักกับการที่จะต้องตอบคำถามลูกสาวเขาจึงเปลี่ยนเรื่องไป
[ลูกจะกลับมาอยู่กับพ่อแม่ก็ดี ทุกคนคิดถึงลูกนะ อย่าลืมใส่แมสก์ตลอดเวลานะลูก แอลกอฮอล์ฉีดมือด้วย อ้อ... พ่อได้ข่าวว่าเพื่อนลูกกำลังจะแต่งงานนี่ หนูพายน่ะ]
“แต่งได้เหรอ? ตอนนี้เนี่ยนะ ทำไมพายไม่เห็นบอกพิมพ์เลย”
ถามไวตอบไว ขณิกาเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนรักที่สุดของเธอพอ ๆ กับอิงฟ้า เรียนจบอังกฤษ สาขาโฆษณามาด้วยกัน
หลายคนได้ยินมาว่าหล่อนเพิ่งตกลงปลงใจกับนายหัวรูปหล่อ เจ้าของรีสอร์ตฟาร์มองุ่น เพื่อน ๆ ทั้งแก๊งป่านนี้คงเตรียมชุดสวยพร้อมแสดงความยินดี
[นั่นสิ... ไม่รู้จะได้แต่งเดือนหน้าหรือเปล่า รอรัฐบาลประกาศ ถ้าห้ามชุมนุม จัดงาน คงต้องเลื่อนล่ะมั้ง]
“แล้วพ่อไปยืมตังใครมาใช้? เท่าไร”
คนถูกซักเกิดอาการน้ำท่วมปาก ชัชชัยคิดไปคิดมายังไงลูกสาวก็ต้องรู้อยู่ดี
[ป้าขวัญ... คือ... พ่อไปเจอแกโดยบังเอิญน่ะ แกกลับไปอยู่เขาใหญ่พักนึง ตอนนี้กลับมากรุงเทพฯ ละ เห็นว่าลูกชายแกจบอังกฤษ ทำงานที่อังกฤษเหมือนลูกนะ กำลังจะกลับเมืองไทยเร็ว ๆ นี้ล่ะ]
“ป้าขวัญแกกลับมาอยู่บ้านหลังเดิมแล้วเหรอพ่อ? พิมพ์กำลังคิดถึงแกอยู่เลย” เสียงหวานแทรกอย่างดีอกดีใจ
คุณป้าอัธยาศัยดีในละแวกหมู่บ้านของเธอนั้นใคร ๆ ต่างรู้จัก ขวัญฤดีเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ทำกับข้าวอร่อยชนิดเปิดร้านอาหารได้หากไม่ติดว่าป้ารวยอยู่แล้ว เพราะเป็นเจ้าของร้านทอง!
วันไหนอารมณ์ดีเกิดอยากทำกับข้าวให้เพื่อนบ้านชิมแกก็ทำ
บ้านของนายชัยชัยนั้นอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างมานานนับห้าสิบปี เศรษฐีบางคนอยู่มานานก็ไม่อยากย้ายไปไหน
“คิดถึงแกงเขียวหวานป้าขวัญจัง... พิมพ์อยู่ที่นี่กินแต่ของเลี่ยน ๆ ไปร้านอาหารไทยกี่ร้านไม่เหมือนฝีมือป้าขวัญ...”
อ้าว! พี่ขวัญ มาพอดีเลยผมกำลังคุยกับลูกสาว
[แค่นี้ก่อนนะลูก... หรือจะวิดีโอคอลกับป้าขวัญเปล่า?]
เสียงคุณพ่อสลับหายไปเฉย ๆ เพราะการมาของเพื่อนบ้านสายทัวร์
ขวัญฤดีสวมหน้ากากอนามัยมาอย่างดี ส่งเสียงอู้อี้ทักทายผ่านสายมาบอกว่าอยากจะคุยกับเธอมาก แต่กว่าคนแก่จะกดหากล้องกันเจอก็หลายนาน
ที่ผ่านมาเธอเคยบอกพ่อแล้วเรื่องโปรแกรมแชทพวกนี้ แต่คนแก่ก็คือคนแก่ บอกแล้วบอกอีกไม่จบสิ้น...
คงไม่ใช่ปัญหารำคาญใจกับการพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ พิมพ์ลภัสเป็นคนใจเย็น สุภาพนอบน้อมกับผู้หลักผู้ใหญ่ นิสัยน่ารักของเธอมีมาแต่เป็นเด็กตัวเล็กจนถึงตอนนี้
“มันจะมีปุ่มรูปกล้องข้างล่าง ลองกดดูนะพ่อ... ที่พิมพ์เคยบอกพ่อน่ะ ให้โทรศัพท์มันมีแสงขึ้นมาก่อนนะ”
[ออ ๆ พ่อเจอแล้ว ๆ]
คุณพ่อได้เห็นหน้าลูกสาวหลังจากนั้น ชัชชัยฉีกยิ้มกว้างอยู่ในสวนหย่อมหน้าบ้าน ขณะกำลังรดน้ำต้นไม้ ข้าง ๆ กันมีสาวใหญ่วัยหกสิบปีสวมปิดครึ่งหน้าไว้ด้วยหน้ากากอนามัยผ้าลายดอกไม้สวย ส่งรอยยิ้มให้กันผ่านดวงตา
[ดีจ้ะ หนูพิมพ์... เป็นไงบ้างลูก?]
พิมพ์ลภัสโบกมือไปมา ทักทายเสียงหวานจ๋อย
“สวัสดีค่ะป้าขวัญ ทางนี้พอไหว ป้าขวัญล่ะค้าา... สบายดีไหมคะ? พิมพ์คิดถึงจัง เนี่ย... กำลังบ่นถึงแกงเขียวหวานป้าขวัญอยู่เลยป้ามาพอดี”
[รีบกลับมากินสิ วันนี้ป้าก็ทำมาฝากพ่อกับบ้านยายเปี๊ยกนะ บ้านท้ายซอยน่ะ]
สาวใหญ่วัยหกสิบยังน่ารักเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยนิสัยของหล่อนเอง ป้าขวัญยังไม่เคยเอ่ยทวงเงินใครสักครั้ง จนคนยืมต้องเกรงใจไปซะเอง
โดยเฉพาะเด็กมารยาทงามอย่างพิมพ์ลภัส จะไม่พูดถึงก็คงจะน่าเกลียด
“ค่ะ... พิมพ์ว่าจะกลับไทยพอดี กำลังเก็บกระเป๋าเลยว่าจะเซอร์ไพรส์พ่อแม่ซะหน่อย เอ... พ่อแอบไปยืมตังป้าเท่าไร? เดี๋ยวพิมพ์โอนคืนให้นะคะ”
[สามล้านกว่าจ้ะ...]
ลุคสาววัยรุ่นสุดชิวหายไปในทันควัน... พิมพ์ลภัสเบิกตากว้างมองกล้องตาแทบแตก!
“ฮะ! สะ... สามล้าน... อะไรนะ? พ่อยืมเงินป้าขวัญสามล้าน!”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของพ่อดังผ่านสายมาทำเอาแทบลมจับ เธอถลึงตาใส่ใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ของคุณพ่อสุดที่รัก และที่สงสัยอยู่ว่าทำไมแม่ไม่อยู่ด้วย...
ก็คงจะงอนหนีนิสัยสร้างหนี้ของหัวหน้าครอบครัว
[เอ้อ... ป้าขวัญเขาคิดดอกไม่แพง พ่อเพิ่งเซ็นต์เอกสารไป... ไม่ต้องห่วงนะลูก เดี๋ยวพ่อหาใช้หนี้เอง พ่อเอาเงินมาหมุนไม่นาน]
[ตาชัช... โธ่! เราคนกันเองเนอะ พูดอะไรเรื่องเงินกับพี่ล่ะ รู้จักกันมาไม่รู้กี่สิบปี]
ท่าทางหยอกล้อกันของลูกหนี้และเจ้าหนี้ผู้แสนดี! พิมพ์ลภัสยังคงตะลึงงันอ้าปากค้าง
ขวัญฤดีกลับเห็นเป็นเรื่องดี ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรเลยกับคนสนิทสนมกันยังอุตส่าห์บอก
[หนูพิมพ์มีคืนเมื่อไรค่อยคืนก็ได้จ้ะ เรื่องเงินเล็กน้อยมาก ป้าไม่รีบ... แต่ถ้าไม่มีเงินคืนป้า...] ปลายเสียงเงียบไป ส่งยิ้มให้คนข้างกันกับเรื่องที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้
[พ่อบอกว่าหนูยังไม่มีแฟน หนูพิมพ์ลองพิจารณาลูกชายป้าดูสักคนนะลูก คนไหนก็ได้จ้ะ ป้ามีลูกชายสามคน...]
[เต... ตานายกลับบ้านมาดูแลแม่แทนพี่นะ แม่อายุมากแล้ว พี่ต้องไปทำธุระต่างจังหวัด] เสียงเข้มบอกผ่านสายมาก่อนเงียบไปไม่มีบอกกล่าวคำลา
เจ้าของร่างสูงในเสื้อสีสะท้อนแสงเขียวแปร๋น หมวกเฮลเมทสีขาวทรงกลมยืนหน้าเข้มอยู่กลางไซด์งานด้วยท่าทีหงุดหงิด ต้นเหตุมาจากสายของพี่ชายเจ้าปัญหา ทว่าเขาคงไม่สามารถระบายอารมณ์ลงที่ใครได้ หรือให้มันมารบกวนการทำงาน
ธรรมดาของตฤณภพก็เป็นอย่างนั้น เป็นพี่ชายที่พูดมากต่อยหนัก! แต่ละคำหลุดจากปากมาไม่มีดี บทจะวางหูใส่วางแล้ววางเลยมาตั้งนานโข ทำไมเขาจะไม่ชิน...
ด้วยอาชีพแสนเคร่งเครียดของเจ้าตัวที่ต้องฟังเสียงเครื่องมือแพทย์แสนหนวกหู ใช้ชีวิตอยู่แต่กับช่องปากคนอื่นทั้งวัน น้องชายอย่างเตชินคงยินดีให้อภัย...
สถานที่กว้างขวางเบื้องหน้ามีแหล่งน้ำสำคัญที่เขาจะต้องทำรางวัดเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างคือตึกระฟ้าโครงการใหญ่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิศวกรอีกทีมหนึ่งหลังจากนี้
ตัวเขาและเพื่อนร่วมงานต่างชาติคงหมดหน้าที่แล้วได้กลับไปนอนตีขา พักผ่อนยาว ๆ สักพักก่อนกลับมารับงานใหม่
ลมกรรโชกพัดแรงขึ้นตามสภาพอากาศบอกว่าน่าจะมีพายุลูกเล็ก ๆ การใส่เสื้อสีสะท้อนแสงเป็นเครื่องบ่งชี้ของผู้ทำงานกลางแจ้ง ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้ดี
ตึกระฟ้าตรงหน้ากำลังจะเสร็จ หัวหน้าทีมวิศวกรเร่งบอกเพื่อนร่วมงานเกือบสิบชีวิตว่าให้เร่งมือ ต่างคนจึงแยกย้ายกันไปทำงาน
เช่นเดียวกับหนุ่มเอเชียหน้าคมเข้มที่บินลัดฟ้ามาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่า ๆ
เตชินเดินกลับไปในพื้นที่ตรงกลางหน้าตึกกระจก โน้มตัวลงก้มหน้า มองผ่านกล้องที่ใช้วัดมุมระดับแนวราบและแนวดิ่ง [1] ขาตั้งกล้องสีเหลืองและตัวกล้องสีขาวในมือของเขานั้นเรียกว่าเป็นหนึ่งในไอเท็มที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ
ได้เลขและข้อมูลที่ต้องการแล้วเขาจดลงกระดาษบนโต๊ะ เพื่อนอีกสองคนช่วยจับมันไว้จนเขาลงรายละเอียดเล็กน้อยเสร็จจึงพับเก็บมันให้เรียบร้อยลงกล่องกลม ๆ สำหรับเก็บกระดาษ อีกส่วนหนึ่งก็จดลงแท็บเล็ตประจำตัว
การสำรองงานมีทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์และส่งถึงมือกัน อย่างหลังเป็นที่นิยมมากกว่าสำหรับบอสบางคน ที่ไม่ชอบให้ข้อมูลของตนหลุดรอดลงระบบฐานข้อมูล
เสร็จงานวันนี้แล้วเตชินถึงได้มีรอยยิ้มขึ้นบ้าง เขาเงยหน้าขึ้นโบกมือลา
“Take care Guys, I have to go now.... See you next time”
“Okay, I look forward to our next meeting. Have a goodtime in thailand”
คำบอกลาของเพื่อนร่วมงานคนสนิทผ่านรอยยิ้มของชายหนุ่มไป พร้อมกับที่เขายกนิ้วโป้งให้บรรดามิตรสหายในต่างแดน เป็นอันจบงานยักษ์ใหญ่ของปี
ทั้งการทักทายและบอกลาเป็นการยกมือบอกแทนวัฒนธรรมเก่า เหตุเพราะวิกฤติการณ์โรคระบาด
ชายหนุ่มถอดหมวกของที่นี่แนบไว้กับลำตัว มือยกหมวกฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ ขยับหน้ากากอนามัยสีดำให้กระชับแน่นติดจมูกโด่งเป็นสันคม ด้วยความที่เขาต้องใส่มันทุกวันตั้งแต่ตื่นนอนตามกฎของสถานที่ทุกแห่งในโลก
หลังจากที่ก้าวขาขึ้นรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังตึก เสียงสั่นดังของโทรศัพท์มือถือในกางเกงทำให้ต้องหยิบขึ้นมาอีกรอบ
ตาคมหลุบมองจอสี่เหลี่ยมในกำมือ เป็นเบอร์โทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย +66 เตชินจึงสะบัดศีรษะอย่างหัวเสีย ยกโทรศัพท์แนบหูฟังเสียงแสบแก้วหูกรอกมาตามสาย
[เต... พี่โทรมาย้ำ! อย่าลืม... กลับมาอยู่กับแม่ ณ บัดนาว!]
“เออ ๆ เดี๋ยวกลับโว้ย! ไม่ได้หูหนวก บอกให้แม่จองตั๋วมาละกัน เซ้าซี้น่ารำคาญว่ะ”
ตาณวีร์เป็นพี่ชายคนโตสุดของบ้าน ความหมายของชื่อคือผู้ปกป้อง คุ้มกันภัยให้น้อง ๆ อีกสองคน ถึงคนเล็กสุดจะไร้สัมมาคารวะในบางครั้ง
[ขึ้นวะกับพี่ชายเหรอ? เดี๋ยวมึงโดน...]
คำขู่ฟ่อของพี่คนโตสุดนั้นเตชินไม่เคยหวั่นกลัว ไหวไหล่ตอบ “เออสิวะ ไอ้ตาน”
[ไม่แปลกที่คุณอริสาไม่เอาไปทำสามี... ชีช้ำกะหล่ำปลีต่อไปนะ ไอ้หนุ่มเกียร์]
“ไอ้...!”
ตู้ด ตู้ด ตู้ด...
สายที่ตัดไปอย่างไร้เยื่อใย ชายหนุ่มคงทำได้แค่สาดทอคำสบถว่าพี่ชายต่าง ๆ นา ๆ ในรถยนต์ลำพัง
กระทั่งเสียงลมแรงขึ้นเรื่อย ๆ บอกว่าผู้คนควรจะต้องกลับที่พัก เขาชะเง้อคอมองสภาพท้องฟ้ามืดครึ้มจึงรีบบึ่งรถออกในทันที
รถฟอร์ดสีดำแล่นฉลิวไป ในความกังวลใจของคนขับที่กำลังนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง...
อดีตลูกสะใภ้คนดีของคุณแม่ทำให้เขาต้องผิดหวังช้ำรักอยู่นานกับการไม่ยอมรับความรู้สึกตัวเอง
พอคุณหมอหมาคาบแม่สาวงามไปรับประทานเรียบร้อย เขาเลยตีตั๋วมาอาศัยอยู่ประเทศอังกฤษ กับโฮสต์แฟมิลี่สมัยเรียนปริญญาตรี และโท