GUN : ความรัก หัวใจ ไกปืน
ผู้เขียน : วรนิษฐา
จัดทำ : สิงหาคม 2564
จำนวนหน้า : 255 หน้า
บรรณาธิการ : วรนิษฐา
ออกแบบปก : W.Kantisa CoverDesign
พิสูจน์อักษร : ศิรัญญา
E-Mail : Mindnui@gmail.com
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้
รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น
ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่ง สุทินหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบกว่าปีกำลังนอนรอรับการผ่าตัดใหญ่ด้วยโรคหัวใจตีบ หลังจากยื้อการรักษามาหลายปี จนผลของมันส่งให้เขาเจ็บแน่นหน้าอกและล้มทั้งยืนมาฟื้นคืนสติอีกทีที่โรงพยาบาล ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป หมอที่ดูแลจึงอยากให้สุทินผ่าตัดด่วน ทั้งๆ ที่เขานั้นอยากเลื่อนวันผ่าตัดให้ออกไปอีกหน่อย แต่คำสั่งหมอคือไม่มีเวลารออีกแล้ว
“พี่สุทิน...ทานผลไม้หน่อยนะคะ” รังสิณายื่นจานผลไม้ที่เธอนั่งปอกเมื่อครู่มาให้เขา ทั้งที่อยากป้อนเองกับมือแต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะรู้ว่าสุทินคงไม่ชอบ
“ขอบใจนะกวาง” เสียงทุ้มๆ ของหนุ่มใหญ่เอ่ยขึ้น เขามองไปยังน้องภรรยาของตน ก่อนจะยื่นมือออกไปรับจานผลไม้มาถือไว้
“ค่ะ” เธอเอ่ยรับคำแล้วมองสุทินจิ้มผลไม้เข้าปาก รังสิณานั้นเป็นสาวสวยอายุจะย่างเข้าสี่สิบปีแล้วในอีกสองสามปีข้างหน้า แต่เพราะเป็นคนดูแลรูปร่างและหมั่นออกกำลังกายจึงยังดูสาวกว่าอายุมาก จนใครๆ ก็มองว่าเธอน่าจะอายุแค่สามสิบต้นๆ เท่านั้น
“ไม่ต้องมาดูแลพี่ก็ได้นะ เธอมีอะไรก็กลับไปทำเถอะ” สุทินถอนหายใจออกมาหนักๆ เมื่อพูดจบ เขาวางจานผลไม้ลงบนตักที่ตอนนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงคนไข้ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
“พี่สุทินห่วงเรื่องผ่าตัดเหรอ” รังสิณาเดาตามสิ่งที่เห็น
“ส่วนหนึ่ง แต่อีกอย่างที่ห่วงมากกว่าคือยายหนูจะกลับมาวันมะรืนแล้ว” พูดจบเสียงถอนหายใจของสุทินก็ดังขึ้นหนักๆ ตามมาอีกครั้ง ยายหนูที่เขาพูดถึงคือณชาณัธฐ์ ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาที่ส่งไปเรียนอังกฤษตั้งแต่เกรดหนึ่งจนถึงตอนนี้ที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นลูกสาวแสนน่ารักของพ่อ แต่ก็แก่นเซี้ยวตามแบบฉบับของลูกคนเดียว เขาจึงตัดใจส่งลูกให้ไปอยู่ไกลหูไกลตา
เพราะต้องการให้ณชาณัธฐ์เห็นโลกกว้าง และให้ช่วยเหลือตัวเองเป็นเพราะที่อังกฤษไม่มีคนคอยรับใช้ ไม่มีคนคอยรองรับอารมณ์ใดๆ เธอต้องไปอยู่กับเพื่อนร่วมอพาร์ทเม้นท์ เรียกได้ว่าแทบทิ้งความเป็นคุณหนูของบ้านเทพอภิรักษ์เลยก็ว่าได้ อีกอย่างที่สำคัญคือไม่อยากให้แกอยู่แล้วรับรู้ว่าเขาทำงานอะไร หรือเจ็บป่วยอะไรอยู่ตอนนี้
“เอ้...ปอจะกลับมาแล้วเหรอ ก็ไหนพี่สุทินบอกว่าหลานจะยังไม่กลับมาตอนนี้ไงคะ” รังสิณาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ยายหนูบอกแค่สั้นๆ ว่าจะกลับ”
“ไปอยู่นู้นจะเจ็ดปี ไม่เห็นมีวี่แววว่าปอจะกลับบ้านเลยสักครั้งหรือจะรู้ว่าพี่สุทินป่วย” สุทินได้แต่ส่ายหน้าให้คำพูดของรังสิณา
“ไม่น่าเป็นไปได้”
“แล้วพี่สุทินจะทำยังไงคะ?” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยเอ่ยถาม เพราะพอจะรู้ว่าสุทินไม่อยากให้ณชาณัธฐ์กลับมาตอนนี้เพราะอะไร
“กำลังคิด” สุทินมองออกไปยังกระจกห้องพักฟื้น เขาจะให้ณชาณัธฐ์กลับมาแล้วพบว่าเขาป่วยไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเรื่องนี้เขาเองก็ปิดเป็นความลับเหมือนกัน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ แต่จะห้ามณชาณัธฐ์ว่าไม่ให้กลับก็คงผิดสังเกต
รังสิณาเดินเข้าไปใกล้สุทิน ก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสมือเขาไว้ มือของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่เขยด้วยความห่วงใย แต่เขากลับส่งแววตาตึงเครียดกลับมาให้เธอ จนหญิงสาวต้องปล่อยมือเขาให้เป็นอิสระ
“เอ่อ...กวางกลับก่อนดีกว่า” รังสิณาก้มหน้าพูด ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของสุทิน พรุ่งนี้เขาจะเข้ารับการผ่าตัดที่กินเวลานานหลายชั่วโมง เธอค่อยมารอเขาตอนนั้นก็แล้วกัน เมื่อเดินออกมานอกห้อง สายตาของรังสิณาก็ประสานกับมือขวาของสุทินที่ยืนเฝ้าอยู่พอดี
“จะกลับแล้วเหรอครับคุณกวาง” ชายหนุ่มวัยสามสิบปีต้นๆ เดินเข้ามาทักด้วยแววตาของความชื่นชมที่ปิดยังไงก็ไม่มิด เพราะในใจเขานั้นได้หลงรักรังสิณามาตั้งนานแล้ว บางครั้งเหมือนเธอจะรับรู้ความรู้สึกนั้น แต่บางครั้งเธอก็เฉยเสียจนเขาปวดใจว่าความรักครั้งนี้คงไม่สมหวังเป็นแน่ ถึงเธอจะอายุมากกว่าแต่ก็แค่ตัวเลขเท่านั้นเอง
“ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบรับเพียงสั้นๆ อีกตามเคย แววตาครั้งนี้เหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ แต่สักพักแววตาแบบนั้นก็พลันหายไป
“คุณไม่สบายหรือเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดี”
“เปล่า” รังสิณาปฏิเสธคำถามนั้นของเอกรัฐ เพราะเธอสบายดีไม่ได้เป็นอะไร หรือถ้าเป็นก็ไม่เกี่ยวกับเขา แต่เธอต้องขมวดคิ้วกับกลิ่นน้ำหอมที่โชยออกมาจากตัวเอกรัฐ มันช่างคุ้นจมูกคล้ายๆ กับกลิ่นที่สุทินใช้
“ลงไปให้คุณหมอตรวจหน่อยดีไหมครับ ผมเป็นห่วง” เอกรัฐเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจริงๆ เขาอยากเดินเข้าไปใกล้แล้วใช้หลังมือสัมผัสหน้าผากเธอ แต่กลับไม่กล้าทำอย่างที่ใจคิด
“ขอบใจนะ แต่ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ”
“ครับ...แล้วนี่คุณกวางจะกลับยังไง?” ชายหนุ่มไม่อยากเซ้าซี้มากไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าเธอจะรำคาญเสียเปล่าๆ
“ฉันขับรถมา ยังไงฝากเธอดูแลพี่สุทินด้วยนะ”
“ยินดีครับ” เอกรัฐยิ้มให้ ซึ่งรังสิณาก็พยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้านที่ วันนี้คงเงียบเหงาน่าดู จังหวะที่กำลังจะเดินผ่านห้องสูตินารีเวช เธอก็หยุดแล้วยืนมองอยู่แบบนั้นนานก่อนจะละสายตาและก้าวไปยังรถที่จอดอยู่
เอกรัฐยืนยิ้มอยู่คนเดียว เขามีความลับใหญ่หลวงที่เปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้ แต่มันทำให้เขามีความสุขยามได้อยู่ใกล้กับรังสิณา หญิงสาวที่เขารักเธอหมดหัวใจ และสักวันเขาจะบอกความลับนั้นให้เธอรู้ อีกไม่นานแน่นอน
เสียงฮำเพลงอย่างคนอารมณ์ดี ดังขึ้นภายในห้องส่วนตัวของอพาร์ทเม้นท์แห่งใหม่ ณชาณัธฐ์ย้ายเข้ามาอยู่หลังจากที่สอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมีชื่อของที่นี่ได้ ซึ่งที่พักแห่งนี้ถือได้ว่าดีกว่าอพาร์ทเม้นท์แห่งเดิมที่เธอเคยอยู่ สังคมมหาวิทยาลัยก็ต้องดีกว่าสังคงไฮท์สคูลอยู่แล้ว
เธอไม่อยากอยู่ที่เดิมเพราะป้าเจ้าของอพาร์ทเม้นท์จู้จี้จุกจิก ชอบจับผิดเธออยู่นั่นแหละ และอีกหลายๆ เหตุผลที่ไม่อยากอยู่ เธอก็เลยย้ายออกแบบรวดเร็ว พ่อเองก็พึ่งรู้ตอนที่เธอขนของเสร็จแล้ว
“กลับบ้าน กลับบ้าน” หญิงสาวตัวบอบบางเอ่ยเสียงใส ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อคิดถึงประเทศไทย ประเทศที่เธอจากมาเกือบเจ็ดปีเพื่อมาเรียนต่อที่อังกฤษตามคำสั่งแกมบังคับของพ่อ ซึ่งตอนนั้นเธอทั้งโกรธทั้งงอนพ่อเลยก็ว่าได้ที่อยู่ๆ ก็ส่งเธอมาเรียนที่ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ตัวเธอไม่ต้องการ
กว่าจะปรับตัวได้ ทั้งเรื่องภาษา เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องอากาศและอีกหลายๆ เรื่อง เธอก็แทบแย่ ไหนจะถูกโรคโฮมซิกเล่นงานทุกวัน แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีหวังว่าจะได้กลับเธอก็ต้องปรับตัว และไม่มีความคิดที่จะกลับเมืองไทยเลยสักครั้ง จนจะเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรมาดลจิตดลใจให้เธอกลับเมืองไทย แต่คิดว่าจะกลับไปแค่ครั้งเดียวและต่อจากนั้นเธอจะไม่กลับไปอีกเลย ตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าเรียนจบก็จะหางานทำมันที่อังกฤษนี่แหละ
“จัดกระเป๋าเสร็จแล้ว ออกไปซื้อของฝากดีกว่า ของน้ากวางจะซื้ออะไรให้ดีนะ” ณชาณัธฐ์ระบายยิ้มบนใบหน้าอีกครั้ง คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าการกลับเมืองไทยจะทำให้เธอตื่นเต้นแบบนี้ได้ เธอพึ่งโทรศัพท์ไปบอกพ่อเมื่อวันก่อนถึงแผนการกลับบ้าน ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไรและก็เหมือนไม่รู้สึกดีใจด้วยซ้ำ น้ำเสียงดูเนือยๆ เหมือนมีอะไรปิดบังเธออยู่อีกตามเคย
คนอย่างพ่อทำได้แค่ส่งเงินมาให้ใช้และส่งเธอมาให้อยู่ไกลหูไกลตาจนชินแล้วมั้ง แม้จะรู้สึกน้อยใจนิดๆ แต่หญิงสาวมีนิสัยส่วนตัวที่ถือว่าเป็นข้อดี นั่นก็คือเธอไม่เก็บมาคิดมากให้รกสมองในเรื่องที่ไม่สำคัญ อาจจะเป็นเพราะโตมาพร้อมกับวัฒณธรรมของที่นี่ก็เป็นได้
เมื่อจัดกระเป๋าใบใหญ่เรียบร้อย ณชาณัธฐ์ก็ออกไปหาซื้อของฝากตามที่ตั้งใจ ก่อนจะสวนทางกับนวคุณหรือแฟรงค์หนุ่มไทยตรงบันได ชายหนุ่มมาเรียนระดับปริญญาตรีที่นี่เหมือนกัน แถมยังพักอยู่อพาร์ทเม้นท์เดียวกันอีก ทั้งคู่จึงค่อนข้างจะสนิทสนมในฐานะเพื่อนและรุ่นพี่ เพราะนวคุณอายุมากกว่าเธอสองปี
“อ้าว...ปอนั่นจะไปไหนนะ”
“ซิ้อของฝาก” หญิงสาวส่งยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้าที่ตัวสูงใหญ่ หากมองแค่ด้านหลังแทบไม่เชื่อว่าเขาคือชายไทย ส่วนเธอนั้นคือสาวไทยที่สูงยังไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตรด้วยซ้ำ เดินไปไหนมาไหนเพื่อนๆ ชอบแซวว่าเธอเป็นสเมิฟอยู่เรื่อย ตัวเล็กแล้วไง เดี๋ยวเธอก็กระโดดกันหูซะเลย
“หือ...ซื้อให้ใคร” คำถามฟังดูละลาบละล้วง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“คนที่บ้าน”
“จะกลับบ้านเหรอ” นวคุณเดินเข้ามาใกล้ อย่างนี้เขาก็อดเจอกับณชาณัธฐ์น่ะสิ อุตส่าห์คิดว่าจะใช้เวลาช่วงก่อนเปิดเทอมกับเธอเสียหน่อย
“อื้อ...ไปก่อนนะพี่แฟรงค์” ณชาณัธฐ์โบกมือให้ ขืนชักช้าของฝากจะไม่ได้ซื้อกันพอดี คำว่าพี่ที่หญิงสาวเอ่ยนำหน้าก่อนจะเรียกชื่อของนวคุณ พลอยทำให้คนที่นี่งุนงงว่าทำไมต้องมีคำว่าพี่ด้วย กว่าจะอธิบายว่ามันคือการให้เกียรติของคนไทยที่จะเอ่ยเรียกคนที่อายุมากกว่าตนว่าพี่ ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน
“เดี๋ยวสิปอ พี่ว่างพอดี ขอไปด้วยได้ไหม?”
“ได้สิ” หญิงสาวพยักหน้าให้ ทั้งสองคนจึงเดินไปยังย่านธุรกิจการค้าของที่นี่ เพราะมีสินค้าให้เลือกมากมายจนตระการตาไปหมด ณชาณัธฐ์เข้าร้านนั้นออกร้านนี้เพื่อหาซื้อของที่ถูกใจ สุดท้ายมาหยุดที่ร้านน้ำหอมชื่อดัง นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ
“สวัสดีครับร้าน...ยินดีต้อนรับ” พนักงานชายในร้านเอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนี้ณชาณัธฐ์เข้าใจทุกคำและสำเนียงการพูดของเธอก็ฟังดูดีมาก เหมือนต้นฉบับเลยก็ว่าได้ การมาเรียนที่อังกฤษแรกๆ ทำให้เธอถูกล้อเรื่องสำเนียงพูดเหน่อๆ ของตัวเองจนแทบไม่กล้าพูด แต่สุดท้ายเธอก็ฝึกพูดกับตัวเองทุกวัน สำเนียงบ้านนอกยังไงก็พูด กระทั่งชัดถ้อยชัดคำอย่างในปัจจุบัน ไม่เสียแรงที่ตั้งใจ
“ฉันอยากได้น้ำหอมกลิ่นหวานๆ นุ่มนวลของดอกไม้ ประมาณนั้นค่ะ” ณชาณัธฐ์เอ่ยบอกความต้องการ เพราะคนที่จะได้น้ำหอมชิ้นนี้คือน้าสาวผู้แสนอ่อนโยนของเธอ ไม่ได้พบหน้ากันตั้งนานไม่รู้ป่านนี้จะลืมหลานสาวคนนี้แล้วหรือยัง ส่วนเธอเองก็ใช่ว่าจะชอบใช้โทรศัพท์เสียเมื่อไหร่ นานๆ ถึงจะได้คุยกันสักครั้ง
“ลองเทสกลิ่นนี้ดูนะครับ” พนักงานชายฉีดน้ำหอมลงในกระดาษแผ่นเล็ก ก่อนจะยื่นให้ลูกค้าสาวดมกลิ่นว่าชอบไหม นวคุณยืนมองณชาณัธฐ์อย่างสนใจ
“ไม่ค่ะ แรงไป” หญิงสาวปฏิเสธทันที การเทสกลิ่นใหม่จึงเริ่มขึ้น ในมือของณชาณัธฐ์มีแก้วที่บรรจุเมล็ดกาแฟคั่วอยู่
“ที่ถืออยู่ในมือ มันมีไว้ทำอะไรน่ะปอ” นวคุณเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นณชาณัธฐ์ดมของในมือก่อนจะเทสกลิ่นน้ำหอมที่พนักงานยื่นให้ทุกครั้ง
“เอาไว้ดมตัดกลิ่นน้ำหอมไง เพราะถ้าดมน้ำหอมหลายกลิ่นมันจะตีกันในจมูกจนไม่รู้ว่าอันไหนหอมหรือไม่หอม กลิ่นนั้นกลิ่นนี้ตีกันให้วุ่น เขาเลยมีเมล็ดกาแฟไว้ให้ดมก่อนดมกลิ่นใหม่”
“เหรอ...ขอดมมั่งสิ เพราะตอนนี้พี่เองก็ชักจะมึนๆ กับกลิ่นพวกนี้แล้วเหมือนกัน” ชายหนุ่มแบมือไปยังหญิงสาว ณชาณัธฐ์จึงยื่นแก้วใบเล็กในมือให้ชายหนุ่ม
“ไม่ชอบน้ำหอมเหรอ?”