ตอน 2

บทที่ 2

ไม่อยากจะเชื่อว่าการคุยในเบื้องต้นเพื่อขอรับการสัมภาษณ์เป็นติวเตอร์ตามประกาศนั้นจะง่ายดายขนาดนี้ เพียงแค่บอกความวัตถุประสงค์ของฉันไม่กี่ประโยค ปลายสายก็ตอบรับพร้อมนัดสถานที่ให้มาสัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้นเสร็จสรรพ และตอนนี้ฉันก็มาอยู่ยังสถานที่นัดแล้ว ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ที่ไหนนอกเสียจากโรงแรมแกรนด์เซบาสเตียน โรงแรมที่มีเครือข่ายมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และที่น่าตกใจอันดับแรกเมื่อมาถึงหน้าห้องสัมภาษณ์คือ...

หนึ่ง...

คนมาสัมภาษณ์เยอะมากกก! เยอะเว่อร์! เยอะกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แถมเป็นชะนีโบ๊ะหน้าจัดเต็ม มากันแบบสวยๆ ทั้งนั้น บางคนก็คุ้นหน้าคุ้นตาว่าเป็นดารานางแบบหางแถวด้วยเถอะ ว่าแล้วก็เหลือบมามองสภาพตัวเองในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ...สุดจะไม่เข้าพวกเลย -_-

สอง...

คนประกาศรับสมัครและตอบรับให้ฉันมาสัมภาษณ์เมื่อคืนนี้เป็นผู้ช่วยของประธานโรงแรม อันนี้ฉันได้ยินสาวๆ เม้าท์กันระหว่างรอน่ะ

และสาม...

หากผ่านสัมภาษณ์ นักเรียนที่จะได้สอนคือลูกชายคนเดียวของตระกูลอัครเทวา ผู้เป็นเจ้าของเครือข่าย โรงแรมเซบาสเตียนทั้งหมดนี้!

โฮกกก! อกอีแป้นจะแตก = =;; หลงมาสมัครเป็นติวเตอร์ให้ลูกชายตระกูลไฮโซแบบไม่รู้ตัวซะแล้ว ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากประเมินคู่แข่งที่รอสัมภาษณ์ แต่ละคนดูดีมีชาติตระกูลทั้งนั้น อย่างฉันมาแบบโลโซงี้ คงไม่ได้หรอก จะถอดใจกลับตอนนี้ก็อุตส่าห์มาแล้ว เลยจำใจนั่งรอสัมภาษณ์อย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่พอจะเดาได้ว่าคงตกสัมภาษณ์เป็นแน่แท้

ไม่นานคนที่มีคิวสัมภาษณ์ก่อนหน้าฉันก็รับการสัมภาษณ์เสร็จ เสียงประตูที่เปิดออกเป็นสัญญาณให้ฉันรู้ว่า ถึงตาฉันเข้าไปในห้องเย็นนั้นแล้ว

“ต่อไปขอเชิญคุณละอองฟองครับ”

ชายหนุ่มในชุดสูทท่าทางภูมิฐานขานชื่อฉัน ฉันอึ้งไปเล็กน้อยกับใบหน้าคมของเขา ก่อนสติจะกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาหันมาพูดกับฉัน

“คุณคือคุณละอองฟองใช่มั้ยครับ ถ้าใช่ขอเชิญเข้าไปด้านในเลย”

“ค่ะๆ... >_<” ฉันหลับหูหลับตาผงกหัวปลกๆ เดินตามคำเชื้อเชิญอย่างว่าง่าย

บรรยากาศภายในห้องตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์ยุควิคตอเรีย ฉันนั่งลงตรงข้ามกับผู้ชายคนนั้น ลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนแนะนำตัวออกไปตามมารยาทในการสัมภาษณ์งาน

“สะ...สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาวละอองฟอง ปุณฑริก ชื่อเล่นก็ชื่อละอองฟองค่ะ แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่าอองฟองเฉยๆ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่สอง มหาวิทยาลัย...”

“ผมทราบประวัติส่วนตัวเบื้องต้นของคุณทั้งหมดจากเอกสารแนะนำตัวที่คุณยื่นให้ตอนลงทะเบียนขอรับการสัมภาษณ์แล้วครับคุณละอองฟอง ไม่ต้องแนะนำตัวหรอก เสียเวลา”

พูดยังไม่ทันจบประโยคก็โดนเบรกกลางอากาศ เคยพูดๆ อยู่แล้วจู่ๆ อ้าปากค้างพูดต่อไม่ออกมั้ย = = นั่นแหละฉันตอนนี้เลย บอกให้เลยนะ ฉันล่ะไม่ชอบเวลาพูดอยู่แล้วมีคนแทรกขึ้นมาหักหน้าอย่างนี้มากที่สุดเลย

“อ่ะ...เอ่อ... ได้ค่ะ อย่างนั้นเริ่มการสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ ดิฉันพร้อมแล้ว”

ความ Alert ในตอนแรกพลันมลายหายสิ้น ฉันกลายเป็นผู้หญิงอมทุกข์ทันที ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยิ้มมุมปากเล็กน้อย

เหอะ... ถ้าเขายิ้มแบบนี้ก่อนที่ฉันจะไม่สบอารมณ์ ฉันก็คงละลายไปแล้ว ความจริงแล้วเขาเป็นคนที่หล่อมากเลยทีเดียวนะล่ะ ผมรองทรงสูงปัดเสยแบบทันสมัยรับกับรูปหน้าเรียวตามแบบฉบับหนุ่มตี๋เกาหลีกิมจิเสียเหลือเกิน แถมยังเข้ากั๊นเข้ากันกับสูทสีกรมที่เขาสวมอยู่เสียอีก ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วน่าจะอายุไม่มากกว่าฉันเท่าไหร่นัก ถ้าให้เดาก็คงอายุประมาณยี่สิบกลางๆ ได้

“ผมชื่อธาม เป็นเลขานุการของคุณหญิงปรางค์ รองประธานเครือโรงแรมแกรนด์เซบาสเตียน รับหน้าที่มาสัมภาษณ์คุณแทนคุณหญิงท่านนะครับ ยังไงผมขอแทนตัวเองว่าพี่ธาม แล้วแทนคุณว่าน้องอองฟองแล้วกันนะครับ จะได้คุยกันได้สบายๆ”

ฉันเหลือบมองแล้วพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย -_- จะเรียกอะไรก็เอาเหอะ ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรกับการสัมภาษณ์นี้สักเท่าไหร่อยู่แล้ว ยิ่งมาโดนอีตาพี่ธามนี่ทำเสียเซลฟ์ ยิ่งหมดอารมณ์เข้าไปใหญ่

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอเริ่มเลยนะครับ... ขอทราบเหตุผลหน่อยได้มั้ยครับว่าทำไมน้องอองฟองถึงได้สนใจเข้ารับการสัมภาษณ์เป็นติวเตอร์งานนี้ครับ”

“เงินเยอะดี”

ตอบเสียงห้วน ตาไม่ชำเลืองแลมองคนตรงหน้าสักนิด แต่ก็พอรับรู้ได้ว่าเขาคงอึ้งกับคำตอบขวานผ่าซากของฉันพอสมควร

“แล้วพอมีเหตุผลอื่นนอกจากนี้มั้ยครับ” พอตั้งสติได้ก็ถามต่อ

“ไม่มีค่ะ ดิฉันมาเพื่อเงินเท่านั้น”

“ถ้าเหตุผลของน้องอองฟองมาเพื่อค่าจ้าง แสดงว่าน้องอองฟองคงมีภาระทางการเงินพอสมควรสินะครับ ถึงได้หางานพิเศษทำระหว่างเรียนอย่างนี้”

คำถามนี้ทำให้ฉันเหลือบมองเขาเล็กน้อย

“ใครๆ เขาก็ทำงานเพื่อเงินกันไม่ใช่หรือคะ อีกอย่าง ภาระค่าใช้จ่ายของฉันมันเกี่ยวอะไรกับประเด็นการสัมภาษณ์ไม่ทราบ”

น้ำเสียงของฉันเริ่มเป็นมะนาวไม่มีน้ำมากขึ้น ไม่พอใจที่ถูกละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่เพิ่งเจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมงดีอย่างนี้

ทว่าคู่สนทนากลับอมยิ้มน้อยๆ จนเห็นลักยิ้มปรายบนใบหน้า

“ไม่เกี่ยวหรอกครับ พี่เห็นว่าในบรรดาผู้รับการสัมภาษณ์ มีน้องอองฟองคนเดียวที่ใส่ชุดนักศึกษา พี่เลยเดาว่าน้องอองฟองคงอยากทำงานหาเงินไว้เป็นทุนเรียนแน่ๆ ใช่มั้ยครับ?”

“คิดว่าใช่ก็ใช่ คิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่”

“สรุปว่าใช่แล้วกันนะ ถ้าอย่างนั้นพี่ขอถามคำถามอีกสักข้อนึง สมมติว่าน้องอองฟองไม่ผ่านการสัมภาษณ์และไม่ได้รับงานนี้ แต่พี่จะให้น้องอองฟองรับงานอีกงานนึง น้องอองฟองพอสนใจมั้ยครับ”

“งานอะไรคะ เป็นอีหนูให้ป๋าขาเลี้ยงหรือไง -_-“

ฉันรีบดักคอ ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็เอะใจในน้ำเสียงและถ้อยคำของอีตานี่ขึ้นมาตงิดๆ จนต้องหันไปมองหน้า ยิ่งเห็นสายตากรุ้มกริ่มนั่นแล้ว ยิ่งแน่ใจขึ้นมาหน่อยๆ ว่าเขาจะพูดอะไรต่อจากนี้

ฮึ! แม้ฉันจะใส่แว่นสายตาอันใหญ่เทอะทะก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าฉันจะขี้ริ้วขี้เหร่เลวร้ายอะไรเสียหน่อย ฉันก็แต่งตัวแต่งหน้าเหมือนสาวๆ ทั่วไปนะ ผมฉันยาวถึงกลางหลังได้ แถมย้อมสีแดงประกายม่วงพร้อมดัดลอนอ่อนๆ ตามแฟชั่น หน้าตาก็จิ้มลิ้มเป็นสาวหมวยอินเทรนด์ไม่น้อย อย่าว่าหลงตัวเองเลย ฉันก็น่ารักน่าหยิกใช่ย่อยล่ะ (อวยตัวเอง) และไอ้ฟอร์มการพูดแบบนี้ ฉันเองก็เคยเจอพวกหัวงูก้อร่อก้อติกเวลาทำงานพาร์ตไทม์ก่อนมาเป็นติวเตอร์มาเยอะเหมือนกัน แค่นี้ทำไมจะไม่รู้

“จุ๊ๆ พูดแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะครับน้องอองฟอง อย่าเรียกว่าอีหนูกับป๋าขาเลย เรียกว่าเป็นสปอนเซอร์ดีกว่า”

อีตาธามว่า พลางลุกจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะมายังฝั่งที่ฉันนั่ง ก่อนทรุดตัวนั่งบนโต๊ะใกล้ๆ ฉัน วางมาดเป็นอาเสี่ยสุดฤทธิ์ ...เหอะ ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้ -_-;; น่าตกใจตรงที่ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตาดีอย่างเขาชนิดแค่กวักมือ ผู้หญิงก็วิ่งมาหาเป็นโขยงก็เป็นอาเสี่ยแล้ว โลกนี้มันชักอยู่ยากขึ้นทุกวันแฮะ

“จะสปอนเซอร์ ลิโพ เอ็มร้อยอะไรก็เอาเถอะค่ะ ดิฉันขอบายดีกว่า ขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์วันนี้นะคะ”

พอเห็นท่าไม่ดี ฉันก็รีบตัดบทถอยทัพหนี ทว่าเหมือนเขาจะรู้ว่าฉันจะลุกหนี ไม่ทันได้ลุกขึ้น มือใหญ่ก็คว้าบ่าฉันและกดให้นั่งลงดังเดิม ทำเอาฉันถึงกับเบิกตาโพลง

“ทะ...ทำอะไรน่ะ O_O;;”

ถามเสียงแอบสั่นน้อยๆ มีลางสังหรณ์ขึ้นมาว่าหากอยู่ที่นี่นานกว่านี้คงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่

“จะรีบไปไหนล่ะครับน้องอองฟอง พี่ให้ค่าขนมได้ไม่อั้นเลยนะ เผลอๆ มากกว่าค่าจ้างรายชั่วโมงที่คุณหญิงปรางค์ให้อีก ไม่สนใจจริงๆ หรือ”

ไม่ว่าเปล่า หมอนี่เลื่อนมือจากบ่าของฉันไล่มาตามท่อนแขน ทำเอาฉันขนลุกเกรียวทันใด อ๊ากกก! นี่มันเข้าข่ายลวนลามแล้วนะ =O=!!

“ละ...แล้วมาสนใจอะไรดิฉันกันเล่า นางบงนางแบบผู้หญิงคนอื่นสวยๆ มีเยอะแยะ ทำไมไม่ไปถามฮะ!”

ฉันสะบัดตัวเบี่ยงออกแล้วรีบลุกขึ้นยืน เขายอมปล่อยแต่โดยดีโดยมีท่าทีเสียดายนิดๆ ก่อนจะยกมือข้างที่จับแขนฉันเมื่อครู่ขึ้นมาอังจมูกคล้ายๆ สูดดมกลิ่นอะไรอย่างนั้น... โรคจิตชัดๆ -_-;;

“ก็... คนอื่นไม่น่ารักโดนใจพี่นี่นา อีกอย่างพี่ชอบผู้หญิงน่ารักใสๆ ไม่ต้องโบกเครื่องสำอางหนา เวลาจูบจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะกินสารอะไรต่ออะไรเข้าไป แต่งหน้าน้อยๆ ริมฝีปากชมพูใสๆ แบบน้องอองฟองสิดี ไม่ต้องกินลิปสติกเข้าไป ไม่เสี่ยงเป็นมะเร็งง่ายๆ”

หมอนั่นว่าพลางทำตาหวานเยิ้ม ขณะที่ฉันชำเลืองมองหาทางหนีทีไล่ไปยังประตู บอกตัวเองให้รีบออกจากห้องนี้ก่อนที่หมอนั่นจะหาทางมากินเครื่องสำอางบนหน้าฉัน -_-;;

“ถ้าคุณยังขืนลวนลามฉันด้วยคำพูดอยู่ล่ะก็ ฉันแจ้งความคุณข้อหาหมิ่นประมาทแน่”

ไม่รู้จะขู่อะไรก็เอากฎหมายเข้าขู่ซะเลย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือเปล่า =w=;;

“ฮึๆ ก็เอาสิครับ ถ้าน้องอองฟองอยากจะแจ้งนะ เสียเงินไม่เท่าไหร่แลกกับได้จูบน้องอองฟองสักจูบก็ถือว่าคุ้ม”

เอาแล้วยัยอองฟองเอ๊ย! รีบออกจากที่นี่โดยด่วนเลย! เท่านั้นฉันก็ไม่รั้งรอที่จะอยู่ต่อไป รีบถลาไปยังประตูหมายจะออกไปข้างนอก แต่ร่างสูงก็ปราดตัดหน้าไปสับกลอนประตูฉับเสียอย่างนั้น ฉันอ้าปากค้าง เหงื่อแตกพลั่กเมื่อเขาหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ให้

“คิดว่าจะหนีรอดหรือ”

“ยะ...อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ นะ ไม่งั้นฉันเอาเรื่องคุณถึงที่สุดแน่!”

ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่เสียงดังไว้ก่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะเขาเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ ขณะที่ฉันถอยหลังร่นไปเรื่อยๆ และก่อนที่ฉันจะได้หมุนตัวหนี เขาก็ถลามารวบเอวฉันไว้แล้วรั้งเข้าหาตัว

“ฮะ...เฮ้ย! O_O!”

“เรามาสนุกกันดีกว่านะครับน้องอองฟอง ^-^”

ไม่ทันที่ฉันได้ปฏิเสธหรือตอบรับใดๆ หมอนั่นก็โน้มหน้าเขามาใกล้... ใกล้... ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ แหมมม... มองใกล้ๆ แล้วอีตาพี่ธามนี่หล่อโลกตะลึงอยู่เหมือนกันนะ สนองไปสักทีดีมั้ยเนี่ย =///= เอ๊ะ!?! มะ...ไม่ใช่ละ มันไม่ใช่แล้วโว้ยยย! ต้องหนีต่างหากเล่า! =O=!

“อย่านะ! อย่านะค้า!! พรู่ดดด! =3=!”

จังหวะที่เขาเกือบจะจูบฉันก็ร้องลั่นพลันรวบรวมน้ำลายทั้งหมดที่มีในปากพ่นใส่หน้าเขาทันใด ได้ผลทันควัน หมอนั่นผงะหงาย ปล่อยมือออกจากฉันแล้วขยี้หน้าตาตัวเองเป็นพัลวัน

“เอ้ย! ทำอะไรเนี่ย เหม็นชะมัดเลย บ้าไปแล้วหรือไง!”

คำถามนั้นควรจะเป็นของฉันต่างหากเฟร้ยยย! =O=* แต่ฉันก็ไม่อยู่รอตอบ พอโอกาสมาถึง ฉันก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รี่เข้าไปปลดล็อกประตูแล้วผลุบออกไปด้านนอกอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้อีตาอาเสี่ยหน้าหล่อดมน้ำลายฉันอย่างสุขีตามลำพัง

วันนี้รอดมาได้แล้ว ชาตินี้ก็ขออย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยนะตาบ้าเอ๊ย! -_-*

ตอน 3

บทที่ 3

จากเหตุการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งหลายทั้งปวง ทำให้ฉันต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดคาบเรียนในวันนี้ จนเพื่อนสนิทอย่างยัยใบเฟิร์นต้องเหลียวมามองแล้วมองอีก ด้วยเห็นว่าสีหน้าฉันนั้นแลดูไม่สบอารมณ์ยิ่ง แน่นอนว่ายัยนี่ก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากปากฉันเรียบร้อย กระทั่งเลิกคลาส เธอจึงเริ่มเอ่ยปากสนทนากับฉันเป็นประโยคแรกหลังจากเงียบกันมานานกว่าสองชั่วโมง

“แกจะทำหน้าอมส้วมตลอดไปทำไมวะไอ้อองฟอง เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะน่า จะมาคิดให้ปวดหัวทำไมอีก”

เดาได้ทันทีว่ายัยใบเฟิร์นต้องหมายถึงเรื่องที่อีตาธามเกือบจะจูบฉันเป็นแน่ =_= ฉันรีบยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาตินัยปฏิเสธว่าสิ่งที่ฉันคิดหาได้ใช่เรื่องนั้นแต่อย่างใด

“อ๋อ ไม่ใช่เรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องค่าหอใช่มั้ยที่แกคิดไม่ตก”

ใบเฟิร์นเลิกคิ้วสูง เดาคำตอบถัดไปได้อย่างแม่นยำราวกับเข้ามาในสมองของฉันได้ยังไงยังงั้น ฉันพยักหน้ารับน้อยๆ แล้วลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยอมรับเลยว่าเรื่องเงินนี่เป็นปัญหาที่คิดไม่ตกจริงๆ เฮ้อออ =3=

“ฉันก็บอกแกแล้วไงว่ายืมฉันก่อนก็ได้ มีแล้วค่อยคืน จะคิดแล้วคิดอีกให้มันรกสมองทำไมวะแก”

“เงินมันไม่ใช่น้อยๆ นะใบเฟิร์น ยืมแกมา แล้วแกจะเอาเงินที่ไหนใช้”

“เยอะแยะ แกไม่ต้องห่วงหรอก เงินแค่หมื่นหน่อยๆ แค่นี้จิ๊บๆ มีเมื่อไหร่ค่อยคืน”

“อือ ขอบใจนะ”

“โอ๊ย ขอบจงขอบใจอะไร เพื่อนกัน ช่วยได้ก็ช่วย ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรนักหรอก”

ใบเฟิร์นว่าพลางล้วงเอาตลับแป้งพัฟออกจากกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงหูฉี่มาตบๆ บนใบหน้าเบาๆ ราวไม่สนใจเท่าไหร่นัก

ความจริงฉันเองก็ว่าไปตามมารยาทอย่างนั้นแหละ =_= ฉันรู้ดีว่าบ้านยัยนี่รวยแค่ไหน เรียกว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองเลยดีกว่า เนื้อตัวมีแต่ของแบรนด์เนมที่ราคามากกว่ารายจ่ายของฉันแต่ละเดือนหลายเท่า ก็เป็นไฮโซนี่ จะมีตังค์เยอะกว่าชาวบ้านชาวช่องก็ไม่แปลก และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันรบกวนเพื่อนคนนี้เรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งเธอก็เข้าใจปัญหาของฉันและช่วยเหลือมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะปฏิเสธไม่ช่วยเหลือฉัน

“แล้วแกจะไปไหนต่อล่ะ ฉันว่าจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ถ้าแกว่างก็ไปด้วยกัน เดี๋ยวฉันเลี้ยง”

พลันใบเฟิร์นก็เอ่ยถาม ฉันเหลือบไปมองใบหน้าสวยคมที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจัดจ้าน เดาได้ว่าที่ที่หล่อนจะไปก็คงไม่พ้นร้านอาหารห้างไฮโซดังๆ เป็นแน่ ก่อนจะปฏิเสธออกไป

“แกไปเหอะ ฉันว่าจะไปหางานใหม่ทำ เพิ่งโดนเลิกจ้างไป ไม่หางานทำเดี๋ยวได้อดตายกันพอดี”

“เอางั้นก็แล้วแต่ จะออกไปเลยมั้ยล่ะ จะได้เดินไปพร้อมกัน วันนี้ฉันจอดรถไว้หน้ามอพอดี”

ฉันพยักหน้าตอบตกลง เท่านั้นใบเฟิร์นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เก็บอุปกรณ์แต่งหน้าทั้งหมดลงกระเป่าแล้วลุกผลุงเดินนำลิ่วๆ ออกจากคลาสไป ปล่อยให้ฉันเดินตามหลังราวกับลูกกะจ๊อกเดินตามเจ้านายก็ไม่ปาน -_-;;

เอาจริงๆ ฉันกับยัยนี่ค่อนข้างมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันอยู่มากนะ ใบเฟิร์นเป็นประเภทคุณหนูที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยขาวหมวยตามแบบฉบับความสวยยอดนิยม แต่ผิวสีน้ำผึ้งกับหน้าตาคมแบบไทยๆ บวกกับทรวดทรงองค์เอวที่ฮอตของเธอก็ทำให้มีหนุ่มๆ มาแจกขนมจีบไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ฝรั่ง = = เหมือนเธอจะเข้าข่ายสเป็กของหนุ่มๆ พวกนี้เข้าอย่างจัง ซ้ำยังหัวอินเตอร์ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างจะต้องเป็นแบรนด์เนมเท่านั้น ในขณะที่ฉันใช้แต่ของตลาดนัด รูปร่างก็แลดูแบนแท่ดไปหมดทุกสัดส่วน หน้าตาก็หมวยๆ สเป็กหนุ่มไทยมากกว่า แถมยังมีชีวิตอนาถายากจนข้นแค้นผิดกับยัยนี่ราวฟ้ากับเหว -_- ยอมรับเลยก็ได้ว่าบางครั้งก็อดนึกอิจฉาไม่ได้กับความรวยของยัยนี่ คิดแล้วก็หมั่นไส้ ฮึ!

ไม่นานนักฉันกับยัยใบเฟิร์นก็มาถึงยังลานจอดรถหน้ามหาวิทยาลัย ยัยนั่นโยนข้าวของเข้าไปในรถแล้วหันมาถามฉันที่ยกมือป้องแดดกระทบหน้าท่ามกลางความร้อนระอุกว่าสามสิบองศาของประเทศไทย

“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ฉันไปส่ง วันนี้แดดมันร้อนนะแก กว่าจะขึ้นรถมงรถเมล์ได้ลมใส่ก่อนพอดี”

“ฉันชินแล้ว แกจะไปก็ไปเถอะ มัวแต่ยืดยาดอยู่ได้”

แล้วฉันก็โบกมือปฏิเสธอีกครั้งกับความหวังดีของยัยนี่ ใบเฟิร์นเองก็ไม่ใช่คนชอบตอแย จึงผลุบเข้าไปในรถเก๋งป้ายแดงของเธอก่อนสตาร์ทเครื่องพร้อมลดกระจกลง บอกลาฉันก่อนไปอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาแล้วกัน เดี๋ยวฉันรีบบึ่งรถมาหา”

“ไปเหอะ ไม่ต้องห่วง”

ตัดบทโบกมือให้เพื่อนรักเสร็จสรรพ พอเห็นใบเฟิร์นเข้าเกียร์เตรียมถอยรถ ฉันก็หมุนตัวหมายจะเดินไปยังป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก

ทว่าออกเดินได้ไม่กี่ก้าว เสียงรถเบรกเอี๊ยดก็ดังลั่นพร้อมกับเสียงร้องโวยวายแหลมๆ ที่คุ้นหู ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองอย่างตกใจ

“เฮ้ย! พุ่งเข้ามานี่ไม่เห็นหรือไงว่ารถเค้ากำลังถอยอยู่น่ะ!”

ภาพที่เห็นคือยัยใบเฟิร์นชะโงกหน้าตะโกนใส่รถอีกคันที่พุ่งเข้ามาจอดสนิทอยู่ท้ายรถของเธอขณะที่เธอกำลังถอยรถ จนต้องเบรกกะทันหันด้วยสีหน้าหงุดหงิดสุดฤทธิ์ ก่อนจะกระชากประตูลงมายืนเท้าเอวโวยวายต่อโดยไม่เกรงสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังหล่อนสักนิด

“เอ้าๆ ผิดแล้วยังเฉยอีก ขับรถแบบนี้รู้มั้ยว่าเค้าเรียกว่าไม่มีมารยาทน่ะคุณ! ดีนะที่ไม่ชน รถฉันเพิ่งจะถอยมาใหม่นะยะ!”

พอเห็นว่าเจ้าของรถคู่กรณีไม่มีท่าทีจะลงมาจากรถ ฉันก็รีบปรี่เข้าไปหาเพื่อนเพื่อปรามให้เธอสงบสติก่อนเรื่องจะบานปลายไปเป็นเรื่องใหญ่ เพราะดูแล้วยัยใบเฟิร์นคงโมโหอยู่ไม่น้อย

“ใบเฟิร์น... แกใจเย็นๆ ก่อน ไม่ชนก็ดีแล้ว อย่าเสียงดังนักเลย อายเค้า”

“อายก็อาย ใครจะสน ไอ้รถคันนี้ต่างหากที่ต้องอาย ดูสิ! ขับเมอร์เซเดซ-เบนซ์เสียเปล่า แต่กลับไม่มีมารยาท เฮอะ!”

เหมือนจะไม่ได้ผล -_-;; ยัยนั่นยังคงโวยวายซ้ำยังพาดพิงไปถึงเจ้ารถเบนซ์สีดำขลับด้วยความหมั่นไส้อีกต่างหาก ฉันจึงตัดสินใจลากยัยนี่ไปที่รถตัวเอง ก่อนจะหลอกล่อให้สงบอารมณ์อีกครั้ง

“เดี๋ยวฉันจัดการให้ แกใจเย็นๆ ก่อน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตซะหน่อย แค่ให้คนขับรถนั่นมาขอโทษก็พอใจใช่มั้ย”

ถึงใบเฟิร์นจะไม่ตอบ แต่ดูสายตาก็รู้ไปถึงตับไต ฉันได้แต่สายหัวน้อยๆ กับนิสัยของยัยนี่ ก่อนตรงไปยังรถคู่กรณีเพื่อสนองอารมณ์ยัยเพื่อนจอมวีนนี่ให้เสร็จสิ้น จะได้ไปหางงหางานทำสักที โดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าสิ่งที่ฉันตัดสินใจทำนั้นมันจะนำพาปัญหามาสู่ตัวฉันเอง

ฉันยกมือขึ้นหมายจะเคาะกระจกให้รถคู่กรณีลดกระจกลงมาคุยกัน แต่ไม่ทันจะเดินไปใกล้ตัวรถดี กระจกรถด้านหน้าข้างคนขับก็ลดลงมาพร้อมกับปรากฏใบหน้าของชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ใส่แว่นดำในชุดสูท โดยที่คนขับซึ่งนั่งอยู่ข้างกันนั้นก็แต่งตัวไม่ได้ต่างกัน ดูประหนึ่งจับนักมวยปล้ำแชมป์โลกมาใส่สูทก็ไม่ปาน ทำเอาฉันชะงักกึก เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที...

บอกฉันหน่อยเถอะว่านี่ไม่ใช่รถของเจ้าพ่อที่ไหนน่ะ! =O=;;

“ผู้หญิงคนนี้หรือครับที่บอก”

จู่ๆ หนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น พลางหันไปถามใครบางคนที่นั่งอยู่ทางเบาะหลัง ซึ่งฉันเองก็ไม่เห็นหน้าเพราะรถคันนี้ปิดฟิล์มมืดทึบ ครู่เดียวเขาก็พยักหน้าน้อยๆ แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“งั้นผมจัดการเลยนะครับ”

จัดการหรือ? จัดการอะไร -_-?;;

ไม่ทันได้สงสัยไปมากกว่านี้ นายคนที่นั่งข้างคนขับก็ก้าวลงจากรถมายืนตัวใหญ่กินพื้นที่โลกตรงหน้าฉัน ยิ่งเห็นขนาดตัวเต็มๆ แบบนี้ ความตั้งใจที่จะมาขอให้คนพวกนี้ไปขอโทษยัยใบเฟิร์นก็มลายหายไปสิ้น ฉันคิดว่าฉันสมควรจะถอยทัพอย่างเร่งด่วน มือหมอนั่นข้างเดียวบีบหัวฉันสมองกระจายได้ง่ายๆ เลยนะเนี่ย = =

“คุณครับ เชิญทางนี้หน่อยครับ เจ้านายผมมีธุระจะคุยด้วย”

สายไปแล้ว ยังไม่ได้แม้แต่จะขยับตัว อีตาร่างยักษ์นี่ก็กระดิกนิ้วเรียกฉันยิกๆ ฉันก็ได้แต่แกล้งซื่อ ชี้หน้าตัวเองเหมือนถามว่า ‘ฉันน่ะหรือ’ อะไรประมาณนี้ =_=;;

“คุณนั่นแหละครับ เชิญทางนี้หน่อย”

“=_=;;”

เอ่อ... ทำไมต้องทำหน้าดุใส่กันด้วย จนแล้วจนรอดฉันก็ตรงเข้าไปหาหมอนี่จนได้ พอหยุดยืนหน้าประตูฝั่งด้านหลัง นายยักษ์ก็ประกบข้างหลังฉันทันที พร้อมๆ กับกระจกหน้าต่างหลังลดลงช้าๆ ทำเอาใจฉันเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เสียวสันหลังตัวเองขึ้นมาวาบๆ โดยฉับพลัน

วีนใส่ใครไม่วีน ดันมาวีนใส่มาเฟีย ยัยใบเฟิร์นเอ๊ย! เห็นมั้ยเนี่ยว่าเพื่อนเดือดร้อนแทนแล้ว! TOT;;

แต่เมื่อกระจกลดลงมาจนเห็นใบหน้าของผู้อยู่ด้านใน ความคิดในตอนแรกเรื่องมาเฟียอะไรนี่ก็หายสิ้นไปจากสมองของฉันเมื่อประสบพบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มที่จดจำได้ขึ้นใจ ก่อนฉันจะร้องลั่นพลางชี้หน้าเขาราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน

...จะไม่จำขึ้นใจได้ไง ก็ไอ้คนที่อยู่ในรถนั่นมันเป็นคนเดียวกับคนที่พยายามจะจูบฉันเมื่อวานน่ะเซ่!

“อะ...อีตาเสี่ยธาม! =O=!”

“เสี่ยธงเสี่ยธามอะไรกันเล่าน้องอองฟอง ต้องเรียกพี่ธามถึงจะถูก” หมอนั่นส่งยิ้มมาให้ฉันพร้อมยักคิ้วใส่อย่างกวนๆ

“มะ...มาที่นี่ทำไม”

ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันถามคำถามนี้ออกไป แต่ฉันรู้สึกว่าการมาเจอเขาในวันนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ก็โรงแรมแกรนด์เซบาสเตียนกับมหาวิทยาลัยของฉันอยู่ไกลกันตั้งเยอะ เขาคงไม่เผอิญผ่านมาทำธุระแล้วมาเจอฉันแน่ -_-;;

“เผอิญพี่มาทำธุระให้คุณหญิงปรางค์น่ะ บังเอิญจังเลยนะที่มาเจอน้องอองฟองที่นี่พอดี” ว่าพลางยักคิ้วให้อีกรอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญไปทำธุระต่อให้เสร็จเถอะค่ะ ดิฉันขอตัว”

ฉันรีบเอี้ยวตัวหมายจะหมุนกลับ แต่ก็ถูกสกัดไว้ด้วยร่างใหญ่เบิ้มของนายยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนเขาจะถือวิสาสะจับบ่าฉันแล้วหมุนให้ฉันหันหน้ากลับมาทางอีตาพี่ธามตามเดิม

“เฮ้ย! อะไรเนี่ย” ฉันร้องโวยวายเบาๆ ขณะที่หมอนั่นแทรกขึ้น

“คุณหญิงปรางค์สั่งให้พี่มาตามหาใครบางคนน่ะ ตอนนี้ธุระของพี่เสร็จแล้วล่ะ”

ไม่ได้อยากรู้เลยย่ะ! ไม่ต้องมาบอก -*- เสร็จแล้วก็ไปๆ เสียทีสิยะ ไอ้เรื่องขอทงขอโทษยัยใบเฟิร์นนี่ไม่ต้องแล้วก็ได้ เมื่อกี้ฉันตั้งใจจะทำอะไรก็เป็นโมฆะไปแล้วกัน

“งั้นเราไปกันเถอะ ตากแดดนานๆ มันร้อนนะ”

เออ ไปซะได้ก็ดี... แต่เอ๊ะ! อะไรนะ? ใครคือเรา? ใครตากแดด? หมอนั่นก็นั่งอยู่ข้างในรถนี่ โดนแดดที่ไหนกัน...

และก็ไม่ทันได้ถามอีกครั้ง นายยักษ์พยักหน้ารับคำสั่งนายก่อนจะพุ่งเข้ามาหิ้วปีกฉันจนตัวลอย พร้อมเปิดประตูหลังแล้วยัดเข้าไปข้างในโดยมีอีตามนุษย์หื่นคอยรับอยู่ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากจนฉันไม่อาจจับต้นชนปลายถูก รู้ตัวอีกทีก็ถูกล็อกตัว พร้อมกับรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นที่เรียบร้อย โดยมีเสียงจากคนข้างๆ ฉันดังขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีกับผลงานของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือการจับตัวฉันขึ้นรถอย่างไม่สมยอมนี่เอง!

“ไม่คิดเลยว่าจะเจอตัวเร็วขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เจอยัยสาวปากตลาดนั่นโวยวายใส่ กว่าจะหาตัวเธอเจอคงเสียเวลาเป็นวันแน่ โชคดีจริงๆ เลยนะน้องอองฟอง ^-^”

อย่าบอกนะว่าที่เจอฉันนี่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ อย่างที่ว่าน่ะ! อะไรจะซวยขนาดนี้! =O=!!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED