“พะ...พูดอะไรวะเนี่ย!”
ใบหน้าหล่อดูงุนงงไปถนัดตา ตอนแรกผมก็ไม่ได้สังเกตหรอกนะว่าคนชื่อคชาอะไรนี่หน้าตาดีขนาดไหน แค่มองผ่านๆ เห็นแป๊บเดียวก็รู้ว่าหน้าตาดี ทว่าพอหมอนั่นจ้องหน้าผมนิ่งให้ผมได้เห็นใบหน้าชัดๆ ผมก็เพิ่งประจักษ์เอาในตอนนี้ว่ามันโคตรจะหล่อเลย ไม่ได้หล่อธรรมดา หล่อโคตรๆ อย่างกับดาราวัยรุ่นอะไรประมาณนั้น ไม่ได้หล่อแบบหน่อมแน้มน่ารักด้วยนะ หล่อแบบมาดแมนแฮนด์ซัม
เออ ผมก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน ออกแนวรูปร่างสูงใหญ่ มีกล้าม ผิวแทนหน่อยๆ ท่าทางออกแนวแบดบอยกึ่งๆ หนุ่มนักกีฬาอะไรประมาณนั้น ไม่ใช่แค่หมอนี่เท่านั้นด้วยที่หน้าตาดี พวกเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันก็หล่อยกแก๊ง เซ็ทผม แต่งตัวถูกระเบียบมหาวิทยาลัยเป๊ะๆ กันอีกต่างหาก
จะไม่เป๊ะได้ยังไง มีนักศึกษาชายที่ไหนบ้างผูกเนคไทไปเรียนกันน่ะ ใส่กันแค่ตอนเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ กับเปิดเรียนแรกๆ เท่านั้นแหละ วันอื่นๆ ก็ใส่แค่เสื้อกับกางเกง บางครั้งก็ใส่ชุดไปรเวทด้วยเพราะมหาวิทยาลัยผมอนุญาตให้แต่งตัวธรรมดาไปเรียนได้ ดังนั้นการที่พวกนี้มาแต่งตัวถูกระเบียบอย่างนี้ มันเลยทำให้ดูแปลกตากว่านักศึกษาทั่วๆ ไป แลดูคล้ายกับพวกทูตกิจกรรม เดือนมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็พวกเชียร์ลีดเดอร์เวลาแต่งตัวเป็นทางการไปออกงานยังไงยังงั้น
แปลกตาชนิดดึงดูดสายตาให้จับจ้องจนไม่วางตาเลยล่ะ ขนาดผมเป็นผู้ชายยังอดชมไอ้พวกนี้ว่าหล่อไม่ได้เลย
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมสนใจได้เท่ากับความปรารถนาที่ผุดพรายขึ้นมาในใจของผมอย่างท่วมท้นจนต้องโพล่งความในใจออกไปอีกครั้ง
“เมื่อกี้เราบอกว่านายมาอยู่กับเราเถอะ เราจะดูแลนายเอง เราสัญญา”
ผมว่าหมอนี่รู้แหละว่าเมื่อกี้ผมพูดว่าอะไร ก็เห็นตอบกลับมาว่า ‘พูดบ้าอะไรวะ’ นี่นา แต่ก็ย้ำไปอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งว่าผมต้องการอะไร
ต้องการรูมเมตนี่ไง! โหย สวรรค์ส่งมาโปรดชัดๆ ผมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปหรอก!
ทว่าไอ้การพูดไม่ทันคิดของผมเมื่อกี้มันกลับทำให้คนฟังทั้งคนที่ชื่อคชาและผองเพื่อนพากันทำหน้าตกใจไปอีกระลอก ผมเองก็เพิ่งมาตระหนักได้ในอีกไม่กี่วินาทีให้หลังว่าการที่จู่ๆ ก็ไปชวนคนแปลกหน้ามาอยู่ด้วยโดยไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้จักกัน ไม่รู้อะไรเลย แถมมาเจอกันในห้องน้ำอีก มันเป็นเรื่องประหลาดโคตรๆ แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ ก็ผมดีใจนี่นา
ดีใจที่ตลอดสิบปีที่ผ่านมาได้เจอกับผู้ชายที่สบตาด้วยแล้วไม่เห็นลูกป๋องแป๋ง ใครมาเป็นอย่างผม มันก็ต้องดีใจเท่านั้นแหละเว้ย
ดีใจมาก ดีใจจนออกนอกหน้าจนเก็บอาการไม่อยู่ เผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ไม่ใช่อมยิ้มด้วยนะ ยิ้มแบบยิ้มเลย ยิ้มจริงๆ ยิ้มยิงฟันกว้าง แล้วก็กลายเป็นผมคนเดียวที่ยิ้มด้วย เพราะพอคนอื่นๆ เห็น พวกมันก็ทำหน้าตาขยะแขยงผมขึ้นมาทันที
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ แต่ผมคงต้องไปก่อน”
ได้สติอีกระลอกก็ตอนคนที่ผมจับแขนอยู่เปล่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง ผมเลยรีบหุบยิ้มเมื่อคิดได้ว่าผมทำตัวประหลาดมากเกินไปจนอีกฝ่ายตั้งท่าหนีแล้ว
แหม เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้นแหละ ผมก็เข้าใจหมอนี่นะ แต่ไม่ปล่อยหรอก เดี๋ยวมันวิ่งหนี งั้นอธิบายสักหน่อยก็แล้วกัน
“คือว่านะ ที่เราอยากชวนนายมาอยู่ด้วยน่ะ เป็นเพราะว่า...”
“ขอตัวก่อนนะครับ หนังจะได้เวลาฉายแล้ว เดี๋ยวไม่ทัน”
พูดยังไม่ทันจบเลย หมอนั่นก็แทรกขึ้นมาแล้ว ท่าทางแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจผมสุดชีวิต มือก็เอื้อมมาแกะมือผมที่จับแขนอยู่ออกด้วย แต่ผมไม่ปล่อย เกาะไว้แน่นเป็นเห็บเกาะหมายังไงยังงั้น ทำเอาหัวคิ้วเข้มของอีกฝ่ายย่นยู่
“อะไรเนี่ยเฮ้ย!”
ย่นคิ้วใส่อย่างเดียวไม่พอ เริ่มขึ้นเสียงด้วย คล้ายกับว่าจะหมดความอดทน ถามว่าผมกลัวว่ามันจะต่อยไหม...ก็กลัวนะ แต่มีคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องประสบกับภาพอุจาดตา ผมก็อยากได้เข้ามาอยู่ในวงจรชีวิตนี่หว่า
ทว่าเหมือนมันจะไม่อยากให้ผมเข้าไปอยู่ในวงโคจรตัวเองเท่าไหร่ เห็นผมจับไม่ปล่อย เกาะเป็นตุ๊กแก จากที่มองหน้าผมอย่างหงุดหงิดก็สะบัดมือผมที่เกาะกุมอยู่ออกเต็มแรงจนมือผมหลุดออกมา
“ปล่อยสิเว้ย จะหาเรื่องกันหรือไงวะ!”
ตะคอกตามมาด้วย ท่าทางเป็นมิตรก่อนหน้าที่อุตส่าห์เอาทิชชูออกจากก้นผมให้ในตอนแรก ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นพร้อมจะเสยหน้าผมด้วยกำปั้นให้หงายหลังไปถนัดตา จนเพื่อนๆ ของหมอนี่ต้องมาดึงตัวออกห่างผม
“อย่าไปสนใจเลยน่า ไปกันเถอะ”
คนที่เป็นคนฉุดผมขึ้นยืนพูด ส่วนคนอื่นๆ ก็คะยั้นคะยอให้ทำตามนั้น ผู้ชายที่ชื่อคชามีท่าทางฮึดฮัดเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินตามเพื่อนไปแต่โดยดี แล้วนึกเหรอว่าผมจะยอมปล่อยมือไปง่ายๆ ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องได้หมอนี่มาเป็นรูมเมตให้ได้!
วินาทีที่ถูกสะบัดหลุดออกจากตัวและเหยื่อกำลังจะหนีไป ผมก็รวบรวมความกล้า พุ่งเข้าชาร์จด้วยการโผเข้ากอดเอวจากทางด้านหลังทันทีที่หมอนั่นหันหลังให้ อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัว หันมาโวยวายเสียงดังลั่น
“ทำบ้าอะไรของมึงวะเนี่ย!”
ไร้ซึ่งความสุภาพอีกต่อไป ผลักผมออกเต็มแรงจนผมเซไปอีกทาง แต่ผมก็ไม่หยุดแค่นั้น พุ่งเข้าไปกอดอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้กอดจากทางด้านหน้า
“อย่าหนีเราไปเลยนะ เราตามหาคนอย่างนายมานานแล้ว มาอยู่กับเราเถอะ เราขอร้อง!”
ปากพูดอะไรไปไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ สำหรับผมน่ะมันเป็นความต้องการจากก้นบึ้งของจิตใจจริงๆ และไม่ได้หมายความว่าผมชอบหมอนี่อะไรแต่อย่างใดด้วย เหตุผลเดียวคือสบตามันแล้วไม่เห็นกระเปี๊ยวก็แค่นั้นเอง แต่สำหรับคนอื่นทั้งคชา ทั้งเพื่อนๆ ของมันที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้กลับไม่ได้คิดอย่างนั้น
มันจะคิดอย่างผมได้ไงล่ะ ก็พวกมันไม่รู้นี่ว่าผมต้องประสบชะตากรรมอะไรมาบ้าง ได้ยินผมพูดอย่างนั้น มันก็คิดไปเป็นอย่างอื่นแล้ว
“โรคจิตหรือไงวะมึงเนี่ย ปล่อยนะเว้ย!”
ถูกผลักจนกระเด็นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เซธรรมดา ล้มกระเด็นก้มจุ้มปุ้กลงไปกับพื้นเลย ก่อนทำท่าจะพุ่งเข้ามาต่อยผมด้วย ผมคงจะโดนต่อยเข้าจริงๆ แล้ว ถ้าเพื่อนๆ ของคชาไม่ถลาเข้ามาห้ามไว้ก่อน
“ไอ้คชา อย่าไปสนใจเลยมึง ไปเถอะ อย่ามีเรื่อง”
คนเดิมที่ฉุดผมลุกขึ้นยืนร้องห้ามอีกแล้ว คนอื่นๆ เลยช่วยกันห้ามบ้าง
“กูก็ไม่อยากมีเรื่องหรอก พวกมึงก็ดูแม่งสิ ทำบ้าอะไรของมัน”
“เอาน่ามึง มึงมันหล่อ ใครๆ ก็อยากเข้าหา อย่าไปสนใจ”
ได้ยินเพื่อนป้อยอ คนที่ชื่อคชาเลยพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง จบเรื่องเอาดื้อๆ
“กูก็เข้าใจอยู่ แม่ง เบื่อความหล่อของตัวเองจริงว่ะ”
จากที่อยากได้มันเป็นรูมเมต ได้ยินมันพูดประโยคนี้ก็แทบกลอกตาเป็นเลขแปด ไม่ใช่เลขแปดอารบิกด้วยนะ เลขแปดไทย
มึงมั่นหน้าอะไรเบอร์นี้เนี่ย!
ความต้องการมันมาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขในหอเดียวกันหายวับไปทันตา ได้แต่มองคนพวกนั้นเดินออกจากห้องน้ำไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อคนพวกนั้นหายออกไปข้างนอกแล้ว
เออ ช่างมันเถอะ ไว้หาเอาใหม่ก็ได้
ถ้าเจอคนแรก มันก็น่าจะมีคนที่สองที่สามตามมาแหละ ถึงจะน่าเสียดายก็เถอะ แต่สักวันเดี๋ยวมันก็ต้องเจออีก คนมีตั้งกี่ล้านคน คงไม่ได้มีมันคนเดียวหรอกมั้งที่สบตาแล้วไม่เห็นจู๋น่ะ
คิดได้อย่างนั้นก็สบายใจขึ้น ผมลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควรจะทำ หากแต่พอผมถูพื้นตามห้องส้วมไล่ไปทีละห้องจนมาหยุดที่ห้องซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้ชายที่ชื่อคชาเข้าไปใช้ ผมก็เจอกับวัตถุบางอย่างหล่นอยู่ที่พื้นบริเวณข้างชักโครก
กระเป๋าตังค์นี่หว่า...
ก้มลงไปหยิบขึ้นมาทันที เปิดกระเป๋าออกมาดูอย่างถือวิสาสะ เห็นมีแบงค์พันอยู่สองสามใบกับเศษเงินอีกนิดหน่อย ผมก็เบ้ปากใส่รัวๆ
ขโมยเงินมันแม่งเลย หมั่นไส้ มั่นหน้าดีนัก!
ความคิดชั่วร้ายเข้าครอบงำ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบรรดาบัตรต่างๆ ที่เสียบไว้ในซอกกระเป๋า
ถ้าบัตรพวกนี้หาย คงจะลำบากน่าดูเลย
คิดแล้วก็เปลี่ยนใจ ตั้งใจจะเอาไปคืนแทน หยิบบัตรนักศึกษาออกจากกระเป๋ามาดู นอกจากชื่อจริงที่เขียนว่าคชาตามที่เพื่อนๆ มันเรียกแล้ว หน้าบัตรก็ระบุว่าเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับผมอย่างที่ผมคิดไว้ตอนแรก เลขประจำตัวนักศึกษาก็บ่งบอกว่าเรียนชั้นปีที่สองเหมือนกัน เพียงแต่รหัสคณะเป็นคนละคณะเท่านั้น ผมเรียนนิติฯ คชาเรียนวารสารฯ ตึกคณะอยู่ใกล้ๆ กัน เดินเอาไปฝากไว้ที่คณะแล้วให้มันไปเอาคืนเองก็ได้
แต่ไม่... ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก
ใครจะไปทำกันวะ อยากได้คืนก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเว้ย!
ความคิดชั่วร้ายผุดพรายขึ้นมาในหัวทันที กะจะเอากระเป๋าตังค์ไปแลกเปลี่ยนกับการที่ให้มันยอมมาเป็นรูมเมตผมแทน
คิดไปก็หยิบบัตรนักศึกษาของมันขึ้นมาดู ก่อนจะเห็นว่าไอ้บ้านั่นเขียนรหัสพาสเวิร์ดสำหรับล็อกอินเว็บไซต์มหาวิทยาลัยไว้ด้านหลังของบัตรด้วย
มันบ้าหรือไงวะเนี่ย มีใครไปเขียนรหัสพาสเวิร์ดไว้แบบนี้บ้าง ไอดีก็ใช้เลขประจำตัวนักศึกษา ถ้าเกิดมีใครหมั่นไส้มันขึ้นมาเหมือนผมแล้วแอบล็อกอินไอดีมันเข้าไปแกล้งดร็อปเรียนจะทำยังไง สะเพร่าชะมัด แต่ไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของมัน แล้วก็เป็นโชคดีของมันด้วยที่ผมเป็นคนเก็บได้ เพราะผมไม่ได้ต้องการอะไรจากมันเลย นอกจากได้มันมาอยู่ด้วยเท่านั้น
แผนชั่วผุดพรายขึ้นมาในหัวอีกแล้ว
คอยดูเถอะ พรุ่งนี้โดนตามติดเป็นตังเมแน่!
บทที่ 3
ตามติดจริงอย่างที่ตั้งใจ เพราะพอกลับมาที่หอ ผมก็จัดการล็อกอินเข้าไปในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยด้วยไอดีของคชา ตรวจสอบตารางเรียนของมันว่าเรียนวิชาอะไร ที่ไหนบ้าง โชคดีที่วันพรุ่งนี้ คชามีเรียนไม่ตรงกับคลาสของผม ผมมีเรียนเช้า คชามีเรียนบ่าย ซ้ำยังไม่ได้เรียนที่ตึกคณะ แต่เรียนที่ตึกเรียนรวม แถมยังเป็นห้องเรียนใหญ่ ต่อให้ผมแฝงตัวเข้าไปก็ไม่มีใครสงสัย ผมจึงวางแผนไว้ว่าพอเรียนวิชาคณะเสร็จสิ้น ผมก็จะรีบจรลีปรี่ไปที่ห้องเรียนนั้นเพื่อเข้าเรียนร่วมกับคชา
อย่างที่รู้ตั้งแต่แรกว่ามันเป็นห้องเรียนใหญ่ ผมเลบแอบกังวลเหมือนกันว่าจะหาตัวคชาไม่เจอ แต่รู้อะไรไหมว่าคชาอะไรนั่นน่ะโคตรจะเด่นเลย มองแต่ไกลก็ยังรู้เลยว่าเป็นมัน ผมเลยจัดการปรี่เข้าไปหาอย่างรวดเร็ว พยายามก้มหน้าก้มตาไม่สบตาใครด้วยเกรงว่าจะเห็นดงป๋องแป๋งให้เสียสายตาก่อนที่จะได้เริ่มแผนการ
พอมุดฝ่าคนจำนวนมากมาได้ ก็นั่งปุ้กลงบนเก้าอี้ข้างๆ คชาเหลือบมามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปทางเดิมด้วยไม่ได้สนใจอะไรนัก ประเมินจากท่าทางแล้ว ดูท่าจะจำผมไม่ได้
ก็นะ... คงจำได้อยู่หรอก ผมในตอนไปทำงานกับตอนไปเรียนแต่งตัวเหมือนกันที่ไหน ตอนไปเรียน มันแต่งตัวยังไงก็ได้ ผมเลยเอาผมที่ปรกหน้าปรกตาเพื่อที่จะได้ไม่ไปสบตาคนอื่นเอาง่ายๆ ส่วนตอนไปทำงาน ถึงจะเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ แต่ภาพลักษณ์มันก็สำคัญ เลยต้องเสยผมขึ้นให้ดูเรียบร้อย
แค่ทรงผมเปลี่ยน หน้าตาก็เปลี่ยนแล้ว...
กระนั้นผมก็ไม่ได้สนใจนักว่ามันจะจำผมได้ไหม เอาแต่สังเกตว่ามันมาเรียนกับใคร ผมจะได้หาจังหวะเข้าชาร์จถูก แต่ดูแล้วเหมือนจะมาเรียนคนเดียวแฮะ งั้นก็ดีเลย จะได้หาโอกาสเข้าถึงตัวง่ายๆ
บอกว่าจะหาโอกาส หาจังหวะ เอาเข้าจริงก็ไม่ได้หาไม่ได้ง่ายๆ หรอก รออยู่พักใหญ่ทีเดียวกว่าที่คชาจะเริ่มนั่งเท้าคางด้วยอาการเหม่อๆ คล้ายกับว่าเบื่อการเรียนการสอนของวิชานี้แล้ว เท่านั้นแหละ ผมก็สบโอกาสยื่นมือไปสะกิดปั๊บ
คชาหันหน้ามามองทันควัน ผมยิ้มให้ ก่อนมันจะมองเหลียวซ้าย แลขวา แล้วก็ทำหน้างงๆ จากนั้นก็หันกลับไปทางเดิมราวกับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ทักมัน ผมเลยต้องสะกิดไปอีกที คชาหันมาอีกรอบ คราวนี้มีสีหน้ารำคาญนิดหน่อย
“เรียกเราเหรอ”
“อืม สะกิดใครอยู่ล่ะ”
ผมว่า หัวคิ้วคนตรงหน้านี่ย่นยู่เลย ก่อนคชาจะถาม
“เรารู้จักกันเหรอ เรียนคณะเดียวกันปะ ไม่เห็นเคยเห็นหน้า”
จะเคยเห็นหน้าได้ยังไง ผมปิดหน้าขนาดนี้เนี่ย แล้วมันก็จำผมไม่ได้อย่างที่คาดการณ์ไว้จริงๆ ด้วย ผมเลยทวนความจำให้ด้วยการล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบกระเป๋าเงินของมันออกมาถือเอาไว้ จงใจให้มันเห็น
“ไม่ได้เรียนคณะเดียวกันหรอก แค่เรียนมหา’ลัยเดียวกัน พอดีนายทำนี่ตกน่ะ เราก็เลยเอามาคืน”
สีหน้าหงุดหงิดของคชาเลือนหายไปแทบจะในทันที ก่อนจะยื่นมือมาคว้ากระเป๋าเงินจากมือผม
“ไปเจอที่ไหนเนี่ย นึกว่าจะไม่ได้คืนแล้วซะอีก”
“เจอในห้องน้ำ” ผมตอบ เอี้ยวตัวหลบก่อนที่มันจะคว้ากระเป๋าเงินได้
คชาชะงักกึกที่ผมไม่ยอมส่งของคืนง่ายๆ พลันมองหน้าผมอย่างสงสัย
“ห้องน้ำ?”
“อือ ห้องน้ำ”
“ห้องน้ำไหน หรือว่า...”
เหมือนตอนนี้จะจำได้แล้วว่าผมเป็นใคร คงจะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาขึ้นมาบ้าง ผมเลยเหยียดยิ้ม พร้อมจัดการเสยผมหน้าตัวเองขึ้นให้มันเห็นหน้าชัดๆ
“ห้องน้ำในห้างไง”
พอได้เห็นหน้าผมชัดเจนเท่านั้น คชาก็อ้าปากค้าง ก่อนจะกระเด้งลุกขึ้นยืน แหกปากเสียงดัง
“มายังไงของมึงวะเนี่ย!”
แหกปากลั่นสนั่นซอยมาก ความสุภาพก็ไม่มี ขึ้นมึงขึ้นกูหน้าตาเฉย ทำเอาคนทั้งห้องเรียนหันมามองยังมันเป็นตาเดียว ก่อนที่มันจะถูกอาจารย์อัปเปหิออกจากห้องในไม่กี่นาทีให้หลังด้วยโทษฐานไม่ตั้งใจเรียน
มันก็ยอมเดินออกจากห้องมาง่ายๆ นะ ดูท่าแล้วคงตั้งใจจะหนีผม แล้วถามว่าผมยอมปล่อยให้มันจากไปง่ายๆ ไหมล่ะ ...ไม่ บอกว่าจะตามติดแล้วก็ต้องตามสิ เห็นมันถูกไล่ออกจากห้อง ผมก็คว้าสัมภาระเดินตามมันออกมาทันที
เดินตามไปได้พักใหญ่ คชาก็เหมือนจะสิ้นสุดความอดทน หันมาแผดเสียงใส่ผมระหว่างที่เราเดินกันไปตามทางที่มุ่งตรงไปยังโรงอาหาร
“ตามกูมาทำไมวะ มึงจะเอาอะไร”
ผมที่ก้มหน้ามองพื้นระหว่างเดินอยู่เหลือบมองใบหน้าหล่อที่ยับยู่เล็กน้อยพลางว่า
“เราก็จะเอากระเป๋าตังค์มาคืนให้นี่แหละ”
“ถ้าจะมาแค่เอากระเป๋าตังค์มาคืนให้ ก็เอามา!”
ไม่ว่าเปล่า แบมือขอแบบซึ่งๆ หน้าอีกด้วย
ผมก็อยากจะให้แหละนะ แต่ท่าทางกุ๊ยแบบนี้มันใช่วิธีการขอของคืนจากคนที่อุตส่าห์เก็บได้ไหมฮะ!
ผมพยายามเก็บอารมณ์ที่หงุดหงิดขึ้นมาบ้างเต็มที่ อยากจะเลิกยุ่งกับมันเหมือนกัน แต่ก็นะ สบตามันกี่ครั้งๆ ก็ไม่เห็นจุ๊ดจู๋ ผมเลยจัดใจเทมันทิ้งไม่ลง ยิ่งในเวลาที่ต้องหารูมเมตเร่งด่วนก่อนที่จะถึงกำหนดย้ายออกจากหอหลังหมดสัญญาเช่าในเทอมนี้ด้วย ผมก็เลยต้องยอมตื๊อมันอย่างไม่มีทางเลือก
“คืนน่ะคืนแน่ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างนึง” ต่อรองออกมา
คชาทำหน้าเครียดทันควัน “อะไร”
“มาอยู่ห้องเดียวกับเราสิ”
ทำหน้าแหยงใส่ผมไปอีกที ก่อนจะครางออกมาเบาๆ
“มึงนี่มันโรคจิตจริงๆ ด้วยว่ะ”
“ไม่ได้โรคจิตเลย แค่อยากอยู่ด้วยกันเฉยๆ “
ผมว่าไปตามตรงด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ยิ่งพูด สีหน้าของคชาก็ดูขยะแขยงผมมากกว่าเดิมทุกขณะจิต สุดท้ายแล้วมันก็พุดออกมาว่า...
“งั้นกูไม่เอาละ กูยกให้มึง ส่วนมึงจะไปไหนก็ไปเลย บาย”
เดินหนีไปหน้าตาเฉยเลย แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก เดินตามมันไปอีก ตามไปจนเกือบจะถึงโรงอาหาร ยิ่งเดินมาเจอคนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งตามติดคชามากขึ้น
ไม่ใช่ตามติดสิ เดินติดจนแทบจะชิดแผ่นหลังเลยมากกว่า มือนี่คว้าปลายเข็มขัดที่หลังกางเกงมันจนกลายเป็นว่ามันจูงผมเดินแล้วด้วย
ก็แบบว่าคนมันเยอะน่ะ กลัวว่าจะไปสบตาใครเข้าแล้วเห็นชีเปลือยนี่หว่าเลยต้องเดินก้มหน้า แต่พอก้มหน้าก็กลัวว่าคชาจะหายเลยต้องจับเอาไว้
ส่วนคชาก็เหมือนจะหมดความอดทนอีกครั้ง หยุดเดินกะทันหัน เบรกเอี๊ยดเสียจนหน้าผมกระแทกเข้ากับแผ่นหลังของมันเต็มแรง ก่อนมันจะหันหน้ามามองผมด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่ากำลังข่มความโกรธสุดฤทธิ์
“ถามตรงๆ เลยนะ ตกลงมึงตามตื๊อกูให้ไปอยู่ด้วยทำไม กูว่าไม่ใช่แค่เรื่องอยากให้กูไปอยู่ด้วยละ มึงต้องมีเรื่องอื่นแน่”
ถูกเผงเลย มันมีเรื่องมากกว่านั้น แต่ผมก็ทำได้เพียงนิ่งงัน ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี ขืนบอกความจริงไปว่ามันเป็นคนเดียวและเป็นคนแรกที่ผมสบตาด้วยแล้วไม่เห็นกระเปี๊ยวในตลอดสิบปีที่ผ่านมา เดี๋ยวมันก็จะหาว่าผมโกหกอีก ผมเลยต้องคิดหาทางโกหกไปเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องจริงที่จะทำให้มันคิดว่าเป็นเรื่องโกหก
โกหกอินเซ็ปชัน ซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปอี๊ก!
“ว่าไง ตกลงทำไมถึงอยากอยู่กับกู อย่าบอกนะว่าคิดอะไรแปลกๆ อยู่ โรคจิตป่ะเนี่ยมึงอะ อยากอยู่กับคนป็อปๆ อย่างกูเพื่อให้มีสาวมาสนล่ะซี่”
คิดอยู่พักนึง ยังไม่ทันจะคิดออก มันก็โพล่งออกมาละ มองหน้าผม เอียงคอถามด้วยท่าทางกวนโอ๊ยสุดๆ ผมพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง ข่มความหงุดหงิดที่พรั่งพรูเข้ามา บอกปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ไม่ใช่”
“เอ้า แล้วจะอยากมาอยู่กับกูทำไม หรือว่า...” จู่ๆ คชาก็ทำท่าคิด พลันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม “มึงจะแอบชอบกู?”
กูจะเอาผู้ชายด้วยกันมาทำมะเขืออะไร!
ผมถึงกับเบิกตาโตทันควันกับความมั่นอกมั่นใจของมัน พลันผลักหน้าหล่อๆ ที่อยู่ใกล้เพียงคืบออกห่าง โพล่งออกไปเสียงดังอย่างลืมตัว
“ไม่ใช่เว้ย!”
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิวะ จะโวยวายทำไม ทำเสียงดังงี้ แม่งโคตรมีพิรุธ”
จริงของมัน ผมเลยรีบเก็บอาการ ทำปากมุบมิบด่ามันในใจไปที ขณะที่มันก็มองผมอย่างระอา ก่อนว่าขึ้นมาอีก
“คุยกับมึงแล้วเสียเวลาชีวิตว่ะ เอาแบบซีเรียสเลยนะ ตกลงมึงอยากจะอยู่กับกูทำไม กูจะได้รู้สักทีว่ามึงตามตื๊อกูทำบ้าอะไร”
ผมจ้องหน้าคนตัวสูงกว่านิ่ง เผลอเม้มปากแน่นอย่างครุ่นคิดว่าควรจะบอกความจริงไปไหม สุดท้ายก็...
“เออ บอกก็บอกวะ”
“อะ รอฟัง”
คชายืดตัว ยกแขนขึ้นกอดอก ทำท่าตั้งใจฟังสุดๆ เห็นแล้วผมก็หมั่นไส้