บทที่ 2
ว่ากันว่าพระเจ้ามอบพรสวรรค์ให้มนุษย์ทุกคน
แต่พรสวรรค์ที่พระเจ้ามอบให้นั้นไม่ได้ประทานให้เหมือนกันทุกคน
บางคนอาจจะมีบางอย่างที่โดดเด่น ในขณะที่บางคนอาจไม่มี
เช่นเดียวกัน...บางคนมีพรสวรรค์โดดเด่นจนน่าอิจฉา ทว่ากลับขาดบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมชาติของมนุษย์พึงมีไป
ตัวอย่างเช่นชายคนนี้... เขามีพรสวรรค์ที่พระเจ้าสรรค์สร้างให้เหนือกว่าคนอื่นๆ
มีความอัจฉริยะที่ยากจะหาใครเปรียบ ขณะเดียวกันก็ขาดความเป็นมนุษย์ถึงขั้นติดลบ
เจ้าอรุณ... นักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะ
เหตุผลที่เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะมีไม่มาก ก็แค่...
...งานวิจัยพรรณไม้ของเขาที่ทำตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่งได้รับคัดเลือกว่าเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อวงการพฤกษศาสตร์ไทย
...เขาสามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ภายในระยะเวลาสองปีทั้งที่หลักสูตรสาขาพฤกษศาสตร์มีสี่ปี
...สามารถคว้าทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศบราซิลได้เมื่ออายุเพียงยี่สิบเอ็ด
...จบการศึกษาระดับปริญญาโทในอีกสองปีให้หลัง เข้าทำงานในองค์กรสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ ประเทศบราซิล ในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยคนสำคัญของผู้อำนวยการประจำองค์กรเพื่อชดใช้ทุนการศึกษาที่มีมูลค่ามหาศาล เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการศึกษาวิจัยพรรณไม้ต่างๆ จากป่าอเมซอนมาตลอดสองปี งานของเขาเกือบทุกชิ้นสามารถใช้ต่อยอดได้ในวงการอื่นๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญว่าเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง
เขาเป็นคนสำคัญ... ใช่ สำหรับวงการพฤกษศาสตร์ แต่ไม่ใช่สำหรับเพื่อนร่วมงานที่มองเขาเป็นเพียงคนนิสัยไม่ดี แข็งกระด้างและมนุษย์สัมพันธ์แย่เข้าขั้นติดลบ หากไม่มีธุระจำเป็น ก็ไม่มีใครอยากจะเอ่ยปากพูดคุยกับชายหนุ่มชาวไทยที่ทำหน้าไร้อารมณ์ตลอดเวลาอย่างเขานักหรอก
เจ้าอรุณเองก็รู้ดีว่าตัวเองถูกพูดถึงอย่างไร หากทว่าเขาไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้อยากจะมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับมนุษย์ด้วยกันเองมากนักด้วยเหตุผลว่าเขาเป็นคนขี้รำคาญ การทำงานในสังคมมนุษย์ไม่เหมาะกับเขา การทำงานกับสิ่งมีชีวิตจำพวกต้นไม้ใบหญ้าเป็นอะไรที่เขาสบายใจกว่าเยอะ
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีคำสั่งใดๆ จากผู้อำนวยการหนุ่มอย่างโจเซ ก็จะไม่มีใครอาสาเข้ามาช่วยงานเขาแม้แต่คนเดียว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อโจเซเรียกตัวเขาไปอย่างเร่งด่วนหลังจากได้รับพืชพรรณไม้ชนิดใหม่จากทีมนักสำรวจที่เพิ่งเคลื่อนย้ายมาส่งให้เมื่อเช้าตรู่ของวันนี้
ชายหนุ่มผิวขาว รูปร่างสันทัดกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามโถงทางเดินในสถานที่ทำงานอันแสนคุ้นเคย มุ่งหน้าไปยังเรือนกระจกขนาดยักษ์ที่เอาไว้ใช้เพาะพันธุ์พืช ที่นี่มีเรือนกระจกขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่เขากลับพุ่งเข้าไปในเรือนกระจกที่มีป้ายติดหราว่า ‘พืชพรรณที่อยู่ในระหว่างการศึกษา’ เพราะโจเซเน้นย้ำว่าพืชพรรณชนิดใหม่ที่เพิ่งได้มาเป็น ‘พืชพรรณไม้ประหลาด’ นั่นหมายความว่ามันเป็นพืชชนิดใหม่ที่เขาจะต้องทำหน้าที่ศึกษาต่อหลังจากนี้
เสียงฝีเท้ากระทบแผ่นกระเบื้องดังขึ้น เรียกสายตาของโจเซ ชายหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ที่กำลังก้มๆ เงยๆ สำรวจพรรณพืชตรงหน้าให้หันไปมอง พอเห็นว่าเป็นคนที่ตัวเองกำลังรอก็เอ่ยปากทักด้วยน้ำเสียงเริงรื่นเป็นภาษาโปรตุเกส
“มาไวทันใจดีนี่อรุณ”
เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างชัดเจนอีกต่างหากทั้งที่ชื่อนั้นเป็นชื่อไทย เจ้าอรุณไม่ได้ใส่ใจนัก ชื่อเขาไม่ได้ออกเสียงยากสำหรับชาวต่างชาติ มันก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะเรียกชัด เขาจึงทำเพียงสวนกลับด้วยภาษาเดียวกัน
“ก็ด็อกเตอร์บอกให้ผมรีบมา”
เขาเองก็เป็นชาวต่างชาติที่พูดภาษาโปรตุเกสได้ชัดเจนเลยทีเดียว หากหลับตาฟัง อาจจะเข้าใจว่าเจ้าของภาษามาเองก็เป็นได้
ทว่านั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากโจเซนอกจากจะยิ้มรับคำพูดของหนุ่มรุ่นน้อง ยกมือขึ้นรวบผมสีน้ำตาลที่ยาวปะบ่าของตัวเองขึ้นเป็นหางม้าพลางว่า
“ก็ต้องรีบมาสิ มีอะไรดีๆ ให้ดูทั้งที ฉันเรียกนายมาดูเป็นคนแรกเลยนะ”
จะงานไหน โจเซก็เรียกหาเจ้าอรุณเป็นคนแรกทั้งนั้น
เจ้าอรุณไม่ได้เถียงอะไร เงียบไปครู่ก่อนออกปากถาม
“แล้วตกลงด็อกเตอร์จะให้ผมรีบมาดูอะไรครับ”
โจเซทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้พลันกวักมือเรียก
“เรียกมาดูเจ้านี่ อย่างที่ฉันบอก ทีมนักสำรวจเพิ่งจะส่งมันมาที่นี่เมื่อเช้า ฉันก็เลยรีบโทรตามนาย”
พูดจบก็เบี่ยงตัวเล็อกน้อยให้อีกฝ่ายได้เห็น ‘เจ้านี่’ เต็มสองตา เจ้าอรุณมองเลยเข้าไปก็พบว่าตรงกลางของเรือนกระจกที่เคยว่างอยู่ บัดนี้มีวัตถุประหลาดลักษณะเป็นวงรีสูงกว่าตัวของโจเซตั้งตระหง่านอยู่ รอบข้างมีเหล็กแท่งมาคานเอาไว้รอบด้าน กันไม่ให้วัตถุนั้นกลิ้งล้มลงมา
เจ้าอรุณมองอย่างพินิจ มันดูคล้ายกับมีเถาวัลย์เถาใหญ่เลื้อยขึ้นเรียงกันจนก่อเป็นรูปร่างอย่างนี้ ซึ่งดูๆ ไปแล้วก็ไม่ได้ประหลาดอะไร ในป่าอเมซอนที่ได้ชื่อว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเป็นไปได้ที่จะมีพืชพรรณลักษณะแปลกๆ เกิดขึ้นไปทั่ว ทำให้เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้า
“มันประหลาดตรงไหนครับ ก็แค่เถาวัลย์ขึ้นรูปเป็นวงรี ผมว่ามันเหมือนไม้ตายซากมากกว่า”
นึกถึงน้ำเสียงตื่นเต้นของโจเซในตอนที่โทรมาปลุกเขาขณะพูดไปด้วย
คำพูดของเขาทำเอาโจเซมุ่ยหน้า ดันแว่นตากรอบหนาให้พอดีกับสันจมูกเบาๆ ประกอบการพูด
“ถ้ามันแค่นั้น ฉันคงไม่รีบโทรไปเรียกนายมาหรอก มันมีมากกว่าที่ตานายเห็นเยอะน่า”
คราวนี้เจ้าอรุณดันแว่นไร้กรอบให้รับกับสันจมูกบ้าง เป็นสัญญาณว่าเขาเตรียมตัวจะจับผิดหัวหน้างานอย่างเต็มที่
“งั้นมันมีอะไรล่ะครับ”
ถ้าไม่มีอะไรพิเศษอย่างที่พูดล่ะก็ รับรองว่าเจ้าอรุณคงพ่นคำพูดเสียดแทงออกมายาวเหยียด... โจเซมั่นใจว่าอย่างนั้นเพราะทุกครั้งที่เขาตื่นเต้นในสิ่งที่เจ้าอรุณคิดว่ามันไม่พิเศษ เขาก็มักจะโดนอีกฝ่ายค่อนแคะทุกที
ทว่าคราวนี้ไม่... เขามั่นใจว่ามันพิเศษแน่ ก็ก่อนหน้านี้เขาพิสูจน์มันมาด้วยตัวเองแล้ว
“คราวนี้นายจะต้องตะลึงแน่ เข้ามาใกล้ๆ สิ”
ว่าพลางกวักมือเรียก เจ้าอรุณเดินเข้าไปหาตามคำชักชวนก่อนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าวัตถุทรงประหลาด
“นายสังเกตเห็นอะไรนอกจากไอ้เถาวัลย์ที่ก่อรูปเป็นวงรีตรงหน้าไหม”
แทนที่จะบอกตรงๆ ว่ามีอะไร โจเซกลับถามให้เจ้าอรุณสังเกต เจ้าอรุณไม่ได้ทักท้วง กวาดตามองอยู่ครู่ก็เห็นว่านอกจากวัตถุทรงรีนั่นแล้ว รอบๆ วัตถุนั้นยังมีเถาวัลย์เถาเล็กและใหญ่ห้อยระโยงระยางอยู่ภายนอก ความยาวของมันอยู่ที่ว่าเป็นเถาที่โตเต็มที่หรือเถาอ่อน นอกจากนั้นยังสังเกตเห็นว่ามีดอกไม้เล็กๆ สีแดงสดที่เป็นดอกตูมอยู่ตามเถาวัลย์เถาที่แก่จนเป็นสีน้ำตาลอีกด้วย
“มีเถาวัลย์งอกออกมากับมีดอก”
เจ้าอรุณว่าไปตามที่เห็น โจเซตีมือตัวเองดังป้าบให้เจ้าอรุณรู้ว่าตัวเองตอบถูก
“ถูกต้อง นี่ไงล่ะที่แปลก”
แปลกตรงไหนกัน เถาวัลย์จะมีเถาอื่นงอกแตกแขนงออกมามันก็เรื่องปกติ ส่วนไอ้การมีดอก พวกพืชตระกูลไม้เลื้อยตระกูลเถาวัลย์บางวงศ์ก็มีเหมือนกัน เขาไม่เห็นว่ามันจะแปลกสักนิด
คิดแต่ไม่พูด ส่งสายตาเสียดแทงให้หัวหน้างานแทน โจเซเหลือบมองก็รู้แล้วว่าเจ้าอรุณคิดอะไรก่อนรีบดักคอ
“ฉันรู้น่าว่านายจะบอกว่ามันไม่แปลก ใช่ ไอ้มีเถาวัลย์เถาอื่นแตกแขนงกับมีดอกน่ะอาจจะไม่แปลก แต่ที่แปลกคือนี่...”
พูดจบก็หันไปคว้าเอาไม้เรียวยาวที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมากระชับในมือ แล้วยื่นมันเข้าไปสะกิดเข้ากับเถาวัลย์เถาหนึ่ง เถาวัลย์เถาที่ถูกสะกิดสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนมันจะขยับขึ้นในอากาศ หลบซ่อนจากการสัมผัสอย่างช้าๆ
ภาพที่เห็นทำเอาเจ้าอรุณเบิกตาโต หันขวับไปมองหน้าโจเซที่ยิ้มเผล่ให้เขาอย่างรวดเร็ว
“มันขยับได้”
โจเซว่า แล้วก็ลองเอาไม้ไปสะกิดเข้ากับเถาวัลย์เถาใหญ่อีกเถา พลันเถาวัลย์เถานั้นก็ขยับขึ้นอย่างอิสระราวกับมีชีวิต
“อย่างกับต้นมิโมซา พูดิก้า1”
“ใช่ แต่อันที่นายพูดถึงน่ะมันเป็นพืชล้มลุก นี่ไม่ใช่ มันเป็นเถาวัลย์”
ใช่เถาวัลย์แน่หรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ลักษณะภายนอกดูใช่ โจเซจึงทึกทักเอาอย่างนั้น
“ตอนแรกฉันก็นึกว่าเป็นเพราะลมพัดหรือพื้นสะเทือน เถาวัลย์มันถึงได้เคลื่อนไหว แต่พวกนักสำรวจที่เอามันมาบอกว่าไม่ใช่ มันเคลื่อนไหวได้เองอย่างอิสระ ต่อให้ไม่มีอะไรไปกระตุ้น มันก็เคลื่อนไหวเองได้ ทีนี้นายว่ามันแปลกหรือยังล่ะ”
“ก็แปลกครับ”
เจ้าอรุณยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มา เจอพืชพรรณประหลาดมาก็มาก แต่ก็เพิ่งจะเคยเจอพืชพรรณที่เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตจริงๆ อย่างนี้
บทที่ 3
โจเซยิ้มอย่างพอใจที่ทำให้ชายหนุ่มรุ่นน้องเชื่อได้ เพราะเขาหมายมั่นในใจแล้วว่าจะมอบหมายภาระหน้าที่ให้กับเจ้าอรุณรับช่วงต่อ ทว่ายังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายก็คล้ายว่าจะรู้ทัน พูดดักคอขึ้นมาก่อน
“ที่ด็อกเตอร์รีบเรียกผมมา คงจะอยากให้ผมช่วยดูแลมันสินะครับ”
โจเซไม่เถียง พยักหน้ารับหงึกหงัก ว่าต่อยาวเหยียด
“ใจจริงฉันก็อยากจะดูแลมันเองแหละนะ แต่นายก็รู้นี่ว่าช่วงนี้ฉันมีงานให้รับผิดชอบเยอะ นี่ก็เพิ่งจะได้รับมอบหมายให้ช่วยดูงานวิจัยของพวกนักศึกษามาหมาดๆ ฉันเช็กมาแล้วว่าตารางของนายยังพอจะยัดงานลงไปได้ก็เลยอยากให้นายช่วย”
เจ้าอรุณย่นคิ้ว ใจจริงอยากจะเบ้หน้าใส่ให้รู้ไปเลยว่าไม่พอใจ
ต่อให้จริงอย่างที่โจเซพูด ตารางงานของเขาจำพวกงานดูแลพืชพรรณชนิดเพื่อการศึกษาวิจัยมันยังไม่เต็ม แต่ก็เกือบจะเต็ม ตอนนี้มันแน่นถึงขนาดที่เขาแทบไม่ต้องหลับต้องนอนแล้วนะ ทว่าเขาก็เข้าใจความยุ่งในงานของโจเซเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากโจเซจะเป็นผู้อำนวยการขององค์กรนี้แล้ว เขายังรับหน้าที่เป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติในสาขานี้ด้วย เรียกได้ว่าเขาตารางแน่นกว่าเจ้าอรุณเสียอีก
“ผมก็ไม่รับปากนะครับว่าจะทำได้อย่างเต็มที่”
ถึงจะเลี่ยงไม่ได้ เจ้าอรุณก็อดตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ได้ เขาเหนื่อยนี่นา ถึงจะดูเป็นคนเอาจริงเอาจังกับงาน วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่กับพืชมากกว่ามนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่อยากพัก
โจเซรู้อยู่แล้วว่าเจ้าอรุณต้องมาไม้นี้เลยงัดทีเด็ดที่เตรียมมาออกมาใช้ทันควัน
“เอาน่าอรุณ ช่วยหน่อย องค์กรเราขาดทุนสนับสนุนจากรัฐบาลมาหลายปีแล้วนะ หากงานวิจัยของนายครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มันจะกลายเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติทันที นายก็รู้นี้ว่างานอนุกรมวิธาน2มันยังไปไม่ถึงไหน ยังมีพืชอีกมากมายที่ตกหล่น ถ้านายค้นพบล่ะก็ นอกจากทางเราจะได้ทุนสนับสนุนงานวิจัยของนายแล้ว ไม่แน่นายก็ไม่จำเป็นต้องทนทำงานที่นี่เพื่อใช้ทุนปริญญาโทก็ได้นะ แบบว่าทางรัฐบาลยกให้ฟรีๆ เลยอะไรแบบนี้ ไม่ดีหรือไง”
ได้ยินคำว่ายกทุนให้ฟรีๆ เจ้าอรุณก็หูผึ่ง เขาเบื่อกับการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศบราซิลเหมือนกัน เรียนก็ปาไปสองปีแล้ว ทำงานชดใช้ทุนก็ผ่านไปแล้วสองปี และดูทีท่าว่าคงจะต้องทำงานชดใช้ไปอีกระยะใหญ่ทีเดียวกว่าจะได้กลับไปลงหลักปักฐานที่ประเทศบ้านเกิด
“นะอรุณ ขอฝากไว้หน่อย ความหวังขององค์กรนี่ฉันฝากไว้ที่นายเลยนะ”
ไม่ใช่แค่ความหวังขององค์กร ความหวังในอนาคตของเจ้าอรุณก็เช่นกัน ตอนแรกก็ไม่อยากจะรับหรอกนะงานนี้ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองดูก็ได้ ถ้างานวิจัยของเขาประสบผลสำเร็จและเป็นที่ยอมรับจนเขาหมดภาระหน้าที่กับที่นี่ มันก็น่าลองเสี่ยง
“เวลาด็อกเตอร์มอบหมายหน้าที่ให้ผมมา มีครั้งไหนที่ผมปฏิเสธได้ด้วยเหรอครับ”
เจ้าอรุณตอบกำกวมเป็นเชิงว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องของโจเซได้ ซึ่งมันก็จริง เขาไม่เคยปฏิเสธหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากโจเซ เพียงแต่งานบางงาน เขาไม่ได้ทุ่มเต็มที่เท่านั้น แต่เมื่อมาอย่างนี้แล้ว โจเซก็รู้เลยว่าเจ้าอรุณเตรียมตัวเตรียมใจทุ่มเทกับงานนี้อย่างเต็มที่ ถ้าเขาไม่สนใจก็จะรับงานไปโดยไม่พูดอะไรสักคำเหมือนกับในตอนนี้
“งั้นก็ฝากด้วยนะ นายอยากได้ทีมไหม เดี๋ยวฉันจัดคนให้มาเป็นผู้ช่วยนาย”
อุตส่าห์ตอบรับคำขอร้องของเขาทั้งที โจเซก็เสนอหาคนมาช่วยงาน ทว่าเจ้าอรุณกลับส่ายหน้ายิก
“ไม่ล่ะครับ ผมชอบทำงานคนเดียว ทำงานหลายคนมันน่ารำคาญ”
เป็นปกติของเจ้าอรุณ เขาไม่เคยขอให้ใครมาช่วยงานอยู่แล้ว โจเซก็รู้ดี แค่ถามเป็นมารยาทไปอย่างนั้นแหละ
“โอเค ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรบอกฉันแล้วกัน ฉันยังคงไปๆ มาๆ ที่นี่อยู่ ไว้เดี๋ยวฉันจะมารับรายงานเป็นระยะนะ”
เจ้าอรุณพยักหน้ารับ รอให้โจเซมอบหมายคำสั่งอีกสองสามประโยคก่อนอีกฝ่ายจะขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ ทิ้งให้เจ้าอรุณถอนหายใจยาว มองเถาวัลย์รูปทรงวงรีตรงหน้าอย่างระอาใจ
งานช้างเริ่มต้นขึ้นอีกแล้วสินะ
จะว่างานช้างก็ไม่เชิง มันมาเป็นงานช้างตอนที่จู่ๆ โจเซก็โผล่กลับเข้ามาในตอนบ่ายหลังจากสั่งงานเสร็จเพื่อที่จะบอกว่าศาสตราจารย์ผู้มีอิทธิพลในวงการพฤกษศาสตร์แห่งประเทศบราซิลสนใจการศึกษาวิจัยเถาวัลย์รูปไข่นี่เป็นอย่างมาก ต้องการรายงานเบื้องต้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เพื่อที่จะช่วยเหลือในการขอทุนสนับสนุนองค์กรจากรัฐบาล
ร้อนถึงเจ้าอรุณที่ต้องเริ่มงานตั้งแต่วันนี้เลยทั้งที่เขาควรมีเวลาไปเคลียร์งานอย่างอื่นก่อนแท้ๆ
ชายหนุ่มเดินถือแท็บเล็ตสำหรับบันทึกข้อมูลเดินกลับเข้ามาในเรือนกระจก มืออีกข้างถือไม้ที่โจเซใช้สะกิดเถาวัลย์ในตอนแรกไว้มั่น ก่อนลงมือเดินสำรวจไปรอบๆ เถาวัลย์นั้น
ข้อมูลเบื้องต้นในส่วนของลักษณะภายนอก เท่าที่ดูก็ไม่มีอะไร เป็นเถาวัลย์ที่เลื้อยพันกันจนกลายเป็นวงรีรูปไข่ ขนาดสูงเกือบสองเมตร มีเถาวัลย์ทั้งอ่อนและแก่งอกออกมานอกเหนือจากที่พันกันอยู่อีกราวสิบกว่าเถา เถาที่แก่และมีสีน้ำตาลเข้มมีดอกตูมสีแดงสดซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีกลิ่นไหม รับประทานได้ไหม หรือมีฤทธิ์อะไร ในส่วนนี้เป็นส่วนที่เจ้าอรุณต้องศึกษาต่อ
เขาใช้เวลาทั้งวันในการสำรวจเบื้องต้นอย่างละเอียด ทุ่มเทกับงานจนแทบลืมไปกินมื้อกลางวัน ดีที่โจเซวานให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอาแซนด์วิชมาให้ เจ้าอรุณถึงได้รู้สึกตัวว่าควรหาอะไรเยียวยากระเพาะน้อยๆ ของตัวเอง
ร่างสันทัดคว้าเก้าอี้ผ้าใบขนาดเล็กมากางตรงหน้าพรรณไม้ที่ตัวเองศึกษา เอามื้อกลางวันวางบนนั้นขณะที่ยังคงสำรวจไปรอบๆ มันไม่เลิก กระทั่งท้องร้องประท้วงถึงได้ตัดสินใจจะพัก
ในจังหวะที่เขาเดินตรงไปหมายจะนั่งเก้าอี้ พลันเท้าก็สะดุดเอาเข้ากับเถาวัลย์เถาใหญ่เถาหนึ่งจนเกือบหน้าคะมำ เขาจะไม่หงุดหงิดเลยถ้าเถาวัลย์เถานั้นอยู่เฉยๆ แล้วเขาไปสะดุดเอง ไม่ใช่เคลื่อนไหวมาขัดขาขณะที่เขากำลังเดินอย่างนั้นคล้ายกับว่าจงใจแกล้ง
“อยู่ไม่สุขนัก เดี๋ยวก็ตัดทิ้งซะเลยนี่”
เจ้าอรุณว่าอย่างหงุดหงิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เถาวัลย์เคลื่อนไหวเองไปมา มันขยับตลอดเวลาที่เขาทำการสำรวจ มองผ่านๆ อย่างกับเครื่องเล่นในสวนสนุกที่มีรูปร่างเป็นปลาหมึกอย่างไรอย่างนั้น
เขาพูดลอยๆ แต่น่าแปลกที่เถาวัลย์นั่นกลับหยุดเคลื่อนไหวฉับพลัน ไม่ใช่เพียงแค่เถาเดียวด้วย เป็นทุกเถา ทำเอาชายหนุ่มขมวดคิ้ว
เหมือนสื่อสารกันได้เลยแฮะ ขู่แล้วฟัง อย่างกับพูดรู้เรื่อง
คิดแล้วหัวคิ้วก็ย่นยู่หนักกว่าเดิม ตั้งแต่ศึกษาพรรณไม้มาเพิ่งจะเคยเจอพืชสื่อสารกับมนุษย์ได้เป็นครั้งแรก
ไม่สิ ไม่ใช่ตั้งแต่ศึกษาพรรณไม้มา ต้องบอกว่าตั้งแต่เกิดมา เขาเพิ่งจะเคยพบเคยเจอมากกว่า นี่ถ้าไปพบเจ้าพืชนี้ในประเทศไทยล่ะก็ ป่านนี้คงได้ลงแป้ง เอานิ้วถูขอหวยกันจ้าละหวั่นไปแล้ว
กระนั้นเจ้าอรุณก็ไม่มั่นใจนักว่ามันจะสื่อสารกับเขารู้เรื่อง อาจจะเป็นเพราะความบังเอิญ เขาจึงตัดสินใจทดลองดูอีกทีด้วยการลองปล่อยปากกาสไตลัสที่ใช้บันทึกข้อมูลลงแท็บเล็ตทิ้งลงพื้นอย่างจงใจ มองซ้ายขวาแล้วเห็นไม่มีใครถึงได้พูดขึ้น
“เก็บให้หน่อย”
ต้องระวังหน้าระวังหลังไว้หน่อย พูดสุ่มสี่สุ่มห้า มีใครเข้ามาเห็นเขาพูดคนเดียวคงได้คิดว่าเขาบ้าแล้วเอาไปนินทาแน่ แค่นี้ก็โดนนินทาจนไม่รู้ว่าจะโดนอย่างไรแล้ว
ยืนรอดูผลอยู่ครู่หนึ่ง เท่านั้นเถาวัลย์ขนาดเล็กเถาหนึ่งก็ขยับจากฐาน ค่อยๆ เลื้อยไปตามพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ พันเอาปากกาสไตลัสที่ปลายเท้าเขาขึ้นมาลอยอยู่ในอากาศ เจ้าอรุณเผลออ้าปากค้าง มองอย่างไม่เชื่อสายตากระทั่งเถาวัลย์เถานั้นขยับเล็กน้อยประหนึ่งคะยั้นคะยอให้เขารับ พอได้สติ เขาก็ยื่นมือไปรับปากกา เถาวัลย์ถึงได้คลายตัวออกแล้วกระถดถอยกลับไปที่เดิม
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้กลับไปยังที่ของมันในตอนแรก เจ้าอรุณก็รีบเรียกเอาไว้ก่อน
“เดี๋ยว อย่าเพิ่ง”
เถาวัลย์เถานั้นหยุดชะงักทันควัน เจ้าอรุณเม้มปากแน่น คิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรทำดีไหม ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก
“ขอมือ... ขอเถาหน่อย”
ขอมือหน่อยนั่นมันหมา แต่นี่ไม่ใช่เลยเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน
ที่ตัดสินใจทำอย่างนี้ก็เพราะต้องการความมั่นใจว่าที่เขาคิดในตอนแรกนั้นไม่ผิด