ณ ศาลาท่าน้ำ
“ฮือ ฮือ ฮือ”
แม่หญิงตัวน้อยกำลังนั่งร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกโศกา นับตั้งแต่แม่หญิงวัยสิบเอ็ดถูกตัดจุกไปเมื่อช่วงเช้า เธอก็รู้สึกเศร้าเสียใจ แลเอาแต่ร้องไห้อยู่เช่นนั้น ใครมาปลอบเธอก็หาได้หยุดร้องไห้ไม่ กระทั่งผู้เป็นแม่ต้องปล่อยให้เธอร้องไห้ไปจนกว่าจะหยุดเอง
“ทางนี้เจ้าค่ะ แม่หญิงเธออยู่ตรงศาลาท่าน้ำเจ้าค่ะ แจ่มไปปลอบหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่ก็ยังมิหยุดร่ำไห้สักที”
นางบ่าวพาผู้มาเยือนไปหาแม่หญิงตัวน้อยที่นางเฝ้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะ ด้วยอาการร้อนรนระคนเป็นห่วง
ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังจุดที่แจ่มบอก ก็เห็นร่างเล็กนั่งสั่นเทิ้มอยู่ตรงศาลา
“ข้าจักไปปลอบแม่ชบาน้อยเอง พี่แจ่มกลับเรือนไปเถิด อีกประเดี๋ยวข้าจักพาแม่ชบาน้อยกลับตามไป”
ชายหนุ่มนามพ่อทัพรับอาสา หวังว่าเด็กน้อยนั้นหนาจะเลิกร่ำไห้เมื่อได้เห็นว่าเขาเอาสิ่งใดมาหลอกล่อ
“เจ้าค่ะ ฝากด้วยหนาคุณทัพ ใครพูดกระไรมิฟังเลย หากเป็นคุณทัพ แม่หญิงต้องเชื่อเป็นแน่เจ้าค่ะ”
“อือ อย่าได้ห่วงเลยข้าจักดูแลเอง”
เมื่อแยกจากนางบ่าวแล้ว ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มวัยสิบเก้าก็ก้าวเดินไปยังร่างแม่หญิงเล็กจ้อยที่เอาแต่ส่งเสียงสะอื้นไห้
“ไยมานั่งร่ำไห้อยู่ตรงนี้กันเล่าแม่ชบาน้อยของพี่”
เสียงทุ้มนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความเอื้อเอ็นดู ทำให้แม่ชบาน้อยถึงกับรีบปาดน้ำตา ด้วยแน่แล้วว่าเสียงอันคุ้นหูนี้คือเสียงของผู้ใด แม่หญิงหันไปยิ้มร่าทั้งน้ำตาให้ผู้มาเยือน เธอทั้งยิ้มทั้งสะอื้นไห้ในคราวเดียว
“คุณพี่ทัพ ฮึก ฮือ มาได้อย่างไรเจ้าคะ มิใช่ว่าไปช่วยคุณลุงติดต่อค้าขายกับทางกรุงศรี ฯ ดอกรึ”
เอ่ยถามคุณพี่ทั้งเสียงสั่นเสียงเครือเจือเสียงสะอื้น คนพี่ได้แต่พิศมองคนตรงหน้า เห็นจมูกเล็ก ๆ นั้นหนาแดงก่ำ แถมสองข้างแก้มยังมีแต่คราบน้ำตา ‘ไม่น่ามองเอาเสียเลย’ บัดนี้น้องน้อยช่าง ‘มอมแมม’ นัก
“พี่ไปมาแล้ว แลกลับมาแล้วนี่อย่างไรเล่า”
ตอบพร้อมทิ้งกายลงนั่งเคียงข้างแม่คนตัวเล็ก ก่อนจักหยิบเอาผ้าเช็ดหน้ายื่นไปให้ เมื่อมือน้อยรับไปเขาก็ทำได้แค่ลูบศีรษะเล็กจ้อยนั้นด้วยความนึกเอ็นดู
แม่หญิงตัวน้อยเช็ดน้ำตาจนเริ่มเหือดแห้ง แต่ยังมีเสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาด้วยร้องไห้เสียนาน จนคนเป็นพี่ต้องลูบไหล่ลูบหลัง ปลอบโยนกันไปอีกครา
“ไปเสียนานนักหนาเจ้าคะ ฮึก... รู้ฤๅไม่ ฮึก ฮือ นอกจากชบาจักกำพร้าพี่แล้ว เพลานี้ชบายังกำพร้าจุกด้วยเจ้าค่า ฮึก ฮือ”
คนที่เพิ่งตัดจุกมาเอ่ยบอก พร้อมเบะปากราวกับการตัดจุกนั้นช่างเป็นเรื่องน่าเศร้านัก
“ตัดจุกแล้วอย่างไร มิเห็นมีกระไรให้ต้องเศร้าหนาแม่ชบา”
พ่อทัพอยากรู้นัก เหตุใดแค่เพียงตัดจุกถึงทำให้แม่ชบาน้อยผู้ร่าเริงสดใสกลับเศร้าใจได้ถึงเพียงนี้
“ชบามิอยากตัดจุกเจ้าค่า มิอยากเป็นแม่หญิง มิอยากออกเรือน อยากเป็นแค่แม่ชบาน้อยเพียงเท่านั้น อยากปีนป่ายต้นไม้ แลเล่นซนกับเพื่อน ๆ เจ้าค่ะ”
สิ่งที่แม่ชบาน้อยเอ่ยออกมา สรุปได้ว่าเธอนั้นไม่อยากตัดจุกเพราะกลัวจะเล่นซนอย่างเคยมิได้
“ที่แท้ก็ห่วงเล่นนี่เอง ตัดจุกแล้วเช่นไร ก็เล่นซนได้นี่นา”
“มิได้เจ้าค่ะ คุณแม่จักเอ็ด คุณแม่ห้ามเจ้าค่ะ บอกว่าจักเป็นแม่หญิงแล้ว จักเล่นซุกซนมิได้”
แค่พูดถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ให้คลอเอ่อมาอีกครา คนพี่แลหน้าตาน้องน้อยแล้วให้ยิ่งนึกขันปนสงสาร
“แม่ห้ามก็มิฟังรึเจ้า”
“ฟังสิเจ้าคะ ถ้ามิฟังจักมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้รึเจ้าคะ”
สิ่งที่ผู้เป็นแม่บอกกล่าวเมื่อหลังตัดจุก ล้วนเป็นสิ่งที่เธอมิอยากกระทำทั้งสิ้น
“ใคร ๆ ก็ตัดจุกกันทั้งนั้น เจ้ามิรู้รึ”
“แต่ชบาไม่อยากเหมือนใคร”
บอกออกไปพร้อมสะบัดหน้าหนี ให้มันได้อย่างนี้สิ แม่หญิงคนดี ช่างมีฤทธิ์มีเดช
“ก็ในเมื่อตัดไปแล้ว จะมัวนั่งเศร้าไปไย เอานี่ไปเล่นไม่ดีกว่ารึ พี่ซื้อมาฝาก”
ตุ๊กตาแต่งกายแบบแม่หญิงฟะรังคีตัวหนึ่งถูกยื่นไปตรงหน้าแม่หญิงตัวน้อย พลันความเศร้าสร้อยแลตาละห้อยได้หายวับ บัดนี้นั้นมีแค่เพียงดวงตาสุกสกาวสดใส แลเป็นประกายแห่งความอยากรู้อยากเห็นอยู่เต็มสองตาของแม่ชบา
“ตุ๊กตา ตุ๊กตารึเจ้าคะ”
“ใช่ พี่ให้เจ้า”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
เมื่อมีสิ่งที่เรียกความสนใจ แม่ชบาน้อยก็หยุดร้องไห้คร่ำครวญพลัน เพลานี้นั้น ปากแม่หญิงขยับเป็นเส้นโค้งด้วยความตื่นเต้นเปรมปรีดิ์
“ชอบฤๅไม่ นี่ของเล่นของพวกฟะรังคีเลยหนาเจ้า”
“ชอบเจ้าค่ะ จักเล่นทุกวัน”
“ตัดจุกแล้ว คือโตแล้ว อย่าเล่นกระไรเป็นเด็ก ๆ ไปเลยหนาแม่ชบา”
เอ่ยทั้งจนใจ พ่อทัพให้รู้สึกเห็นใจมารดาของแม่ชบาน้อยนัก
“แต่ข้ายังเป็นเด็กนี่เจ้าค่ะ ไม่อยากเป็นแม่หญิงนั่งกรองมาลัยให้หลังขดหลังแข็ง ทำอาหารรึกลิ่นควันก็อบอวลชวนให้หายใจลำบาก ดูแลเรือนรึก็ขี้คร้านเจ้าค่ะ เรือนออกจักกว้างขวางดูแลได้ยากยิ่งนัก แล้วยังมีอีกหนาเจ้าคะ มีกิจอีกมากมายที่ผู้เป็นแม่หญิงต้องกระทำ แถมยังต้องออกเรือนด้วยเจ้าค่ะ ชบามิอยากออกเรือน อยากอยู่เล่นซนเช่นนี้มากกว่า”
แม่ชบาบ่นย้ำให้คุณพี่ทัพของเธอได้เข้าใจ
“เป็นแม่หญิง จักขี้คร้านได้อย่างไรเล่า อีกอย่างเมื่อถึงเพลาออกเรือน ก็ต้องออก รึเจ้าอยากจักเป็นหญิงเทื้อ”
“เฮ้อ เป็นหญิงเทื้อได้เจ้าค่ะมิได้กลัว คุณพี่ทัพล่ะก็ เซ้าซี้เสียจริง ชบาบอกว่ามิอยากออกเรือนก็คือมิอยากออกเจ้าค่ะ ทำไมคุณพี่ทัพมิออกเรือนเสียเองเล่าเจ้าคะ มาถามชบาอยู่ได้”
“...”
“อุ้ย”
พูดไปแล้วแม่หญิงน้อยก็เพิ่งจักนึกขึ้นได้ เพราะคนรักของคุณพี่ทัพได้ตายสิ้นไปเสียแล้ว เช่นนั้นคุณพี่ของเธอจักออกเรือนกับผู้ใดได้อีกเล่า ทันใดนั้นดวงตากลมโตมองไปยังคนพี่ด้วยความรู้สึกผิดไปทั้งใจ แต่ก็ยังฝืนกลบเกลื่อนความรู้สึกด้วยรอยยิ้มเก้อ
“ขออภัยเถิดเจ้าค่ะ ยังมิมีหญิงใดจักออกเรือนด้วยก็ไม่เป็นไรหนาเจ้าคะ โอ๋โอ๋หนาคุณพี่ทัพ”
บอกพร้อมลูบไหล่ผู้เป็นพี่ราวกับจักปลอบ
“โอ๋ โอ๋กระไรเล่า ดูทำเข้าสิ”
เธอทำท่าราวกับเขาเป็นเด็ก แม่หญิงน้อยผู้นี้ช่างน่าตีนักเชียว
“ปลอบเจ้าค่ะ ข้าอยากปลอบคุณพี่ทัพ คุณพี่ทัพเจ้าขาอย่าได้เสียใจไปเลยหนาเจ้าคะ รูปงามอย่างคุณพี่ทัพนั้น มีแต่แม่หญิงหมายปองตลอดสองโค้งน้ำนั่นแลเจ้าค่ะ ชายตาแลแม่หญิงอื่นบ้างก็ได้หนาเจ้าคะ ที่ศรีสัชนานี้มีแม่หญิงงามพร้อมมากมายให้เลือกเจ้าคะ”
บอกคนพี่ไปแล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ แม้ภายในใจจักยังรู้สึกผิดต่อเขามามากนัก แต่เธอก็พยายามยิ้มมันทุกเพลาด้วยไม่อยากเห็นน้ำตาของคนเป็นพี่อีก
“แก่แดดนัก เพิ่งจักตัดจุก ก็พูดเรื่องหญิงชายเสียแล้ว ระวังเถิด จักโดนคุณน้าลงหวาย”
คนเป็นพี่เอ็ดไม่พอแถมยังขู่เจ้าตัวจ้อยอีก
“หามิได้เจ้าค่ะ หามิได้ ชบาแค่มิอยากให้คุณพี่ทัพเศร้าสร้อยเพียงเท่านั้น”
คนที่เผลอทำตัวแก่แดดแก้ตัวเป็นพัลวัน ด้วยกลัวคุณแม่ของเธอนั้นจักลงหวายจริง ๆ
“หึ”
แค่ไม่มีเมียเขาไม่ได้รู้สึกว่าจักเศร้าตรงไหน เด็กแก่แดดคนนี้ทำเป็นมารู้ดี
“คุณพี่ทัพเจ้าขา มีเมียสักคนดีฤๅไม่เจ้าคะ”
นั่นปะไร สิ้นคำนั้นคนถูกถามจึงใช้นิ้วดีดหน้าผากแม่หญิงผู้แก่แดดแก่ลมโดยพลัน ด้วยแม่หญิงตัวน้อยนั้นยังไม่หยุดเจรจา มิรู้หรือไรว่าเรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องของเด็ก
“โอ้ย เจ็บกบาลเจ้าคะ”
“เจ็บนั่นแลดี พี่มิได้เศร้าสร้อยกะอีแค่มิได้ออกเรือนดอกหนา”
“โป้ปด หาเชื่อได้ไม่”
“พี่มิออกเรือนแล้วอย่างไร มิได้เกี่ยวกระไรกับเจ้า”
“ชบาแค่เป็นห่วง คุณพี่ทัพน่ารักแลใจดีถึงเพียงนี้ หากมิมีแม่หญิงใดแล ชบาจักออกเรือนกับคุณพี่ทัพเองเจ้าค่ะ”
แม่หญิงชบาน้อยบอกพร้อมเอื้อมเรียวแขนเล็กจ้อยเข้าไปคล้องแขนล่ำ ๆ ของพ่อทัพแล้วยิ้มกว้าง
“พูดกระไรของเจ้า”
พ่อทัพเผยยกยิ้มให้ความแก่แดดของคนช่างพูด เมื่อสักครู่ยังบอกว่ามิอยากออกเรือนอยู่เลยมิใช่รึ ไฉนตอนนี้มาเสนอตัวออกเรียนกับเขาเสียแล้วเล่า
ส่วนแม่หญิงผู้โดนเอ็ดก็หาได้สลดไม่ เธอกลับส่งยิ้มแฉ่งแข่งตะวันให้คุณพี่ทัพจนตาหยี
“อย่าวิ่งเจ้าค่ะแม่หญิงอย่าวิ่ง ประเดี๋ยวจักหกล้ม”
เสียงดังเอะอะมาจากหอนอนของแม่หญิงวัยสิบสาม พร้อมกับร่างบอบบางของแม่หญิงชบาวิ่งถลาออกมาจากหอนอนอย่างเร็วรี่ เพียงเพราะเธอทราบจากนางแจ่มผู้เป็นบ่าวแสนดี ว่าคนที่หายหน้าหายตาไปนานแรมปีบัดนี้ได้กลับมาเหยียบชานเรือน
“อ้าว คุณพี่ไม้ แล้วคุณพี่ทัพเล่าเจ้าคะ”
ขาเรียวชะงักกึกเพียงเห็นว่าคนที่นั่งพูดคุยอยู่กับมารดานั้นหาใช่คนที่เธอตั้งตาคอยไม่ แม่หญิงก็ถึงกับหน้าสลด คนที่อยากเจอกลับไม่เจอแต่ดันมาเจอคนที่ไม่ได้อยากเจอเลยแม้แต่น้อย
“เอาแต่ถามหาพี่ทัพ ไยไม่ถามหาพี่บ้าง”
พ่อไม้เอ่ยถามแม่หญิงวัยละอ่อนที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะสนิทสนมกับแม่หญิงชบา แต่แม่หญิงตัวน้อยดูท่าจักอยากสนิทสนมกับพี่ชายของเขาเสียมากกว่า
“แล้วชบาจักถามหาคุณพี่ไม้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าคุณพี่ไม้อยู่ตรงนี้แล้ว อีกอย่างคุณพี่ไม้มิได้ใจดีกับชบาอย่างคุณพี่ทัพนี่เจ้าคะ”
บอกพร้อมกอดอกมองเมินชายหนุ่มตรงหน้าราวกับไม่อยากจักเสวนาพาทีด้วย
“พี่ทัพใจดี หรือมีผลประโยชน์กันแน่ แค่เพียงพี่ทัพซื้อขนมแลของเล่นมาฝากเจ้า เจ้าก็บอกว่าพี่ทัพใจดีเสียแล้ว”
พ่อไม้เอ่ยอย่างรู้เท่าทัน
“มิใช่เช่นนั้นเสียหน่อย คุณพี่ไม้ก็ว่าไปเรื่อย”
“แม่ชบา แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าช่างต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ พ่อไม้เขาเป็นพี่ ไยทำกิริยามิงามเล่า”
เสียงเย็น ๆ ของผู้เป็นแม่ทำให้แม่หญิงถึงกับเปลี่ยนกิริยาท่าทาง
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณแม่”
“ขออภัยพ่อไม้เขาเถิด มิใช่มาขออภัยแม่ แล้วนี่ไยเจอพี่เชื้อแล้วมิไหว้ แม่ชักจะหมดความอดทนกับเจ้าแล้วหนา”
คนเป็นแม่เอ็ดอึงเสียงดังพร้อมส่งสายตาคาดโทษ
“อุ้ย! ลืมเจ้าค่ะคุณแม่ กราบคุณพี่ไม้เจ้าค่ะ”
“ไหว้พระเสียเถิดแม่ชบา ไหว้งามนักค่อยดูเป็นผู้เป็นผู้คนหน่อยหนา รู้จักกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่เช่นนั้นก็รับเอาของฝากของเจ้าไปเถิด”
ชายผู้มาเยือนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าด้วยแม่หญิงนั้นทโมนราวกับชายหามีความเป็นกุลสตรีไม่ แต่ก็ยังส่งของฝากไปให้ถึงมือ
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณพี่ทัพฝากของมาให้ข้าอีกแล้วรึเจ้าคะ คุณพี่ทัพช่างใจดีกับข้านัก”
รับเอาของฝากพร้อมยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง
“หาใช่ของพี่ทัพไม่ แต่เป็นของพี่เองต่างหากเล่า”
“อ้าว เช่นนั้นรึเจ้าคะ แล้วไยคุณพี่ไม้จึงให้ของแก่ข้า ผิดวิสัยนัก ร้อยวันพันปีมิเคยจักให้”
คนให้ถึงกับยิ้มขัน แม่หญิงน้อยนั้นช่างต่อปากต่อคำเสียนี่กระไร
“ก็วันนี้พี่ทัพไม่ได้ฝากของมาให้เจ้า พี่มิกล้าจักมามือเปล่า เลยต้องซื้อของมาฝากเจ้านี่อย่างไร”
“เช่นนั้นเองรึเจ้าค่ะ แล้ววันนี้คุณพี่ทัพมิได้ฝากสิ่งใดมาเลยจริง ๆ รึเจ้าคะ”
“ใช่”
“แม้แต่น้อยก็มิมีรึเจ้าคะ”
“ไม่มี”
“มิได้หลอกกันดอกรึเจ้าคะ”
ปกติเมื่อนายนายช่างไม้มาก็จะมีของฝากจากคุณพี่ทัพของเธอติดมือมาด้วยทุกครั้ง แถมนายช่างไม้ยังเล่าเรื่องราวของผู้เป็นพี่ชายให้เธอฟังเสมอ แต่ครานี้ไยถึงไม่มีมา
“พี่ไม่ได้หลอก พี่ทัพมิได้ฝากสิ่งใดมาให้เจ้าจริง ๆ”
สิ้นคำนั้นแม่หญิงก็ถึงกับดวงตาหม่นแสง คอระหงตกลงราวกับดอกไม้เฉา ๆ ที่รอวันแห้งเหี่ยว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอเอาแต่เฝ้ารอคุณพี่ทัพ แม้ไม่ได้เจอตัวแต่ได้ของฝากไว้ดูต่างหน้าก็ยังดี แต่ครานี้คุณพี่ทัพกลับไม่ฝากของมาเสียแล้ว แค่คิดก็ให้รู้สึกน้อยใจเหลือเกิน
‘บางทีคุณพี่ทัพอาจจักลืมคนที่เฝ้าคิดถึงเขาอย่างเธอไปแล้วก็เป็นได้’
“จักทำหน้าเศร้าไปไยกันเล่า คุณพี่ทัพมิได้ฝากของมาให้เจ้าเพราะว่าเขาต้องการจักเอามาให้เจ้าด้วยตัวเองอย่างไรเล่า”
คนช่างแกล้งเมื่อเห็นว่าแม่น้องน้อยหน้าสลดก็ถึงกับต้องยอมเผยความจริง
“หา คุณพี่ไม้ว่ากระไรหนาเจ้าคะ”
ดวงตาที่เคยหม่นแสง บัดนี้กลับเจิดจ้าสว่างไสวขึ้นพลัน
“พี่ทัพสั่งความกับบ่าวอยู่ที่ท่าน้ำข้างล่างโน่น อยากไปหาก็ไปสิ”
“คุณพี่ทัพ คุณพี่ทัพมาหาชบาแล้ว คุณพี่ทัพเจ้าขา”
ว่าแล้วแม่ชบาก็วิ่งหน้าตั้งอย่างไม่คิดชีวิต ตั้งใจจักก้าวขาลงกระไดเรือนไปหานายช่างทัพโดยเร็วพลัน
“กิริยามิงามเลยลูกสาวน้า เฮ้อ เมื่อใดจักเป็นแม่หญิงงามพร้อมกับเขาเสียที ไม่ได้เหมือนแม่ชวนชมเลยสักน้อย”
แม่นายบุญเรือนผู้เป็นแม่ได้แต่บ่นอุบ ส่วนนายช่างไม้ได้แต่ยิ้มเพราะเขาก็เห็นแม่ชบาน้อยเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เล็กก็เลยชินเสียแล้วกระมัง แม่ชบาต่างกับผู้เป็นพี่สาวของเธอมากมายนัก
ด้านแม่หญิงวัยแรกรุ่น เมื่อวิ่งมาถึงชานเรือนก็รีบกระโจนลงกระไดอย่างเร็วรี่ ด้วยใจแม่ชบาเพลานี้อยู่ที่ศาลาท่าน้ำแล้ว แลด้วยความไม่ทันระวังสังเกตสังกา ร่างบางของแม่หญิงที่ถลาลงมาจึงได้ปะทะกับร่างหนาสูงโปร่งเข้าอย่างจัง กระทั่งทำให้สองร่างนั้นเซถลาหงายหลังล้มลงไปอย่างแรง ในจังหวะนั้นเรียวปากจิ้มลิ้มของแม่หญิงก็ประกบเข้ากับปากหยักในทันควัน คนใต้ร่างนั้นถึงกับอึ้งงันด้วยไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาสีดำดั่งนิลหลับพริ้มริมฝีปากนุ่มนิ่มนั้นน่าหลงใหลนัก เพียงสัมผัสก็ให้รู้สึกถึงความนุ่มละมุน และยิ่งเมื่อได้กลิ่นหอมละไมจากเส้นผมดำสลวยที่เวลานี้ได้ระไปตามใบหน้าของเขา ก็ทำให้เขาเผลอสูดลมหายใจเอากลิ่นนั้นเข้าไปจนเต็มปอด มือหนาเผลอลูบไล้ไปตามไหล่เนียนนุ่มที่เขาประคองไว้อย่างเผลอไผล มันให้สัมผัสที่ลื่นมือ ผิวกายสตรีนางนี้ช่างน่าสัมผัสเหลือเกิน
“โอ้ย”
แม่หญิงชบาส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจักฟุบหน้าลงกับอกแกร่งนั้นอีกคราเพราะรู้สึกจุก เธอเพิ่งเข้าใจเพลานี้เองว่าเพราะเหตุใดใคร ๆ ถึงเอ็ดทุกครั้งที่เธอวิ่งลงกระไดเรือน ต่อไปเธอคงต้องระวังให้มากขึ้น
ส่วนคนที่โดนชนก็เพิ่งจะหาเสียงตัวเองเจอ
“เจ็บตรงไหนฤๅไม่แม่หญิง”
“คุณพี่ทัพ คุณพี่ทัพเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
สิ้นคำนั้น นายช่างทัพก็ถึงกับนิ่งงัน พลันสังเกตคนที่ทาบทับอยู่เหนือร่างตนอย่างไม่เชื่อสายตา เพลานี้แม่ชบาน้อยของเขาดูเหมือนจะ ‘โตขึ้น’ อีกหน่อยแล้ว ผมที่เคยตัดจุกไปบัดนี้ยาวประบ่าที่ดูขาวเนียน รับกับใบหน้ารูปไข่ที่ดูเหมือนว่าแก้มป่อง ๆ ที่เคยมีจักลดลงไปมาก
“ว้าย แม่หญิง พี่แจ่มเตือนแล้วเตือนเล่าว่าอย่าวิ่งลงกระได แล้วเป็นอย่างไรเห็นฤๅไม่เจ้าค่ะ พลอยทำคุณพี่เจ็บตัวไปด้วย ดีเท่าไรแล้วที่คุณพี่รับไว้ทัน มิเช่นนั้นได้แข้งขาหักเป็นแน่”
เสียงร้องด้วยความตกอกตกใจของนางแจ่มทำให้นายช่างทัพถึงกับหลุดจากภวังค์ความคิด
ทันทีที่นางบ่าวช่วยพยุงแม่หญิงให้ลุกออกจากร่างของผู้มาเยือน แม่หญิงชบาก็ถลาเข้าหาคุณพี่ทัพของเธออีกครั้ง
“คุณพี่ทัพ เจ็บที่ใดบ้างเจ้าคะ ชบาขออภัยด้วยเถิด”
ว่าพลางเอื้อมมือเรียวขาวไปช่วยพยุงคุณพี่ทัพของเธอให้ลุกขึ้น มือน้อยเฝ้าปัดเอาเศษดินเศษหญ้าที่ติดตามเสื้อผ้านายช่างทัพออก ทุกกิริยาท่าทางมิอาจรอดพ้นสายตาของนายช่างหนุ่มที่เฝ้าจับตาดูอยู่ทุกอิริยาบถ คนตรงหน้าโตขึ้นแลเปลี่ยนไปมาก แต่แล้วอย่างไร ก็ยังทโมนไพรอยู่ดี แค่คิดก็ทำให้ผู้มาเยือนถึงกับต้องเผยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายแม่ดรุณีแรกรุ่นที่ดูเหมือนว่าเพลานี้จะตัวสูงขึ้นกว่าเมื่อปีก่อนมากโข
“เอ่อ แม่ชบาน้อย”
“เจ้าค่ะ นี่ชบาของคุณพี่ทัพเอง”
แม่หญิงเอ่ยบอกทั้งน้ำตารื้น
“แม่ชบาน้อยของพี่เมื่อไรจักโตเสียที ไม่เจอกันนานก็ยังทำกระไรเป็นเด็ก ๆ อยู่เลยหนา ทโมนแท้วิ่งลงกระไดไม่ระวังเลยหนาเจ้า”
บอกพร้อมเอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมดำสลวยของแม่หญิงตรงหน้า แม่หญิงจับเอามือหนาที่จับศีรษะตนไว้มั่นก่อนจะกุมมือนั้นไว้มั่นด้วยสองมือเรียวของเธอ
“ก็ชบาดีใจนี่เจ้าคะ นานเท่าใดแล้วที่มิได้เจอคุณพี่ทัพ ชบาคิดถึงเจ้าค่ะ”
บอกพร้อมคล้องแขนหนา
“มาครานี้ มิรู้ว่าอีกนานเท่าใดจึงจักได้มาอีก เพราะคุณพ่อท่านเจ็บไข้ พี่กับพ่อไม้ต้องดูแลงานปั้นสังคโลกแทนท่าน คงอีกนานกว่าเราจักได้เจอกันหนาแม่ชบา”
นายช่างทัพเอ่ยบอกแก่แม่หญิงวัยสิบสาม ผู้ซึ่งจักเป็นเด็กก็ไม่ใช่เป็นสาวก็ไม่เชิง แต่ยังดีที่กลิ่นกายแลผมเผ้านั้นหอม ไม่ได้มีกลิ่นตุ ๆ เหมือนเมื่อคราที่เคยเจอกันเมื่อปีก่อน
“เช่นนั้นรึเจ้าคะ มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะ ชบาเข้าใจ”
บอกว่าเข้าใจแต่ไยหัวใจที่เคยพองโตกลับเหี่ยวแห้งลง
“วันนี้พี่แวะมาได้มินาน กราบคุณน้าเสร็จแล้วคงต้องรีบกลับ”
“กระไรกันเจ้าคะ เพิ่งปะหน้ากันแท้ ๆ นี่จักกลับแล้วรึเจ้าคะ ยังมิคลายคิดถึงเลยหนา”
“พี่มีกิจมากนัก ต้องเดินทางไปเจรจาค้าขายกับทางกรุงศรีด้วยเพิ่งเปิดตลาดใหม่ พี่มาเพียงบอกลาเจ้ากับทุกคนที่เรือนนี้ คงอีกนานกว่าจักได้เจอกันหนาแม่ชบา เอาไว้พี่กลับมาจักรีบมาหาเจ้าดีฤๅไม่?”
“อย่าทิ้งไปนานหนาเจ้าคะ ชบาคิดถึง”
คงไม่มีคำใดจักแทนใจแม่หญิงได้เท่าคำว่าคิดถึงอีกแล้ว เมื่อสิ้นพี่สาวไป คนที่เธอสนิทด้วยที่สุดเห็นมีแต่เพียงคุณพี่ทัพเท่านั้น แต่เพลานี้เมื่อคุณพี่มีกิจมากมายที่ต้องทำเธอก็พร้อมที่จะเข้าใจ
“อือ มิต้องร้องไห้ดอกเราได้เจอกันอีกเป็นแน่”
ว่าพร้อมเช็ดน้ำตาให้แม่น้องน้อย
แล้ววันนั้นเมื่อนายช่างทัพกราบลาบิดามารดาของแม่หญิงชบาแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปพร้อมกับถุงหอมที่แม่หญิงชบาเพิ่งหัดทำเป็นครั้งแรก แม่หญิงชบาตัวน้อยนั่งมองเรือของเขาลอยลำจากไป ก่อนจะหันมามองขนมในมือแล้วยิ้มทั้งน้ำตา
หลังจากนั้นไม่นาน แม่หญิงชบาก็ได้ข่าวว่าพ่อของนายช่างทัพได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ พ่อกับแม่ของเธอเดินทางไปร่วมงานศพด้วย แต่เธอไม่ได้ไปเพราะการเดินทางด้วยเรือในหน้าฝนนั้นช่างลำบากนัก เธอจึงได้แต่รอฟังข่าว
หลังจากมารดากลับมาก็เล่าให้เธอฟังว่าคุณพี่ทัพของเธอได้เป็นผู้สืบทอดกิจการงานเครื่องปั้นสังคโลกต่อจากผู้เป็นบิดาอย่างเต็มตัว และเพราะเขาคงมีกิจมากมายนักทำให้นับตั้งแต่นั้นมาเธอจึงไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเขาอีกเลย มีเพียงนายช่างไม้ และแม่นายจันทร์เท่านั้นที่ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ของเธออยู่บ่อยครั้ง เธอจึงได้ยินเรื่องราวของเขาจากปากของคนทั้งสอง ได้ข่าวว่าเขาต้องไปเจรจาค้าขายกับทางการกรุงศรีฯ ซึ่งเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้แก่งานเครื่องปั้นสังคโลกของเขา