ตอน 1

รษาขยับเปลือกตาอันหนักอึ้งปรือตารับแสงของวันใหม่ รู้สึกร้อนวูบวาบปวดร้าวบวกกับอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจับไข้ นึกย้อนถึงเรื่องราวรางเลือนเมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่น่าหลงเชื่อแรงยุของเพื่อนดื่มจนเมามายแทบครองสติไม่อยู่เลยจริงๆ เพราะนิสัยไม่ยอมคนของเธอแท้ๆ

หญิงสาวสำรวจกลอกตามองรอบห้องพลางยกมืออังหน้าผากวัดระดับความร้อนของร่างกาย ทว่าเมื่อเหลือบเห็นเนื้อนุ่มขาวนวลเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดห่อหุ้ม ไร้ผ้าห่มปิดผิวกายกับความเย็นวาบฉาบผิวเป็นเครื่องยืนยัน

มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

“กรี๊ดด!”

หญิงสาวหวนนึกย้อนไปถึงความรู้สึกก่อนที่สติทั้งหมดที่มีของเธอจะหลุดลอยไป

ใช่! เธอถูกชายกลุ่มหนึ่งทำร้าย

หญิงสาวไม่อาจจดจำใบหน้าของคนพวกนั้นได้ทั้งหมด ทุกอย่างในความทรงจำเลือนรางเหมือนภาพในความฝัน ฝันร้ายที่เธอไม่อยากพบพาน หญิงสาวพยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำแสนปวดร้าวเดินโซซัดโซเซเข้าห้องน้ำอย่างยากลำบาก

“กรี๊ด! กรี๊ดดด!! ” หญิงสาวกรีดร้องเสียงแหลมขึ้นมาอีกครั้ง รอยแดงเป็นจ้ำที่เกิดขึ้นบนผิวผ่อง เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยตอกย้ำยืนยันเรื่องราวที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างที่ผ่านมาไม่ใช่ความฝันของเธออีกต่อไป ความทรงจำเลือนรางสุดท้ายก่อนสิ้นสติหลุดลอยถาโถมประดังประเดเข้ามาในสมองไม่ขาดสาย

‘ฉันสูญเสียพรหมจรรย์ให้กับพวกเขาจริงหรือ’

“กรี๊ด! ไม่จริง!”

เสียงสุดท้ายที่หลุดออกมาจากปากบวมเจ่อ พร้อมกับสติของเธอดับวูบทรุดกองลงบนพื้นเย็นเฉียบ

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก เจ้าของร่างสูงเดินกลับมาในห้องพักของหญิงสาวอีกครั้ง หลังจากที่เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อย สองขายาวก้าวมาที่เตียงหลังจากสั่งให้พนักงานปิดข่าวให้เรียบร้อย ทั้งนี้ก็เพื่อหญิงสาวที่ถูกกระทำเสียหาย ทั้งต้องรักษาชื่อเสียงของโรงแรม

เขาเพิ่งก้าวเข้ามาบริหารโรงแรมไม่นานไว้ด้วย ถ้าข่าวนี้รั่วไหลออกไปมันคงไม่เป็นผลดีกับโรงแรมและผับที่เขากำลังจะเปลี่ยนระบบการบริหารใหม่

เมื่อนึกถึงใบหน้าบอบช้ำของหญิงสาวเคราะห์ร้ายเขาก็ยิ่งสงสารและเป็นกังวล จนต้องเขามาดูเธอเธอด้วยตัวเองอีกครั้ง ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องเองแบบนี้ เพียงแค่สั่งสองสามประโยคทุกอย่างก็เรียบร้อย แต่ใบหน้านวลของสาวเคราะห์ร้ายกลับวนเวียนในหัวไม่หยุด ในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ตรงนี้

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงผ่านมา ถ้าหากคนของเขาไม่เฉลียวใจในสิ่งผิดปกติและเข้ามารายงานเขาได้ทัน เขาไม่รู้เลยว่าเธอจะมีสภาพเป็นอย่างไร ขนาดว่าเขาเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน สภาพของเธอก็ยังไม่ต่างจากโดนรุมโทรมสักนิด

หัวคิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อไม่เห็นหญิงสาวนอนอยู่บนเตียงอย่างที่ควรจะเป็น เขากวาดสายตามองรอบห้องเร็วๆ ก่อนจะมองเลยผ่านเตียงกว้างไปโฟกัสไปที่ห้องน้ำและเดินตรงไปดูที่ห้องน้ำ และเขาก็ต้องตกใจหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า เมื่อเห็นร่างบางที่เขากำลังมองหานอนอยู่บนพื้นในห้องน้ำ

“คุณ! คุณ! เป็นอะไรไป ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้” มือหนาแตะไหล่กลมกลึงเขย่าเรียกหญิงสาวให้ได้สติ แต่คนที่เขาพยายามเรียก กลับยังนอนนิ่งเงียบไม่ไหวติงสักนิด

‘บ้าเอ๊ย เป็นอะไรอีกเนี่ย เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ป่านนี้ที่บ้านจะรู้หรือยัง แล้วจะเป็นห่วงมากมายขนาดไหนกัน’ ชายหนุ่มสบถเบาๆ

ปรินทรย่อตัวช้อนร่างเปลือยเปล่าขึ้นมาในวงแขน อุ้มเธอเดินมาที่เตียง เขาค่อยๆ วางร่างบางลงอย่างเบามือ เหมือนกลัวว่าเธอจะได้รับการกระทบกระเทือนจนเจ็บหนักเพิ่มขึ้นอีก จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องน้ำและเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมผ้าชุบน้ำอุ่นในมือ เขาใช้มันแตะซับไปทั่วใบหน้าอย่างเบามือ

นานหลายชั่วโมงที่หญิงสาวหลับใหลไม่ได้สติ ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรมก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น เขาเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง ทำไมจะต้องอยู่ ในเมื่องานของตัวเองก็ล้นมือ

หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนค่ำ ดวงตาค่อยๆ กระพริบฝ่าความพร่าเลือน จากนั้นเธอก็ค่อยๆ หันไปมองรอบตัว เมื่อเห็นชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงกุมมือของเธอนั่งอยู่ก็ตกใจ แม้สายตาของคนมองจะแสดงออกถึงความอาทรห่วงใยก็ตาม

หญิงสาวรีบชักมือกลับและรีบกระถดตัวหนีออกห่างจากการเกาะกุมเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง เธอพ่นวาจาแสบร้อนที่ออกมาจากปากบางที่ฟื้นไข้ขึ้นมาไม่กี่นาที

“กรี๊ด! ไอ้บ้ากาม! แกข่มขืนฉัน”

ไม่เพียงแค่นั้น มือของเธอยังรัวทุบร่างหนาไม่ยั้ง ทั้งที่ยังเจ็บร้าวในร่างกาย จากความรู้สึกโกรธทะลุจุดเดือดของเจ้าของฉายาคุณหนูขี้วีนอย่างเธอ พ่นคำด่าทอออกมาจากปากซีดบวมเป่งไม่หยุด

“ไอ้หน้าด้าน! ไอ้ซาตานชั่ว! ไอ้มั่วไม่เลือกที่! ไอ้ไม่มีที่ดีในสันดาน! ไอ้”

เธอเป็นลูกสาวคนเล็กที่ถูกตามใจและทุกคนต้องยอมให้เธอ หลังจากที่พ่อเสียไป พี่ชายเพียงคนเดียวก็ประเคนให้เธอทุกอย่าง

ชายหนุ่มรวบสองมือของหญิงสาวเอาไว้ จ้องนิ่งไม่วางตา

“หยุด! พอได้แล้ว! ฟังผมก่อน เรื่องเมื่อคืน...” ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้มและเตรียมจะอธิบาย แต่ก็พูดไปได้แค่ครึ่งเดียว แต่หญิงสาวสะบัดแขนอย่างแรงให้หลุดจากพันธนาการ ร้องเสียงแหลมแสบโสตประสาทหูตวาดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่! ไอ้สารเลว ไอ้หน้าตัวเมีย ไอ้คนชอบรังแกผู้หญิง ไอ้ชิงหมาเกิด ฉันจะกลับบ้าน แล้วจะเอาตำรวจมาลากคอแกเข้าคุก และต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด รวมทั้งผับและโรงแรมเส็งเคร็งนี่ด้วย” เธอพ่นคำด่าออกมาอีกเป็นชุด โดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นถึงผู้บริหารของที่นี่

“ถ้าจะไม่ฟังอะไรก็เอาเถอะ” ชายหนุ่มบอกอย่างเหนื่อยหน่าย นั่นยิ่งทำให้คนเอาแต่ใจโกรธมากขึ้น

“แกรู้ไหม! ว่าฉันเป็นใคร” หญิงสาวบอกเสียงดังลั่นไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น

‘โธ่! แม่คุณเอ๊ย เป็นคนใหญ่คนโตเสียด้วย’ เขาคิดในใจอย่างระอา คงเป็นลูกหลานผู้มิอิทธิพลแถวนี้สักคน แม้เขาจะกลับมาอยู่เมืองไทยไม่นาน แต่ก็เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ จนชิน โดยเฉพาะในผับ แต่เขาก็ไม่หวันเกรงสักนิด

เมื่อก่อนพ่อของเขาอาจจะเกรงกลัวคนมีอิทธพลแถวนี้ แต่สำหรับเขาไม่ใช่แน่นอน เขากระตุกยิ้มมุกปากเล็กน้อย

“ผมไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่ถ้าคุณอยากให้ผมรู้ว่าคุณเป็นใครก็บอกมาก็แล้วกัน” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงยียวน

“กวนประสาท!” หญิงสาวง้างมือจะตบอีกรอบ แต่ชายหนุ่มที่มองอยู่ตลอดเวลาก็รวบมือบางไว้ได้ทันเสียก่อน

มือใหญ่ข้างเดียวของเขารวบมือของเธอไว้ได้ทั้งสองข้าง คราวนี้เขากำแน่นขึ้นกว่าเดิมเพื่อไม่ให้เธอทำร้ายเขาต่อ แน่นอนว่าเขาไม่สะทกสท้านกับแรงของเธอ

เมื่อโดนจับไว้คนร่างบางกลับยิ่งโกรธและดิ้นแรงให้หลุดพ้น แต่เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้เธอก็ได้แต่พ่นคำออกจากปากหวังให้เขาได้เจ็บแสบที่สุดเท่านั้น

“ไอ้สารเลว ปล่อยนะ คนชั่ว หน้าตัวเมีย รังแกผู้หญิง”

“บอกให้หยุด แล้วฟัง ฟังก่อน! ทำไมไม่ยอมฟังบ้างเลย มีสติ อย่าเพิ่งโวยวายได้ไหม” ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาวนิ่งบอกเสียงเข้มขึ้นอย่างไม่พอใจ

ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาหญิงสาวก็ได้แต่ร้องต่อว่าเขาเสียงแสบหูโวยวายสติแตกตลอดเวลา จนความอดทนของเขาใกล้จะหมดลงเต็มที

“ฉันไม่ฟัง แกมันชั่ว แกมันเลว” ชายหนุ่มขบกรามแน่นกับถ้อยคำที่พ่นออกมาไม่หยุดจากปากกระจับได้รูปของหญิงสาวแก้มใส

‘โธ่เว้ย! แค่ต้องการอธิบายว่าเป็นคนดี ทำไมมันถึงได้ยากเย็นอย่างนี้วะ ผู้หญิงไทยทำไมถึงเข้าใจอะไรยากเย็นอย่างนี้’ ในเมื่อเขาจะอธิบายให้ฟังดีๆ แล้วไม่ยอมฟังก็ปล่อยให้เข้าใจผิดไปเลยก็แล้วกัน

ชายหนุ่มปล่อยมือหญิงสาว แล้วขยับตัวลุกออกจากเตียงขู่เสียงเข้ม จ้องตาไม่กะพริบ

“เออ! ถ้าอยากเป็นข่าวก็เอาเลย! คนในครอบครัวจะได้รู้ว่าลูกสาวทำตัวแย่ขนาดไหน อายุแค่นี้ก็กินเหล้าเมายา กอดจูบผู้ชายในผับ แถมมีสามีทีเดียวพร้อมกันตั้งสี่ห้าคน” ชายหนุ่มบอกอย่างประชด ไม่คิดว่าเรื่องราวจากนี้จะแย่ลงเพราะคำพูดของเขา

ตอน 2

หญิงสาวอ้าปากหวอกับสิ่งที่ได้รู้จากปากของเขา ตอนนี้เธอไม่ได้คิดไปเอง

“แก! แก!” หญิงสาวชี้หน้าปากสั่นระริก คิดหาคำพูดไม่ออก ไม่รู้เธอจะสรรหาคำไหนมาด่าให้เขาเจ็บช้ำดี

น้ำตาที่พยายามกลั้นไม่ให้มันไหลรินพังทลายประจานความโง่เขลาเบาปัญญาของเธอกลับเอ่อท่วม และล้นออกมาอย่างไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้

เมื่อเห็นอาการเปลี่ยนไปของเธอ แทนที่เขาจะหยุดกลับเติมเชื้อไฟไปอีก

“เอาเลย! คุณอยากแจ้งจับสามีตัวเองก็เชิญเลยสาวน้อย ผมจะได้บอกทุกคนว่าใครที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีคุณร่วมกับผมบ้าง” ชายหนุ่มบอกอย่างเป็นต่อ เมื่อเห็นอาการของคนตรงหน้า คนร่างเล็กเงียบไปทันทีพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นรินออกมา

“คุณจะเอายังไง” รษาต่อรองเริ่มลดระดับเสียงแหลมให้นุ่มลง เธอจะให้พี่ชายของเธอจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด เธอต้องไม่ทำให้เขาเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง แค่เธอดื้อรั้นไม่ยอมฟังจนเกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงก็มากพอแล้ว

“ถ้าคุณเงียบ ทุกอย่างก็เงียบสาวน้อย รับรองว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ทั้งนั้น” ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบอย่างเป็นต่อ คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเธอ ในเมื่อเขามาช่วยเธอได้ทันและไม่มีอะไรเสียหาย นอกจากร่างกายที่บอบช้ำภายนอกเท่านั้น แต่พอพยายามอธิบายเธอกลับไม่ยอมฟัง ก็ให้เข้าใจอย่างนี้แหละ

หญิงสาวคิดสักพักก็พยักหน้า มันคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่มี เธอจะไม่ให้ใครรู้ถึงความผิดพลาดหน้าอับอายนี้เด็ดขาด

“ตกลง ฉันจะกลับละ” หญิงสาวขยับลงจากเตียง เธอตวัดหางตาไปมองชายหนุ่มเล็กน้อย

“หวังว่าไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เราคงไม่ได้เจอกันอีก สาปส่ง!” รษาบอกเสียงสะบัด น้ำตารื้นกับความสูญเสียที่เธอไม่สามารถเรียกร้องอะไรคืนมาได้เลย

“ผมจะไปส่ง” ชายหนุ่มเน้นเสียงหนักบอกด้วยใบหน้านิ่งเฉย แต่ทว่าหญิงสาวก็ตอบกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกัน

“ไม่ต้อง!” รษาตอบกลับทันควัน จ้องหน้าอีกคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถึงแม้ในดวงตาจะเอ่อนองด้วยคราบน้ำตา แต่เขาก็เห็นแววรั้นไม่ยอมคนในดวงตาคู่สวยดวงนั้น

“คุณยังมีอะไรต่อรองผมได้อีกหรือสาวน้อย”

“อ้าย! อย่ามาเรียกฉันว่าสาวน้อย ฉันไม่ใช่สาวน้อยของใคร” หญิงสาวร้องลั่น

“ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าเมียจ๋าก็แล้วกัน หวังว่าคงไม่เถียงนะ หรือถ้าคิดจะเถียง ผมจะได้ยืนยันและตอกย้ำลงในสมองปลาทองของคุณเสียใหม่ เราคงเสียเวลาอีกสักชั่วโมงกว่าจะได้กลับบ้าน เอาไงดีล่ะ เริ่มกันเลยไหม จะได้ไม่เสียเวลาของคุณ”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างเป็นต่อ อยากแกล้งคนหัวรั้นไม่ยอมฟังอะไรสักอย่างขึ้นมาดื้อๆ อยากจะรู้ว่าเธอจะเก่งอย่างที่ปากว่าสักแค่ไหน

“อะ! ไอ้ทุเรศ หนังหน้าอย่างแกคงจะไม่ได้เห็นหนังกำพร้าใต้ร่มผ้าฉันอีกหรอก ที่ผ่านมาฉันจะคิดว่าทำทานให้หมามันให้ได้กินของดีบ้าง จะได้เลิกเห่าเลิกหอนเสียที” หญิงสาวกระชับชุดคลุมเดินกระแทกส้นเท้าปึงๆ เข้าห้องน้ำไปอย่างไม่สบอารมณ์ ชายหนุ่มอมยิ้มมองตามหลังอย่างอารมณ์ดี

“พยศดี น่าปราบ และผมจะปราบคุณให้อยู่หมัด” ชายหนุ่มบอกตามหลังประตูที่ปิดลง

แสงแดดยามบ่ายบนยอดดอยในฤดูหนาวสาดส่องลงมากระทบใบชาสีเขียวเข้มมันปลาบสะท้อนแสงระยิบระยับ

‘ไร่ปกรัก’ ตั้งอยู่บนดอยพญาไพรในอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยพื้นที่ครึ่งหนึ่งของดอยเป็นไร่ชาพันธุ์ดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย ขณะที่อีกครึ่งเป็นแปลงปลูกดอกไม้เมืองหนาว ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งอวดสีสันงามตา และยอดดอยแห่งนี้มี

‘บ้านดุจเดือน’ ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่สร้างอยู่ตรงกลางดอย ทำให้สามารถมองทิวทัศน์โดยรอบไกลสุดลูกหูลูกตา

ธาม ปกรัก หรือพ่อเลี้ยงธาม บุรุษหนุ่มรูปงามวัยสามสิบสามปี ใบหน้าคมเข้ม รูปร่างกำยำล่ำสันสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวสีขาวเหลืองอย่างคนเมืองเหนือ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่จับจ้องมองใครก็ชวนให้ครั่นคร้ามได้ง่ายๆ หากวันนี้ถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดเรย์แบนสีชารับกับใบหน้าคมเข้ม

ชายหนุ่มทอดสายตามองการก่อสร้างโรงงานผลิตหัวน้ำหอมนิ่ง หากมีใครได้เห็นแววตาของเขาตอนนี้ก็จะรู้ว่าความเครียดได้เกาะกุมไปหมดทุกอณู

หลังจากได้รับข่าวจากแม่บ้านว่าน้องสาวไม่กลับบ้านทั้งคืน เขาก็รีบซื้อตั๋วเครื่องบินกลับจากกรุงเทพฯ ทันที ปล่อยเรื่องราวระหว่างตัวเองกับของคู่หมั้นสาวเอาไว้ก่อน เพราะตอนนี้เขาไม่มีเวลาแม้จะเสียใจ รษาเป็นน้องสาวคนเดียวที่รักดั่งดวงใจ

มาถึงที่ไร่ชายหนุ่มก็ผุดลุกผุดนั่งเฝ้าต่อสายหาคนโน้นคนนี้อยู่ทั้งวัน แต่กลับไร้วี่แวว ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเขาได้สักคน แม้แต่มินตราเพื่อนสนิทของน้องสาวก็ติดต่อไม่ได้

ตอน 3

ปรินทรขับรถของโรงแรมมาส่งหญิงสาวถึงไร่ปกรัก เขาเองก็เพิ่งจะรู้เธอจะเป็นถึงน้องสาวพ่อเลี้ยงธามผู้กว้างขวางในวงการไร่ชาและไร่ดอกไม้เมืองหนาวของเมืองเชียงราย

“เมื่อยมั้ยคุณ! ” เขาถามลอยๆ

“อะไร” คนโดนถามหันขวับ เลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย

“นั่งคอเอียงตั้งแต่โรงแรมมาถึงไร่ เพราะอายที่จะสารภาพรักผม เลยใช้ภาษากายสื่อ” ชายหนุ่มบอกต่อ เขาเห็นหญิงสาวที่เอาแต่หน้างอเขาก็อยากชวนคุย แต่ไม่รู้ว่ามุกตัวเองบอดสนิท

“ฮะ!”

“ก็คุณรักผมข้างเดียวไง เห็นนั่งตัวเอียง หันหัวใจมาให้ตรงหัวใจของผมตลอดทาง นึกว่าจะบอกรัก” ชายหนุ่มยิ้มระรื่นเฉลย

“ฝันอยู่หรือเปล่า หรือดูละครมากไป”

“เขินล่ะสิ” ชายหนุ่มเย้าต่อแบบไม่สนใจอารมณ์อีกคน

หญิงสาวสะบัดหน้าพรืดอย่างขัดใจ เปิดประตูรถลงไปทันที ไม่ยอมเสียเวลาสักนาทีแม้จะหันกลับมามองหน้าเขาอีกไม่รักษามารยาทมีน้ำใจบอกขอบคุณคนมาส่งสักนิด

ตลอดเวลาที่เธอนั่งรถกลับไร่เธอได้คิดทบทวนเป็นอย่างดีว่าจะไม่ยอมปริปากบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องตายไปกับเธอเท่านั้น เธอจะไม่ยอมให้พี่ชายเสียใจเพราะเธออีก แต่ก็คงต้องใช้เวลาในการทำใจ ให้สามารถลืมเรื่องร้ายๆ ไปได้ หญิงสาวยกมือป้ายคราบน้ำตาที่ไม่อาจอดกลั้น ไหลรินออกมาอย่างไม่อาย

คนที่มาส่งได้แต่มองตามร่างบางที่เดินเข้าบ้านไป เขาได้แต่หวังว่าสักวันเมื่อเธอได้รู้ความจริงว่าไม่ได้โดนข่มขืนอย่างที่เธอเข้าใจไปเอง เธอคงหันมาขอบคุณและพูดดีๆ กับเขาบ้าง

รษาเดินเข้าบ้านด้วยสภาพอิดโรย ดวงตาบวมเป่งเลื่อนลอยเหมือนคนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ริมฝีปากบวมเจ่อ มีรอยแดงกลืนสีม่วงเข้มตามตัวนับสิบจุด

เมื่อพ่อเลี้ยงธามเห็นน้องน้อยเดินเข้ามา เขาก็วิ่งถลาเข้าหาน้องสาวทันที หลังจากที่ทำได้เพียงรอมาเกือบค่อนวัน

“รษา!” เขาร้องเรียกชื่อเธออย่างดีใจ ตลอดวันที่ผ่านมาเข้าได้แต่เฝ้าโทรถามเพื่อนของน้องสาว แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดสักคน ไม่เว้นแม้แต่มินตราก็ติดต่อไม่ได้เช่นเดียวกัน

“พี่ธาม” รษาโผเข้ากอดพี่ชายร้องไห้ตัวโยนอย่างรู้สึกผิด ผิดที่ไม่ยอมเชื่อฟังพี่ชาย ผิดที่ดื้อรั้น

“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสภาพของเราถึงเป็นแบบนี้ บอกพี่มา” คนเป็นพี่ชายเขย่าร่างบางตัวคลอน อารมณ์พลุ่งพล่านเริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพน้องสาวยอดดวงใจ มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องน้อยของเขา เขารู้สึกตกใจมากที่เห็นสภาพของน้องสาวที่ไม่ต่างจากโดนรุมโทรมเลยสักนิด

“พี่ธามฮื้อ ฮื้อ” รษาได้แต่ส่ายศีรษะร้องไห้สะอื้นฮักๆ กับอกอุ่นของพี่ชาย เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวพี่ชายฟังอย่างไรดี เธอไม่อยากให้เขาเสียใจ แต่จะปกปิดอย่างไรดี

“ใจเย็นๆ รษา ค่อยๆ เล่าให้พี่ฟัง ทำไมสภาพของเราเป็นอย่างนี้” ชายหนุ่มพยายามปลอบโยนน้องเสียงนุ่ม แม้ว่าในใจคิดไปไกล

ท้ายประโยคกลับสะกิดรอยแผลในใจของหญิงสาว ยิ่งทำให้เพิ่มความร้าวรานรุนแรงขึ้นไปอีก เธอซุกหน้ากับแผงอกกว้างร้องไห้หนักกว่าเดิม พ่อเลี้ยงหนุ่มจับไหล่บางของคนร่างเล็กดันออกจากอกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าร่างน้องน้อยเงียบเสียงไปและเหมือนจะหยุดร้องไห้แล้ว

“รษา” พ่อเลี้ยงหนุ่มเรียกชื่อน้องสาวเหมือนละเมอ แต่พูดได้แค่นั้นเขาก็ตกใจหนักกว่าเดิม เมื่อร่างบางในอ้อมกอดของเขาหมดสติและล้มพับไป

“รษา!” พ่อเลี้ยงหนุ่มเรียกน้องสาว ก่อนช้อนอุ้มร่างไร้สติขึ้นไปบนห้องนอน แนวฟันสองฝั่งกระทบกันและขบแน่นจน กรามแกร่งปูดเด่นเป็นสันนูน เขาต้องรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้น้องสาวสุดที่รักที่เขาเฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่เด็กมีสภาพเป็นอย่างนี้ให้ได้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED