รัศมีโชติวางแทบเลตในมือลง ทำทีเป็นถามกับสามีว่า “ลูกชายคนเดียวของคุณจะหมั้นแล้วนี่คะคุณวัฒน์”
เจ้าของชื่อเล่น 'วัฒน์' วางกรรไกรตัดแต่งกิ่งลงบนโต๊ะใกล้ ๆ ก่อนจะหันมองหน้าคนถาม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งกลับไป
“หมั้นกับใคร เมื่อไร”
“ตายแล้ว! นี่ ลูกชายคุณไม่ได้บอกอะไรคุณเลยหรือคะ”
วัฒน์ส่ายศีรษะเบา ๆ เป็นคำตอบ สีหน้าสลดวูบในทันทีที่ได้ยินคำถามของผู้เป็นภรรยา
“เดี๋ยวนะคะ เดือนจำชื่อไม่ได้”
รัศมีโชติรีบหยิบแทบเลตขึ้นมาเลื่อนดูชื่ออีกครั้ง
ตอนนั้นเองที่มีถาดบรรจุน้ำและอาหารว่างวางลงที่บนโต๊ะ พร้อมด้วยเสียงนุ่มนิ่มเอ่ยขึ้นว่า “น้ำผลไม้ปั่นรวมเพื่อสุขภาพค่ะน้าเดือน ของคุณน้าวัฒน์เป็นน้ำผักรวมแบบเดิม อาหารว่างเป็นปั้นสิบไส้ปลานะคะ”
รัศมีโชติยังคงก้มหน้ากับจอ เพื่อค้นหาข่าวที่อ่านเมื่อครู่ ไม่ได้สนใจคนที่เข้ามาใหม่ในวงสนทนาเท่าไรนัก ค่อยเงยหน้าขึ้น บอกชื่อให้สามีได้รู้
“ว่าที่คู่หมั้นชื่ออรอลินค่ะคุณ ทายาทจากตระกูลดัง ไอ้ตระกูลดัง นี่เดือนอยากรู้นักว่ามันดังแค่ไหนกันเชียว” คนพูดไม่ลืมเยาะใส่ในตอนท้ายของประโยค
“เออนี่ คุณดินรุ่นเดียวกันกับเราหรือเปล่ายายปาน”
รัศมีโชติถามหลานสาวด้วยสายตาวาววับคล้ายคิดอะไรในสมองขึ้นมาได้ ปานทิพย์ยกของออกจากถาดจนหมดแล้ว ถามกลับ
“ดินไหนคะน้าเดือน”
“จะดินไหนก็คุณณัฏฐ์ ลูกชายคนเดียวของคุณวัฒน์น่ะซิ”
ปานทิพย์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตามองเลยไปยังกอไม้ที่อาเขยตัดค้างไว้ พยักหน้ารับเบา ๆ “ใช่ค่ะ เรียนรุ่นเดียวกันกับปาน”
“แล้วเรารู้หรือเปล่าว่าเขากำลังจะหมั้น แล้วก็แพลนจะแต่งกันปลายปีน่ะ”
ปานทิพย์รู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นแกว่งไกวแปลกไปชั่วขณะ ตอนที่ได้ยินข่าวนั้นจากปากของน้า “หรือคะ ดีจัง ปานไม่รู้เรื่องเลยค่ะ” จริง ๆ เธอก็ตามข่าวเขามาตลอด แต่ช่วงต้นปีมานี่เองที่มัวแต่ยุ่งกับงานที่รับมาเสียแยะ จนแทบปลีกตัวไปทำอะไรไม่ได้เลย ลืมเลือนที่จะแอบสอดส่องความเคลื่อนไหวของเขาแบบที่เคยทำ ๆ มา
“ ‘เขา’ ไม่ได้รักแม่หนูลินลินอะไรนั่นหรอก ผมแน่ใจ”
คุณวัฒน์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วลุกออกจากวงสนทนาไปโดยไม่แตะของว่างที่ปานทิพย์ยกมาให้แม้แต่น้อย หญิงสาวมองตามหลังอีกฝ่ายไปจนลับตา ค่อยหันมาถามกับน้าสาวของตน
“คุณน้าเป็นอะไรคะ”
“คงจะงอนลูกชายเขาน่ะสิ จะหมั้นจะแต่งกับใครไม่มีมาบอกมากล่าวกันละ แล้วดูพูดเข้า ยังกับรู้จักลูกชายตัวเองดี ไปรู้ใจได้ยังไงว่าทางนั้นเขาไม่ได้รักไม่ได้ชอบยายอลินคู่หมั้น คนไม่รักไม่ชอบกัน เขาจะตกลงหมั้นหมายกันทำไม ใช่ไหมยายปาน”
รัศมีโชติบ่นยาวเหยียด เนื้อหาก็ค่อนสามีเสียเยอะ
“ว่าแล้ว น้าก็นึกหมั่นไส้คุณดินอะไรนั่นเหมือนกันนะปาน เด็กอะไรก็ไม่รู้ก้าวร้าว เจอหน้าน้าทีไรไม่มีล่ะจะยกมือไหว้”
ปานทิพย์นึกถึงเขาแล้ว ได้แต่ยิ้มน้อย ๆ ให้กับผู้เป็นน้า ไม่รู้จะพูดอะไรเป็นการตอบท่านกลับไป อดคิดไม่ได้ว่าณัฏฐ์คงไม่พอใจน้าเดือนเท่าไรนักหรอก ที่เข้ามาแทรกแซงครอบครัวของคุณวัฒน์กับคุณสารินีแบบนั้น
นึกถึงใบหน้าของคนในบทสนทนาทีไร ใจที่เคยนิ่งก็มักจะทำงานหนักขึ้นทุกที ด้วยว่าแอบรักเขา ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษา และเธอก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ใครสักคนได้รับร้าก่อน
“น้าล่ะ อยากจะเห็นสีหน้าคุณดินเหมือนกันนะ ว่าถ้าตัวเองเกิดพลาดไปนอกใจว่าที่คู่หมั้นบ้าง จะเป็นยังไง”
รัศมีโชติพูดจบมองหน้าหลานสาวที่เลี้ยงมาแบบทิ้ง ๆขว้าง ๆ พลันนั้นเองที่สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ขึ้นในทันที จนปานทิพย์ต้องกลืนน้ำลายลงคอเอื้อก เมื่อพอจะคาดเดาความคิดผู้เป็นน้าได้บ้างแล้ว จึงส่ายศีรษะพร้อมปฏิเสธเสียงค่อยไปว่า
“ไม่นะคะน้าเดือน”
แต่แล้วสายตาของรัศมีโชติกลับดูวาววับเจ้าแผนการมากยิ่งขึ้น
ปานทิพย์ก้มมองเนินอกของตัวเอง ที่ถูกดันจนชิดและเบียดกันอยู่ในเดรสสีดำ ล้อแสงระยิบระยับไปทั้งตัว จะขยับก็ต้องระวังระแวงไม่น้อยเพราะเป็นชุดจากห้องเสื้อชื่อดัง กลัวจะขาดไปเสียก่อน แล้วถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกครั้งด้วยความประหม่า
“มั่นใจหน่อยยายปาน น้าบอกแล้วว่าสวยก็ต้องสวยสิ”
รัศมีโชติหันหน้ามาบอก แล้วกลับไปทำหน้าที่ขับรถต่อ ปานทิพย์เลยถอนลมหายใจออกมาอีกเฮือก รอบที่เท่าไรแล้วเธอเองก็จำไม่ได้
รถยนต์คันโตพามุงหน้าไปยังหน้าโรงแรมที่ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรุ่นในค่ำคืนนี้
ปานทิพย์เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของน้าเดือน หลานที่ท่านมักบ่นลับหลังเสมอว่าเป็นเสมือนภาระของท่าน เพราะมารดาของปานทิพย์ นำเธอมาฝากที่น้าเดือน ให้ช่วยดูเลี้ยงดูไปก่อน เพราะท่านจะไปทำงานที่เมืองนอก จากนั้นท่านก็ไม่กลับมาอีกเลย ยังพอมีดีอยู่บ้าง ที่โอนเงินเข้าบัญชีให้ทุกเดือน แต่ผู้เป็นน้าก็แบ่งออกไปเป็นค่าเหนื่อยมากกว่าครึ่ง เงินที่เหลือเธอต้องทำรายการ ทำบัญชี และมีหลักฐานชัดเจน น้าเดือนจึงจะให้เบิกเอาไปใช้ได้
เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปภายในโรงแรมมีชื่อที่เป็นจุดหมาย ปานทิพย์ที่นิ่งเงียบมาตลอดทาง ก็ให้รู้สึกประหม่าขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก มือของเธอชื้นไปด้วยเหงื่อ แล้วก็เผลอลูบเข้ากับชุด แต่พอนึกได้ว่าชุดที่สวมราคาแพงแสนแพง ก็ผงะ ชะงัก ดึงมือขึ้นอย่างไว
สูดลมหายใจเข้าจนสุดปอดอีกที หันไปขอบคุณผู้เป็นน้าค่อยเปิดประตูลงไป
แค่ก้าวแรกที่ส้นเข็มเจ็ดนิ้วไม่ขาดไม่เกินแตะลงพื้น เธอก็พลาดจนเกือบล้มจนข้อเท้าอาจพลิก คงเพราะเครื่องดื่มที่น้าเดือนยัดเยียดให้ก่อนหน้านี้เป็นแน่ ที่สั่งให้เธอกรอกลงปากไปเพื่อเพิ่มความกล้าให้ตัวเอง ก่อนมายังงานเลี้ยงรุ่นนี้คืนนี้
รีบทรงตัวให้กลับมาท่าเดิม ดึงชุดให้เข้าที่ทางอย่างต้องการแก้เขินไปพลาง เพราะตรงนั้นมีคนยืนอยู่ด้วย ลอบกลืนน้ำลายลงคอเอื้อกหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปด้านในของตัวโรงแรม กำชับสั่งกับตัวเองว่า
มั่นใจ มั่นใจ และมั่นใจ
ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมชื่อดังบนถนนสุขุมวิทถูกจัดให้เข้ากับธีมงานตั้งแต่ประตูทางเข้ายันห้องจัดเลี้ยง
‘Black night party’
ราตรีสีนิลคือชื่อธีมงานเลี้ยงรุ่นในค่ำคืนนี้ ครั้งก่อน ๆ ก็เวียนจัด เธอไปมาแค่ปีแรก ๆ หลัง ๆ มานี้ไม่ได้ไปอีกเลย และครั้งนี้เธอก็จัดมาเต็มที่ เพราะแค่เพียงย่างก้าวเข้างาน สายตาหลายคู่ในนั้นต่างพากันจับจ้องมาที่เธอ จนอดรู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“แม่เจ้าโว้ย เด็กแว่นหน้าห้องทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้วะ ว่าแต่...น้องสาวมีแฟนหรือยังครับเนี่ย พี่จีบได้ม้า”
เป็นจุติที่ส่งเสียงแซวแล้วปราดเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มระรื่นเป็นคนแรก
เพื่อนผู้ชายหลาย ๆ คนถึงกับมองเธอปากอ้าตาค้างเลยทีเดียว ทันทีที่ปรากฏกายในลุคใหม่ แบบที่ตัวเองก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเช่นกัน
แล้วจุติก็ยื่นมือออกมาคล้ายรอรับหญิงงามอย่างไรอย่างนั้น เธอจึงยิ้มอย่างผ่อนคลายลง ที่จุติทำ ช่วยให้เธอหายประหม่าไปเล็กน้อย หันมาตื่นเต้นกับการต้อนรับของเขา แล้ววางมือลงบนนั้น ก้าวเดินตามเพื่อนร่วมรุ่นไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ด้านใน พอได้นั่งจุติก็ยิงคำพูดใส่ทันที
“ถ้าเจอกันข้างนอก ติไม่กล้าทักปานเลยนะเนี่ย”
“ขนาดนั้นเลยหรือติ” ปานทิพย์ท้วงด้วยอาการไม่มั่นใจ แล้วจับ ๆ ปัด ๆ ชายกระโปรงแบบเขิน ๆ หลุดนิสัยอ่อนนุ่มนิ่มออกมาจนได้ พอตั้งสติได้ ก็นิ่งเงียบไปครู่แล้วค่อยส่งยิ้มแบบมาดมั่นออกไป
จุติมองเธอด้วยสายตาชื่นชม
แล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะคล้ายแสดงตำแหน่งของตัวเองเมื่อเห็นใครอีกคนเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง
เป้าหมายของเธอมาแล้ว!
ปานทิพย์มองไปยังทางเข้า เขายังคงบุคลิกสุขุม นิ่ง เงียบ แต่ดูดุดันกว่าเก่า อาจเพราะตำแหน่งหน้าที่การงานที่ได้รับเกินกว่าวัยเบญจเพศของเขาก็เป็นได้ ที่ทำให้ณัฏฐ์เป็นไปในลักษณะนั้น
“ดิน ทางนี้”
‘ณัฏฐ์’ หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘ดิน’ เดินตรงมายังโต๊ะที่เธอนั่งเป็นไข่แดงอยู่
ทันทีที่ได้สบสายตาสีดำคมเข้มของเขา ปานทิพย์ก็คล้าย ๆ กับจะถูกสะกดจิตกลาย ๆ ให้เธอสูญเสียความมั่นใจที่พกมาไม่ได้เยอะแยะมากมายเท่าไรนัก
หัวใจหญิงสาวเต้นกระหน่ำระรัวเร็วและแรงราวกับวิ่งมาราธอนมาเป็นสิบ ๆ กิโลเมตรเลยทีเดียว
“จำได้ไหมดินว่าใคร”
จุติถามเขาเป็นคำถามแรกที่ไม่วายต้องวกเข้ามาหาเธอ ปานทิพย์อึ้งไปขณะหนึ่ง ตั้งสติแล้วประดิษฐ์รอยยิ้มท้าทายน้อย ๆ ให้เขา ยิ้มแบบที่ได้รับการฝึกฝนมาหลายเดือน
ณัฏฐ์พยักหน้าเพียงนิดแล้วยื่นมือออกไปรับแก้วเครื่องดื่มที่เพื่อนอีกคนส่งให้ ค่อยตอบด้วยกระแสเสียงมั่นคงดูน่าเกรงขามจนปานทิพย์ต้องลอบกลืนน้ำลายเพราะคอแห้งผากด้วยความประหม่า
“ปานทิพย์...หรือเปล่า”
คำตอบสั้น ๆ เหมือนไม่มั่นใจ แต่แววตามองสบตาเธอดูพราวระยับไม่น้อย แต่ก็เป็นเพียงนิดเดียวเท่านั้น แล้วมันก็มองออกยาก ยากชนิดที่ใครก็จับตามองแทบไม่ทัน
คำตอบของณัฏฐ์ทำเอาเจ้าของชื่อยิ้มด้วยความยินดี
เธอดีใจที่เขายังจำเธอได้ เพราะสมัยเรียนเธอเป็นพวกเอาแต่เรียน ไม่ชอบทำกิจกรรมใด ๆ เลย
ที่สำคัญเธอไม่ใช่คนสวย แล้วก็ไม่เด่นเลยสักนิดในความคิดของตัวเธอเอง แต่ผู้ชายอย่างณัฏฐ์ที่เป็นถึงประธานนักเรียน เป็นกัปตันทีมกีฬาของโรงเรียน แล้วยังเป็นตัวแทนของเขตไปแข่งวิชาการ จนได้เหรียญรางวัลกลับมาทุกครั้ง และแน่นอนว่าตอนนี้เขาก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรุ่น จนใคร ๆ พากันพูดว่าเขาคงถือตัวน่าดู กลับจำเธอได้ จะไม่ให้ตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร
จะไม่ให้ตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร
“ปานจ๊ะปานจ๋า ติว่าปานเลิกจ้องคุณณัฏฐ์มันเถอะนะ มันไม่โสดแล้วล่ะปาน อีกอย่างคุณณัฏฐ์มันไม่ถูกกับสาวเปรี้ยวจี้ดจ้าดแบบปานด้วย...ใช่ไหมวะ” ท้ายประโยคจุติเหมือนจะถามกันท่าว่าคนนี้ข้าจองอะไรประมาณนั้น
ณัฏฐ์นิ่งงันไป รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากของเขา
“ตอนนี้ปานทำอะไร อยู่ที่ไหน แล้ว...สวยขนาดนี้มีแฟนแล้วยัง” จุติซักด้วยความอยากรู้ ชนิดที่ดูจริงจังมาก ๆ
“โสดจ้ะ งานหรือ ปานไม่มีสังกัดหรอก”
ปานทิพย์ตอบปัดเรื่องงาน เธอไม่กล้าตอบ เพราะช่วยงานบัญชีอยู่หลายที่ รวมถึงร้านกาแฟของรัศมีโชติ กับช่วยงานเล็กน้อยที่บริษัทนำเข้าส่งออกของคุณวัฒน์อีกด้วย
คุณวัฒน์ที่เป็นบิดาของณัฏฐ์
พ่อลูกสองคนนี้ตัดขาดกันตั้งแต่คนพ่อตัดสินใจเดินออกมาจากครอบครัวเดิม แล้วจดทะเบียนสมรสสร้างครอบครัวใหม่กับรัศมีโชติหรือน้าเดือนของเธอ
ปานทิพย์จึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องงาน แบบที่ต้องพาดพิงถึงบุคคลที่เป็นบิดาของณัฏฐ์ อีกอย่างคือเธอไม่อยากพูดสะกิดแผลในใจของเขา แล้วแสร้งเปลี่ยนกิริยา ทำตาโตล้อเลียนเขาเปลี่ยนเรื่องไปเสีย
“จริงหรือดิน ที่ดินไม่ชอบสาวเปรี้ยวจี้ดน่ะ ทำไมละ เล่าหน่อยสิ” ถามออกไปด้วยความผิดหวัง เพราะจำได้ว่าสมัยเรียนณัฏฐ์จะควงดาวโรงเรียนที่ทั้งสวยและเปรี้ยว จนเธอมองแกมอิจฉาทุกที แถมก่อนที่จะมีข่าวว่าจะหมั้น เขาก็ยังควงแต่ดาราเปรี้ยวจี้ดทั้งนั้นเลยนี่นา
แล้วทำไมถึงได้เลิกชอบสาวเปรี้ยวจี้ดขึ้นมาเสียละ
แต่ท่าทีนิ่งเงียบของณัฏฐ์ก็เหมือนจะช่วยยืนยันคำตอบว่าจริง และคบเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ เขาถึงไม่ยอมตอบ ทำเอาปานทิพย์ใจเสีย หมดความมาดมั่นในตัวเองไปเลย
“ให้สวย เปรี้ยว เฉี่ยวแค่ไหน ดินมันก็ไม่ใจแตกหรอกครับ ขนาดน้องไอวี่ ดาราดังมายืนอ่อยตอนงานเลี้ยงผู้ถือหุ้นรายใหญ่คืนก่อน มันยังยิ้มให้เฉย ๆ เลย เสียดายแทน”
เพื่อนในกลุ่มที่เป็นบริษัทลูกของณัฏฐ์ช่วยตอกย้ำอีกคน พร้อมออกปากเล่าอย่างอิจฉา “ไหนเลยจะน่ารักแบบหนูดี ถ้าไม่เรียบร้อยอ่อนหวาน ไอ้ดินมันไม่แลให้เสียสายตาหรอก...ใช่ไหมครับคุณดิน”
ณัฏฐ์ยังคงเงียบ ไม่ตอบอะไรเพื่อน เอาแต่ดื่มอย่างเดียว
ปานทิพย์มองเก็บรายละเอียดเรื่องของเขาด้วยการเงียบฟังเพื่อนคนอื่น ๆ คุยเช่นกัน
แล้วนึกถึงที่ครูฝึกสอนมา เธอแอบพ่นลมหายใจ ทำทีเป็นนั่งเอนหลัง พิงพนัก ก่อนยกขาไขว้ไขว่ห้างจนชายชุดสวยที่สั้นอยู่แล้วถลกสูงขึ้นไปอีก
มือของเธอตกแต่งเล็บให้เป็นคอลเล็กชันเดียวกันกับชุดหยิบเครื่องดื่มยกขึ้นจิบ ก่อนถามเขาด้วยท่าทีที่มั่นใจอย่างที่สุด ขัดกับหัวใจที่เอาแต่สั่นไหวราวฟ้ากับเหว
“นี่เราไม่เจอกันกี่ปีแล้วเนี่ยดิน”
‘7 ปี 10 เดือน กับอีก 15 วัน’
ปานทิพย์ตะโกนคำตอบดังก้องอยู่ภายในใจ ใต้ท่าทีที่จงใจคล้ายถามเล่น ไม่ได้สนนัก ว่าเขาจะจำมันได้หรือไม่
แต่ณัฏฐ์มองสบตาเธอด้วยแววตายิ้มได้ ก่อนจะเปล่งเสียงทุ้มนุ่มละมุนหู ตอบกลับมาว่า “7 ปี 10 เดือนกับอีก 10 กว่าวันแล้วไหม”
“หูย จำได้ด้วยอะ”
ปานทิพย์ร้องออกมาอย่างตกใจ อดใจเต้นโครมครามกับคำตอบของเขาไม่ได้ ย้อนเขาแบบล้อๆแล้วพยายามส่งสายตาท้าทายให้เขาด้วย
แต่ณัฏฐ์ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างที่ครูฝึกบอกเลยสักข้อว่าเขาสนใจเธอ เช่นหูตาแพรวพราว พูดคุยหยอกล้อ หรือถึงเนื้อถึงตัวอะไรเทือกนั้น ณัฏฐ์ไม่ได้แสดงออกแบบนั้นเลยสักนิด
ปานทิพย์ยกแก้วคอกเทลขึ้นดื่มทีละนิด เพื่อให้แอลกอฮอล์ในนั้นสร้างความหน้าหนาเพิ่มให้กับตัวเธอเอง
นึกถึงสคริปต์ที่ฝึกฝนมาอย่างดี ค่อยวางแก้วลง แต่ยังคงประคองมันไว้ในอุ้งมือ พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปหาเขา จงใจอวดความอวบอิ่มของทรวงอกให้มันล้นออกมาต่อหน้าต่อตาเขาแล้วถามเสียงยั่วนิด ๆ “ท่าทางดินจะรักว่าที่คู่หมั้นน่าดูเลยเนอะ ถามจริง เคยคิดนอกใจบ้างป่าว”
คาดหวังว่าจะได้เห็นสายตาของเขามองลงมาที่ร่องอกอวบ ๆ แต่เปล่าเลย คนโดนยั่วยังคงรักษาระดับสายตาที่มองมา พร้อมรอยยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามเธอ ก่อนจะเบนหน้าไปอีกทางเมื่อมีเพื่อนอีกกลุ่มตะโกนเรียก
ปานทิพย์เผลอระบายลมหายใจออกมาพร้อมกับความคิดที่ว่า งานนี้คงไม่ได้เรื่องแล้วแน่ ๆ ทำไมถึงได้ยากนักนะ แล้วเธอจะจัดการเขาแบบไหนดีละทีนี้
ปานทิพย์ทาบคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเข้าไปยังห้องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นคอนโดสุดหรูของเธอ
แกล้งเซหน่อย ๆ ให้คนเดินตามมาช่วยประคับประคอง หลังจากสร้างอุบัติเหตุให้ตัวเอง ด้วยการทำเป็นข้อเท้าพลิก เจ็บขา เดินไม่ไหว ตอนไปดื่มกันต่อที่ผับของจุติ แล้วทำตัวงอแงร่ำร้องจะกลับห้องเอง
จุติดื่มหนักไม่น้อยไปกว่าใคร ยกมือ ร้องอาสาจะมาส่งเธอ แต่แล้วก็สะดุดขาโต๊ะจนหน้าคะมำ ณัฏฐ์ผู้ครองสติได้ดีสุดในกลุ่ม เลยลุกขึ้น ดึงจุติให้กลับไปนั่งที่เดิม พร้อมเสนอตัว บอกว่าจะมาส่งเธอที่ห้อง
อาการขาเจ็บหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อสามารถพาเขามาถึงในห้องได้
ปานทิพย์เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ วางกระเป๋าลงแล้วหันไปจัดการเปิดตู้เย็น หยิบอะไรในนั้นออกมาวางที่ชั้น พร้อมกับส่งคำถามถามเขา “ดินดื่มอะไรก่อนไหม โอ๊ย!” แล้วแกล้งส่งเสียงร้องขึ้นมา
ณัฏฐ์ที่ยืนนิ่งกลางห้อง รีบตรงมาดูเธอ พอรู้สึกถึงไออุ่นด้านหลัง ปานทิพย์ค่อยหันมาหา พร้อมกับส่งน้ำที่ตระเตรียมไว้อย่างดี กระชอกหกใส่เสื้อของเขา
“อุ๊ย! ขอโทษนะดิน ปานมึน ๆ น่ะ ดินเข้าไปล้างตัวในห้องปานก่อนก็ได้”
บอกจบ ชี้มือไปยังห้องนอนด้านใน พอเห็นเขาเดินไปยังทางที่เธอบอก จึงรีบหันกลับมาหยิบผงยาที่เตรียมไว้เปิดออกอย่างระมัดระวัง เทใส่ลงในเครื่องดื่มของเขาทันที พร้อมคะเนปริมาณยาไปด้วย บ่นงึมงำเบาๆ “ใส่หมดนี่ คงหลับไม่ตื่นยันเที่ยงละมั้ง เอาครึ่งเดียวก็พอ”
ยังเทไม่ทันเท่าที่คิดไว้ เสียงณัฏฐ์ร้องเรียกชื่อดังอยู่ในระยะใกล้ ๆ นี่เอง
“ปาน”