มือเล็กขาวสะอาดของ เด็กหญิงบัวริน วัยเพียงเก้าขวบที่ตอนนี้อยู่ในอุ้งมืออ่อนนุ่มของ วัลลีย์ ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับมารดาที่เสียชีวิตไปแล้วของตัวเอง เย็นเฉียบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ดวงตากลมโตที่อยู่ภายใต้ขนตายาวงอนงามหลุบลงต่ำ เมื่อผู้ชายวัยกลางคนเบื้องหน้าจ้องมองมาอย่างพิจารณา
“แกไม่มีที่พึ่งแล้วค่ะเจ้าสัว”
วัลลีย์ผู้หญิงวัยสี่สิบสองปีเอ่ยขึ้นกับสามีมหาเศรษฐีของตัวเอง ขณะยังคงกุมมือเล็กของเด็กหญิงบัวรินเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับต้องการปลอบประโลม
“พ่อกับแม่ของแกตายหมดแล้วค่ะ แล้ววัลก็ทนเห็นแกลำบากไม่ได้ ก็เลยพามาขอพึ่งใบบุญของเจ้าสัวค่ะ”
วัลลีย์ที่จับพลัดจับพลูมาเป็นเมียคนล่าสุดของ เจ้าสัวภวัต ยังคงเดินหน้าขอร้องให้สามีเมตตาเด็กหญิงบัวริน
“ให้แกอยู่ในฐานะคนรับใช้ก็ได้ค่ะ แต่ช่วยเมตตาให้แกอยู่ในบ้านหลังนี้อีกคนด้วยนะคะ”
หลังจากพิจารณาเด็กหญิงวัยเก้าขวบตรงหน้าอยู่พักใหญ่ เจ้าสัวภวัตก็เอ่ยขึ้นกับภรรยาคนล่าสุดของตัวเอง
“ได้สิ ฉันจะอุปการะเลี้ยงดูเด็กคนนี้เอง”
“จริงเหรอคะเจ้าสัว”
วัลลีย์ดีใจมาก เพราะหล่อนสงสารเด็กหญิงคนนี้จริงๆ
“อืม..”
เจ้าสัวภวัตผงกศีรษะขึ้นลงช้าๆ รอยยิ้มเมตตาเกลื่อนเต็มใบหน้าอิ่มเอิบมากมาย
“รีบขอบคุณเจ้าสัวสิบัวริน”
วัลลีย์รีบบอกหลานของตัวเองด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
“บัวขอบคุณเจ้าสัวค่ะ”
ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาของเด็กหญิงตรงหน้าทำให้เจ้าสัวภวัตยิ่งเอ็นดู
“ต่อไปก็อยู่ด้วยกันที่นี่นะ ฉันจะส่งเสียให้หนูเรียนเอง อยากเรียนสูงแค่ไหนก็ได้ ตามใจของหนูเลย หนูบัวริน”
“ขอบคุณเจ้าสัวค่ะ”
“งั้นวัลขอพาบัวรินไปห้องพักก่อนนะคะเจ้าสัว”
“เธอให้คนจัดห้องพักให้หนูบัวแล้วเหรอวัลลีย์” เจ้าสัวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ยังเลยค่ะเจ้าสัว แต่ห้องพักคนใช้ยังมีห้องว่างอยู่หลายห้องค่ะ”
วัลลีย์ตั้งใจจะให้บัวรินไปพักที่ห้องพักของคนรับใช้ แต่เจ้าสัวภวัตยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
“ให้ขึ้นไปพักด้วยกันบนตึกนั่นแหละ หนูบัวไม่ใช่คนรับใช้สักหน่อย”
“เอ่อ... แต่ว่า...”
วัลลีย์อึกอัก เพราะรู้ดีว่าหากตนเองทำเช่นนั้นจะต้องเกิดปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน
“ทำตามที่ฉันสั่งนั่นแหละแม่วัล”
เมื่อเป็นคำสั่งของสามีผู้ร่ำรวยก็ทำให้วัลลีย์ไม่สามารถโต้แย้งได้
“ค่ะเจ้าสัว”
สีหน้าของวัลลีย์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยามที่เดินจูงมือของเด็กหญิงบัวรินออกมาจากห้องพักผ่อนของเจ้าสัวภวัต
“บัว หนูอยู่ในบ้านหลังนี้ต้องอยู่อย่างเจียมตัวนะลูก”
ระหว่างที่พาเด็กหญิงบัวรินเดินขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นบริเวณที่แบ่งเป็นห้องนอนของเจ้านายของคฤหาสน์หรูหราแห่งนี้
“ค่ะ ป้าวัล”
เด็กหญิงบัวรินเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่เสมอ แม้ว่าตัวเองจะเกิดมาอาภัพต้องเสียพ่อเสียแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เด็กหญิงก็ยังคงมองโลกในแง่ดีเสมอ
เด็กน้อยเชื่อเสมอว่า หากทำความดี สักวันความดีจะมอบความสุขตอบแทนกลับมา
วัลลีย์ยิ้มน้อยๆ ออกมา มองเด็กหญิงบัวรินด้วยความเอ็นดู
บัวรินเป็นลูกสาวของ จิตตรา ลูกพี่ลูกน้องของหล่อน ก่อนที่จิตตราจะเสียชีวิตลงได้ฝากฝังลูกสาวเอาไว้ ทำให้หล่อนไม่สามารถทอดทิ้งบัวรินได้
“ห้องนี้เป็นของหนูนะบัว”
วัลลีย์พูดขึ้นหลังจากเปิดประตูห้องรับแขกซึ่งอยู่ทางปีกขวาของตัวคฤหาสน์
เด็กหญิงบัวรินมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะหันมายกมือขึ้นไหว้วัลลีย์
“บัวขอบคุณป้าวัลมากค่ะ”
วัลลีย์ยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กของเด็กหญิงเบาๆ
“อยู่ที่นี่ทำตัวให้ดีๆ นะ เชื่อฟังคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วทุกคนจะรักและเอ็นดูบัว เข้าใจที่ป้าสอนใช่ไหมลูก”
“บัวเข้าใจค่ะป้าวัล”
ขณะที่สองป้าหลานกำลังช่วยกันเก็บข้าวของใส่ตู้เสื้อผ้าอยู่นั้น ภวินท์ ลูกชายวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีของเจ้าสัวภวัตก็เดินผ่านมาพอดี
เด็กหนุ่มจ้องมองผ่านประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่เข้าไปภายใน ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นแม่เลี้ยงของตัวเองพาเด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งเข้ามาอยู่ภายในบ้านของเขาด้วย
“มาเกาะพ่อของฉันคนเดียวไม่พอสินะ ถึงได้พาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาช่วยกันสูบเลือดสูบเนื้อพ่อของฉันอีกคน ผู้หญิงหิวเงิน”
ภวินท์ที่กำลังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนพึมพำออกมาด้วยความไม่พอใจ และเสียงนั้นก็ดังพอที่จะทำให้วัลลีย์กับเด็กหญิงบัวรินได้ยิน
ทั้งคู่หันไปมองที่ประตูห้องที่เปิดค้างเอาไว้ สีหน้าของวัลลีย์ซีดลงเมื่อเห็นภวินท์ยืนอยู่ แต่สำหรับบัวรินแล้ว เด็กหญิงส่งรอยยิ้มไร้เดียงสาตามวัยให้กับพี่ชายเบื้องหน้า
“สวัสดีค่ะคุณไบร์ท” วัลลีย์เอ่ยทักทายลูกเลี้ยง
“อย่าคิดว่าพ่อของผมหลงคุณ แล้วใครจะทำอะไรคุณไม่ได้นะ สักวันผมจะกระชากหน้ากากของพวกคุณออก พ่อจะได้เห็นธาตุแท้ของพวกคุณเสียที”
แล้วภวินท์ก็เดินจากไปด้วยท่าทางฉุนเฉียว
วัลลีย์มองตามไปด้วยสายตาไม่สบายใจ หล่อนพยายามมาตลอดที่จะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีของ
ภวินท์ แต่เด็กหนุ่มไม่ยอมเปิดใจรับเลย ยังคงมองหล่อนเป็นคนเลว เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเสมอมา ทั้งๆ ที่หล่อนไม่เคยคิดร้ายกับคนที่นี่เลยสักคน
“ป้าวัล... พี่เขาไม่ชอบบัวแน่เลยค่ะ”
เด็กหญิงพูดออกมาเสียงเศร้า จนวัลลีย์ต้องรีบปลอบใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ้ะบัว คนที่คุณไบร์ทไม่ชอบคือป้าต่างหาก”
“ป้าวัลเป็นคนดี ทำไมคุณไบร์ทถึงไม่ชอบป้าวัลล่ะค่ะ”
วัลลีย์ยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะพูดความจริงออกมา ซึ่งหล่อนก็ไม่รู้ว่าเด็กหญิงบัวรินจะเข้าใจสิ่งที่หล่อนพูดทั้งหมดหรือไม่
“คุณไบร์ทเป็นลูกชายของเจ้าสัวกับภรรยาคนแรกของเจ้าสัวน่ะ ส่วนป้าเป็นภรรยาคนที่สี่ของเจ้าสัว...”
“ทำไมเจ้าสัวมีภรรยาหลายคนคะป้าวัล” เด็กน้อยอยากรู้
“คนเราทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเองเสมอ สิ่งที่ป้าบอกได้ป้าก็บอกบัวไปแล้ว และบางสิ่งที่บัวจะรู้เองเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่”
เด็กหญิงบัวรินผงกศีรษะขึ้นลงและไม่ถามเซ้าซี้ป้าของตัวเองอีก
“ตอนนี้สิ่งที่บัวต้องจำเอาไว้ก็คือ เจ้าสัวคือเจ้าของชีวิตของบัว ไม่ว่าเจ้าสัวต้องการให้บัวทำอะไร บัวก็ต้องทำ เข้าใจไหมลูก”
“ค่ะป้าวัล”
เด็กหญิงบัวรินตอบรับอย่างว่านอนสอนง่าย ใบหน้าเล็กยิ้มแย้มตลอดเวลา
“แล้วคุณไบร์ทล่ะคะป้าวัล...”
“นี่แหละที่ป้ากำลังจะบอก... ไม่ว่าคุณ
ไบร์ทต้องการอะไร บัวก็ต้องรีบหามาให้ อย่าขัดใจเด็ดขาด เพราะคุณไบร์ทคือลูกชายคนเดียวของเจ้าสัว บัวเข้าใจไหมลูก”
“บัวเข้าใจค่ะป้าวัล”
“เก่งมาก อยู่ที่นี่ให้เจียมตัวที่สุด แล้วบัวจะมีความสุข เชื่อป้านะลูก”
“ค่ะป้าวัล”
วัลลีย์ยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กของบัวรินอีกครั้ง ก่อนจะสั่งให้เด็กหญิงอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย แล้วลงไปที่ห้องอาหารตอนหกโมงเย็น
ภายในห้องอาหารหรูของคฤหาสน์
อัศวเหมันต์ ซึ่งมีเจ้าสัวภวัตกุมบังเหียน ตอนนี้เป็นเวลาอาหารค่ำ ทุกคนนั่งประจำที่อยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง ยกเว้นเพียงแค่ภวินท์คนเดียว
เจ้าสัวภวัตสั่งให้คนรับใช้ตั้งโต๊ะอาหารตรงเวลาเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าภวินท์รู้ดี แต่หนุ่มหล่อวัยเลือดร้อนเลือกที่จะยั่วยุโทสะของบิดาด้วยการลงมาห้องอาหารช้าเกือบครึ่งชั่วโมงเสมอในทุกๆ วัน
“ถ้าพรุ่งนี้แกยังลงมาช้าแบบนี้อีก แกก็ไปกินในครัวนะเจ้าไบร์ท”
เจ้าสัวภวัตตำหนิลูกชายที่เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ภวินท์หาได้ใส่ใจไม่ เขาปรายตามองเด็กหญิงบัวรินและยิ้มหยัน
“คุณพ่อมีลูกใหม่แล้วนี่ครับ จะมาสนใจทำไมว่าผมจะลงมากินข้าวเย็นตอนไหน”
“ไอ้ไบร์ท เมื่อไหร่แกจะเลิกต่อปากต่อคำกับฉันสักที”
“ผมจะเป็นลูกที่ดีของคุณพ่อทันที ถ้าคุณพ่อไล่ตะเพิดผู้หญิงคนนี้กับญาติของเธอออกไปให้พ้นบ้านของเราครับ”
ผู้หญิงคนนี้ที่ภวินท์พูดถึงก็คือวัลลีย์นั่นเอง
“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย ในเมื่อฉันกับวัลลีย์เราเป็นสามีภรรยากัน แกนั่นแหละควรจะยอมรับความจริงให้ได้สักที”
ภวินท์กัดฟันกรอด มองหน้าบิดาอย่างไม่คิดยอมแพ้
“ผมไม่มีวันยอมรับผู้หญิงคนไหนมาแทนแม่แท้ๆ ของผมหรอกครับ ไม่มีวัน!”
“แม่ของแกตายไปแล้ว ตายไปตั้งห้าปีแล้ว ฉันจะมีคนใหม่ไม่ได้เลยหรือไง” เจ้าสัวภวัตตวาดลูกชายหน้าตาแดงก่ำ
วัลลีย์เห็นสามีท่าทางไม่ค่อยดีจึงรีบขอร้อง
ภวินท์
“คุณไบร์ทหยุดก่อนเถอะค่ะ เจ้าสัวโกรธมากแล้วค่ะ”
“เธอนั่นแหละหุบปาก พ่อกับลูกเขาจะคุยกัน” ภวินท์ตวาดใส่หน้าวัลลีย์อย่างไม่ไว้หน้า
“แกขอโทษน้าวัลเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ไบร์ท”
“ทำไมผมต้องขอโทษด้วยครับ ในเมื่อผมพูดความจริง”
ภวินท์ผุดลุกขึ้นยืน ก่อนจะชี้หน้าวัลลีย์อย่างเกรี้ยวกราด
“ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักคุณพ่อเลย ที่เธอเข้ามาก็เพราะต้องการเงินของเรา ทำไมคุณพ่อหูตาบอดมองไม่เห็นครับ หึ.. แถมตอนนี้ก็ยังพาลูกหลานเข้ามาด้วย คงหวังจะสูบเลือดสูบเนื้อพวกเราให้หมดทุกบาททุกสตางค์เลยล่ะสิ ร้ายกาจ นังแม่มด!”
“ไอ้ไบร์ท!”
“ทำไมครับ ผมพูดแทงใจดำเข้าหน่อย คุณพ่อก็เถียงไม่ได้แล้ว หึ สักวันเถอะคุณพ่อจะเห็นธาตุแท้ของคนพวกนี้”
เจ้าสัวภวัตยกมือขึ้นกุมหน้าอกเอาไว้ หน้าแดงคล้ำ
“แกขอโทษน้าวัลเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ไบร์ท”
“เจ้าสัวคะ วัลไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร...” วัลลีย์รีบเข้าไปประคองเจ้าสัวภวัต
ภวินท์ยิ้มหยัน เพราะคิดว่าสิ่งที่เห็นคือมารยาของวัลลีย์
“ทำตัวเป็นนางเอกแบบนี้ไง คุณพ่อของฉันถึงได้หลงนัก คอยดูเถอะ ฉันจะเป็นคนกระชากหน้ากากของเธอทุกคนออกเอง”
แล้วภวินท์ก็ปัดจานข้าวตกลงไปกระแทกพื้น ก่อนจะเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
“คุณไบร์ทคะ”
วัลลีย์ตะโกนเรียกเพราะภวินท์ยังไม่ได้กินข้าวสักคำ
“ปล่อยไอ้หมาบ้ามันไป อย่าไปสนใจมัน”
เจ้าสัวภวัตรักลูกชายมาก แต่ก็พยายามที่จะใจแข็งเอาไว้
“เจ้าสัวอย่าโมโหมากนะคะ เดี๋ยวโรคหัวใจกำเริบ... ใจเย็นๆ นะคะ” วัลลีย์พยายามปลอบสามีสูงวัยของตัวเอง
“ฉันขอโทษเธอด้วยนะวัล ขอโทษแทนเจ้าไบร์ทมันด้วย...”
เจ้าสัวภวัตเอ่ยกับภรรยาคนล่าสุดของตัวเองด้วยความเสียใจ
“ไม่เป็นไรเลยค่ะเจ้าสัว วัลไม่เป็นไร แล้วอีกอย่างตอนนี้คุณไบร์ทกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น เลือดก็ร้อนเป็นธรรมดาค่ะ”
“ฉันจะส่งมันไปเรียนต่อที่ลอนดอนทันทีที่มันจบมอหก”
วัลลีย์รู้ดีว่าเจ้าสัวภวัตทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องหล่อน
“ความจริง... วัลทนได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องส่งคุณไบร์ทไปเมืองนอกก็ได้ค่ะ”
“ฉันอยากให้มันไปสงบสติอารมณ์ที่ลอนดอนสักสี่ห้าปี กลับมามันจะได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เธอไม่ต้องคิดมากนะวัล เพราะที่ฉันทำลงไปทุกอย่างก็เพื่อตัวไอ้ไบร์ท ไม่ใช่เพื่อใครเลย”
“ค่ะเจ้าสัว”
สิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องอาหาร อยู่ในสายตาของเด็กหญิงบัวรินทุกอย่าง เด็กหญิงที่มีความคิดความอ่านเป็นผู้หญิงเกินวัย เข้าใจทุกอย่างได้เกือบทั้งหมด
ป้าวัลลีย์ไม่ได้มีความสุขอย่างที่หล่อนเคยเข้าใจ แต่ป้าวัลลีย์แค่พยายามมีความสุขให้หล่อนเห็นเท่านั้น
ต้นเหตุก็คือภวินท์ลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวภวัตนั่นเอง
ชีวิตของหล่อนในคฤหาสน์หลังนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วสินะ
หลังจากเกิดสงครามในห้องอาหารในค่ำวันนั้นแล้ว เด็กหญิงบัวรินก็รู้สึกหวาดกลัวเสมอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภวินท์ เพราะสายตาที่เขามองมานั้นช่างเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ป้าวัลลีย์บอกให้หล่อนหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขา แต่โชคชะตาก็มักจะกลั่นแกล้งให้หล่อนได้เจอกับเขาเสมอ
เช่นตอนนี้...
ขณะที่ร่างเล็กของเด็กหญิงบัวรินกำลังนั่งคุกเข่ากับพื้นดิน มือขาวสะอาดกำลังเก็บดอกจำปีขึ้นมาดม ภวินท์ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบดอกจำปีดอกที่มือเล็กกำลังหยิบแรงๆ จนนิ้วเรียวของบัวรินถูกรองเท้าผ้าใบราคาแพงขยี้ไปด้วย
“แม้แต่ดอกไม้ในบ้านของฉัน เธอก็คิดจะเอาเป็นของตัวเองเหรอ แม่เด็กกาฝาก”
บัวรินดึงมือออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของภวินท์และก็ส่ายหน้าไปมา
“บัว... ไม่ได้คิดจะเอาอะไรของคุณไบร์ทเลยค่ะ”
“ไม่ได้คิดจะเอาอะไรของฉัน แต่เธอก็เอาไปหมดทุกอย่างแล้ว อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอกับป้าของเธอคิดจะกอบโกยสมบัติของพ่อฉันน่ะ”
“ไม่ใช่นะคะ”
เด็กหญิงส่ายหน้า ดวงตาแดงระเรื่อเพราะเจียนจะร้องไห้
ภวินท์ยิ้มเยาะ ใช้เท้าขยี้ดอกจำปีอีกดอกที่ตกอยู่บนพื้นใกล้ๆ กัน จากนั้นก็ก้มลงหยิบและเหวี่ยงใส่หน้าของบัวริน
“ถ้าเธอยังไม่ออกไปจากบ้านของฉัน เธอก็จะไม่ต่างจากดอกจำปีดอกนี้หรอก เพราะฉันจะขยี้ให้แหลกไม่เหลือชิ้นดีเลย”
“แกทำอะไรหนูบัวน่ะ เจ้าไบร์ท”
เสียงของเจ้าสัวภวัตดังขึ้นด้านหลัง ทำให้
ภวินท์หน้าถอดสีเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้เกรงกลัวอะไรเลย
“ก็อยากที่คุณพ่อเห็นนั่นแหละครับ”
เจ้าสัวภวัตที่มีวัลลีย์ประคองอยู่รีบเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าของลูกชาย และมองบัวรินด้วยความสงสาร
“นี่แกรังแกหนูบัวอีกแล้วเหรอ”
“ผมไม่ได้ทำอะไร”
“ก็ฉันเห็นอยู่ว่าแกทำ ไอ้ลูกไม่รักดี!”
“เจ้าสัวคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
วัลลีย์พยายามอ้อนวอน แต่กลับทำให้ภวินท์ยิ่งมองในทางไม่ดี
“เล่นบทเป็นคนดีอีกแล้ว”
“น้าวัลอุตส่าห์ปกป้องแก ทำไมแกจะต้องมองเขาเป็นคนไม่ดีด้วย ไอ้ไบร์ท”
“ก็เพราะเมียใหม่ของพ่อเป็นคนไม่ดียังไงล่ะครับ ผมถึงมองว่าไม่ดี”
ภวินท์เถียงบิดาอย่างไม่ลดละ นั่นทำให้ถูกเจ้าสัวภวัตลืมตัวตบหน้าจนหัน
“เจ้าสัว...”
วัลลีย์มองใบหน้าขาวสะอาดที่กำลังขึ้นรอยนิ้วแดงช้ำที่ซีกแก้มด้วยความตกใจ
เจ้าสัวภวัตเองก็รู้สึกผิดไม่น้อย แต่ก็ยังปากแข็ง
“จำเอาไว้ หนูบัวอยู่ที่นี่ในฐานะคนของฉัน ห้ามแกรังแกอีกเด็ดขาด”
ภวินท์ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก นอกจากรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
บัวรินมองตามร่างของภวินท์ที่หายไปด้วยความรู้สึกผิด ซึ่งก็ไม่ต่างจากวัลลีย์เลยแม้แต่น้อย
“บัว... ไม่เป็นไรค่ะเจ้าสัว คุณไบร์ทไม่ได้ทำอะไรบัวเลยค่ะ”
ยิ่งบัวรินพูดแบบนี้ เจ้าสัวภวัตก็ยิ่งเอ็นดูระคนสงสาร เพราะเด็กหญิงเจียมตัวเหลือเกิน
“วัล เธอพาหนูบัวเข้าบ้านเถอะ”
“แล้วเจ้าสัวล่ะคะ”
“ฉันจะนั่งตรงนี้สักพักน่ะ”
คำสั่งของสามีผู้ร่ำรวยคือประกาศศิตที่วัลลีย์ไม่เคยกล้าโต้แย้ง
“ค่ะเจ้าสัว”
วัลลีย์พาบัวรินเดินเข้ามาภายในบ้าน ระหว่างทางก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“นิ้วเป็นอะไรมากไหมบัว”
“แค่แดงนิดเดียวค่ะป้าวัล แต่คุณไบร์ทสิ ถูกเจ้าสัวตี”
เด็กหญิงบัวรินอดที่จะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้
“คุณไบร์ทไม่ชอบป้า ไม่ชอบบัว ดังนั้นบัวต้องคอยหลบคุณไบร์ทดีๆ นะลูก เพราะถ้าเจอหน้ากันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก บัวคงไม่อยากเห็นคุณไบร์ทกับเจ้าสัวทะเลาะกันใช่ไหม”
บัวรินส่ายหน้าไปมา
“ค่ะ บัวไม่อยากเห็นคุณไบร์ทถูกเจ้าสัวตี”
“งั้นก็พยายามเลี่ยงนะลูก”
“ค่ะป้าวัล”