เอี๊ยดดด
โครม!!!!
กรี๊ดดดด
จากนั้นก็ตามมาด้วยความชุลมุนวุ่นวาย บางคนยืนดู บางคนบันทึกวิดีโอ บางคนก็ร้องโอดโอยเพราะความเจ็บปวด และมีบางคนกำลังเข้ามาช่วยเหลือ
“แม่ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกสติให้คนที่ล้มก้นกระแทกเพราะตกใจกับภาพเหตุการณ์ได้กลับมาสู่ความโกลาหลตรงหน้าอีกครั้ง
“แม่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ตกใจแล้วล้มลงไปเท่านั้นเอง หนูล่ะกอหญ้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” คนเป็นแม่ถามด้วยความห่วงใย สายตาสำรวจไปทั่วร่างกายบอบบางของลูกสาว ด้วยความห่วงใย
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะแม่ แม่ลุกขึ้นนั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูขอตัวไปดูลูกค้าก่อน ไม่รู้ว่ามีใครเป็นอะไรมากไหม”
ญารินดาหรือกอหญ้าหญิงสาววัย 18 ปีรีบเข้าไปช่วยดูคนเจ็บซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าที่มานั่งรับประทานอาหารที่ร้านของเธอกับมารดา
“มีใครเป็นอะไรมากไหมคะ” หญิงสาวตะโกนถามเพราะถ้าจะเดินดูทุกคนก็คงไม่ทั่วถึง
“พวกเราไม่เป็นอะไรมากหรอกหนูกอหญ้า แค่ตกใจก็เลยร้องกันดังไปหน่อย คงจะมีแต่ลุงเหมือนนั่นแหละ เจ็บหนักกว่าคนอื่น” ลูกค้าทานหนึ่งตอบ
หญิงสาวรีบไปดูลุงเหมือน ชายสูงวัยที่เป็นลูกค้าประจำของร้านอย่างรวดเร็ว
“ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลให้หน่อยได้ไหมคะ” เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่
ระหว่างนั้นผู้ชายคนหนึ่งก็ลงมาจากรถบรรทุกสิบล้อด้วยใบหน้าซีด ตัวสั่น เขายกมือไหว้กล่าวคำขอโทษกับทุกคนอย่างสำนึกผิด
“ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ ผมหักพวงมาลัยหลบหมา ไปทางขวา แล้วพอดีมีรถขับสวนมาผมก็เลยหักซ้ายอีกทีแต่รถมันหนักผมเลยประคองไม่อยู่” ใบหน้าเขาซีดและตัวสั่นจนดูน่าสงสาร
“ไม่ใช่ว่าเมาแล้วมาแก้ตัวนะคุณ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ไม่ครับ ผมไม่เมา คุณจะเรียกตำรวจมาตรวจแอลกอฮอล์ก็ได้”
“พวกเรา มีใครโทรเรียกตำรวจหรือยัง”
“ฉันโทรแล้ว เดี๋ยวก็คงมา”
“มีใครเป็นอะไรไหมครับ” คนขับรถถามอย่างสำนึกผิด
“พวกเราไม่มีใครเป็นอะไร นอกจากตกใจก็เท่านั้น ส่วนลุงเหมือนดูจะเจ็บหนักกว่าคนอื่น เพราะแกนั่งอยู่ใกล้ที่สุด” ญารินดาตอบ
คนขับรถเดินไปดูลุงเหมือนแล้วกล่าวขอโทษขอโพยยกใหญ่ จังหวะนั้นรถพยาบาลก็มารับตัวลุงเหมือนไปโรงพยาบาลสวนทางกับรถตำรวจที่ขับเข้ามาพอดี
“เสียหายเยอะเลยนะครับ” นายตำรวจคนหนึ่งเดินดูรอบๆ ร้านอาหารตามสั่งพูดขึ้น
“ค่ะคุณตำรวจ” วาสนาเจ้าของร้านวัย 48 ปีรีบเดินออกมา มือจับไปที่สะโพกเพราะยังเจ็บกับแรงกระแทกเมื่อครู่
ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่บริเวณหน้าร้านแต่ยังลามไปถึงห้องด้านหลังที่สองแม่ลูกใช้พักอาศัยอีกและมอเตอร์ไซค์คันเก่งถูกทับจนมองไม่เห็นซาก ยังดีที่รถของลูกค้าคนอื่นจอดอยู่อีกด้านจึงไม่มีรถใครเสียหายเพิ่ม
“ผมว่าเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาวเลย ก่อนอื่นคงต้องให้คนขับไปตรวจสารเสพติดและลงบันทึกประจำวัน ส่วนค่าเสียคงต้องตกลงกันอีกทีนะครับ”
“คุณตำรวจครับ แล้วพวกต้องไปให้ปากคำด้วยไหม” ลูกค้าที่มานั่งทานอาหารถามขึ้น
“ครับ ผมคงต้องรบกวนพวกคุณไปให้ปากคำด้วย แต่ก็คงไม่นาน เพราะกล้องหน้ารถคงช่วยได้มาก”
กว่าวาสนากับลูกสาวจะกลับมาจากโรงพักก็เป็นเวลาเย็น ตอนนี้หน้าร้านมีแต่ร่องรอยความเสียหายหญิงสาวมองแล้วถอนหายใจ เพราะร้านนี้เป็นแหล่งรายได้เดียวของครอบครัว ซึ่งมีเธอกับมารดาช่วยกันขายมานานหลายปี
“แม่คะ เราจะเอายังไงกันดี”
“แม่ก็คิดไม่ออกเหมือนกันลูก” วาสนาถอนหายใจ ข้าวของที่เสียหายไปนั้นเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลย แล้วเธอจะหาเงินที่ไหนมาเริ่มต้นใหม่กัน ลำพังเงินสำรองที่เก็บไวนั้นก็ไม่มากมายนัก เธอยังต้องส่งเสียให้ลูกสาวได้เรียน ตอนนี้ญารินดาพึ่งจะจบ ม.6 และกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ แม้ว่าการกู้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เธอกู้มาตั้งแต่ชั้น ม.4 จะช่วยได้ มันก็ไม่พอค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาอีกมาก ครั้นจะไปหยิบยืมคนอื่นก็มองไม่เห็นทาง แล้วปัญหาที่หนักกว่านั้นก็คือคืนนี้เธอกับลูกจะไปนอนที่ไหน
“เราเอาเงินเก็บมาซ่อมก่อนดีไหมคะแม่”
“นั้นมันเป็นเงินที่หนูต้องใช้เรียนนะกอหญ้า”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูยังไม่เรียนก็ได้ เอาไว้มีเงินค่อยไปลงเรียนภาคค่ำ”
“แม่ว่าเราขายร้านทิ้งเลยดีไหมลูก ขายที่ดินด้วยเลย แล้วไปเช่าห้องอยู่ แม่ว่าจะไปหางานทำรับจ้างทั่วไปก็ได้”
“แม่คะ นี่เป็นที่ดินผืนเดียวที่เราเป็นเจ้าของนะคะแม่”
“กอหญ้า ถ้ามันจำเป็นก็คงต้องขาย แม่ไม่รู้ว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องไปนั้นจะได้ตอนไหน แล้วระหว่างนี้เราสองแม่ลูกจะอยู่กันยังไง”
วาสนาบอกลูกสาว แม้ที่ดินจะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย แต่ถึงคราวจำเป็นก็คงต้องยอมขายให้คนอื่น
“หนูว่าจะลองคุยกับคนขับรถดูไหมคะแม่ บางทีเขาอาจช่วยเราได้บ้าง ถ้ารอให้เป็นไปตามกระบวนการหนูว่ามันคงช้ามากแน่”
ทั้งสองคนกำลังนั่งปรึกษากันก็มีรถกระบะสี่ประตูคันหนึ่งเข้ามาจอด
ผู้หญิงวัยไม่น่าจะเกิน 40 ปีเดินลงมาด้วยท่าทางเป็นมิตร สายตามองไปรอบๆ ก่อนจะตรงมายังสองแม่ลูก
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อพร เป็นเจ้านายของคนที่ขับรถชนร้านของคุณ” เธอแนะนำตัวอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อกอหญ้า นี่แม่ของหนูชื่อแม่วาสเราสองคนเป็นเจ้าของร้านค่ะ”
“ฉันต้องขอโทษหนูกับแม่ด้วยนะที่คนงานของฉันทำให้ร้านของพวกคุณมีสภาพแบบนี้ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของทางเรา ฉันเลยจะขอมารับผิดชอบ”
“แล้วตำรวจว่ายังไงบ้างคะ”
“เรื่องนั้นก็คงปล่อยไปตามเรื่องนั่นแหละ คงต้องใช้เวลา เรื่องค่าเสียหายถ้ารอให้ศาลตัดสินฉันว่ามันคงไม่ดีเท่าไหร่ อย่าหาว่าฉันดูถูกเลยนะ ฉันเองก็เคยเป็นคนหาเช้ากินค่ำมาก่อนก็เลยเข้าใจดี”
“ค่ะ หนูขอบคุณคุณมาก”
“เสียหายเยอะเลย แล้วคิดไว้ว่าจะเอายังไงต่อคะ คุณ”
“เรียกพี่วาสก็ได้นะคะ”
“ค่ะ พี่วาส เรียกแบบนี้จะได้คุยแบบเป็นกันเองหน่อย หนูด้วยนะกอหญ้าเรียกฉันว่าน้าพรก็ได้”
“พี่ขอเรียกว่าคุณพรนะคะ” วาสนาเรียกอย่างให้เกียรติ เพียงพรส่งยิ้ม
“รถค่อนข้างหนักเพราะบรรทุกปุ๋ยมาเต็มคันรถ เลยบังคับยาก เห็นว่าพุ่งชนอย่างแรงเลย แล้วเจ็บตรงไหนกันหรือเปล่า”
“หนูกับแม่ไม่เป็นอะไรค่ะ มีแต่ลุงเหมือนลูกค้าที่มานั่งทานข้าว เจ็บเยอะกว่าคนอื่น ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลค่ะ”
“ตายจริง พี่ไม่รู้เลย จะไปเยี่ยมตอนนี้จะทันไหม”
“หนูว่าคงไม่ทันแล้ว น้าพรไปพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ หนูเองก็จะไปเยี่ยมลุงแกอยู่เหมือนกันค่ะ”
“ดีเลย เราไปพร้อมกันนะ น้าจะแวะมารับ” เพียงพรไม่อยากไปคนเดียวจึงรีบบอกกับเด็กสาว
“ค่ะ น้าพร”
“แล้วคืนนี้กอหญ้ากับพี่วาสจะไปนอนกันที่ไหน” เพียงพรมองความเสียหายอย่างละเอียดเลยเห็นว่าตอนนี้ทุกอย่างดูเละเทะเกินจะอยู่อาศัยได้
“เรื่องนี้เรากำลังคุยกันอยู่ พอดีคุณเดินเข้ามาเลยยังไม่ได้สรุปว่าจะเอายังไงกันดี”
“ถ้าไม่รังเกียจ พรว่าพี่วาสกับหนูกอหญ้าไปพักที่บ้านก่อนก็ได้ที่นั่นมีหลายห้อง”
“ไม่เป็นไรค่ะน้าพร หนูเกรงใจ”
“ยังต้องเกรงใจอะไรกัน คนของน้าทำเรากับแม่เดือดร้อนอย่างนี้ แล้วที่นั่นก็มีห้องหับตั้งเยอะแยะ”
“แม่ว่าก็ดีเหมือนกันนะลูก พักสักคืน ส่วนพวกข้าวของพวกนี้ค่อยมาจัดการทีหลังก็ได้ คืนนี้ไปพักกันก่อนดีไหม”
“ค่ะ” ญารินดากับมารดารีบเก็บของใช้ที่จำเป็นซึ่งมีกันคนละไม่มากเท่าไหร่
“กอหญ้า ยังเรียนอยู่เหรอจ๊ะ” เพียงพรเห็นหญิงสาวถือหนังสือเรียนติดมือมาด้วย
“พึ่งจบ ม.6 ค่ะ ตอนนี้กำลังจะขึ้นปีหนึ่ง แต่คงต้องหางานทำก่อน”
“เพราะเรื่องร้านใช่ไหม”
“ค่ะน้าพร”
“อย่ากังวลเลย น้าจะส่งกอหญ้าเอง” ความรู้สึกผิดบวกกับได้คุยกับสองแม่ลูกแล้วรู้สึกถูกชะตาทำให้เพียรพรพูดออกไปแบบนั้น
“คุณพรไม่ต้องรับผิดชอบเราสองแม่ลูกขนาดนั้นหรอกนะคะ มันมากเกินไป”
“ไม่มากหรอกค่ะพี่วาส ข้าวของพวกนี้เสียหายไปมาก คงทำให้พี่ไม่ได้เปิดร้านอีกนาน”
“เรื่องนี้คงคุยกันยาว เราไปคุยกันที่บ้านดีกว่านะคะ ส่วนที่ร้านเดี๋ยวพรจะให้คนงานมานอนเฝ้าสัก 2 คน”
“ไม่ต้องเฝ้าหรอกค่ะ เราไม่ได้มีของมีค่าอะไร”
“ของไม่มีค่าก็จริงแต่พวกขโมยมันก็ไม่เลือกหรอกนะ อะไรที่ขายได้พวกมันก็ขนเอาไปหมด”
วาสนาเห็นด้วยกับเพียงพร เธอกล่าวขอบคุณแล้วจึงยอมตามขึ้นรถไปกับ
“จริงๆ นะครับคุณภพ เจ้าขนปุยนั่นมันวิ่งตัดหน้ารถผมจริงๆ ไม่เชื่อคุณภพไปดูกล้องหน้ารถเลยก็ได้” กมลหรือก้านคนขับรถบอกกับเจ้านายหนุ่มถึงเหตุผลที่รถของเขาพุ่งชนร้านอาหารตามสั่งตอนบ่ายของวันนี้
“ดีนะ เป็นตอนบ่ายฉันไม่อยากจะคิดเลยถ้าเป็นตอนเที่ยงจะมีคนเจ็บสักกี่คน” ภีมภพหรือคุณภพส่ายหัว
“ไม่ได้หลับในแน่นะ” เขายังไม่เชื่อลูกน้อง
“หลับที่ไหนล่ะ ไม่เชื่อถามไอ้หมายเลย” ลูกน้องโบ้ยไปให้เพื่อน
“ว่าไงสมหมาย”
“จริงครับลูกพี่ ผมเห็นกับตาว่าเจ้าขนปุยมันวิ่งผ่าน พี่ก้านหักหลบไปทางขวา แล้วมีรถสวนมาก็เลยรีบหักซ้ายอีกที จากนั้นก็อย่างที่รู้”
“แล้วตำรวจว่ายังไงบ้าง”
“คงต้องชดใช้แหละครับเจ้านายแต่ผมจะเอาเงินที่ไหนล่ะครับ เจ้านายรถเรามีประกันไหม”
“มีแต่ไม่รู้จะจ่ายเท่าไหร่ ถ้ามันเกินฉันจะหักเงินเดือนแกสองคน”
“อ้าวแล้วหมายเกี่ยวอะไรด้วยครับ” สมหมายรีบท้วง
“ไม่รู้แหละ ไปกันสองคนก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ”
“เจ้านานไม่แฟร์เลย งั้นคงต้องไปตามหาเจ้าของไอ้ขนปุยตัวนั้นให้ได้ จะได้ให้มาช่วยชดใช้”
“ไปหาสิ” ภีมภพหัวเราะกับท่าทางเอาจริงเอาจังของลูกน้อง
“คุณพรมาแล้ว ผมไปขอให้คุณพรช่วยดีกว่า” ลูกน้องทั้งสองคนรีบวิ่งออกไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงรถของเพียงพร
“ลูกพี่ครับ ลูกพี่ คุณพรพาใครมาด้วยก็ไม่รู้ สวยมาก ก ไก่ ล้านตัวเลยครับ” สมหมายที่วิ่งออกไปต้อนรับเพียงพรวิ่งกลับมาบอกเจ้านายหนุ่ม
“นางฟ้าล่ะมั้ง” ภีมภพตอบลูกน้องไป
“จริงด้วยสวยเหมือนนางฟ้า” คำพูดของลูกน้องทำให้ภีมภพอดขำไม่ได้ วันนี้พี่สาวคงพาผู้หญิงมาแนะนำให้รู้จักอย่างเคย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะเลิกการจับคู่ให้เขาเสียที
“ภพ ภพ ลงมานี่หน่อย”
“ครับพี่” ภีมภพรับคำแล้วเดินออกมาอยากรู้ว่าผู้หญิงคนไหนที่หลงกลพี่สาวของตัวเองตามาถึงที่บ้าน
ผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างรถทำให้ภีมภพตัวชาหนึบ เธอคนนั้นสวยอย่างที่ลูกน้องเขาบอกไม่มีผิด ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกไม่ถึงกับโด่งมาก ปากบางสีสวยทุกอย่างบนใบหน้าของเธอช่างลงตัวจนชายหนุ่มอดที่จะมองแล้วมองอีกไม่ได้
“ภพ” เพียงพรเรียกน้องชายที่เอาแต่จ้องหน้าแขกของเธออย่างเสียมารยาท
“ครับพี่พร”
“ลงมานี่สิ พี่จะแนะนำให้รู้จัก คนนี้ชื่อวาสนา ส่วนนี่ลูกสาวชื่อกอหญ้า”
“สวัสดีค่ะ” ผู้หญิงสองคนยกมือไหว้แล้วพูดพร้อมกัน
“ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับคุณน้า เดี๋ยวได้อายุสั้นกันพอดี” ชายหนุ่มรีบบอก เขาเดาว่าเธอคงเป็นแม่ของเด็กสาว
“นี่น้องชายพรเอง ชื่อภพทำความรู้จักกันไว้นะคะ”
“ช่วงนี้พี่วาสกับหนูกอหญ้าจะมาอยู่กับเราสักระยะ พี่ว่าจะให้ไปอยู่ที่บ้านของภพ”
“แล้วผมจะไปอยู่ไหนล่ะพี่”
“เราก็ย้ายมานอนที่บ้านหลังใหญ่กับพี่”
“ไม่ดีกว่า ผมอยากอยู่คนเดียว พี่พรให้แขกของพี่อยู่บ้านใหญ่เถอะครับ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ดีเหมือนกันพี่จะได้มีเพื่อนคุย”
“ขึ้นบ้านกันก่อนเถอะ กินข้าวกินปลาเสร็จแล้วค่อยคุยกันอีกที”
“พี่พร วันนี้ป้าสายใจไม่อยู่”
“อ้าว ตายจริง ชวนแขกมาบ้านทั้งที แม่บ้านไม่อยู่ แล้วจะกินอะไรกันล่ะ”
“ให้น้าช่วยทำอาหารก็ได้นะคะคุณพร”
“จะดีเหรอน้าวาส พรเกรงใจ”
“น้าพรรอไหวไหมคะ เดี๋ยวหนูกับแม่ช่วยกันทำ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ”
“รอไหวจ้ะ ไม่ได้หิวมาก”
เพียงพรและน้องชายทานข้าวได้มากกว่าทุกวันเพราะรสชาติอาหารนั้นอร่อยกว่าฝีมือของป้าสายใจอยู่มาก
“น้าวาสครับ สนใจจะมาเป็นแม่ครัวที่นี่ไหมครับ” ภีมภพเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดอ้อมค้อม ในเมื่อฝีมือเธอดีขนาดนี้เขาก็อยากจะจ้างให้มาทำงานด้วยกันเพราะเบื่อฝีมือป้าสายใจแล้ว
“อย่าเลยค่ะคุณ”
“ทำไมล่ะคะน้าวาส มาอยู่ด้วยกันที่นี่เลยก็ได้ เรื่องร้านคงอีกหลายเดือนกว่าจะเรียบร้อย ระหว่างนี้น้ากับกอหญ้าจะไปอยู่ที่ไหน” เพียงพรรีบถามเพราะตัวเองก็เห็นด้วยกับน้องชาย
“น้ายังไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย”
“ที่น้าพรปฏิเสธเพราะไม่อยากแย่งงานคนอื่นใช่ไหมครับ”
“ค่ะ น้าไม่อยากทำให้คนอื่นลำบาก”
“น้าวาสคิดมากไปแล้ว ลำบากที่ไหนกัน ลูกน้องของพรต่างหากล่ะ ที่ทำให้น้ากับลูกลำบาก”
“ผมว่าให้น้าพรไปทำงานที่ร้านก็ได้นะครับพี่พร ที่นั่นยังขาดแม่บ้าน”
“ใช้สิ พี่ลืมสนิทเลย”
“งานไม่หนักมากหรอกครับ น้าพรก็แค่ปัดกวาดแล้วก็ทำอาหารกลางวันให้พวกคนงานเพราะตอนนี้พวกเราผลัดกันทำอาหารบางวันก็กินได้บางวันก็ต้องทนกินให้ได้” ภีมภพเคยคิดจะจ้างคนมาทำอาหารแต่ก็ยังไม่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราวสักที
“หนูช่วยด้วยได้ไหมคะ”
“แล้วไม่เรียนหนังสือเหรอ” ชายหนุ่มหันมาถาม
“ยังไม่เรียนตอนนี้ค่ะ ช่วยแม่หาเงินก่อน”
“กอหญ้า แม่ว่าหนูเรียนก่อนดีไหม ถ้ากังวลเรื่องเงิน แม่จะรับงานของคุณพรกับคุณภพก็ได้ หนูจะได้ไม่ต้องมาลำบาก เรื่องร้านก็ค่อยว่ากันทีหลัง”
“แต่หนูไม่อยากให้แม่ต้องลำบากอยู่คนเดียว”
“ลำบากคนเดียวที่ไหน น้าพรกับน้าภพไม่ได้ใจร้ายให้แม่หนูทำงานหนักหรอกนะคะ”
“แต่หนูเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจเลย เพราะใครกันล่ะที่ทำให้หนูกับแม่ต้องลำบาก เรื่องเรียนน้าจะส่งเราเรียนเอง”
“แล้วเลือกเรียนอะไรเหรอเราน่ะ” ภีมภพหันมาถามคนข้างตัว
“หนูเรียนบัญชีค่ะ”
“ดีเลย จบมาก็มาทำงานด้วยกันที่นี่”
“พี่เห็นด้วยกับภพนะ ระหว่างนี้กอหญ้าไปช่วยงานบัญชีที่ร้านก่อนไหม หาประสบการณ์”
“ได้เหรอคะ”
“ได้สิ น้าจะจ่ายค่าจ้างให้ด้วย ดีไหม”
“ดีค่ะ” พอพูดถึงเงินเด็กสาวก็ตาโตเพราะมันเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เธอได้มีอนาคตที่สดใส
“เรื่องรายละเอียดเอาไว้คุยกันต่อพรุ่งนี้ละกัน เดี๋ยวน้าพาแม่กับหนูกอหญ้าไปดูห้องนอนก่อนดีไหม”
“แม่ไปดูกับน้าพรนะคะเดี๋ยวกอหญ้าเก็บจานล้างก่อน”
“ไปดูด้วยกันนั่นแหละ จะได้เลือกว่าจะนอนห้องไหน ส่วนเรื่องจานเดี๋ยวค่อยมาเก็บก็ได้”
บ้านทรงทันสมัยหลังนี้ มีห้องนอนอยู่ทั้งหมด 6 ห้องด้วยกัน ห้องของเพียงพรกับภีมภพเป็นห้องขนาดใหญ่ ที่ยกสูงขั้นจากห้องรับแขกและห้องครัวเพียงเล็กน้อย เพราะบิดากับมารดาของเธอมีปัญหาเรื่องข้อเข่าเลยเลือกสร้างบ้านชั้นเดียวแต่ต่างระดับเพื่อความสะดวกในการเดินขึ้นลง แต่ท่านทั้งสองก็จากไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน สองพี่น้องจึงอาศัยอยู่กันแค่สองคน
เพียงพรเคยที่ทำงานในบริษัทใหญ่ในกรุงเทพ แต่พอทำได้สักพักก็เริ่มอิ่มตัวจึงลาออก และกลับมาช่วยงานที่บ้าน หลังบิดามารดาเสียชีวิตเธอเลยต้องดูแลกิจการของครอบครัวทั้งหมด ซึ่งเปิดเป็นร้านขายวัสดุและอุปกรณ์การเกษตร มีทั้งเมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ จอบ เสียม พลั่ว เครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นยาและภีมภพก็เสริมพวกรถไถนา รถเกี่ยวข้าว ที่มีทั้งขายและให้เช่า รวมไปถึงรับจ้างไถ รับจ้างเก็บเกี่ยว เพียงพรยังเปิดให้ชาวบ้านที่มีปัญหาด้านการเงินมาเอาสินค้าไปก่อนแล้วค่อยมาจ่ายหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีกด้วย
“น้าพรคะ แล้วห้องของป้าสายใจอยู่ไหนคะ”
“ถามทำไมเหรอหนูกอหญ้า”
“คือหนูกับแม่มาเป็นลูกจ้างเหมือนกันก็เลยอยากจะไปอยู่กับป้าสายใจค่ะ”
“ป้าสายใจแกมีบ้านอยู่ถัดไปไม่กี่หลังนี่เอง แกเลยมาเช้าเย็นกลับ”
“อ๋อ แล้วคนงานอื่นล่ะคะ”
“ส่วนใหญ่ก็คนแถวนี้ทั้งนั้นเลยไม่ได้พักที่นี่ นอกจากผู้ชาย ที่จะพักกันตรงห้องพักหลังโกดังเก็บของเพราะต้องมีคนคอยเฝ้าโกดังด้วย” แม้จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยแต่ภีมภพกับคนงานก็มักจะผลัดเวรยามกันเดินตรวจโกดังอยู่ทุกคืน ชายหนุ่มเลยไปปลูกบ้านหลังเล็กอีกหลังเพื่อให้สะดวกมากขึ้น
“หนูกับแม่อยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น ถือว่าเราเป็นญาติกันดีไหม”
“น้าขอบคุณคุณพรกับคุณภพมาก ที่ช่วยเหลือเราสองแม่ลูก” วาสนาไม่รู้ว่าเพราะเรื่องอุบัติเหตุหรือเปล่าที่ทำให้เพียงพรทำดีกับเธอสองแม่ลูก แต่เธอเองก็ไม่มีทางเลือก เลยคิดว่าจะอยู่ที่นี่สักพัก ถ้าอยู่แล้วลำบากใจก็ค่อยว่ากันอีกที
“เกรงใจอีกแล้ว สองคนแม่ลูกนี่ถอดแบบกันมาเลย แล้วเรื่องห้องก็ไม่ต้องบอกนะคะว่าจะนอนห้องเดียวกับเพราะ หนูกอหญ้าต้องอ่านหนังสือดึก ส่วนน้าวาสก็ต้องตื่นเช้าไปตลาด ถ้าอยู่ด้วยกันมีหวังได้เหนื่อยไปตามๆ กันแน่” เพียงพรพูดถูกทุกอย่าง สองคนแม่ลูกเลยได้แต่ยอมรับน้ำใจ
ญารินดาเลือกห้องพักที่ติดกับเพียงพรเพราะมีห้องน้ำในตัวตามคำแนะนำของเจ้าของบ้าน ส่วนวาสนาเลือกห้องที่อยู่ริมสุดเพราะไม่อยากรบกวนไปมากกว่านี้
พอตกลงกันได้แล้วต่างคนก็แยกเข้าห้องนอนของตัวเอง ญารินดาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกไปหาแม่ที่ห้อง
“แม่คะ ยังเจ็บสะโพกอยู่ไหม หนูทายาให้นะคะ”
“แม่ทาแล้ว หนูยังไม่ง่วงเหรอ”
“ค่ะ หนูนอนไม่หลับเลย มันแปลกที่ แม่ว่าน้าพรใจดีกับเรามากเกินไปไหม”
“แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เธอใจดีกับเรามากจนแม่เกรงใจ”
“เรื่องเรียนหนูไม่อยากรบกวนน้าพรเลยนะคะ หนูยังไม่เรียนตอนนี้ได้ไหม”
“เรื่องนี้มันสำคัญกับอนาคตของหนูนะกอหญ้า แม้ว่าถ้าคุณพรเธอจะส่งลูกเรียนจริงๆ เรื่องเงินกู้ยืมเรียนคงไม่จำเป็นแล้ว แม่ไม่อยากเป็นหนี้สองทาง”
“แต่หนูกลัวว่าเราจะรบกวนน้าพรมากเกินไปนะคะ”
“เรื่องนั้นแม่ว่าจะทำเป็นสัญญาดีไหม แล้วให้หักจากเงินเดือนแม่อีกที ส่วนเรื่องค่าเสียหายที่ร้าน ถ้าเราได้มาก็ค่อยคิดว่าจะกลับไปเปิดร้านต่อหรือว่าจะทำงานที่นี่ เพราะถ้าหนูไปเรียนที่กรุงเทพ แม่ก็ไม่อยากอยู่คนเดียว”
“แม่ทนลำบากเพื่อหนูมาเยอะแล้ว หนูสัญญานะคะว่าจะตั้งใจเรียน พอเรียนจบก็คงทำงานได้เงินเดือนเยอะขึ้น ตอนนั้นหนูจะเลี้ยงแม่เองนะคะ”
“กอหญ้า หนูเป็นเด็กดีอย่างนี้แม่เชื่อว่าในอนาคตหนูจะต้องประสบความสำเร็จ แม่รักหนูนะลูก”
“กอหญ้าก็รักแม่ค่ะ คืนนี้ขอนอนกอดแม่ได้ไหมคะ”
“ได้สิ พรุ่งนี้แม่ยังไม่ต้องไปทำอาหารเพราะต้องรอคุยกับป้าสายใจก่อน”
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่คืนนี้ทั้งสองแม่ลูกก็นอนหลับไปด้วยรอยยิ้ม
วาสนากับญารินดาตื่นนอนแต่เช้า พอเดินลงมาในครัวก็เจอกับผู้หญิงสูงวัยรูปร่างท้วมกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้กับเจ้าของบ้าน
“สวัสดีค่ะ” ญารินดายกมือใหญ่อย่างอ่อนน้อม
“อ้าว แม่หนู เป็นใครมาจากไหนกันล่ะ เป็นแขกคุณพรหรือเปล่า ลงมาถึงในครัวเลย” ท่าทางใจดีของป้าสายใจทำให้วาสนาและลูกสาวยิ้มออก
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อวาสนา นี่ลูกสาวชื่อกอหญ้า เราสองคนมาขออาศัยคุณพรเธออยู่น่ะจ้ะ”
“ฉันชื่อสายใจ เป็นแม่บ้านและแม่ครัว”
“แล้วป้าสายใจกำลังทำอะไรคะ ให้หนูช่วยไหม”
“ทำเป็นเหรอเราสมัยนี้แล้วเด็กสาวมักทำกับข้าวกันไม่เป็นเพราะถนัดแต่ซื้อเขากิน”
“ค่ะ หนูเคยช่วยแม่ อันที่จริงเราสองคนเคยเปิดร้านอาหารตามสั่ง”
“ตายๆ ฉันขอโทษแม่หนูทั้งสองคนด้วยนะ” ป้าสายใจมือไม้สั่น
“เป็นอะไรคะป้า ทำไมดูตกใจอย่างนั้น”
“ก็ป้าตกใจน่ะสิหนู ไอ้คนที่มันขับรถชนร้านหนูน่ะ มันเป็นลูกชายป้าเอง ป้าล่ะอยากจะตีกะบาลมันให้แตก”
“มันเป็นอุบัติเหตุค่ะป้า”
“หนูแม่คงลำบากมาก ไหนร้านจะพัง ไหนจะไม่มีที่อยู่”
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ คุณพรเธอเสนอให้ฉันกับลูกมาอยู่ที่นี่ ฉันจะไปทำงานที่ร้าน”
“คุณพรกับคุณภพเป็นคนดี” ป้าสายใจพูดถึงเจ้านายอย่างชื่นชม
เมื่อเด็กสาวอาสาช่วยทำอาหารเช้าทุกอย่างก็เลยเสร็จเร็วขึ้น
เพียงพรเห็นผู้มาอยู่ใหม่กับแม่บ้านคนเก่าคุยกันอย่างถูกคอก็เบาใจ จากนี้ป้าสายใจคงมีคนมาช่วยแบ่งเบางานได้บ้าง เธอเคยจ้างคนมาช่วยป้าสายใจแต่ก็ไม่มีใครทนความจู้จี้ของป้าเลยได้ ก็ได้แต่หวังว่าวาสนาและญารินดาคงจะทนอยู่ที่นี่ได้ เพียงพรอยากให้ป้าสายใจได้พักบ้างเพราะทำงานกับเธอมาก็หลายปี
“คุยอะไรกันอยู่คะ ป้า”
“ป้ากำลังนินทาคุณพรกับคุณภพให้แม่วาสกับหนูกอหญ้าฟังค่ะ”
“ดูท่าทางจะนินทาเพลินเลยนะคะ แล้วเช้านี้มีอะไรให้พรกินบ้างคะ”
“มีหลายอย่างเลยค่ะ”
“น่ากินทั้งนั้นเลยนะคะ”
“ฝีมือหนูกอหญ้ากับแม่วาส ป้าแค่ช่วยดูค่ะ ป้าว่าจากนี้คงต้องวางมือแล้ว”
“ป้าค่ะ ทำไมพูดแบบนั้น วาสกับลูกไม่ได้จะมาแย่งงานป้านะคะ เราแค่มาอาศัยชั่วคราวเท่านั้น”
“ป้าเห็นแม่หนูสองคนแล้วถูกชะตาเลยคิดว่าคงช่วยดูแลคุณพรกับคุณภพของป้าได้”
“ป้าพูดเหมือนจะไม่อยู่”
“คุณพรก็รู้ว่าลูกสาวป้าพึ่งจะคลอดลูก ป้าเลยอยากไปช่วยเลี้ยงหลาน”
“พรลืมสนิทเลยค่ะ เอาอย่างนี้นะคะ ช่วงนี้ป้าไปเลี้ยงหลานก่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ”
“ไม่แน่นะคะคุณพร บางทีป้าอาจเลี้ยงหลานยาวเลย เพราะพ่อกับแม่ของมันจะได้ทำงานกันเต็มที่ แต่ไม่ต้องห่วงถ้าว่าป้าจะแวะมาหาบ่อยๆ”
“ค่ะ ป้ามาหาพรได้ตลอด ป้าก็เหมือนญาติคนหนึ่งของพรกับภพ” เพียงพรคิดแล้วก็ใจหายแม่บ้านที่อยู่มานานจะต้องมาลาออก
“ค่ะ แล้วป้าจะแวะมาบ่อยๆ แม่วาส หนูกอหญ้า ป้าฝากดูแลคุณๆ ของป้าด้วยนะคะ”
“ค่ะป้า หนูกับแม่จะช่วยกันทำงานค่ะ ป้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“ได้ยินอย่างนี้ป้าก็เบาใจ ตอนแรกว่าจะหาคนมาเลี้ยงหลาน แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เลี้ยงเองคงดีกว่า”
“ใช่ค่ะป้าใจ เลี้ยงเองดีกว่า ให้คนอื่นมาเลี้ยง” วาสนาเห็นด้วย
“คุณพรค่ะ ยังจะให้ใบตองมาทำงานอยู่ไหมคะ”
“ทำต่อเหมือนเดิมจ้ะ พอดีน้าวาสจะช่วยแค่ทำอาหาร แล้วกลางวันจะไปช่วยงานที่ร้าน ส่วนงานบ้านก็ให้ใบตองมาทำเหมือนเดิม” ใบตองคือเด็กที่เพียงพรจ้างมาทำงานบ้าน ซักผ้าโดยเฉพาะ และให้ป้าสายใจช่วยดูแลอีกที