เสิ่นเฉียวค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากยาสลบหลังการผ่าตัด
เธอพยายามฝืนลืมตาขึ้นมามองโทรทัศน์ที่อยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งกำลังประกาศผลการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าในครั้งนี้
อุตส่าห์เฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดก็แลกมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีได้สำเร็จ
ทว่าในวินาทีต่อมา รอยยิ้มของเธอก็ถึงกับแข็งทื่อไปเลย
เพราะชื่อเจ้าของผลงานชุดนี้กลับกลายเป็นลู่ซือน่วน ยอดดวงใจของลี่จิ่งฮั่น
เสิ่นเฉียวไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลย
เธอหวนนึกถึงช่วงเวลาสองเดือนนี้ที่ตัวเองดั้นด้นออกไปถ่ายภาพ ข้อความที่ส่งไปหาเขาแล้วเงียบหายไปในกลีบเมฆ รวมถึงข่าวลืออื้อฉาวที่ติดเทรนด์คำค้นหายอดนิยมไม่เว้นแต่ละวันของลี่จิ่งฮั่น
ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งสติได้ โทรศัพท์ข้างหมอนก็แผดเสียงเรียกเข้าดังสนั่นจนแสบหู
บนหน้าจอมีคำว่าที่รักสว่างวาบขึ้นมา
มันคือหมายเลขเดียวกับที่เธอพยายามโทรหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะหมดสติเพราะไข้สูง แต่กลับไม่เคยโทรติดเลยสักครั้ง
เสิ่นเฉียวค่อย ๆ เอื้อมมือไปกดรับสายอย่างเนิบช้า น้ำเสียงของเธอแหบพร่าอย่างถึงที่สุด
“ทำไมผลงานของฉันถึงกลายเป็นของลู่ซือน่วนไปได้ล่ะ?”
น้ำเสียงที่ดังมาจากปลายสายเย็นยะเยือกไม่ต่างจากเจ้าตัว ดวงตาคมกริบสีดำขลับคู่นั้นมักจะแฝงไปด้วยความเย็นชาที่ไม่มีวันจางหายไป
“นี่คือสิ่งที่ผมชดเชยให้กับซือน่วนแทนคุณ”
คำตอบสั้น ๆ กลับทำให้อารมณ์ของเสิ่นเฉียวพุ่งพล่านขึ้นมาทันที “ฉันอธิบายกับคุณไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้วว่าคนที่ช่วยคุณไว้ในตอนนั้นคือฉัน”
“ผมเชื่อแค่สิ่งที่ตัวเองเห็นเท่านั้น”
น้ำเสียงของลี่จิ่งฮั่นราบเรียบและเย็นชา
เสิ่นเฉียวรู้สึกเหมือนตัวเองถูกราดน้ำเย็นจัดลงบนหัวจนเปียกโชกไปถึงเท้าในพริบตา เธอกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา หน้าอกรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนเจาะเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ พร้อมมีลมหนาวกรีดผ่านจนเย็นเยียบในทุก ๆ อณูของร่างกาย
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ลี่จิ่งฮั่น รูปถ่ายพวกนี้เป็นสิ่งที่ฉันเอาชีวิตเข้าแลกมา ทุกรูปต่างก็เปื้อนไปด้วยเลือดของฉัน ฉันไม่มีวันยอมให้คุณเอาของพวกนี้ไปประเคนให้ลู่ซือน่วนเด็ดขาด!”
ลี่จิ่งฮั่นพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนอย่างมากว่า “แล้วคุณมีปัญญาจ่ายค่ารักษาของแม่คุณด้วยตัวเองหรือไง?”
คำพูดที่มาอย่างกะทันหันและเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันสักนิด ทำให้เสิ่นเฉียวกำมือที่ถือโทรศัพท์แน่นโดยไม่รู้ตัว จนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา
เธอเค้นคำพูดออกมาว่า “เพื่อลู่ซือน่วน คุณถึงขั้นเอาเรื่องนี้มาขู่ฉันเลยเหรอ?”
ลี่จิ่งฮั่นเตือนด้วยน้ำเสียงเหลืออดว่า “ผมแค่กำลังบอกให้คุณรู้ว่าคุณไม่มีสิทธิ์จะมางี่เง่าใส่ผม”
เสิ่นเฉียวรู้สึกปวดแปลบที่กลางอก
ทั้งที่ก่อนที่ลู่ซือน่วนจะปรากฏตัว ลี่จิ่งฮั่นเคยอ่อนโยนและใส่ใจเธอสารพัดแท้ ๆ แต่ตอนนี้...…
เสิ่นเฉียวโพล่งออกมาทันทีว่า “พวกเราหย่ากันเถอะ”
น้ำเสียงของลี่จิ่งฮั่นเคร่งขรึมยิ่งขึ้นในทันที “เสิ่นเฉียว ผมไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระกับคุณหรอกนะ”
“เปล่า ฉันพูดจริง...…”
ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบ ที่ข้างหูก็มีเสียงตัดสายดังขึ้นซะก่อน
เสิ่นเฉียวหันหน้าไปมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไปแล้ว ก่อนจะกระตุกมุมปากฝืนยิ้มออกมา แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ น้ำตาแห่งความขมขื่นไหลผ่านหางตา ก่อนจะหยดลงบนหลังมือของเธอในที่สุด
เรื่องหย่าน่ะ เธอหย่าแน่
แล้วเธอก็ไม่มีวันยอมให้ลู่ซือน่วนใช้ผลงานของเธอเป็นบันไดไปสู่ชื่อเสียงเด็ดขาด
เสิ่นเฉียวทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อกลับถึงบ้านคือการรวบรวมหลักฐานที่ลู่ซือน่วนแอบอ้างชื่อในผลงานของเธอ
ทั้งตั๋วเครื่องบินไป-กลับตลอดการเดินทาง รวมถึงบรรดาไฟล์ต้นฉบับที่เธอถ่ายเอาไว้ด้วย
สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
เสิ่นเฉียวจัดการรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้วก็โพสต์ลงบนโลกออนไลน์ทันที
เนื้อหาดังกล่าวกลายเป็นกระแสฮือฮาในชั่วพริบตา
ทว่าภายในไม่ถึงสิบนาที มันกลับถูกลบจนเกลี้ยง แม้กระทั่งไอดีของเธอก็ถูกแบนไปด้วยเช่นกัน
เสิ่นเฉียวพอเห็นตัวเลข 404 บนหน้าเว็บก็ถึงกับกำหมัดทั้งสองข้างแน่นโดยไม่รู้ตัว
ลี่จิ่งฮั่นถึงขั้นลงมือจัดการกับเธอเพียงเพื่อผู้หญิงอีกคนได้ลงคอ
เธอจ้องเขม็งไปยังบัญชีที่ถูกแบนด้วยหัวสมองที่ว่างเปล่า
แต่ไม่นานนักเธอก็ตระหนักได้ว่า วันนี้เป็นวันฉลองที่ลู่ซือน่วนได้รับรางวัลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการถ่ายภาพ ลี่จิ่งฮั่นจะยอมปล่อยให้เธอมีโอกาสก่อกวนได้ยังไง
วินาทีต่อมา เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากนอกบ้าน ก่อนที่ประตูใหญ่จะถูกเปิดออกอย่างแรง
เสิ่นเฉียวหันขวับไปมองทันที
ลี่จิ่งฮั่นเดินสาวเท้าเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธอ
รังสีกดดันรอบตัวเขาแผ่ซ่านออกมาปกคลุมเธอไว้ ราวกับผิวน้ำกลางทะเลอันเงียบสงบก่อนที่พายุใหญ่จะมาเยือน
“ดูท่าคุณจะลืมสิ่งที่ผมเคยบอกคุณไปแล้วสินะ”
เมื่อกี้นี้ถ้าผู้ช่วยของเขาไม่แจ้งข่าวอย่างทันท่วงที จนปล่อยให้กระแสสังคมลุกลามใหญ่โต หน้าที่การงานของซือน่วนที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นมีหวังได้พังพินาศย่อยยับแน่นอน
แต่เสิ่นเฉียวที่เผชิญหน้ากับความโกรธของเขากลับไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย “ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าฉันจะไม่มีวันยอมให้คุณเอาผลงานที่ฉันอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตแลกมาไปประเคนให้คนอื่นเด็ดขาด!”
นี่คือการโต้กลับครั้งแรกของเธอ
ลี่จิ่งฮั่นถึงกับอึ้งไปเลย
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ในความทรงจำที่มักจะอ่อนโยนและคอยแคร์ความรู้สึกของเขาอยู่เสมอ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ไปได้
เสิ่นเฉียวถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลนับไม่ถ้วน รวมถึงรอยเข็มที่ยังไม่หายสนิท
“คุณเห็นไหม? เพื่อถ่ายภาพผลงานชุดนี้ ฉันต้องเสียสละขนาดไหน”
“ลี่จิ่งฮั่น ฉันไม่เคยคิดจะเรียกร้องความรักที่เท่าเทียมจากคุณ แต่คุณจะไม่ให้เกียรติฉันเลยสักนิดแบบนี้ไม่ได้!”
ในวินาทีนี้ ทั้งความเคียดแค้นและความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดที่สั่งสมมานานก็พรั่งพรูออกมา ราวกับเขื่อนแตกไม่มีผิด
หางตาของเสิ่นเฉียวแดงก่ำ แต่เธอกลับไม่มีท่าทีว่าจะร้องไห้ มีเพียงความโกรธแค้นอย่างสุดหัวใจเท่านั้น
สายตาของลี่จิ่งฮั่นเคร่งขรึมยิ่งขึ้นไปอีก เขามองเธอด้วยท่าทีนิ่งเฉย ในดวงตาแฝงไปด้วยการเย้ยหยัน “ทั้งหมดมันก็เป็นเพราะคุณหาเรื่องใส่ตัวเองไม่ใช่หรือไง การแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยคำลวง คุณยังเพ้อฝันว่าจะมีจุดจบที่ดีอีกงั้นเหรอ?”
ในวินาทีนี้เสิ่นเฉียวราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น
เธอหลับตาลงอย่างแรง “แล้วแต่คุณจะพูดเถอะ ตอนนี้ฉันมีแค่จุดประสงค์เดียวคือการหย่าเท่านั้น!”
ลี่จิ่งฮั่นมองลงมาที่เธอจากมุมสูงด้วยสายตาเย้ยหยัน
“คุณแน่ใจเหรอ?”
เสิ่นเฉียวกำหมัดทั้งสองข้างแน่นโดยไม่รู้ตัว จนเล็บที่แหลมคมจิกลึกลงไปในฝ่ามือตั้งนานแล้ว
หลังจากที่ครอบครัวของเธอล้มละลาย ลี่จิ่งฮั่นก็ได้ยื่นมือเข้ามาจัดการภาระอันยุ่งเหยิงเหล่านั้น แล้วเขาก็เป็นคนจ่ายค่ารักษาที่แพงหูฉี่ให้กับแม่ของเธอด้วย
สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอทั้งรักและรู้สึกซาบซึ้งใจต่อลี่จิ่งฮั่นอยู่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอจึงพยายามทำตามคำขอของลี่จิ่งฮั่นอย่างสุดความสามารถเสมอมา
แต่ครั้งนี้เขาทำเกินไปจริง ๆ จะให้เธอยกผลงานของตัวเองให้คนอื่นเนี่ยนะ
ลี่จิ่งฮั่นโทรไปหาใครคนหนึ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “หยุดใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิดของแม่เสิ่นเฉียวซะ”
แม้เขาจะกำลังพูดกับปลายสายอยู่ แต่สายตากลับจ้องมองมาที่เธออยู่ตลอดเวลา
ม่านตาของเสิ่นเฉียวหดตัวลง เธอรู้ดีว่านี่คือบทลงโทษที่ลี่จิ่งฮั่นมอบให้กับเธอ
เมื่ออยู่ต่อหน้าลี่จิ่งฮั่น เธอไม่มีแม้แต่กำลังจะโต้ตอบอะไรได้เลย
ความรู้สึกอึดอัดจากการถูกกดขี่ การถูกเหยียดหยามและเยาะหยันถาโถมเข้ามาพันธนาการเธอเอาไว้
ลี่จิ่งฮั่นกดวางสายอย่างไม่ใส่ใจ “ไว้คุณยอมรับผิดเมื่อไหร่ ผมค่อยสั่งให้คนกลับมาเริ่มการรักษาแม่ของคุณอีกครั้งแล้วกันนะ”
เสิ่นเฉียวข่มความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาในทรวงอกเอาไว้ แล้วก็กัดฟันพูดว่า “ฉันไม่ผิด แล้วฉันก็จะไม่มีวันยอมรับผิดเด็ดขาด ลี่จิ่งฮั่น ในที่สุดฉันก็ได้เห็นธาตุแท้ของคุณแล้วว่าคุณนั้นเลือดเย็นขนาดไหน!”
แววตาของลี่จิ่งฮั่นเปี่ยมไปด้วยความเย็นชา เขาพูดขึ้นอย่างเนิบ ๆ ว่า “ผมจะรอวันที่คุณมาคุกเข่าอ้อนวอนผมแล้วกัน”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
นับตั้งแต่เขากลับมาจนถึงตอนนี้เพิ่งผ่านไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น แต่เขากลับนำพาหายนะมาสู่ชีวิตเธออย่างแท้จริง
เสิ่นเฉียวทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและสิ้นหวังจับขั้วหัวใจ
ทว่าไม่นานนักเธอก็รีบดึงสติกลับมา ในเมื่อค่ารักษาของแม่ถูกระงับแล้ว เธอจึงต้องรีบไปที่โรงพยาบาลโดยด่วน
หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับคุณพ่อและบริษัท คุณแม่ก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
โชคดีที่กู้ชีพได้อย่างทันท่วงทีจึงยังมีชีวิตอยู่ ทว่าท่านกลับต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ตลอดชีวิตที่เหลือทำได้เพียงพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาแพงเพื่อยื้อลมหายใจเอาไว้เท่านั้น
หลังจากไปถึงโรงพยาบาล เสิ่นเฉียวก็รีบถอนเงินทั้งหมดที่มีในบัตรออกมาจ่ายค่ารักษาต่อให้แม่ทันที
ตลอดสามปีที่แต่งงานมา เธอยังคงทำงานอยู่ตลอด
แต่เงินในบัญชีกลับใช้จ่ายค่ารักษาได้เพียงแค่สามเดือนเท่านั้น
หากต้องการจะหลุดพ้นจากชีวิตแต่งงานครั้งนี้ อันดับแรกคือเธอต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและไม่ขอรับความช่วยเหลือใด ๆ จากลี่จิ่งฮั่นอีก
เสิ่นเฉี่ยวกดโทรศัพท์ออกไปหาใครคนหนึ่ง
“พี่เฉิน ฉันต้องการความช่วยเหลือจากพี่ค่ะ”
พี่เฉินเปรียบเสมือนเป็นผู้จัดการของเธอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อชื่อเสียงในฐานะช่างภาพสัตว์ป่าของเธอเริ่มโด่งดัง งานบางส่วนก็ได้พี่เฉินนี่แหละที่เป็นคนช่วยจัดการให้
อีกฝ่ายมีคอนเนคชั่นที่กว้างขวางมาก ถึงขนาดที่ว่าช่วยเธอแก้ปัญหาตรงหน้าได้ ในการพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อกี้นี้ พี่เฉินยังแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งที่เธอเผชิญและรับปากว่าจะช่วยเธออย่างเต็มที่อีกด้วย
เวลาหนึ่งทุ่มตรง
เสิ่นเฉียวได้ขับรถมาถึงที่อาคารจิ่งรุ่ย
พี่เฉินช่วยนัดผู้จัดงานในการประกวดครั้งนี้ให้กับเธอ
ในกระเป๋าถือที่อยู่ข้างกายเธอ คือหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการที่ลู่ซือหน่วนขโมยผลงานของเธอในครั้งนี้
เสิ่นเฉียวตรงไปยังห้องส่วนตัวหมายเลข 2203 ทันที
ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออก ก่อนจะมีชายร่างอ้วนฉุลงพุงท่าทางดูน่าสะอิดสะเอียนคนหนึ่งเดินเข้ามา
เสิ่นเฉียวทักทายอย่างสุภาพว่า “สวัสดีค่ะ คุณหวัง ฉันคือเสิ่นเฉียว ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้ แต่ผลงานของฉันถูกคนอื่นนำไปแอบอ้าง ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณค่ะ พี่เฉินน่าจะบอกคุณไว้แล้วใช่ไหมคะ”
หวังควนมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาหื่นกระหาย “ที่แท้คุณก็คือช่างภาพเสิ่นผู้โด่งดังนี่เอง ทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้แท้ ๆ แต่กลับต้องไปถ่ายงานในที่อันตรายแบบนั้น คงลำบากน่าดูเลยนะครับ”
“ดูใบหน้าสวย ๆ กับมือน้อย ๆ นี่สิ มาทำงานถ่ายภาพบุกป่าฝ่าดงแบบนี้ เสียของชะมัด”
เขาพูดพลางยื่นมืออันอวบอ้วนเข้ามาทางเธอ
รอยยิ้มของเสิ่นเฉียวแข็งทื่อเล็กน้อย เธอเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน แล้วก็ยัดเอกสารที่เตรียมไว้ใส่มือของเขา
“คุณหวังคะ คุณลองดูหลักฐานชุดนี้ก่อนเถอะค่ะ ในฐานะผู้จัดงานครั้งนี้ คุณหวังน่าจะเข้าใจช่างภาพที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้สารคดีอย่างพวกเราดี ฉันแค่ต้องการความยุติธรรมเท่านั้นค่ะ”
หวังควนเหวี่ยงแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนจะกระตุกมุมปากหัวเราะเยาะออกมา
“เสิ่นเฉียว คุณคงไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าถ้าไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนอะไรเลย ผมจะยอมล่วงเกินกับคุณลี่เพื่อสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมนั่นหรอกนะ”
เสิ่นเฉียวกำหมัดแน่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนเล็บอันแหลมคมจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา...…”
ทว่าเธอยังพูดไม่ทันจบ หวังควนก็ชิงหัวเราะเยาะออกมาซะอย่างนั้น
เขาพูดด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามว่า “นี่คุณไม่รู้หรือไงว่าลี่จิ่งฮั่นมีอิทธิพลในวงการนี้แค่ไหนน่ะ?”
ความหวังสุดท้ายที่ริบหรี่ของเสิ่นเฉียว ในวินาทีนี้พลันมอดดับลงในพริบตาไปอย่างสมบูรณ์
เธอจะไม่รู้สถานะของลี่จิ่งฮั่นได้ยังไงกันล่ะ
เขาใช้เวลาเพียงห้าปีผลักดันลี่ซื่อกรุ๊ปขึ้นสู่จุดสูงสุด จน ณ ตอนนี้เมื่อมองภาพรวมทั่วทั้งเมืองหลวง ความยิ่งใหญ่ของลี่ซื่อกรุ๊ปก็เป็นรองแค่เผยซื่อกรุ๊ปเท่านั้น
“แต่เห็นแก่หน้าสวย ๆ ของคุณ ถ้าคุณยอมปรนนิบัติผมให้เต็มที่สักคืน เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
หวังควนพูดพลางโถมร่างกายอันอ้วนฉุเข้าใส่เธอทันที
ทว่าก่อนที่มือปลาหมึกอันอวบอ้วนของเขาจะได้สัมผัสเสิ่นเฉียว ประตู ห้องส่วนตัวกลับถูกเปิดออกอย่างแรง จากนั้นหวังควนก็โดนเรียวขายาวที่ทรงพลังเตะเข้าอย่างแม่นยำจนกระเด็นไปอัดกับกำแพง
เสิ่นเฉียวหันไปมองทางประตูโดยสัญชาตญาณ ทว่าวินาทีที่เห็นชัดว่าผู้มาเยือนคือใคร เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
เผยลี่ชวนงั้นเหรอ
ศัตรูตัวฉกาจของลี่จิ่งฮั่นนี่
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
หวังควนเอามือกุมท้องพลางกัดฟันพยุงตัวลุกขึ้นมา “ใครมันรนหาที่ตาย กล้ามาถีบกูวะ เดี๋ยวกูจะจัดการ……”
ทว่าเขายังด่าไม่ทันจบประโยคดี พอเห็นว่าผู้มาเยือนคือ เผยลี่ชวน เขาก็ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวทันที
จากนั้นเขาก็รีบเข้าไปเลียแข้งเลียขา พร้อมเผยรอยยิ้มเอาอกเอาใจออกมาในพริบตา
“คุณเผย ลมอะไรหอบคุณมาที่นี่ได้ครับ?”
หมอนี่เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้ากระดาษซะอีก
เผยลี่ชวนไม่แม้แต่จะชายตามองหวังควนด้วยซ้ำ เขาจับจ้องไปยังเสิ่นเฉียวด้วยสายตาเย็นชา
“ไสหัวไปซะ!”
หวังควนรีบพยักหน้าโค้งคำนับอย่างลนลานทันที “ครับ คุณเผย ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!”
หลังจากหวังควนออกไป ในห้องส่วนตัวก็เหลือเพียงเผยลี่ชวนและเสิ่นเฉียวแค่สองคนเท่านั้น
บรรยากาศอันน่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่ว ทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรทั้งนั้น บริเวณรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มหล่นเลยทีเดียว
เสิ่นเฉียวอ่านความคิดของเผยลี่ชวนไม่ออก จึงทำได้เพียงหยั่งเชิงดูว่า “ขอบคุณคุณเผยมากนะคะที่เมื่อกี้นี้อุตส่าห์ยื่นมือเข้ามาช่วย”
เผยลี่ชวนเลื่อนเก้าอี้นั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะกวาดสายตามองเอกสารที่เสิ่นเฉียวรวบรวมเอาไว้
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ”
เขาพลิกอ่านเอกสารอย่างเนิบช้า ทำให้สายตาของเสิ่นเฉียวดูสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าระหว่างเธอกับลี่จิ่งฮั่นจะเป็นการแต่งงานกันแบบลับ ๆ แต่คนในวงการต่างก็รู้ดีว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากัน
ในฐานะคู่ปรับตัวฉกาจ เผยลี่ชวนไม่รู้สึกว่าการที่เธอและเขามาอยู่ด้วยกันแบบนี้มันน่าอึดอัดบ้างเลยเหรอ
เสิ่นเฉียวกระแอมออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “คุณเผยคะ พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระต้องไปจัดการต่อ บุญคุณในวันนี้ ไว้ฉันจะหาโอกาสตอบแทนวันหลังแล้วกันนะคะ”
เธอเดินเข้าไปหมายจะหยิบแฟ้มเอกสารและเดินออกไป
ทว่าเขากลับชิงใช้มือที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนกดทับเอกสารไว้ เพื่อขัดขวางการกระทำของเธอ
เสิ่นเฉียวเหลือบไปเห็นแหวนนิ้วก้อยสีทองประดับเพชรเม็ดเล็กที่สวมอยู่บนมือซ้ายของเขา มันส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงไฟ บนนั้นเหมือนจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก ๆ สลักอยู่ด้วย ติดตรงที่ว่าเธอมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
เผยลี่ชวนเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง “คุณเสิ่นครับ ผมชื่นชมในพรสวรรค์และความสามารถด้านการถ่ายภาพของคุณมาก ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะมาทำงานที่บริษัทของผมไหมครับ?”
รูม่านตาของเสิ่นเฉียวขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอมองไปที่เผยลี่ชวนด้วยความงุนงง
“แต่คุณก็รู้จักตัวตนของฉันดี ลี่จิ่งฮั่นกับคุณ…...”
“สิ่งที่ผมชื่นชมคือความสามารถของคุณ มันเกี่ยวอะไรกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของคุณด้วยล่ะครับ?”
เผยลี่ชวนเคาะแฟ้มเอกสารฉบับนั้นเป็นจังหวะด้วยแรงมือที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป
“ถ้าคุณตกลง พรุ่งนี้คุณสามารถเข้ามาเซ็นเอกสารเริ่มงานที่บริษัทได้เลย ในขณะเดียวกัน ผมมีของขวัญต้อนรับการเข้าทำงานชิ้นหนึ่งที่คุณต้องพึงพอใจแน่ ๆ จะมอบให้คุณด้วยครับ”
สมองของเสิ่นเฉียวสับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว
เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมคนระดับเผยลี่ชวนถึงจงใจยื่นข้อเสนอไมตรีนี้ให้กับเธอ
เธอพูดด้วยความสับสนและลังเลว่า “คุณเผย ขอโทษด้วยนะคะ ฉันคงต้องขอปฏิเสธความปรารถนาดีของคุณในครั้งนี้แล้วล่ะค่ะ”
เผยลี่ชวนถามขึ้นมาอีกว่า “เป็นเพราะลี่จิ่งฮั่นงั้นเหรอ?”
เสิ่นเฉียวถูกตัวอักษรบนแหวนดึงดูดโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง
ด้านบนนั้นเหมือนจะเป็นตัวเอสที่ตัวเล็กมาก ๆ เลย
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
เมื่อพูดถึงลี่จิ่งฮั่น นัยน์ตาของเสิ่นเฉียวก็ต้องฉายแววเย็นชาและรังเกียจออกมาในทันที
แม้สายตาของเผยลี่ชวนจะราบเรียบและเย็นชา
ทว่าการที่เขาอยู่ในตำแหน่งผู้มีอำนาจมานานหลายปี
ทำให้เขาแผ่รังสีอันน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องพยายาม
เหมือนเช่นในตอนนี้ ต่อให้เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ หรือสีหน้าจะไร้อารมณ์ใด ๆ ก็ยังทำให้เธอยอมศิโรราบอยู่ดี
เสิ่นเฉียวทำได้เพียงพูดไปตามความจริงว่า “ฉันเป็นแค่ช่างภาพ ไม่ได้สัมผัสกับงานออฟฟิศมาหลายปีแล้ว ก็เลยกลัวว่าจะปรับตัวไม่ได้น่ะค่ะ”
เผยลี่ชวนพอได้ยินดังนั้นก็กระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมาจนแทบจะสังเกตไม่เห็น
ดูเหมือนเขาจะพอใจกับคำตอบของเธอมาก ถึงขั้นยอมอธิบายเพิ่มเลยว่า
“คุณแค่ทำในสิ่งที่คุณถนัดและรักต่อไปก็พอ ช่วงนี้เผยซื่อกรุ๊ปมีแผนจะถ่ายทำวิดีโอประชาสัมพันธ์เพื่อสาธารณกุศล แล้วผมก็รู้ดีว่าคุณถนัดเรื่องการเก็บอารมณ์ความรู้สึกผ่านหน้ากล้องมากแค่ไหน”
เสิ่นเฉียวเม้มริมฝีปากพลางขบคิดอย่างเงียบ ๆ
ช่วงหลายปีมานี้ เธอเดินหน้าทำสตูดิโอส่วนตัวมาโดยตลอด
แม้รายได้ในแต่ละเดือนจะไม่แน่นอน แต่เธอก็มีอิสระ
ทว่าเมื่อใดที่เซ็นสัญญา ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ เข้ามาผูกมัด
แต่เพราะการถูกลี่จิ่งฮั่นบีบคั้นในช่วงหลังมานี้ ทำให้การบริหารสตูดิโอของเธอไม่ราบรื่นเหมือนเมื่อก่อน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือรายได้ของเธอไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลของแม่
ในเมื่อหน้าที่การงานของลี่จิ่งฮั่นรุ่งเรืองถึงขนาดนี้ คนคนเดียวที่อยู่เหนือกว่าเขาก็เห็นจะมีแค่เผยลี่ชวนแล้วล่ะ
เผยลี่ชวนราวกับมองทะลุถึงความกังวลในใจของเธอ เขาพูดประโยคหลังเสริมขึ้นมาอย่างเนิบ ๆ ว่า
“ผมสามารถร่วมหุ้นในสตูดิโอของคุณในรูปแบบของการลงทุนได้ด้วยเช่นกัน แบบนี้ คุณก็จะยังเป็นผู้มีอำนาจควบคุมสตูดิโอที่แท้จริงและยังคงได้รับอิสระตามเดิมยังไงล่ะครับ”
เสิ่นเฉียวมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เพราะเขายื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยจริง ๆ
“คุณเผยคะ ฉันขอถามหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงเลือกที่จะร่วมงานกับฉัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเผยซื่อกรุ๊ปมีช่างภาพมาสมัครงานมากมายนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องเป็นฉันด้วยคะ?”
เสิ่นเฉียวเสริมขึ้นในระหว่างที่กำลังใช้ความคิดว่า
“ถ้าคุณหวังผลจากความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างฉันกับลี่จิ่งฮั่นละก็ ฉันขอบอกคุณให้ชัดเจนตรงนี้เลยแล้วกันค่ะว่าพวกเราสองคนกำลังจะหย่ากัน”