ตอน 2

ในวันที่อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อุณหภูมิต่ำกว่ายี่สิบองศาทั้งที่อยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนของกรุงเทพมหานคร เหตุเพราะระยะนี้มีผลมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน สภาพจิตใจของใครบางคนก็ปรวนแปรไม่แพ้กัน ศิรศักดิ์พาหัวใจอันห่อเหี่ยวสิ้นหวังมาพักใจที่ห้องพักส่วนตัวของวิลาสินี ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนต่างเพศที่เขาสนิทที่สุดนับตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจนกระทั่งวันนี้ จากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากเขารู้สึกตัวตื่น ก็ต้องพบกับความอึดอัดใจอีกครั้ง เมื่อพบว่าเพื่อนสาวนั่งคอยปรนนิบัติพยาบาลเขา ในฐานะคนเมามายมาตลอดทั้งคืน ภาพที่เห็นนั้นวิลาสินีหน้าซีดเผือด ใต้ดวงตามีรอบดำคล้ำ ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นเหตุมาจากไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน

ศิรศักดิ์มาหาเพื่อนสาวบ่อยๆ ในเวลาที่เขารู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องความรัก แต่สำหรับเรื่องหลังแล้ว มักจะบ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหากับคนรัก ศิรศักดิ์มักจะหาที่พักใจ เพื่อหลบเลียแผล นั่นก็คือห้องพักของวิลาสินีนั่นเอง เป็นความเคยชินเมื่อสุขภาพความรักมีปัญหาเขาก็จะเห็นแต่หน้าวิลาสินีลอยมาแล้วก็พาตัวเองมาถึงที่นี่อย่างสติเลื่อนลอยอยู่เสมอ เพื่อระบายความในใจ ปรับทุกข์ที่ถาโถม เพราะวิลาสินีคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงข้างเขา ไม่เคยทอดทิ้งแม้ในวันที่เขารุ่งเรืองที่สุด หรือตกต่ำที่สุด

...คืนวันที่ผันผ่าน ชีวิตเขาผ่านเรื่องราวมากมาย แต่เมื่อหันไปข้างกาย จะมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เคยจากไปไหน...

คนนั้นคือ... วิลาสินี

ความคิดสำนึกบุญคุณที่สุดซาบซึ้งใจที่มีต่อเพื่อนสาวหลังจากศิรศักดิ์ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาอย่างทรมาน เพราะมันยังรู้สึกมึนหัวอยู่จนอยากเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด หากทันทีที่มองเห็นร่างเล็กของเพื่อนสาว ก็กลายเป็นความเจริญตาจนเพลิดเพลินไปเสียอย่างนั้น สายตาทอดมองอย่างนึกเอ็นดูเจือความเกรงใจ วิลาสินีฟุบหลับข้างเตียงเขา มือแกร่งเอื้อมไปสะกิด จนหญิงสาวรู้สึกตัวตื่น

“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นถาม หลังจากตัวเองรู้สึกตัวตื่น เสียงงัวเงีย เส้นผมเล็กละเอียดดุจแพรไหมดูยุ่งเหยิงเพราะแรงกดทับจากการหลับนอน หน้าสดก็จริง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ดูขี้ริ้วขี้เหร่เลยแม้จนนิดเดียว แปลกที่ภาพเพื่อนสาวตื่นนอนใหม่ๆ ในวันนี้กลายเป็นภาพน่าดู สวยน่าค้นหาอย่างที่ศิรศักดิ์ไม่เคยได้สะดุดตามาก่อน

“อืม...” ตอบพร้อมยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก อาการปวดหัวหนึบๆ สุดแสนทรมานหลังอาการเมาหัวราน้ำยังคงโจมตีไม่จางหาย เขาค่อยๆ หลับตาแน่น เพื่อทบทวนและตั้งสติ ก่อนพูดขึ้นว่า “ผมรู้สึกอับอายนีทุกครั้ง... ที่อ่อนแอแบบนี้แล้วยังมากวนใจนีถึงที่นี่อีก” เขาระบายความในใจอย่างสำนึกผิด ดวงหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงไปกว่าเวลาปกติ เขาดูหมดอาลัยตายอยาก เหมือนร่างไร้วิญญาณ เป็นซอมบี้ที่เดินได้

“ช่างเถอะ... นีชินแล้วน่ะ” ว่าพลางทำหน้างอใส่เพื่อน “ก็ทุกทีรู้สึกตัว ก็สัญญาตลอดว่าคราวหน้าจะไม่ทำอีก... แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น” ‘พอเจออะไรกระทบใจเข้าหน่อย ก็เมาแอ๋เหมือนเดิม’ วิลาสินีตัดพ้อพานก็อดตำหนิในใจไม่ได้กับคำมั่นสัญญาที่เพื่อนเคยให้ แต่สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิมทุกที

“ก็จริง... ขอโทษนะ ที่ไม่เคยทำตามสัญญา” เพื่อนหนุ่มเอ่ยถ้อยคำสารภาพ เขาเห็นภาพชินตาที่วิลาสินีต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่ออยู่ดูแลเขาเวลาที่เมาหมดสภาพแบบนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้หันหน้าไปพึ่งน้ำเมาไม่ได้ทุกครั้งที่เสียใจ โดยเฉพาะเรื่องความรักที่เขาหวังจะเจอผู้หญิงดีๆ ที่รักเขาอย่างจริงใจสักที แต่นี่ก็ไม่รู้กี่ครั้งเข้าไปแล้วที่เหลวไม่เป็นท่า โดยเฉพาะกับรักครั้งนี้ สุนิตา หรือนิต้า เป็นผู้หญิงที่เขารักหมดใจ แต่ดูเหมือนว่าวิมานบนอากาศที่เขาสร้างไว้จะพังครืนลงมาในชั่วพริบตาเมื่อเจ้าหล่อนตีจากและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“อืม...” หญิงสาวเอ่ยพึมพำรับรู้

“มีความรักมันทรมานขนาดนี้ นีน่ะโชคดีมากนะรู้มั้ย ที่ไม่มีแฟนน่ะ อยู่บนคานทองนิเวศน์อย่างนี้ล่ะ อย่าไปรักใครเข้านะ ตอนรักอะไรๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่พอหมดรัก พิษของมัน ยากเกินรับไหว...” ศิรศักดิ์พูดอย่างอดอาลัยตายอยาก แววตาเขาว่างเปล่า ไม่มีจุดหมาย ไม่มีสีสันความสดใสขี้เล่นอย่างทีเคยๆ ให้เห็น

“คนบ้า! นีอุตส่าห์ช่วยดูแลมาตลอดทั้งคืน ตื่นขึ้นมาแทนที่จะขอบอกขอบใจ พูดแต่สิ่งดีๆ กลับมาแช่งให้เราขึ้นคานเสียนี่” ว่าเพื่อนพร้อมทำหน้างอง้ำ คนอุตส่าห์เช็ดหน้า เช็ดตัวให้ ตื่นขึ้นมาแทนที่จะสำนึก ไม่มีเลยเสียล่ะ แถมยังแช่งเพื่อนให้ขึ้นคาน จะบ้าหรือไง ชีวิตลูกผู้หญิง เป็นใครก็ฝันถึงวันแต่งงาน ได้สวมชุดเจ้าสาวสวยๆ ทั้งนั้นล่ะ ใครอยากแก่หง่อมบนคานกันเล่า ต่อให้เป็นคานทองคำก็เถอะ หญิงสาวคิดอย่างนึกโมโห นี่ถ้าไม่คิดว่าสงสารที่เมาจนหัวราน้ำมา เธอจะทุบกำปั้นให้สักตั้งหนึ่งเลยเชียว

“อ้าว นี่นีมีแฟนเหรอ?” ศิรศักดิ์ทำเสียงกระเซ้า พร้อมลุกขึ้นนั่งบนเตียง แต่หน้าคนเพิ่งตื่นนอนยังแดง ตาแดงเพราะพิษเหล้า แถมผมฟูๆ นั่นอีก สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย ผุดลุกขึ้นนั่งกะทันหันทำเอาผ้าขนหนูผื่นเล็กๆ สีขาวที่วางบนหน้าผากก่อนหน้าร่วงลงมาอยู่บนกล้ามท้องเขา

“ยังหรอก...” ‘ก็อยากมีเหมือนกันนั่นล่ะ... ก็ชอบอยู่หรอก... แต่เขาไม่รู้ตัวสักที’ หญิงสาวคิดในใจ นึกน้อยใจอยู่บ้างที่เป็นได้แค่เพียงคนที่เขามองข้าม ข้ามไปทางซ้ายที ข้ามไปทางขวาที ไม่รู้จะต้องรอถึงเมื่อไหร่ ถึงจะกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาบ้าง หน้าตาเรารึก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย...

“นี่นีดูแลผมทั้งคืนหรือไง?”

“ก็ใช่น่ะสิ นี่ห้องเรานี่” หญิงสาวเอ่ย

“อืมจริงด้วย ขอบใจมากนะครับ แต่ว่าคราวหน้าไม่ต้องเอาผ้ามาซับหน้าแบบนี้หรอก ผมเมานะ... ไม่ได้เป็นไข้” ศิรศักดิ์มิวายพูดเย้าแหย่เข้าให้อีก ก็เวลาอยู่กับเพื่อนสาวทีไร ใจมันนึกยังไงไม่รู้ อยากแกล้ง อยากหยอกไปหมด เขาละชอบจริงๆ เวลาวิลาสินีแก้มแดงเพราะความเขินอาย เป็นสาวขี้อายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สมัยก่อนตอนเรียนชั้นประถม วิลาสินีจะโดนเพื่อนผู้ชายแกล้งบ่อยๆ จนบางทีร้องห่มร้องไห้ ก็ได้ศิรศักดิ์นี่ล่ะที่เป็นฮีโร่มาช่วย และคอยปกป้องมาตลอด จึงทำให้ทั้งสองเป็นเพื่อนรัก สนิทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ย่ะ ยังจะมีคราวหน้าอีกหรือ เลิกทำตัวขี้เมาแบบนี้ได้แล้ว”

“ก็คนมันเสียใจ” ศิรศักดิ์ยังคร่ำครวญ ตั้งแต่คบหากับผู้หญิงมา มีสุนิตานี่ล่ะที่เขารักนักรักหนา แต่ทำไมสิ่งที่เธอทำกับเขาไม่สมกับที่เขารักหมดจิตหมดใจเลยก็ไม่รู้ มันน่าเสียใจไหมเล่า

“เสียใจก็ต้องทำใจสิ ไม่ใช่อะไรก็กินเหล้า” เพื่อนสาวเอ็ดทั้งที่รู้ว่าเพื่อนกำลังเศร้า แต่เธอก็ห่วงเขา อยากให้คิดได้ อยากเห็นเพื่อนหันมารักตัวเองบ้าง

“โอเคๆ จะพยายามก็แล้วกัน บ่นเป็นสาวแก่ไปได้”

“พูดมากจริง คราวหน้าไม่ช่วยแล้ว เมามาก็จะปล่อยให้ตายหน้าตึก จะเมาหรือจะเป็นไข้ ต่อไปไม่สนใจแล้วนะ จะปล่อยให้ตาย” คนเป็นเพื่อนโต้กลับอย่างแสนงอน ใจนึกหมั่นไส้คนเพิ่งสร่างเมาที่นอนจ้องหน้าบนเตียงนึกเชียว

“จริงดิ่?” คนสร่างเมายังยั่วไม่เลิก

“อืม...” คนหน้างอพึมพำส่งไปอีก คนเป็นเพื่อนรู้ว่าหญิงสาวเริ่มงอน จึงเปลี่ยนเรื่องคุย

“ว่าแต่... นียังไม่มีแฟนใช่มั้ย?” เพื่อนสนิทยังคงคาใจ

“ศักดิ์ถามทำไม” ‘จะขอเราเป็นแฟนหรือไง’ เริ่มประหม่าอดมโนไม่ได้จริงๆ ว่าความอกหักรักคุดบ่อยๆ ของเพื่อน เผื่อเขาจะมองเห็นหัวเธอบ้าง ใครจะไปรู้เกิดฟลุ๊คส้มหล่นขึ้นมา ฝันหวานๆ ของวิลาสินีก็จะได้เป็นจริงสักที หญิงสาวคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง เพราะแอบรักเพื่อนคนนี้มานานปี แต่สิ่งที่ศิรศักดิ์มีให้ ไม่มีอะไรพิเศษเกินเลยคำว่า ‘เพื่อน’ เลยแม้แต่น้อย

“ถ้ามีผมจะได้ไม่มากวนบ่อยๆ” เขาว่า เพราะความสนิทสนมมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาความสนิทก็ยังคงไม่มีวันจาง ยังคงไปมาหาสู่ อยู่ค้างอ้างแรมในบางครั้ง จนบางทีก็ลืมนึกไปว่า แม้จะเป็นเพื่อนรักที่สนิทกันมากแค่ไหน ก็ยังถือว่าเป็นเพื่อนต่างเพศอยู่ดี และเพื่อนสาวของเขาก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวบ้าง เขาเข้าใจมาตลอดว่าวิลาสินีเป็นสาวโสดที่ทำแต่งาน ไม่คิดมองผู้ชายคนไหน เขาเลยไปมาหาสู่ได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าสถานะของเพื่อนเปลี่ยนไป เขาเองก็ต้องเว้นระยะห่าง ก็เพื่อนมีแฟน เขาคงมาบ่อยๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“อืม... ไม่มีหรอกแฟน... มีแต่แฟนคลับ” วิลาสินีทำท่าคิดก่อนครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงพึมพำ

“แฟนคลับ? นีเนี่ยนะมีแฟนคลับ” ศิรศักดิ์หลุดขำ มีเพื่อนเป็นดารารึก็ว่าไปอย่าง นี่สาวพนักงานออฟฟิศปกติธรรมดา จะหาแฟนคลับมาจากไหน นีละก็ช่างคิดเสียจริง

“ล้อเล่นน่ะ จะเอามาจากที่ไหนล่ะ แฟนคล่งแฟนคลับ พูดเล่น” เธอว่า พลางหลุดหัวเราะกิ๊ก เพื่อนหนุ่มยิ้มกว้างขวาง รู้อาการว่าถ้าแบบนี้เพื่อนสาวคงหายงอนเข้าแล้วล่ะสิ จากนั้นก็ชวนคุยต่อ

“โสดน่ะดีแล้ว” ว่าพลางดีดตัวลุกขึ้น แต่มิวายต้องหลับตาแน่นอีกครั้งเพราะยังมึนหัวอยู่ไม่หาย

“ยังมึนหัวหรือ... อาการแบบนี้ต้องถอนหรือเปล่า” ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เวลาผู้ใหญ่กินเหล้าชอบพูดกันจนเธอได้ยินติดหูแล้วก็ท่องได้ขึ้นใจ ‘ศุกร์เมา-เสาร์นอน-อาทิตย์ถอน-จันทร์ลา’ เจริญชาติไทยล่ะทีนี้ ถ้าเมากันทั้งบ้านทั้งเมืองสภาพเศรษฐกิจคงแย่ ก็เล่นจะลางานกันทุกวันจันทร์น่ะสิ

“สงสัย” เขาเห็นคล้อยตามอย่างขันๆ ก่อนเดินไปห้องน้ำ “ขออาบน้ำก่อนนะ” เขาว่า อย่างกับที่นี่เป็นห้องตนเองอย่างนั้นล่ะ

“ยังจะมาถาม ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้าของห้อง จะทำอะไรก็ตามสบายเถอะ เราจะเตรียมข้าวเช้าให้” เธอพ้ออย่างกระเง้ากระงอด ความจริงเธอก็ไม่รังเกียจหรอกถ้าศิรศักดิ์จะมาจะไปบ่อยๆ เพราะบางทีเธออยู่คนเดียวก็เหงาเหมือนกัน แต่ขานั้นจะมาก็ตอนไม่เหลือใครแล้วเท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายรอคอยเขามาบ่อยๆ ทั้งที่เขาคงไม่เคยรู้ตัวเลยจริงๆ

“นีนี่ดีไปทุกอย่างนะ ทำไมไม่มีแฟนสักที” ยังมิวายทิ้งท้าย ก็เขามองว่าวิลาสินีก็เป็นผู้หญิงสวย ยิ่งโตก็ยิ่งสวย แม้ตอนเด็กๆ จะผอมแห้ง ผิวก็ดำเมี่ยมแถมกิริยามารยาทก็กระโดกกระเดกอย่างกับม้าดีดกะโหลก แต่พอโตเป็นสาวกลับสวยวันสวยคืน ผิวพรรณก็ขาวผ่องเป็นยองใย มองทีไรก็แทบอดใจเอาไว้ไม่ได้ นี่ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน เขาคงปิดการขายไปแล้วเรียบร้อย ก็ผู้ชายอย่างศิรศักดิ์ใช่จะปรานีพรหมจรรย์สาวๆ ที่ย่างกรายเข้ามาในชีวิตได้ง่ายๆ เสียที่ไหน เขาคิดในใจทั้งมองเพื่อนสาวด้วยสายตาหวานเยิ้มโดยไม่รู้ตัว ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวพาดบ่าเดินอาดๆ เข้าห้องน้ำไป

“ก็หายโง่สักทีสิ... ไอ้เพื่อนบ้า!” เสียงหวานพึมพำในลำคอ ใจหวังว่าไอ้เพื่อนบ้าบางคนคงจะไม่ทันได้ยิน

ตอน 3

ศิรศักดิ์ เดชสุทธิรักษ์ นักธุรกิจหนุ่มมาดเพลย์บอยวัยยี่สิบหกปี เขาเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า ไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร... แต่โชคดีที่มีครอบครัว ‘เดชสุทธิรักษ์’ รับอุปการะเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรม ในครอบครัวบุญธรรมนั้นเองมีธุรกิจหลากหลาย บ้างกำลังก่อร่างสร้างตัว บ้างก็ล้มลุกคลุกคลาน สมาชิกในครอบครัวนอกจากมีผู้เป็นพ่อแล้ว เขามีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวและสนิทกันมาก จะต่างก็ตรงนิสัย คมกริชเป็นคนจริงจังเอางานเอาการเพราะเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ถูกบ่มเพาะเรื่องความรับผิดชอบจากบิดามาตั้งแต่เด็ก ส่วนศิรศักดิ์ แม้จะถูกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ด้วยความเป็นลูกชายคนเล็ก ก็ยังถูกตามใจอยู่บ้าง ศิรศักดิ์มีรูปร่างหน้าตาดีไม่แพ้คมกริช นี่จึงเป็นเหตุให้เขามีสาวๆ เข้ามาในชีวิตเยอะ รวมทั้งส่วนตัวเองก็เป็นคนเจ้าชู้มากเสน่ห์ บ่อยครั้งที่มีคำติฉินนินทาต่างๆ นานาว่าเขาไม่เอางานเอาการเหมือนผู้เป็นพี่ แต่ความจริงแล้ว เขาก็มีส่วนช่วยธุรกิจของครอบครัวไม่แพ้พี่ชายเลย เพียงแต่ภาพของความเป็นเพลย์บอยของเขามันจะชัดเจนล้ำหน้าความจริงจังเอางานเอาการไปสักหน่อย

เพลย์บอยหนุ่มอาบน้ำเสร็จ ออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพเปลือยท่อนบน ตลอดทั้งเรือนกายแกร่งกำยำพันรอบเอวหนาด้วยผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว นั่นมันเป็นภาพชินตาที่วิลาสินีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าเพื่อนคนนี้มาพักค้างอ้างแรมกับเธอ

“อาบน้ำแล้วก็ใส่เสื้อผ้าซะ มากินข้าวกัน” ขณะปากเอ่ยออกไปนั้น ดวงตากลมวาวก็เสมองไปทางอื่น เจตนาหลบสายตาจากภาพยั่วยุนั้น จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นศิรศักดิ์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน แต่ระยะหลังๆ มานี้ ภาพเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเธอรู้สึกร้อนรุ่มแบบแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นเขาอยู่ในสภาพนั้น

‘ทำไม... จู่ๆ ถึงเห็นความเซ็กซี่ของอีตาเพื่อนบ้าคนนี้ขึ้นมาได้’ วิลาสินีนึกตำหนิตัวเอง แถมอยากเขกหัวตัวเองเบาๆ ด้วยที่เผลอจินตนาการต่อไปเสียยาว ถ้าเพื่อนหนุ่มไม่มีผ้าเช็ดตัวผืนยาวใหญ่นั่น... จะเป็นยังไง

“แล้วมีให้ถอนหรือเปล่า?” ศิรศักดิ์ถามถึงน้ำสีอำพัน

“นี่ยังจะอยากเมาอีกหรือไง?” เพื่อนสาวตวาดแว้ดใส่หน้าเขา ปากร้ายก็จริง แต่ใจมีเจตนาเป็นห่วง ไม่อยากเห็นเพื่อนอายุสั้น

“มันปวดหัวน่ะ” เขาว่าพลางสะบัดศีรษะไปมาช้าๆ ราวกับว่าจะสลัดความเป็นหัวหนึบๆ ที่คลอบงำเขาอยู่ให้มันหลุดออกไปได้อย่างนั้นล่ะ

ไม่เลย... ปวดยิ่งกว่าเดิม

“อืม... มีเหลืออยู่ในตู้น่ะ ซื้อมาเป็นลังตั้งแต่คราวนั้นล่ะ ศักดิ์ก็รู้... เราไม่ใช่เมรีขี้เมานะ คราวก่อนศักดิ์ซื้อมาแค่ไหน ตอนนี้อยู่เท่าเดิมแหละ” วิลาสินีแถลงไข ไม่เข้าใจทำไมเพื่อนชอบซื้อเหล้าเบียร์มาตุนที่ห้องเธอไว้ทีละเยอะๆ

“เกือบลังน่ะนะ?” ว่าทั้งที่ยืนหันหลังให้หญิงสาว วิลาสินีจึงมองเห็นเพียงไหล่กว้างและแผ่นหลังแกร่งกับผิวขาวของเขา ยิ่งมอง... ก็ยิ่งพบว่าเพื่อนสมัยมัธยมคนนี้ ยิ่งโต... ยิ่งแตกหนุ่ม เขาก็ยิ่งดูหล่อเหลามากออกปานนั้น แต่ทำไมนะ มันถึงอกหักบ่อยได้ขนาดนี้ บางทีวิลาสินีก็ไม่เข้าใจ

“อืม...” หญิงสาวพยักหน้า “แต่ชงกับน้ำนะ ขี้เกียจลงไปซื้อโซดา” เธอคงไม่ทำตัวเป็นสาวเสิร์ฟหรอกนะถ้าเขาจะเมาต่อที่ห้อง เพราะมีงานบ้านต้องทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ นี่ว่าจะรีดผ้าต่อ เมื่อคืนคิดว่าพอเขาตื่นนอนกลับไป เธอจะเก็บกวาดเช็ดถูห้องเสียหน่อย แต่นี่สงสัยต้องเลื่อน เพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะกลับตอนไหนเลย

“เพียวๆ เลยละกัน” ชายหนุ่มว่า ทันพอดีกับมานั่งลงโต๊ะกินข้าว ก่อนมองสบตาเพื่อนสาว

“นีนี่... ยิ่งโต ก็ยิ่งสวยนะเนี่ย ทำไมตอนเด็กๆ ถึงขี้เหร่ไม่รู้เนอะ” เพื่อนหนุ่มพูดจากระเซ้า คนฟังถึงกับแก้มร้อนวูบ หัวใจสั่นด้วยความขวยเขิน ก็จู่ๆ เล่นมาชมกันซึ่งหน้าแบบนี้ ไม่เขินก็ไม่รู้จะว่ายังไง หรือน้ำเมาทำเขาถึงกับตาลาย ทำให้เธอที่เขาเคยมองข้ามกลายเป็นคนสวยขึ้นมาในพริบตา ถ้าเพราะฤทธิ์เหล้าทำให้เขามองว่าเธอสวย แม่จะให้เมาทั้งวันทั้งคืนเลยก็ได้ เธอก็ชอบนะเวลามีใครชมว่าสวยน่ะ ถึงแม้ความจริงเธอจะไม่ได้สวยขนาดนั้นก็ตาม

“คนบ้า ปากดีแบบนี้ให้กินดีมั้ยเนี่ย” เขินอายจนหน้าแดง แต่ยังมิวายโต้ออกไปแก้เก้อเขิน แก้มร้อนวูบวาบยังไม่พอ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวอย่างกับประทัดกำลังระเบิดในอก

“ล้อเล่นน่า... นี่ชมนะว่าสวย” เพื่อนหนุ่มยิ่งล้ออย่างนึกสนุก ก็บอกแล้วว่าเขาชอบแกล้ง ชอบเวลาวิลาสินีเขินอายเพราะเขา นี่กระมังที่เป็นเหตุให้ศิรศักดิ์คอยขวางลำเพื่อนฝูงคนอื่นๆ หวงก้างไม่ให้ใครเข้ามาแกล้งวิลาสินี ที่แท้ ตัวเองจะเก็บเอาไว้แกล้งคนเดียวล่ะสิไม่ว่า

“ขอบใจ กินๆ เข้าไปสิข้าวน่ะ” ว่าด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด คนบ้า ชมกันอยู่ดีๆ คนฟังกำลังเคลิ้ม อยู่ๆ มาดับฝันกลางคัน บอกว่าล้อเล่น เพื่อนเล่นนายหรือไง ไอ้คนขี้อกหักเอ๊ย!

“จ้า”

สิ้นคำสนทนา เพื่อนสนิทสองหนุ่มสาวก็นั่งกินข้าวเช้า ในเวลาเกือบสิบโมง

“เอ้อ... นี่นีไม่ไปทำงานหรือ จะสิบโมงแล้ว” เพื่อนหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นมาได้ วันนี้มันเป็นวันหยุดเสียที่ไหน แล้วที่เขาไม่ไปทำงานก็เพราะเมา แต่เพื่อนสาวนี่สิ เพราะเขาทำเพื่อนเดือดร้อนหรือเปล่า อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาไม่น่าเอาตัวเองในสภาพน่าสมเพชมารบกวนเพื่อนสาวเลยจริงๆ

“โทรไปลาแล้ว อย่างกับไปได้งั้นล่ะ ศักดิ์ตื่นก็เกือบเก้าโมงแล้ว กว่าจะเตรียมของกิน เราคงไปถึงบริษัทเที่ยงพอดี” วิลาสินีเล่า ถ้าไปถึงบริษัทก็ปาไปครึ่งวันแล้ว สู้ลางานดีกว่าไหม ปกติเธอไม่ชอบลางานสักเท่าไหร่ แต่นี่เหตุสุดวิสัยจริงๆ จะทิ้งให้เพื่อนอยู่ห้องคนเดียวก็กลัวจะอดตายเสียเปล่าๆ กลับมาไม่อยากเจอศพ

“เราออกไปทีหลังก็ได้”

“แหม... ใครจะทำงั้น ข้าวน้ำยังไม่กิน เดี๋ยวก็หิวตายหรอก ว่าแต่ศักดิ์เถอะ ไม่ทำงานทำการหรือไง แล้วคิดได้ไงไปเมาคืนวันอาทิตย์?” ว่าจะไม่ถามแล้วเชียว พิษรักมันรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือนี่ เป็นเธอหน่อยไม่ได้ ต่อให้ใครไม่รัก เธอก็จะรักตัวเอง แล้วไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองเสียงานเสียการแบบนี้เด็ดขาด ยังมีคนเคยบอกเลยว่าจะให้ใครมารัก เราต้องรักตัวเองก่อน ชีวิตดี อะไรดี เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็เข้ามาเอง อย่างที่เขาว่ากันว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่ภายใต้กฎของแรงดึงดูดอย่างไรล่ะ วิลาสินีคิดไปเรื่อยเปื่อยขณะรอฟังคำตอบเพื่อน

“เมามาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้ว” เพื่อนหนุ่มตอบ เขารู้ดีว่ากำลังทำตัวเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่เขาจะทำตัวแย่ๆ แบบนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่อะไรนะ รู้สึกผิด รู้สึกเกรงใจเพื่อนอย่างวิลาสินีอย่างสุดหัวใจ เขาเองรู้ดีมาโดยตลอดว่าเพื่อนรักและห่วงเขามากแค่ไหน แต่เมื่อหันกลับมามองตัวเองแล้ว ทำตัวไม่คู่ควรสมกับที่เพื่อนห่วงเลย

‘แกต้องทำตัวใหม่... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไอ้ศักดิ์!’ เขาเตือนตัวเอง

“หือ... นี่จะเมาเอาโล่ห์หรือไง?” วิลาสินีพูดเหน็บเพื่อนเข้าให้ ทั้งนึกหมั่นไส้ อีกใจก็นึกสงสาร คนอะไรหน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมถึงได้อกหักรักคุดบ่อยขนาดนี้ หรือเรื่องหน้าตาจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเรารักกัน... นั่นสิ เรื่องของความรัก มันน่าจะมีหลายๆ อย่างประกอบกันนะ วิลาสินีหญิงสาวผู้อ่อนประสบการณ์คิดเองเออเอง

“ก็คนอกหักน่ะ นี่ไงถึงบอกนี่อย่ามีเลยนะแฟน เจอพิษรักเข้า เห็นปางตายทุกคน” ตอกย้ำเพื่อนเข้าไปอีก อีกฝ่ายถึงกับค้อนขวัก แต่เขาไม่เห็น

“ฮึ แล้วไม่เห็นว่านายจะเข็ด เห็นรักผู้หญิงไปทั่ว” มิวายพูดเหน็บ ก็เพื่อนสนิทนี่นา มากกว่านี้ก็ว่ามาแล้ว ไม่เห็นจะมีใครโกรธใครเลยนี่

“ก็ไม่รู้สิ สมัยนี้สาวๆ สวยๆ มีเยอะแยะไปหมด แต่พอคบหาทำไมไม่เป็นนางฟ้าอย่างที่ฝันก็ไม่รู้” ศิรศักดิ์พ่อออกมาอย่างเซ็งๆ

“แล้วกับตาเป็นยังไงบ้างล่ะ?” วิลาสินีหมายถึงสุนิตา คนรักของศิรศักดิ์นั่นแหละ แต่เอ๊ะ... ต้องเรียกว่าแฟนเก่าหรือเปล่า ถึงจะถูก

“เขาทิ้งเราไปมีใหม่... ศักดิ์กับตา เราเลิกกันแล้ว” ศิรศักดิ์สารภาพเสียงอ่อย แววตาฉายแววละห้อยเหมือนชีวิตนี้ไม่มีค่าที่ควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

“รักหรือเปล่า?”

“รักสิ ไม่รักจะเมาขนาดนี้เหรอ” ศิรศักดิ์ตอบเสียงห้วน ไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบของตนกำลังทำหัวใจของอีกฝ่ายห่อเหี่ยวลงในบัดดล

“ทำไมไม่ง้อล่ะ” แม้ภายในจะรู้สึกเศร้า แต่ก็ยังมิวายแนะนำเพื่อน บางทีการง้อผู้หญิงด้วยความพยายามศิรศักดิ์อาจไม่ต้องกลายเป็นขี้เมาจนน่าสมเพชแบบนี้ก็ได้นะ

“เขาอยู่ให้ง้อก็ดีน่ะสิ ตาบินไปเมืองนอกแล้ว” แถมยังไม่ให้ศักดิ์รู้ด้วยว่าหนีไปไหน สงสัยกลัวเราจะตามไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้

“โธ่... น่าสงสาร อย่าคิดมากนะ คนเรา คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก ไม่แน่นะ สักวันคุณนิต้าอาจมาง้อขอคืนดีกับศักดิ์ก็ได้นะ” วิลาสินีพูดปลอบใจเพื่อน เธอทำได้หลายบุคลิกกับเพื่อนคนนี้ โอ๋มากก็ไม่ดี ดุมากไปก็ไม่ได้ บัดเดี๋ยวเตลิดขึ้นมาจะยุ่ง เธอสงสารเสียมากกว่า เพราะเขาไม่มีใคร ไม่มีญาติสนิทที่แท้จริงเพราะอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนสนิทก็ไม่มีที่ไหน ตอนเด็กๆ รู้จักกันที่โรงเรียน เขาก็เป็นเด็กกำพร้าที่ครูใหญ่ดูแลอุปถัมภ์ พอหมดบุญครูใหญ่ ศิรศักดิ์ก็ค่อนข้างดิ้นรน ตรงจุดนี้เอง เธอจึงไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเพื่อนคนนี้ เพราะเธอนั้นมีพร้อมทุกอย่าง มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่พี่น้อง วงศาคณาญาติยั้วเยี้ยไปหมดเลย มีโอกาสได้เรียน จบก็ได้งานทำดีๆ มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวได้ อยู่อย่างพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อก็พอมีเงินเหลือเก็บบ้างนิดหน่อยในแต่ละเดือนเอาไว้ใช้ยามแก่เฒ่า เท่านี้เธอก็มีความสุข เมื่อมองความสุขของตัว มองออกไปเห็นคนอื่นขาด ก็อดที่จะหยิบยื่นความมีน้ำใจให้เขาไม่ได้ นี่ล่ะคือสายใยบางๆ ของความห่วงใยที่เพื่อนมีต่อเพื่อน หญิงสาวเองก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมข่มใจให้มันเป็นความรู้สึกแบบเพื่อนไปนานๆ แต่ดูเหมือนช่วงหลังๆ มันจะมีสัญญาณบางอย่างที่เตือนว่า... ไม่เหมือนเดิมแล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา มันไม่เหมือนเดิม

“ให้มันจริงเถอะ” เขาสำทับขึ้นมา น้ำเสียงเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง พอดีกับที่เสียงเข้มๆ ของเขาปลุกวิลาสินีให้ตื่นจากภวังค์ เธอเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย

อิ่มข้าวแล้ว วิลาสินีก็เก็บโต๊ะกินข้าว แต่มือแกร่งของศิรศักดิ์รีบคว้าหมับรั้งร่างเล็กเอาไว้ “นี... ดื่มเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ” ถ้อยคำเชื้อชวนมาพร้อมกลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นปะทะเข้าจมูกเพื่อนสาวอย่างเลี่ยงไม่ได้

“โอ้ย... ไม่เอาหรอก นี่ยังกลางวันแสกๆ จะเมาอะไรแต่หัววัน” วิลาสินีมิวายแขวะเพื่อนกลับ เมาก็ให้เมาแค่พอหอมปากหอมคอได้ไหม นี่จะเมาให้เสียชาติเกิดกันเลยหรือไง รักอะไรนักหนาผู้หญิงคนเดียว คนที่ไม่รักตัวเองแล้วใครเขาจะมารัก ศักดิ์ทำแบบนี้ ผู้หญิงที่ทิ้งไปถ้ารู้เขามีแต่จะสมเพช กับสะใจ ทางที่ดีควรหันมารักตัวเองแล้วทำชีวิตให้เจริญๆ ขึ้นมันถึงจะดีและสะใจกว่า ให้เขารู้ว่าพอแม่นั้นทิ้งไปแล้วชีวิตเขาเจริญขึ้นสักแค่ไหน แม่นั่นจะได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาอยู่เป็นตัวถ่วงดวงชะตาเขาเสียตั้งนาน

“เลิกทำตัวน่าสมเพชได้แล้วศักดิ์ หันมารักตัวเองบ้างเถอะ” วิลาสินีเสียงเข้มดูจริงจังจนอีกฝ่ายหยุดจ้องนาน หญิงสาวพูดด้วยหมดความอดทน ที่ว่าหมดความอดทนในที่นี้คือ เธอไม่อยากทนเห็นเพื่อนทำตัวต่ำกว่าหมาแบบนี้อีกแล้ว ผู้หญิงทิ้งทีก็ฟูมฟายจะเป็นจะตาย หันหน้าหาเหล้ายา ทำตัวแบบนี้ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเค้าจะรักลงกันเล่า

“น่า... “ เพื่อนชายลากเสียงยาวเป็นเชิงอ้อน พร้อมทำตาปริบๆ ใส่หน้าวิลาสินีที่ยืนส่ายหน้าอยู่ก่อนแล้วอย่างอ่อนใจ ‘อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย... ยังทำเป็นเด็กๆ ไปได้ นี่ละมั้ง...เป็นต้นเหตุให้สาวๆ ทิ้ง’ มิวายคาดเดา ก็ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำ สุขุมลุ่มลึก น้อยนะที่จะชอบคนขี้เล่นเป็นมิตรแบบที่เพื่อนเธอกำลังทำอยู่

บางที... อยู่กับสาวอาจจะมีความเป็นผู้นำก็ได้มั้ง แต่กับเรา เพื่อนสมัยเรียน ก็เลยปล่อยตัวตามสบาย... วิลาสินีเดา

“ไม่เอา นีจะล้างชาม เดี๋ยวต้องลงไปซื้อของกินไว้ตอนเที่ยงอีก แล้วนี่ศักดิ์จะกลับตอนไหน”

“...”

“เอ่อ... นีหมายความว่าศักดิ์จะกลับตอนไหน นีจะได้ซื้อกับข้าวมาเผื่อไว้ไง” วิลาสินีอ่านแววตาคู่นั้นออกเชียวล่ะ ศิรศักดิ์มองมาอย่างกับน้อยใจว่าเธอไล่ เธอจะไล่เขาได้ลงคองั้นหรือไง เป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ด้วยกันนานๆ นั่นล่ะ แต่อย่างว่า ต่างคนต่างต้องทำงาน อีกอย่างสถานะแค่เพื่อน อยู่ค้างอ้างแรมแบบนี้ ชาวบ้านใกล้เคียงได้นินทา แต่ถึงจะมีใครนินทาวิลาสินีก็ไม่แคร์หรอกนะ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ในเมื่อเธอบริสุทธิ์ใจเสียอย่าง คนที่มีใจคอสกปรกเป็นทุนก็คิดอะไรๆ สกปรกต่ำทรามตามสันดานอยู่แล้ว แบบที่เรียกว่า เอามาตรฐานตนเองไปวัดคนอื่น ตัวชั่วก็คิดว่าคนอื่นจะชั่วอย่างตน ประมาณนั้นล่ะ ถ้าวิลาสินีแคร์คำนินทาของคนทั้งโลก เธอคงมิต้องทำอะไรแล้วกระมัง คนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว เธอไม่แคร์เสียอย่าง ไม่ได้ทำใครเดือดร้อนนี่ เพื่อนเมา เพื่อนอกหัก เพื่อนเดือดร้อนมาพึ่งพา เธอจะใจดำเหรอ

“สร่างเมาก็กลับแล้ว” เขาว่า แต่จากอาการ วิลาสินีมองแล้วตอบได้ทันทีว่าไม่น่าจะไหว...

“จะสร่างได้ยังไง ในเมื่อยังกระดกแก้วเหล้าต่อเนื่องไม่หยุดแบบนี้” ไม่ได้ดูถูกเลยนะ แต่อาการเขามันฟ้องอยู่เห็นๆ แบบนี้เดินไปนอนเองได้ที่เตียงก็คิดว่ายากแล้ว เธอคิดพลางส่ายศีรษะอย่างระอา แต่ต่อให้รู้สึกระอาแค่ไหน เธอก็คงใจร้ายกับเขาไม่ได้ ยังไงก็ต้องช่วยอยู่ดี รู้ทั้งรู้ว่าช่วยเขาแล้ว มีแต่เราที่จะยิ่งเจ็บ นับวันยิ่งเจ็บลึกเมื่อพบว่าผู้หญิงอื่นมีอิทธิพลกับเขามากมายถึงเพียงนี้ ‘ทำไมไม่รักตัวเองบ้างนะศักดิ์... มีคนดีๆ อีกตั้งเยอะตั้งแยะรอที่จะรักนาย... ดูแลนาย’

“น่า...” ยังจะทำเสียงอ้อนอีกแน่ะ

“ไม่ บอกว่าไม่ไง นีมีงานต้องทำ”

“ตามใจ งั้นเราขอนั่งดื่มต่อไปอีกหน่อยนะ มันยังเครียดๆ อยู่เลย มันเฮิร์ทน่ะ”

“อืม... ตามสบาย” เพื่อนสาวอนุญาต ก่อนที่วิลาสินีจะเดินเอาถ้วยชามไปล้างที่ห้องครัวอยู่เงียบๆ พลางส่ายหน้าด้วยความห่วงเพื่อน คนอะไรเจ็บไม่รู้จำ ไปทำอีท่าไหนผู้หญิงถึงได้ทิ้งมาแบบนี้ ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี

หลังจากล้างจานชามเรียบร้อยแล้ว วิลาสินีก็ลงไปด้านล่างของอพาร์ทเม้นท์ ด้านล่างนอกจากมีร้านขายของกินแล้ว ยังมีร้านสะดวกซื้อ และเดินถัดไปหน่อยมีตลาดนัดในช่วงกลางวันสำหรับโกยเงินจากกระเป๋าพนักงานออฟฟิศละแวกนั้น เพราะที่นี่เป็นซอยเล็กๆ ที่มีพนักงานบริษัทเดินลัดเลาะจากตึกสูงมากินข้าวช่วงพักกลางวันเยอะ และวันนี้ก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษ

วิลาสินีหาซื้อกับข้าวได้พอประมาณ แล้วยังมีน้ำใจไม่ลืมซื้อกับแกล้มไปฝากเพื่อนด้วย เนื้อแดดเดียวทอด ยำหอยแครง กับยำหอยนางรม... เมนูหลังเธอกะซื้อมากินเองหลังเพื่อนกลับไปแล้ว ก็มันเห็นแล้วน้ำลายไหลนี่นา... จะว่าเธองกกินก็ไม่ว่าหรอกนะ ของอร่อยบางทีก็ต้องแอบเก็บไว้กินคนเดียว

นี่ซื้อยำมาให้ก็มีน้ำใจต่อเพื่อนแล้ว ความจริงก็ไม่อยากให้เพื่อนเสียใจแล้วเอาเหล้าเป็นที่พึ่ง แต่คิดว่าพอเพื่อนคิดได้ คงเลิกเหล้าได้สักวัน วันนี้เธอเห็นว่าเพื่อนกำลังอยู่ในภาวะเสียใจฟูมฟายเพราะพิษรัก ก็เลยยอมตามใจหน่อย แต่คราวนี้จะให้เป็นครั้งสุดท้าย วิลาสินีตั้งใจว่าจะยื่นคำขาดกับศิรศักดิ์สักทีว่า ต่อไปคงมาพักค้างอ้างแรมที่ห้องเธอแบบนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่เหมาะสม

“กลับมาแล้วหรือนี?” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นมาถาม ฟังดูก็รู้ว่าเริ่มเมากึ่มๆ

“ใช่... ของกินเยอะแยะเลย” ว่าพลางวางถุงกับแกล้มลงบนโต๊ะกินข้าว ที่บนโต๊ะมีเพียงแก้วเหล้าผสมน้ำเปล่ามีน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยที่ละลายจนแก้วมีเหงื่อเกาะพราวอยู่โดยรอบ

“บ่ายสองแล้วนะ ถอนไปถึงไหนแล้ว” คำถามที่เจือแววประชดประชันอยู่เล็กๆ เพื่อนมองมาตาแดงฉ่ำ จะต้องถามทำไมว่าถอนถึงไหน ถอนจนเมาอีกรอบล่ะสิไม่ว่า... เมื่อไหร่จะคิดได้นะศิรศักดิ์ เมื่อไหร่จะรู้ตัวว่ามีคนดีๆ อีกคนที่รักและห่วงอยู่ แล้วก็ใจสลายทุกครั้งที่เห็นซมซานเจียนตายมาเพราะผู้หญิงคนอื่นแบบนี้

‘เมื่อไหร่จะหายโง่...’

“ก็ถอนไปเรื่อยๆ ล่ะ นี... มากินเป็นเพื่อนกันสิเร็ว...” คนตาแดงเอ่ยชวนเสียงยานคาง มันน่าตีนักเชียว

“ไม่เอาอ่ะ” ว่าพลางเดินผ่านโต๊ะไป เอาถุงอาหารไปเก็บ บางอย่างต้องเอาเข้าตู้เย็น แต่เพื่อนสนิทกลับไม่เลิกล้มความตั้งใจ เดินตามเข้ามา เซเหมือนจะล้ม จนเซมากอดวิลาสินี กลิ่นเหล้ารวยรินอยู่ปลายจมูกหญิงสาว

“นั่งกินไปเลยตามสบายนะ นีจะรีดผ้าสักหน่อย” ว่าพลางยกชั้นรองรีดขึ้นมากาง แล้วก็จัดการรีดผ้าไปไม่ได้สนใจเพื่อนชายที่นั่งดื่มเหล้าเคล้ากับแกล้มไปเรื่อยๆ พอยำหอยแครงหมด เขาก็เอายำหอยนางรมมาแกล้มต่อ พอดีไปหยิบน้ำแข็งที่ตู้เย็นเจอถุงยำเหมือนกันเลยหยิบมา เข้าใจว่าวิลาสินีคงใจดีซื้อมาให้เขาอีก ลาภปากชะมัด

ระหว่างเพื่อนหนุ่มนั่งดื่มเหล้าไป เขาก็ดูทีวีไปด้วย พอดีช่วงนี้มีถ่ายทอดมวยไทย ก็เลยดูเพลินๆ เพราะอีกฝ่ายนั่นไม่สนใจเขาแล้ว เอาแต่รีดผ้า รู้งี้ขนเสื้อผ้ามาให้นีรีดให้ด้วยคงจะดี

กว่าวิลาสินีจะทำอะไรเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็น ท้องฟ้าด้านนอกเกือบมืด เห็นเพื่อนถอนจนจะเมาอีกรอบ หญิงสาวก็เอาแต่ส่ายหน้า

“ไงล่ะ... ถอนจนได้เรื่องแล้วสิ” วิลาสินีเอ่ยถามพร้อมส่ายหน้าช้าๆ หลังวางมือจากงานบ้านแล้วเรียบร้อย เพราะดูจากสภาพแล้วก็คงเมาได้ที่อีกตามเคย

“ไม่เมาน่า... มากินด้วยกันสินี” เขาเอ่ยชวนน้ำเสียงฟังดูอ้อแอ้เต็มที

“โอ๋ย... เมาขนาดนี้ ไหวหรือเปล่าเนี่ย หมดไปกี่ขวดเข้าไปแล้วล่ะ?” วิลาสินี่เสียงแหว

“ขวดเดียวเอง... มาดื่มเป็นเพื่อนกันนะคร้าบ...” ว่าพลางเอื้อมมาไปหยิบแก้วที่ถาดวางแก้วบนตู้เย็น

“โอย... คนเมามันบ้าอย่างนี้นี่เอง นี่เมาแล้วยังเอาแต่ใจด้วย โอเคๆ งั้นก็ได้ จะนั่งเป็นเพื่อนก็แล้วก่อน ปล่อยนีก่อน แล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะเลยไป” เพื่อนสาวว่า คนเมาหัวเราะกิ๊กจนอีกฝ่ายต้องขึงตาใส่เพื่อกำราบ

สักพักทั้งคู่ก็นั่งดื่มไปพร้อมกัน ศิรศักดิ์ก็ยิ่งเมาเข้าไปอีก พอความเมาได้ที่เขาก็ยิ่งระบายถ้อยคำอัดอั้นตันใจ จากที่ฟัง ดูเหมือนครั้งนี้ เขาจะรักผู้หญิงที่ชื่อสุนิตาคนนี้เอามากๆ ร้องไห้ฟูมฟาย วิลาสินีมีโอกาสได้เห็นน้ำตาผู้ชายก็คราวนี้ล่ะ

“กับแกล้มหมดแล้วอ่ะนี...” ศิรศักดิ์เอ่ยขึ้น หลังจากกับแกล้มอันได้แก่ยำหอยแครง และยำหอยนางรมเพิ่งหมดเกลี้ยงจานไปสดๆ ร้อนๆ หญิงสาวเบ้หน้าพร้อมส่ายหน้าอย่างระอา เพื่อนคนนี้เอากับเขาสิ ท่าทางจะเสียใจจริงๆ

“จริงด้วย นี่ยังไม่เมาอีกเหรอ?” กินตั้งแต่เช้าจนนี่จะค่ำแล้ว กินจนกับแกล้มหมดไปแล้วด้วย

“เหล้ายังไม่หมดเลย” ศิรศักดิ์ตอบมองมาด้วยสายตาเคลิ้มๆ

“จะให้หมดลังเลยเรอะ?” วิลาสินีย้อนด้วยความเหลืออด เธอเหนื่อยแล้วนะ

“เสียดายของน่ะ” ว่าจบก็กระดกก้นแก้วขึ้นจนเครื่องดื่มสีอำพันไหลเข้าสู่ปากเหลือไว้เพียงก้อนน้ำแข็งติดแก้วเหล้า

“ฮึ เอาๆ กินต้มยำไก่บ้านมั้ย นีซื้อมาเดี๋ยวเอามาอุ่น”

“เอาๆ อยากกิน”

“เดี๋ยวอุ่นให้นะ รอนี่ล่ะ” พูดจบวิลาสินีก็ลุกพรวดขึ้นไปเปิดตู้เย็น เสียงถุงพลาสติกดังแกรกๆ เมื่อถูกหญิงสาวคุ้ยหาเมนูสุดอร่อย ก่อนเจอถุงต้มยำไก่บ้านตามที่ว่า

“เอ๊ะ... ถุงยำหอยนางรมไปไหน นีซื้อแล้วลืมเอามาจากร้านหรือเนี่ย” หญิงสาวทำหน้างง หากแต่เพื่อนหนุ่มยิ้มกว้างขวาง มองมาด้วยดวงตาหวานเฉิ่ม พร้อมจิ้มนิ้วชี้มาที่ท้องของตัวเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หมายความว่าไง... นี่กินเข้าไปทั้งถุงงั้นเหรอไอ้เพื่อนบ้า” โอ๊ย... มันน่าแค้นนัก ของโปรดเธออุตส่าห์ซื้อมาเก็บไว้ ตั้งใจว่าจะเอามากินแซ่บๆ หลังจากเพื่อนกลับ ที่ไหนได้ ขโมยมากินแกล้มเหล้าจนจะเกลี้ยงอยู่แล้ว ไอ้เพื่อนบ้า มันน่าฆ่าให้ตายไปพร้อมๆ กับหอยนางรมจริงๆ เลยมั้ยเนี่ย

“อ้าว... ก็ใช่น่ะสิ”

“คนบ้า... อุตส่าห์ซื้อมาจะกินให้อร่อยเสียหน่อย ปาดหน้าเค้กแบบนี้ได้ยังไง คนบ้า! ไอ้เพื่อนบ้า!!” วิลาสินีโวยวายใหญ่ แต่แปลกถึงจะโมโหเพื่อนมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่คิดจะโกรธเขาเลยสักครั้ง

“อ้าว นึกว่าซื้อมาให้” พูดกลั้วเสียงหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี ท่าทางเมาได้ที่แล้วจริงๆ กระมัง มันน่าฟ้อนเล็บข่วนหน้าหล่อๆ ของเพื่อนนักเชียว จะกินทำไมไม่ถามก่อน คิดแล้วมันน่าโมโห แต่ก็นะ โบราณว่าไว้ อย่าถือคนบ้าอย่าสาคนเมา สงสัยจะจริง เพราะถือสาหาความไปก็ไร้ประโยชน์ ก็ดูสิ สาระรูปแทบดูไม่จืดเลย วิลาสินีคิดพร้อมส่ายหน้าระอาอย่างช้าๆ

“ยำหอยแครงก็เกินพอแล้ว คนบ้า บ้านช่องไม่รู้จักกลับ” โมโหจนพาลไล่ ไม่เอาแล้ว ไม่ดูลงดูแลแล้วเพื่อนแบบนี้

“นี่จะกลับแล้ว” คนเมาทำเสียงอ้อยสร้อย “ใครๆ ก็ไม่รักศักดิ์... เพื่อนยังไม่รักเลย...” ทำเสียงอ้อนจนอีกฝ่ายใจอ่อน จะว่าไป... ถึงขั้นรู้สึกผิดเลยนะเนี่ย

“ไปตอนนี้ก็ไม่ให้กลับหรอก เมาหมดสภาพแบบนี้เดี๋ยวก็ทำร้ายคนอื่น หรือไม่ก็จะถูกปล้นเอา”

“เฮอะ... ห่วงหรือจ๊ะ”

“ไม่ห่วง แต่ไม่อยากเดือดร้อน ศักดิ์ก็รู้นอกจากเรา ศักดิ์รู้จักใครที่ไหน” ต่อให้ศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นทายาทนักธุรกิจที่มีเงินทุนหนาแต่เขาก็โดดเดี่ยวมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีเพื่อน แต่ถ้าสาวๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนไหนสักคนเหมือนกัน เพราะวิลาสินีก็ไม่เห็นว่าเขาจะยังคงความเป็นเพื่อนกับสาวๆ ที่เขาเคยควงเลยสักคนเดียว

“ไม่มี... นีดีที่หนึ่ง” ศิรศักดิ์ชมมองมาดวงตาเชื่อมช้อย

“ดีที่หนึ่ง แต่ไม่เห็นจะทำอะไรดีๆ ตอบแทนคืนมาบ้างเลย” หญิงสาวพึมพำอย่างนึกน้อยใจ นี่ยังเจ็บใจเรื่องยำหอยนางรมอยู่ไม่หาย มันน่าแค้นนักเชียว คนอุตส่าห์มีหวังจะได้กินอร่อยๆ มีแมวขโมยมากินไปก่อน

แค้น

“มานั่งกินเป็นเพื่อนกันเร็ว นั่งคนเดียวไม่สนุก” ชวนด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้มที่พยายามกระพริบแพรวพราว ทั้งยั่วทั้งอ้อนเพื่อนในคราวเดียวกัน ก็มันจริงนี่นา เขามีเพื่อนคนเดียวที่รู้จักคือวิลาสินี เวลาเพื่อนโกรธ เขาอยู่ไม่สุขหรอก อย่างเมื่อครู่นี้ ที่เมาๆ อยู่แทบจะสร่างเมาให้ได้ ก็ใครจะไปรู้ว่าเพื่อนหวงเรื่องกินเสียขนาดนั้น แต่ก็อย่างว่าละนะ ยำหอยนางรมของดีราคาแพง แต่เอ๊ะ... แม่เพื่อนสาวนิยมกินอาหารแนวนี้ด้วยหรือ ไม่รู้หรือไงว่าเมนูที่ว่ามันบำรุงกำลังตรงไหนน่ะ

ว่าแล้วศิรศักดิ์ก็สะบัดหน้าซ้ายขวา แล้วไอ้ที่บำรุงนั่นน่ะ เขาซัดกินเข้าไปจนหมดถุง เอาล่ะทีนี้ จะเป็นเรื่องไหมละเนี่ย...

ในที่สุด หญิงสาวก็แพ้ลูกอ้อนของเพื่อนชายตัวแสบ วิลาสินีจำต้องใจอ่อนนั่งลงดื่มกินเป็นเพื่อนเขาไปได้สักพัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร่องลงไป อีกทั้งกับแกล้มก็หมดอีกคราว...

และแล้ว... คนที่บอกว่าจะถอน ตอนนี้ก็เมาจนได้ที่ไปอีกรอบแล้วเรียบร้อย เมาจนหลับฟุบลงบนโต๊ะ ส่วนวิลาสินีก็รู้สึกมึนๆ กึ่มๆ เช่นกัน แต่ด้วยความที่ไม่ชอบดื่มเหล้า เธอจึงเพลิดเพลินกับการกินกับแกล้มมากกว่าดื่มเหล้า เพราะหญิงสาวรู้ตัวดีว่ามีลิมิตการดื่ม มาก-น้อยแค่ไหนจะเมา เธอจะไม่ปล่อยตัวเองให้ขาดสติไปอีกคนแน่นอน

พอเห็นว่าเพื่อนหมดฤทธิ์ หญิงสาวจึงลุกขึ้นเก็บโต๊ะกินข้าว แก้วเหล้าและเช็ดจนสะอาดเรียบร้อย จากนั้นค่อยมาดูสภาพเพื่อน

“น่าปล่อยให้นอนบนโต๊ะจนเช้านักเชียว” เธอว่าอย่างนึกแค้นไม่หายเรื่องยำหอยนางรมของโปรด

“อือ...” คนเมาครางอือ กลิ่นแอลกอฮอล์โชยหึ่ง นี่คงเป็นกลิ่นเหล้าที่ทับถมผสมผสานกันมาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้วสินะ

กว่าจะจัดการลากคนตัวโตมานอนที่เตียงได้สำเร็จ ก็เล่นเอาวิลาสินีแทบหอบ คนบ้าอะไรตัวหนักชะมัด นึกว่าแท่งหินยักษ์ลักษณะคล้ายถ้วยฟุตบอลโลกของสหพันฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า[ฟีฟ่า- FIFA (Federation International Football Association) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เป็นองค์กรที่ดำเนินการในกีฬาฟุตบอลและเป็นองค์กรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งเมื่อ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเห็นได้จากชื่อในภาษาฝรั่งเศสที่ยังคงใช้มาถึงทุกวันนี้ ( Fédération Internationale de Football Association ) ประธานฟีฟ่าคนแรกคือ รอแบร์ เกแร็ง ปัจจุบันสำนักงานตั้งอยู่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์] ณ มอหินขาว[ มอหินขาว - หรือฉายา “สโตนเฮ้นจ์เมืองไทย” เป็นกลุ่มหินสีขาวขนาดใหญ่กลางทุ่งหญ้าบนเนินเขา รูปร่างคล้ายถ้วยฟุตบอลโลกของฟีฟ่า ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านวังคำแคน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ห่างจากเขื่อนลำปะทาว 5 กิโลเมตร เป็นที่ท่องเที่ยวที่สวยงามตามธรรมชาติ]

แต่กระนั้น... เธอจัดแจงหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา

คราวหน้า... ไม่ต้องเอาผ้ามาวางหน้าผากอีกนะ นี่เมา ไม่ได้เป็นไข้ วิลาสินีนึกถึงคำพูดของเพื่อนเมื่อตอนกลางวัน แล้วก็เผลอยกกำปั้นขึ้นสูง อยากจะชกหน้าเขานักเชียว คนรึอุตส่าห์ดูแลเพราะห่วง แต่พอตื่นมาเท่านั้น แต่ละคำไม่มีขอบคุณกันเลยสักนิดเดียว

“นอนไปอย่างนี้แล้วกัน” เธอว่าพลางย่นจมูกใส่คนเมาที่นอนหลับพริ้มอย่างไม่อนาทรร้อนใจใดๆ ทั้งสิ้น

หลังจากเห็นว่าเพื่อนหลับสนิทด้วยฤทธิ์เหล้า เธอก็อาบน้ำบ้าง จะได้เข้านอน ว่าแต่เธอจะนอนพื้นงั้นเรอะ ก็ไอ้เจ้าเพื่อนบ้ามันครอบครองจับจองเตียงเธอไปเสียแล้วน่ะสิ

“ไอ้เพื่อนบ้า!”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED