ใจคุณร้ายดังเขาว่า
บทนำ
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์คับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาจากหลากหลายประเทศ ที่ล้วนหลั่งไหลเข้ามาเพื่อร่วมงาน ASEAN Ceramics Expo Bangkok 2024 ซึ่งเป็นงานด้านเซรามิกที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยงานนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงฟากรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศษฐกิจและยกระดับสินค้าจากฝีมือชาวไทย
มีสินค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่าหนึ่งพันแบรนด์ โดยคิดเป็นของคนไทยห้าสิบเปอร์เซ็นต์และต่างชาติอีกห้าสิบ ผู้ประกอบการต่างเข้ามาร่วมงานเพื่ออวดโฉมสินค้าจากฝีมือของตน ทั้งยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่สนใจจับจ่ายเลือกซื้อ
เสียงของพิธีกรหญิงดังเข้าโสตประสาทอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนมันจะกลายเป็นเสียงที่เรียกให้ร่างกำยำในชุดสูทสุภาพจำต้องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ขอเรียนเชิญท่านสัตรา เจียรโณทัย ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาให้เกียรติกล่าวเปิดพิธีด้วยค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมเจ้าของชื่อที่ก้าวขาตรงไปยังเวทีด้านหน้า ทุกการก้าวเดินของนักการเมืองหนุ่มล้วนสะกดสายตาแขกเหรื่อให้มองราวถูกต้องมนตร์ ด้วยมาพร้อมใบหน้าคมเข้ม นัยน์ตาดำขลับรับกับจมูกโด่ง ผิวสีแทนอย่างคนชอบกิจกรรมกลางแจ้งเสริมให้มาดเข้มขรึมแสนสุขุมนั่นถูกกระตุ้นจนเตะตาใครหลายคน ผนวกกับความสูงร้อยแปดสิบกลางๆ ยิ่งส่งให้ดูสง่าทุกอิริยาบถ
หากไม่อยู่ในแวดวงการเมือง คนคนนี้ควรไปโลดแล่นบนหน้านิตยสาร
ไม่พอเท่านั้น เจ้าตัวยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งหน้าที่ระดับประเทศในขณะที่มีอายุเพียงสามสิบหกปีเท่านั้น ทั้งเป็นสส. บัญชีรายชื่อลำดับที่เก้าของพรรคการเมืองที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งจนได้จัดตั้งรัฐบาล บทบาทในพรรคก็ยังได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ แม้ว่าจะมีผู้อาวุโสอยู่มากก็ตาม แต่เขาก็สามารถคว้าตำแหน่งสูงๆ รวมถึงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ มาได้ และยังได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย
ทั้งหมดนั่นนอกจากความสามารถแล้ว เขาก็ยอมรับว่ามีเส้นสายที่ดีอย่างบิดา ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของพรรคที่หลังส่งลูกชายคนโตลงสนามเลือกตั้งได้สำเร็จในสมัยแรก พอสมัยที่สองเขาก็หายห่วง ปัจจุบันจึงเกษียณตัวเองอยู่บ้านเฉยๆ ใช้เงินที่โหมหามาทั้งชีวิตกับการพาภรรยาคู่บุญท่องเที่ยวไปตามต้องการ
สัตรากล่าวตามสคริปต์ที่ได้รับก่อนหน้าด้วยท่าทีแสนสุภาพและสุขุมไปในที ใช้เวลาชั่วครู่ก็มาถึงการตัดริบบิ้นโดยมีผู้เกี่ยวข้องขึ้นมายืนขนาบข้างร่วมสิบคน เสร็จสรรพแล้วจึงพากันลงไปนั่งที่เดิมเพื่อชมการแสดงเปิดงานซึ่งเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญของเมืองไทยอย่างนาฏศิลป์
เสียงดนตรีไทยถูกบรรเลงพาคนฟังจรรโลงใจ ก่อนนางรำจะสืบเท้าเดินออกมาจากหลังม่าน ก้าวขึ้นบันไดฝั่งละหนึ่งคนจนพาตัวเองมายืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนเวที ก่อนมีนางรำมาอีกหนึ่งคู่ ประกบกันเป็นฝั่งละสองคน ทว่าพวกหล่อนก็ทำเพียงตั้งท่าแต่ไม่เริ่มทำการแสดงเสียที
และแล้วนางรำคนสุดท้ายก็ออกมาจากหลังม่านก่อนไปหยุดยืนประจำตำแหน่งของตน
ก็ถ้าสี่คนก่อนหน้าเปรียบดังนางฟ้า คนสุดท้ายคงเป็นถึงราชินีแห่งสรวงสวรรค์กระมัง
นักการเมืองหนุ่มรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจยามได้มองสาวงามร่ายรำขยับร่างกายด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย ใบหน้าขาวผ่องตัดกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ชฎาที่ถูกสวมส่งให้เจ้าหล่อนแลดูงดงามราวกับเป็นนางฟ้านางสวรรค์มาโปรดมวลมนุษย์ก็ไม่ปาน ชุดสีทองอร่ามกับผิวขาวผ่องยิ่งขลับกันได้อย่างลงตัว
ภายใต้ใบหน้าเรียบสนิทนั้น สัตราค่อนข้างพึงพอใจที่ได้เชยชมการแสดงชุดนี้
ผู้คนต่างก็ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพความสวยงามอันน่าประทับใจ แต่เขาเพียงแค่นั่งมองหล่อนด้วยตาเนื้อ เก็บกักความสวยงามไว้ด้วยดวงตาคู่คม
จังหวะหนึ่งของการร่ายรำ นัยน์ตาสวยสบเข้ากับสายตาคู่หนึ่งที่สะกดจนเธอเกือบจะรำพลาด ก่อนรีบดึงสายตาไปทางผู้ชมท่านอื่นโดยเร็ว ที่ก็เห็นเพียงกล้องหลังของโทรศัพท์มือถือที่บันทึกวิดีโออยู่เท่านั้น
เกือบห้านาทีให้หลังรำอัปสราก็มาถึงช่วงท้ายของการแสดง ห้าสาวสวยดุจดังนางฟ้าพากันเดินลงไปยังด้านล่างก่อนรับพานขนาดเล็กที่มีกลีบกุหลาบบรรจุอยู่มาถือไว้ แล้วค่อยๆ ย่างกรายต่อแถวเดินผ่านเหล่าคนใหญ่คนโต
นางรำต่างหยิบกลีบสีแดงสดของกุหลาบมาโปรยลงพื้นอย่างเชื่องช้าและอ่อนช้อย ราวเป็นการละเล่นของนางในวรรณคดีก็ไม่ปาน ทุกอิริยาบถยังคงสง่างามดุจนางฟ้านางสวรรค์ ทว่าสาวงามทั้งสี่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของใครคนนั้นเลย นัยน์ตาคมเข้มตวัดไปมองคนสุดท้ายอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเจ้าหล่อนก็จำต้องเดินผ่าน
แม้จะพยายามหลบสายตาที่พาให้คันยุบยิบในใจแต่ก็ไม่เป็นผล
กลีบกุหลาบถูกโปรยลงตรงหน้าท่านประธานในพิธีวันนี้ และมันควรลงไปนอนอยู่บนพื้นอย่างที่เคยเป็นมาตลอด สี่คนที่โปรยต่อหน้าเขาก็มีหลักฐานทนโท่ว่ามันนอนแอ้งแม้งอยู่ที่ปลายเท้า แต่กับกลีบสีแดงสดที่ร่วงหล่นลงมาจากมือของนางรำคนสุดท้าย กลับไปอยู่บนฝ่ามือหนาที่เอื้อมมารับไว้
ลมหายใจของหล่อนสะดุดไปหนึ่งห้วง รีบดึงสายตาไปหามนุษย์คนอื่นแทนที่จะมองใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ของฝ่ายชาย
ร่างระหงในชุดสง่าก้าวเดินขึ้นเวทีมาหยุดอยู่ตรงกลาง ร่ายรำต่ออีกนิดก็เป็นการจบการแสดง
เสียงปรบมือดังกระฉ่อนไปทั่วบริเวณ รวมถึงคนที่เก็บกลีบกุหลาบเข้ากระเป๋าเสื้อก็มิวายปรบมือให้ด้วยความชื่นชม
“จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะสำหรับการแสดงรำอัปสราจากคณะร่ายดาหลา” พิธีกรกล่าวดำเนินงานตามหน้าที่ โดยห้าสาวงามต่างพากันมุ่งหน้าลงไปจากเวที “น้องนางรำเดี๋ยวขอถ่ายรูปรวมหน่อยนะคะ”
ทั้งหมดเป็นอันชะงักเท้า แล้วจึงเดินกลับมายืนที่เดิม
“ขอเชิญท่านผู้บริหารทุกท่านขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจกับการแสดงของน้องๆ ทั้งห้าหน่อยค่ะ”
นั่นก็คงจะรวม ‘เขา’ ด้วยกระมัง
สัตราจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วก้าวไปยังเวทีพร้อมกับพลพรรค เลือกที่จะหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเจ้าของกลีบกุหลาบสีแดงสดในกระเป๋า ที่มันแดงพอๆ กับริมฝีปากบางที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปสติก
เจ้าหล่อนเม้มปากเป็นเส้นตรงพลางเหลียวหลังมามอง
ริมฝีปากหยักขยับพอให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา “มองกล้อง”
คนตัวเล็กไม่ตอบเป็นคำพูดแต่ปฏิบัติตามทันควัน เธอก็แค่สงสัยว่าเขาหยุดอยู่ข้างหลังเธอจริงหรือไม่ เพราะตอนเห็นชายผู้นี้เดินมา หางตายังไม่เห็นว่าเขาเดินผ่านตัวเองไป เพื่อความแน่ใจจึงชำเลืองมองซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
“น้องนางรำรบกวนนั่งได้ไหมคะ”
เพราะบรรดาผู้บริหารมีความหลากหลายสูงมาก ทั้งสูงลิ่วและสูงเกินหลักกิโลเมตรมานิดหน่อย หากสาวๆ ยืนอยู่แถวหน้าก็มีโอกาสที่จะบดบังคนแถวหลังจนมิด ไหนเล่าเหล่านางฟ้ายังมีชฎาสวมบนศีรษะอีกด้วย
ทั้งห้าชีวิตก็ทำตามอย่างว่าง่าย หลังได้รูปถ่ายจนพอใจสื่อมวลชนแล้วก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของพวกเธอ ครั้นพอจะลุกขึ้นยืนดันทำได้ลำบากกว่าชาวบ้านชาวช่องเพราะชุดที่ใส่ค่อนข้างรัดรูป เดินเหินก็ไม่สะดวก คนที่อยู่ใกล้เคียงจึงต้องยื่นมือมาช่วยพยุง สร้างรอยยิ้มให้แก่บรรดาแขกเหรื่อที่ได้เห็นภาพบรรยากาศน่ารักน่าเอ็นดูของเหล่านางฟ้าได้เป็นอย่างดี
จะมีก็แต่นางฟ้าคนสุดท้ายที่ยิ้มไม่ออกเมื่อคนที่ให้การช่วยเหลือเธอคือเจ้าของนัยน์ตาดำขลับแสนลึกลับนั่น
สุ้มเสียงทุ้มดังทะลุโสตประสาท “ขออนุญาต”
ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร รู้อีกทีเขาก็คว้าเข้าที่ต้นแขนใกล้ๆ กับพาหุรัดสีทองอร่าม ผิวเนื้อสัมผัสกันครั้งแรกก่อนเจ้าตัวจะออกแรงดึง เธอก็รีบยันตัวลุกขึ้นแล้วจึงถดกายออกเล็กน้อย
เจ้าหล่อนหันไปค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายตามมารยาทพลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ขอบคุณค่ะ”
แล้วจึงสับเท้าลงจากเวทีอย่างกับเท้าเปล่าๆ นั่นสัมผัสเปลวไฟก็ไม่ปาน
บทที่ 1
ไม่คิดมองใครอื่น
“พ่อมึงสร้างเรื่องอีกแล้วไอ้เมือง”
ประโยคที่ถูกเปรยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเรียกสายตาของหนุ่มแว่นนามว่าไมยราพให้หันไปมองทางต้นเสียง ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและยังทำงานกับเจ้านายคนเดียวกัน ในตำแหน่งเดียวกันอีกด้วย “อะไร”
ไตรทศเพียงแค่ส่งสมาร์ตโฟนเครื่องบางของตนให้เพื่อน โดยที่อีกฝ่ายก็วางมือจากงานตรงหน้ามาคว้าไปถือไว้อย่างรู้งาน
วันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ‘เจ้านาย’ หรือก็คือ ‘พ่อ’ ที่พวกเขาพาดพิงถึงนั้นมีงานให้ไปร่วมตั้งแต่ช่วงสายของวัน ใครที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้ติดตามไปด้วย อย่างพวกเขาสองคนที่เป็นผู้ชำนาญการประจำตัวสส. มักจะจัดการเกี่ยวกับงานของสภา ส่วนนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่
ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย แต่ก็ได้รับรู้ข่าวสารทุกอย่างเนื่องจากมีเหยี่ยวข่าวประจำสำนักงานสส. เซียง ที่ไม่มีสส. เซียงในนั้นคอยรายงานทุกความเคลื่อนไหว
ลูกนอกไส้ของนักการเมืองท่านหนึ่ง (8)
คุณอ่ำส่งรูป
คุณอ่ำ: พ่อใครครับ รถอ้อยคว่ำเรี่ยราดมาก
รูปถ่ายของสัตรายามยื่นมือไปรับกลีบกุหลาบจากน้องนางรำถูกส่งมาให้ทุกคนเชยชมโดยฝีมือของอนันต์ หนุ่มวัยสามสิบเอ็ดที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยสส. โดยอยู่ในแผนกสร้างภาพ มักจะตามถ่ายรูปการทำกิจกรรมของเจ้านายไปลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกรูปที่จะลงได้ อย่างรูปนี้เห็นทีต้องเป็นความลับ
ไมยราพเพียงแค่บิดยิ้มแล้วส่งมือถือคืนแก่เจ้าของ
ไตรทศที่รับเครื่องมือสื่อสารมาถือไว้ก็เอ่ยอย่างนึกเสียดาย “มีแค่เราสองคนที่ไม่ได้เห็นนักล่าออกหากิน”
“พอเถอะ กูเหนื่อยจะเห็น”
เจ้านายของพวกเขานั้นฉากหน้าเป็นนักการเมืองหนุ่มดาวรุ่ง แม้จะมีอายุน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในสนาม ทว่ากลับพาตัวเองมาโลดแล่นอยู่หัวตาราง ฐานะ รูปร่าง ความสามารถล้วนเป็นที่น่าชื่นชม สัตราในฐานะสส. เซียงนั้นนิยามได้ว่าไร้ที่ติ
แต่ฉากหลังเป็นเพียงสัตรา เจียรโณทัย บุตรชายคนโตของท่านพิศาลและคุณหญิงพิมพิมาน ที่เติบโตมาบนกองเงินกองทอง ความลำบากคืออะไร เขาจำเป็นต้องรู้จักมันด้วยหรือในเมื่อตระกูลเจียรโณทัยรวยเป็นหมื่นล้านปลายๆ ที่คาดเดาว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงแตะหลักแสนล้านได้ ติดอันดับมหาเศรษฐี TOP 10 ของเมืองไทยด้วยซ้ำ
และเขาเป็นลูกคนโตที่ทำตัวดีจนใครๆ ก็โอ๋ นั่นแลกมาด้วยนิสัยที่ลูกคนรวยพึงมี ซึ่งสัตราก็มีมันเต็มกระบุง
สำคัญเลยเขาเป็นผู้ชายที่ใช้ผู้หญิงเปลืองยิ่งกว่าเงิน
ทว่าไม่ยักจะมีข่าวเสียๆ หายๆ ถึงพฤติกรรมด้านลบเผยแพร่สู่สาธารณะ อาจจะเพราะผู้หญิงทุกคนที่นอนกับเขาได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูง และทุกครั้งก็เกิดจากการยินยอมของทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีประโยชน์ให้ออกมาสาดโคลนสร้างข่าวไม่ดีใส่กัน ด้วยมีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่
ในสายตาของเหล่าผู้ติดตามทั้งแปดของสส. นั้นมองว่าสัตราไม่ใช่คนเลว...แต่เขาก็ไม่ใช่คนดีเช่นกัน
นักการเมืองไม่ได้มีสองบุคลิก ก็แค่รู้ว่าควรใส่หน้ากากอย่างไรเพื่อเข้าสังคม
ไตรทศเปรยขึ้น “แต่น้องนางรำนี่ยังดูเด็กอยู่เลย พ่อมึงอีกไม่กี่ปีจะสี่สิบแล้ว กูคงไม่ตกงานมั้ง”
“ว่าไปนั่น”
เพราะหากสส. ที่ขึ้นตรงด้วยประพฤติผิดจนต้องสิ้นสภาพ พวกเขาไม่ว่าจะเป็นพี่คนโตของกลุ่มอย่างวสุ ที่ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์แก่ตัวสส.
ตัวเขาและเพื่อนสนิทเช่นไมยราพ รวมไปถึงผู้ช่วยสส. อีกห้าหน่ออย่าง ลิขิต แผนกจัดการงานของพรรค คมชาญ ประสานงานและดูแลเรื่องลงพื้นที่ อนันต์ เด็กฟิล์มที่ทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่เจ้านาย ส่วนสดายุนั้นเบ็ดเตล็ด ทำตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ นายสั่งให้ดำน้ำต้องถามว่าให้ดำลึกแค่ไหน และยังมีตำแหน่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของวสุอีกด้วย
สุดท้ายคือเขมราฐ คู่หูน้องเล็กกับสดายุ หมอนั่นต้องว่างเสมอเพราะมีหน้าที่ขับรถให้เจ้านาย
ก็ถ้าสัตราทำตัวไม่ดี รายนามทั้งหมดนี้ก็คงจะถูกปลดไปตามระเบียบ
คงได้ขอข้าววัดกินกันบ้างล่ะ
ไมยราพกล่าวขึ้น ไตรทศจึงโยนความคิดในหัวทิ้งไป “แต่นายไม่ใช่คนสะเพร่า มึงก็รู้ว่าถ้าเขาไม่รอบคอบคงไม่มีภาพลักษณ์ใสสะอาดอะไรมาได้อย่างทุกวันนี้หรอก ป่านนี้ฉาวโฉ่รายวันไปแล้ว จะนอนกับใครทีๆ ขอดูยันบัตรประชาชน แม้แต่กับเด็กในเลาจน์ที่คัดมาแล้วยังมิวาย พ่อมึงน่ะ รอบคอบปานนั้นเลยแหละตง กับเด็กนี่ก็คงเหมือนกัน แต่ว่า...”
ไตรทศหรี่ตาแคบ กล่าวย้ำ “ว่า?”
“เหยื่อจะยอมให้ล่าหรือเปล่าแค่นั้นเอง เขาเป็นนางรำไม่ใช่เด็กเลาจน์ เดินดุ่มๆ ไปดีลได้โดนชฎาแทงไส้ทะลุแน่”
คนฟังเปิดปากหัวเราะพอเป็นพิธีก่อนดึงความสนใจกลับมาที่งานตรงหน้า เพราะใกล้จะถึงการประชุมสภาแล้ว ซึ่งการเตรียมเอกสารและอื่นๆ อีกมากมายสารพัดอย่างนั้นอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของผู้ชำนาญการประจำตัวสส. อย่างพวกเขาทั้งสองคน
.
.
.
ขบวนเบนท์ลีย์ทั้งสามของสส. เซียงเคลื่อนตัวออกจากบริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อกลับไปพักผ่อนที่เพนท์เฮ้าส์ใจกลางเมืองเพราะวันนี้ไม่มีตารางงานแล้ว นอกจากคืนนี้ที่จะไปเยือน Fairyland Exclusive Club สักประเดี๋ยว
“ขั้ว เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วกลับไปพักผ่อนซะนะ คืนนี้จะไปเลาจน์ ค่ำๆ ค่อยมารับ”
“ครับนาย”
เขมราฐรับคำหนักแน่น เพราะคำสั่งของนายถือเป็นเด็ดขาด เขามีหน้าที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วยเป็นแค่ผู้ช่วยและยังมีอายุน้อยกว่าห้าถึงหกปี ต่างกับวสุที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ เจ้าตัวอายุน้อยกว่าสัตราเพียงหนึ่งปี เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยจนมาทำงานด้วยกันอย่างทุกวันนี้ เป็นรุ่นพี่ที่ก็เหมือนจะเป็นเพื่อนกลายๆ และด้วยตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญจึงค่อนข้างต่างกับผู้ช่วย
บางครั้งวสุก็ดูไม่เหมือนลูกน้องของสัตราเท่าใดนัก
พลขับรับคำไม่กล้าหือ ต่างกับที่ปรึกษาอย่างพี่ใหญ่ในกลุ่ม
“ไม่ใช่ว่าถูกใจน้องนางรำคนนั้นรึคุณเซียง ยังจะไปหาน้องหมาน้องแมวอีก”
ปกติแล้วจะเรียกนายเหมือนคนอื่นๆ แม้จะเป็นเพื่อนรุ่นพี่แต่บทบาทการทำงานก็ยังคงแสดงความเคารพอีกฝ่ายอยู่เสมอ เพียงแต่ตอนนี้มีแค่คนกันเองและวสุอยากสัพยอกเจ้านายจึงกล่าวขานว่าคุณเซียง
น้องหมาน้องแมว...น้องๆ ใน Fairyland Exclusive Club ที่มักจะแต่งตัวเลียนแบบสิ่งมีชีวิตทั้งที่มีอยู่จริงและในโลกเหนือจินตนาการ ให้สมกับเป็นดินแดนเทพนิยายที่ไอ้ผู้ชายสำส่อนข้างหลังชอบไปสุงสิง
ชายหนุ่มที่ถูกค่อนขอดกลายๆ บิดริมฝีปากจนคล้ายจะก่อเกิดรอยยิ้ม แต่มันก็เลือนหายไปในวินาทีเดียวกันนั้น
“ก็แค่สวย ไม่ได้อะไรมาก”
นางรำคนสุดท้ายนามว่าอัปสรายกมือขึ้นแนบอกหลังได้รับค่าจ้างที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงของวันนี้
“ขอบคุณพี่ปอยมากนะคะคิดถึงหนูแล้วให้โอกาสได้มาที่นี่”
“ให้โอกาสอะไรกันล่ะ เรานั่นแหละที่ให้โอกาสพี่” ก่อนผู้ก่อตั้งคณะร่ายดาหลาอย่างปิยอรจะถอนหายใจพรืดใหญ่ “ถ้าวันไหนสะดวกอีกก็มาช่วยพี่หน่อยนะ”
“ค่ะ”
แล้วน้องนางรำก็เดินทางกลับห้องพักหลังเปลี่ยนชุดและร่ำลาเพื่อนพี่น้องคนอื่นๆ เสร็จเป็นที่เรียบร้อย
อัปสราไม่ได้เป็นนางรำประจำของคณะ ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ศิลปะหลายแขนงก็ถูกลดบทบาทของตัวเองลง แม้จะมีอยู่แต่ก็ใช่ว่าเฟื่องฟู หากไม่ใช่เพราะใจรักและมีอันจะกินคงไม่สามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ อย่างที่เธอก็มิอาจทำได้
สาวเจ้าเป็นนางรำของทางโรงเรียนตั้งแต่สมัยประถม ด้วยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นแม้ไม่ได้ใคร่ที่จะเป็นก็ถูกคุณครูจับไปทำกิจกรรม เมื่อจำเป็นต้องอยู่กับสิ่งนั้นเธอก็ผูกพัน ตั้งแต่เล็กจนโตอัปสราร่ายรำไปนับครั้งไม่ถ้วน
แต่คนที่โดดเด่นในรั้วโรงเรียน พอจบมาทำงานก็เป็นคนจืดจางคนหนึ่งเท่านั้น
จะว่าเช่นนั้นก็คงไม่ถูกนัก อย่างน้อยมันก็ไม่ได้จางจนไร้ตัวตนสำหรับใครบางคนที่เพียรส่งข้อความมาวอแวกันตั้งแต่ช่วงสายอย่างเจ้าของร้านกาแฟหน้าเลือดที่กดค่าแรงของเธอไว้เดือนละหนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน แต่ให้ทำสารพัดสิ่งทั้งบาริสต้า กราฟิกดีไซน์ แคชเชียร์ รวมถึงทำความสะอาดร้าน ถ้าคนถามว่าทำงานอะไรคงต้องตอบว่าทำตามเจ้านายจะสั่ง เป็นให้เจ้านายทุกอย่างแล้วในค่าจ้างหมื่นสอง
ชาติไหนจะรวยหนอ แต่ก็ดีกว่าจับอาชีพนางรำที่ไม่รู้ว่าแต่ละเดือนจะมีเข้ามากี่งาน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายมีทุกเดือนไม่เคยเว้น
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหลุบต่ำลงมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือบาง ข้อความจากชยินถูกส่งมาหาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเธอก็ตอบไปตามมารยาทและเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
Chayin: น้องเชยรำเสร็จหรือยังคะ ให้พี่ใหญ่ไปรับไหม
Cinnamon: หนูกลับเองได้ค่ะ ขอบคุณพี่ใหญ่มากแต่ไม่รบกวนดีกว่า เกรงใจ
Chayin: เกรงใจทำไมคะ ถ้าเป็นเรื่องของน้องเชยพี่ใหญ่คนนี้เต็มใจเสมอค่ะ
ถ้าจะให้ดี เต็มใจที่จะให้เงินเดือนเธอมากกว่านี้ด้วยได้หรือไม่
อัปสราไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เลือกจะปิดมือถือแล้วหย่อนมันลงกระเป๋าสะพายราคาหลักร้อย แต่แล้วระหว่างที่สาวเจ้าเดินทอดน่องอยู่ริมถนนเพื่อไปขึ้นรถโดยสาร หางตาก็เห็นขบวนรถหรูขับผ่านไป เธอมองตามจนรถทั้งสามลับไปจากครรลองสายตา แล้วจึงดึงกลับมาที่เดิม
รถประจำตำแหน่งของเธอหาใช่รถคันเล็กๆ พรรค์นั้นหรอก ต้องรถคันใหญ่ๆ มีคนขับให้นั่งต่างหากถึงจะเหมาะสม ไหนยังมีเพื่อนร่วมทางอีกหลายชีวิตเพื่อคลายเหงา
นั่นล่ะ ชีวิตแม่ดอกหญ้าในป่าปูนนามว่าอัปสรา วิจิตรโชติ
Fairyland Exclusive Club มีทางเข้าทั้งหมดสองทาง หนึ่งเป็นทางเข้าด้านหน้าที่ลูกค้าทั่วไปนิยมใช้ ส่วนทางที่สองค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้าวีไอพี
สัตราเป็นหนึ่งในลูกค้าที่ใช้ทางเข้าที่สอง
ซึ่งทางนี้จะสามารถขับรถมาจอดที่ทางเข้าอาคารในชั้นใต้ดินได้เลย เมื่อล้อรถหยุดหมุนประตูก็ถูกเปิดออกโดยพนักงานของทางเลาจน์ ขายาวตวัดออกไปยืนบนพื้นก่อนก้าวเข้าไปด้านใน เข้าไปอยู่ในลิฟต์แล้วทะยานสู่ชั้นบนสุดซึ่งเป็นแหล่งกบดานของเขากับกลุ่มเพื่อน
ประตูห้องสูทสำหรับสี่ท่านถูกเปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของนักการเมืองหนุ่ม ภายในกอปรไปด้วยห้องนอนสี่ห้องและห้องโถงสำหรับทำกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะปาร์ตี้สังสรรค์หรือพูดคุย นัยน์ตาคมตกกระทบที่ร่างของเพื่อนสนิททั้งสามที่มาถึงก่อนหน้านี้ โดยที่ข้างกายก็มีสาวสวยคอยให้บริการ บ้างก็นั่งตัก แล้วแต่ใครจะสะดวก
เขาแค่นหัวเราะขณะมองไปยังธิปกที่ราตรีมาเยือนได้ไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มจะนัวหญิงอย่างกับพวกของขาด
แกล้งเปรยขึ้นกับลมฟ้าอากาศ “ห้องอยู่ใกล้แค่เอื้อม มีอารยะธรรมหน่อยก็ดีมั้งคุณชายทิศ”
“โผล่หัวมาได้สักที” รชตเป็นฝ่ายเอ่ยทัก ก่อนหันไปทางคนที่ถูกค่อนขอด “มันรอมึงจนเข้าห้องไปแล้วรอบหนึ่ง”
“ก็ไม่ได้ช้าขนาดนั้น มันรีบเอง”
มุมปากของณเรศแง้มขึ้นเล็กน้อย “คนอย่างมึงมันไม่มีความผิดจริงๆ”
สัตราไหวไหล่แล้วเดินไปนั่งลงยังที่ประจำ น้องหมาน้องแมวที่กลายพันธุ์เป็นน้องโคนมก็รีบเข้ามาบริการชงเหล้าเพื่อเอาอกเอาใจ แต่เขารู้ เขาแค่มาผ่อนคลาย พวกเธอก็แค่ทำงาน ณ ที่แห่งนี้มีได้ทุกอย่างยกเว้นความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเขาไม่เคยมีสิ่งนั้นกับพวกหล่อน
“พรุ่งนี้มีบิน คงรีบกลับ”
ธิปกที่ถูกกระทบกระเทียบรีบเอ่ยบอกหลังดึงหน้าออกมาจากนมวัวได้สำเร็จ แล้วจึงยกแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันขึ้นมากระดกเข้าปากรวดเดียว
ท่านสส. เพียงแต่รับฟัง ไม่ได้โต้ตอบอะไร พร้อมกันนั้นมือเรียวของแม่วัวสาวก็เริ่มเลื้อยมาที่ต้นแขนแกร่ง “คุณเซียงล่ะคะ รีบกลับหรือเปล่า”
“คงไม่”
“ก็อยู่สนุกกับเจด้าได้น่ะสิคะ”
มุมปากหยักยกขึ้นคล้ายยิ้ม ก่อนจะมีเสียงของหนึ่งในเพื่อนสนิทดังขึ้น “จำได้ว่าสส. เขตพรรคมึงสอบตกเยอะกว่าที่คาดการณ์ไว้...ใช่ไหม”
เป็นณเรศที่เอ่ยขึ้น นักการเมืองจึงพยักหน้ารับ
ช่วงหาเสียงทางพรรคถูกโจมตีสารพัดอย่างจนเป็นเหตุให้คะแนนความนิยมถดถอยลงไปจนน่าใจหาย แม้จะชนะการเลือกตั้งในสมัยนี้ สมัยหน้าก็ใช่ว่าหนทางจะราบรื่น พื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคมานับสิบยี่สิบปีก็ถูกตีแตก หากไม่มีผลงานมากู้หน้าเห็นทีความฝันที่จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยต่อไปของเขาอาจจะเป็นจริงไม่ได้
สัตราคว้าแก้วเหล้ามากระดก สำทับไปตามใจคิด “ไทยเจริญกำลังเติบโต พื้นที่ที่เป็นไทยเคยครองอยู่ก็ถูกคนของมันสอยร่วงไปซะเยอะ” แก้วเหล้าถูกโคลงเล็กน้อย “สงสัยว่าบารมีกูจะไม่ถึงเก้าอี้รมต.”
“ไม่อยากปลอบใจ แต่ก็น่าห่วง”
“รู้ เร่งสร้างผลงานอยู่เหมือนกัน”
“สมัยหน้าถ้าพรรคมึงไม่ชนะ หวานปากไอ้พงศ์พัฒน์น่าดู” ณเรศหมายถึงหัวหน้าพรรคไทยเจริญ ซึ่งเป็นพรรคที่ค่อยๆ กลืนกินหัวเมืองได้อย่างแนบเนียน จากพรรคขนาดเล็กกลายเป็นพรรคขนาดกลาง ที่สมัยหน้าคงจะทยานมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ ส่วนพรรคขนาดใหญ่อย่างเป็นไทยที่เพื่อนสนิทเขาสังกัดอยู่นั้น น่ากังวลว่าสมัยหน้าจะทยอยสูญพันธุ์เพราะโดนโจมตีทุกวี่วัน “คนที่อยู่ในสนามนี้มานานก็น่าจะมีบ้างที่อ่านเกมออก”
“ไม่ได้ยาก”
“นั่นสินะ ผู้ใหญ่บางคนในพรรคมึงถึงได้แอบไปเจอไอ้พงศ์พัฒน์ถึงเขาใหญ่”
คนฟังนิ่งไปชั่วอึดใจ พยายามคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพรรค “พ้นประชุมสภาจะมีประชุมใหญ่ที่พรรค แว่วๆ มาว่าอาภูมิแกจะรีแบรนด์ บอร์ดบริหารน่าจะเปลี่ยนมือทั้งชุดเพราะอาเขาอยากได้คนรุ่นใหม่มาสู้กับไทยเจริญ”
มือบางของสาวสวยข้างตัวยังคงทำหน้าที่ลูบไล้ไปทั่วกายแกร่ง เพียงแต่ชายหนุ่มไม่มีใจจะใฝ่ฝันถึงเรื่องใต้สะดือ ทั้งที่ปกติแล้วก็ยอมรับว่าสำส่อนตัวพ่อ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ปรามอะไร ปล่อยให้เธอทำตามใจปรารถนา
สส. กล่าวต่อ “พวกอาวุโสคงจะไม่พอใจ ที่จริงพวกนั้นไม่พอใจตั้งแต่ลำดับปาร์ตี้ลิสต์กูขึ้นมาเด่นเกินหน้าเกินตาแล้ว แต่อาๆ บางคนก็ดี ที่ไม่ดีก็มาก และถ้าให้กูเดาว่าคนที่ไปหาพงศ์พัฒน์คือใครก็น่าจะอาจักร”
“ทำไมรู้”
เสียงถอนลมหายใจดังมาเฮือกใหญ่ เรียกสายตาทุกคู่ให้หันไปมองที่รชตเป็นตาเดียว “เชิญคุณเซียงกับคุณไนคุยสาระกันให้เต็มที่นะครับ กูรึก็อุตส่าห์ชวนมาผ่อนคลาย สาวๆ อยู่ตรงหน้ามึงจะยังสนใจงานกันอยู่นั่น”
“อะไรมึงแชมป์ ไม่อยากฟังก็เข้าห้องไป”
“ครับพ่อเซียง งั้นกูปลีกวิเวกไปขึ้นสวรรค์กับน้องโคนมคนสวยก่อนแล้วกัน”
ว่าจบรชตก็พาเด็กของตนเดินแยกเข้าไปในห้องนอน ก่อนธิปกจะเอ่ยขึ้นบ้าง “กูกลับละ เดี๋ยวตื่นไม่ไหวคุณนายแม่กินหัวอีก” เพราะต้องบินไปคุมงานการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่มาเลเซีย เขาจึงไม่อยากเสียงานเสียการไปกับการร่ำสุราและนารี แล้วยกเด็กของตนให้ไปดูแลเพื่อนอีกสองหน่อที่นั่งคุยเป็นจริงเป็นจัง
คล้อยหลังการไปของธิปก บทสนทนาระหว่างสัตรากับหนุ่มไอทีอย่างณเรศก็ดำเนินต่อ
“ก็ลูกชายอาจักรแกสอบตก แต่ก่อนหน้าจะลงเลือกตั้งอาเขาขอให้มันมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ แต่ทางพรรคก็ไม่ยอม จะให้มันลงเขตให้ได้ พอแพ้ก็คงจะผูกใจเจ็บ นี่มีข่าวจะรีแบรนด์อีกก็คงคิดจะย้ายไปซบพรรคอื่นที่ดูทรงแล้วน่าจะเติบโตได้ดีกว่าแหละมั้ง”
“ถ้าจะย้ายจริงก็ต้องคุยกันแต่เนิ่นนี่แหละ สมัยหน้าถ้าพรรคมึงยังได้จัดตั้งรัฐบาล เขาก็อยู่ต่อ ถ้าพรรคมึงแพ้เขาก็มีที่ไป ก็ระวังอย่าให้ข้อมูลพรรคมึงหลุดไปถึงหูฝั่งนั้นได้ แม่งเป็นฝ่ายค้านด้วย”
“อืม ขอบใจมากเรื่องข่าว ไว้กูจะคุยกับอาภูมิ”
หัวคิ้วของสัตราขมวดเข้าหากันแม้ว่าจะมีสาวสวยช่วยโลมเล้าข้างกายถึงสองคน แต่สมองของนักการเมืองกลับคิดถึงเพียงเรื่องที่เพิ่งได้รับทราบจากเพื่อนสนิท เขาหรือก็ระแคะระคายมาพักใหญ่เพราะหมู่นี้จักรวาลมีท่าทีแปลกตาไปหลายอย่าง ผิดใจกับคนในพรรคก็บ่อย คงเพราะเรื่องนี้กระมัง
“แล้ววันนี้ไปไหนมา”
เขาดึงสายตาไปมองผู้พูด “ศูนย์สิริกิติ์ฯ”
คนฟังพยักหน้ารับ “เห็นรูปผ่านๆ เลยถาม”
ท่านสส. ครางรับในลำคอ “อืม” ก่อนเอ่ย “เปิดงานเซรามิกที่เคยบอก ว่างๆ ไปเดินได้ อุดหนุนผู้ประกอบการในประเทศสักหน่อย แต่คุ้มราคาเพราะสวยจริง”
ทว่าเขากลับสะดุดอะไรบางอย่างยามเอ่ยถึงคำว่า ‘สวย’ เพราะนอกจากสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่ผุดขึ้นในหัว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะนึกถึงผุดขึ้นมาด้วย